Kiki’s Delivery Service : ทำงานอย่างไรให้ (ไม่) หมดไฟ ในโลกใบใหม่ที่ไม่ใจดีของ First Jobber

Kiki’s Delivery Service : ทำงานอย่างไรให้ (ไม่) หมดไฟ ในโลกใบใหม่ที่ไม่ใจดีของ First Jobber

‘Kiki’s Delivery Service’ (1989) แม่มดใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา) ทำงานอย่างไรให้ (ไม่) หมดไฟ ในโลกใบใหม่ที่ไม่ใจดีของ First Jobber

 

ฉันเคยโบยบินได้โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย
แต่ตอนนี้ฉันจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าจะทำมันได้อย่างไร

 

ในโลกของการทำงาน ‘เด็กใหม่ไฟแรง’ ถือเป็นคำที่ถักทอผูกร้อยจนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างยากจะแยกขาด ความสดใหม่ของนักศึกษาที่เพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการเรียนหนังสือและได้ก้าวเท้าเข้าสู่รั้วของการทำงานมีหน้าตาคล้ายกับขุมพลังนับอนันต์ ไม่มีวันหมด ไร้ซึ่งวันล้า แต่ในคำว่า ‘เด็กใหม่ไฟแรง’ นี้เอง ก็สะท้อนมุมมองบางอย่างราวกับว่ามันคือสัจธรรม ที่ว่าในวันหนึ่งนั้น เปลวไฟที่ลุกโชนจะมอดดับเหลือเพียงขี้เถ้าของตัวตนในวันวาน

เพราะเหตุใดกันภาวะเบิร์นเอาท์ถึงแพร่ระบาดราวกับเป็นสัจธรรม เป็นเพราะไฟและความพิเศษในตัวนั้นเมื่อผ่านกาลเวลาได้หมดอายุลง หรือเป็นเพราะวิถีในการทำงานและใช้ชีวิตของเราเองที่ทำให้ประกายไฟเหล่านั้นมอดดับลง?

เป็นที่รู้กันว่า ‘สตูดิโอจิบลิ’ (Studio Ghibli) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวและความงดงามที่ถูกจารึกเอาไว้ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลกตลอดมา ภาพยนตร์ของพวกเขาไม่เพียงวาดฝันที่งดงามให้ผู้ชมได้ลิ้มรส แต่ยังสอดแทรกบทเรียนในชีวิตจนไม่ว่าจะหวนกลับมาเปิดดูอีกครั้งในวันที่เติบโตจากวันวานมามากแล้ว สตูดิโอจิบลิก็จะยังคงมีอะไรมอบให้ผู้ชมอยู่เสมอ

Kiki’s Delivery Service’ (1989) นับว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ ‘ฮายาโอะ มิยาซากิ’ (Hayao Miyazaki) ได้บรรจงถ่ายทอดออกมาจนติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ชม และโดยเฉพาะกับเสียงดนตรีจาก ‘โจ ฮิซาอิชิ’ (Joe Hisaishi) ที่ได้ประพันธ์เพลง ‘A Town with an Ocean View’ จนกลาเป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่เมื่อเปิดฟังทีไร เสียงดนตรีเหล่านั้นสามารถพาเราไปสู่ดินแดนที่สวยงามและตั้งอยู่ริมมหาสมุทรสีฟ้าอันกว้างใหญ่เสมอ

ทว่านอกเสียจากความวิเศษงดงามเหล่านั้นแล้ว เรื่องราวของ ‘กิกิ’ (Kiki) แม่มดน้อยในวัย 13 ปีใน Kiki’s Delivery Service ที่เดินทางออกจากบ้านไปใช้ชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเองได้กลายเป็นกระจกสะท้อนและชวนให้เราทุกคนหันหลับมามองวิถีการทำงานของตัวเอง ไปจนถึงต้นตอปัญหาภาวะการ ‘เบิร์นเอาท์’ (Burnout) ที่พรากความวิเศษและความสุขในการทำงานไปจนหมดสิ้น

 

/ บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ Kiki’s Delivery Service (1989) / 

 

จะมีอะไรที่น่าโปรดปรานไปกว่า ‘โอกาส’ สำหรับเด็กคนหนึ่งที่แบกชีวิตของตัวเองไปตายเอาดาบหน้าที่เต็มไปด้วยคนที่ไม่รู้จัก เธอขนชีวิตของเธอจากบ้านที่อบอุ่นและสุขสบายเพื่อเดินหน้าสู่การยืนหยัดในชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเอง ด้วยเหตุนั้นทั้งโอกาสจาก ‘โอโซโนะ’ (Osono) หรือแม้แต่ลูกค้าทุก ๆ คนที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการขนส่งของเธอก็ล้วนเป็นโอกาสที่เธอจะทิ้งไปไม่ได้

กิกิคือภาพสะท้อนของเด็กใหม่ไฟแรงได้อย่างสมบูรณ์แบบ เธอมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มความสามารถ ไขว่คว้าทุกโอกาสที่ปรากฏต่อสายตาของเธอ อีกทั้งเธอยังต้องการที่จะมุ่งมั่นทำงานเหล่านั้นให้ดีที่สุด งานเหล่านี้เติมเต็มความหมายในตัวเองของเธอ มากกว่าเงินเสียอีกด้วยซ้ำ ดังที่สะท้อนผ่านการที่เธอยินดีทำงานเพิ่มเติมให้กับคุณยายคนหนึ่งอย่างเต็มความสามารถ แม้จะอยู่นอกเหนืองานของเธอ เพราะการรับเงินฟรี ๆ โดยไม่ทำงานนั้นผิดกับคุณค่าที่เธอยึดถือ

จะบอกว่าเธอโชคดีก็ได้ กิกิคือหนึ่งในน้อยคนนักที่ได้ทำงานและหาเงินด้วยทักษะที่ตนเองชอบและถนัดซึ่งก็คือการบิน หากมองมุมหนึ่งก็คงสรุปได้ไม่ยากว่าการทำงานของเธอย่อมเต็มไปด้วยความสุขที่แม้จะเหนื่อยกายแต่ก็คุ้มค่าที่จะลืมตาตื่นขึ้นมาในทุก ๆ วัน

เมื่อได้ทำงานอย่างเต็มตัว กิกิจึงเริ่มผูกโยงคุณค่าในตัวของเธอเองเข้ากับงานที่เธอทำ เธอรู้สึกพิเศษและมีคุณค่าเพราะเธอได้ทำงาน สิ่งนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กิกิเดินหน้าส่งของโดยไม่อิดออดเกียจคร้าน ทว่าการผูกโยงคุณค่านี้เองจึงอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ชอบกับงานเริ่มเลือนรางลงไป…

แต่แล้วสัจธรรมหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือการทำงานย่อมโปรยไปด้วยอุปสรรคและความไม่สมหวัง ในบางคราวกิกิก็ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคทางกายที่ทำให้เหนื่อยล้าจากการลงแรงมากเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่อาจเลวร้ายไปกว่านั้นคือพลังลบที่ส่งผลทางใจ โดยเฉพาะในวันที่เธอมุ่งหน้าฝ่าฝนจากบ้านของคุณยายเพื่อไปส่งพายปลาเฮอร์ริงกับฟักทองให้หลานสาว ทว่าหลานสาวคนนั้นกลับบ่นบอกด้วยความรำคาญว่า “เกลียดพายของคุณยาย

เมื่อคุณค่าที่เธอยึดถือกับการทำงานที่เธอใส่ทั้งหัวใจของเธอลงไปถูกปัดตกไปด้วยความรำคาญโดยใครสักคนที่ไม่แม้แต่จะเห็นคุณค่า หรือแม้แต่ความสะเทือนใจที่เกิดขึ้นจากเด็กคนหนึ่งที่รุ่นราวคราวเดียวกับเธอใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยไม่สนใจความอบอุ่นที่น้อยคนจะได้รับ มวลความรู้สึกเหล่านี้จึงส่งผลกระทบต่อ ‘ความรู้สึก’ และ ‘คุณค่า’ ของเธอที่ถูกผูกโยงรัดแน่นกับการทำงานอย่างแยกไม่ออก

 

การบินไม่ใช่เรื่องสนุกหรอก
มันเป็นเหมือนงานมากกว่า

 

เมื่อความรู้สึกเหล่านี้ถูกสาดใส่เธอก็ย่อมกระเด็นกระดอนไปโดนสิ่งที่เธอรักและใช้มันทำงานไปด้วย จากการขี่ไม้กวาดเพื่อโบยบินด้วยความสุข การบินส่งของกลายเป็นเรื่องของ ‘งาน’ ที่ไม่ได้มอบคุณค่าและความสุขเฉกเช่นวันวานอีกแล้ว จากกิกิที่ขี่ไม้กวาดและโบยบินด้วยความรักและสดใส โลกของการทำงานและคุณค่าที่ถูกผูกโยงกับมันได้ทำให้เธอบินเพราะหน้าที่และการงานที่ไม่สุขหรือสมหวังเสมอไป

คุณแม่เคยแนะนำเธอก่อนที่จะออกจากบ้านว่า “แค่ทำตามหัวใจและยิ้มอยู่เสมอก็พอ” แต่คำถามที่น่าสนใจนั้นคือการบินของเธอในห้วงเวลานั้นคือการทำตามหัวใจอยู่หรือเปล่า?

 

ถ้าฉันสูญเสียเวทย์มนตร์
ก็หมายถึงฉันสูญเสียทุกอย่าง

 

ท้ายที่สุดนั้นเมื่อกิกิเดินหน้าทำงานที่หัวใจอันแห้งเหี่ยวและไม่สัตย์จริงต่อความรักในงานอีกต่อไป เวทมนตร์ที่เคยสถิตอยู่กับเธอก็จางหาย ไม่ต่างอะไรจากไฟในการทำงานโลกแห่งความเป็นจริง ที่เราอาจตั้งต้นด้วยความรัก ความชอบ และความหลงใหลในสิ่งที่ทำ แต่เมื่อหัวใจสำคัญของการทำงานนั้นกลายเป็น ‘เรื่องอื่น’ ที่เบียดผลักให้ ‘ความรัก’ ร่วงหล่นกลืนหาย ‘ไฟ’ ที่เคยลุกโชนและเป็นขุมพลังก็อาจมลายหายตาม หรือแม้แต่แผดเผาให้ให้ใครสักคน — เช่น กิกิ — เผชิญกับภาวะเบิร์นเอาท์ได้

แต่ท้ายที่สุดนั้น กิกิก็บินไม่ได้อีกต่อไป เธอสูญเสียพลังของเวทย์มนตร์ เฉกเช่นเดียวกับคนทำงานสูญเสียไฟ หรือแม้แต่จิตรกรสูญเสียไอเดีย

เออร์ซูลา’ (Ursula) คือจิตรกรที่อาศัยอยู่ในป่าร่วมกับอีกานับสิบตัว เธอใช้ชีวิตปลีกวิเวกจากสังคมเมือง ดื่มด่ำความสงบและถ่ายทอดมันออกบนผืนผ้าใบ เธอและกิกิเคยพบกันครั้งหนึ่งในตอนที่ตุ๊กตาแมวดำหล่นหาย และเขาทั้งสองก็ได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่กิกิทำเวทย์มนตร์ของตัวเธอเองหายไป

และก็เป็นเออร์ซูลาเองที่ชี้บอกว่าสิ่งที่หายมันน่าจะอยู่ตรงไหน

การวาดภาพกับเวทย์มนตร์ก็คล้าย ๆ กัน บางครั้งฉันก็วาดไม่ได้” เออร์ซูลากล่าวกับกิกิ

ฉันเคยโบยบินได้โดยไม่ต้องคิดอะไรเลย แต่ตอนนี้ฉันจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าจะทำมันได้อย่างไร” กิกิตอบ

คำตอบของเออร์ซูลาในการจัดการกับปัญหานี้ช่างง่ายดายและแสนธรรมดา เพราะถ้าหากเธอวาดภาพไม่ได้ เธอก็แค่… หยุด

ฉันก็แค่หยุด ออกไปเดินเล่น ดูวิวไกล ๆ งีบหลับตอนเที่ยง ไม่ต้องทำอะไร จากนั้นอยู่ดี ๆ ฉันก็วาดรูปได้อีกครั้ง

เออร์ซูลาก็เคยเป็นหนึ่งคนที่หลงทางในการทำงานและความชอบ เธอวาดภาพทั้งวันทั้งคืนก่อนจะรู้ตัวอีกทีว่าภาพวาดเหล่านั้นหาใช่สไตล์ของตัวเธอ มีแต่สิ่งที่เอามาจากของคนอื่นอีกที เธอเลยต้องถอยกลับมาเพื่อตั้งหลักและหาคำตอบอีกทีว่าเธอวาดภาพ “ทำไม?

ฉันคิดว่าตัวเองค้นพบแล้วว่าการวาดภาพหมายถึงอะไร อย่างน้อยก็สำหรับฉัน

 

เมื่อได้พักผ่อน ตั้งหลัก และย้อนกลับไปถามตัวเองอีกครั้ง ไม่ใช่คำถามว่าทำไมบินไม่ได้ แต่เป็นคำถามที่ว่า ทำไมเธอถึงต้องบิน ทำไมเธอถึงอยากยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ทำไมเธอถึงอยากทำ Kiki’s Delivery Service

คำตอบไม่มีผิดหรือถูก ไม่ต้องแบ่งปันบอกต่อให้กับใคร ไม่ต้องให้ใครมากล่าวยอมรับ เพียงแต่เป็นคำคอบที่สัตย์จริงต่อใจของตัวเอง

ในโลกที่เต็มไปด้วยเป้าหมายและ KPI ในการทำงาน ความหมายของเราที่มีต่อบริษัทย่อมชัดเจนแจ่มแจ้งนับตั้งแต่วันแรกของการทำงาน แต่คำถามที่ไม่สมควรหล่นหายไประหว่างทางคือ ความหมายของการทำงานที่สัมพันธ์กับความต้องการของตัวเราเอง ว่าทำไปเพื่ออะไร

หากพบคำตอบและจับมันให้แน่นตลอดการเดินทางบนเส้นทางการทำงาน ก็อาจทำให้ไฟที่ถูกมองว่าสถิตอยู่กับเด็กใหม่ ไม่สะทกสะท้านต่ออุปสรรค ความผิดหวัง และกาลเวลาที่ผันผ่านไปทุกวัน

เพื่อไม่ให้การทำงานต้องทุบทำลายตัวตนี่เปี่ยมด้วยความหมายและไฟหวัง ให้หลงเหลือเพียงมนุษย์ทำงานที่เดินหน้าไล่คว้าเป้าหมายที่ตัวเองไม่ถูกกำหนดขึ้นเอง

ไม่ให้เด็กใหม่ไฟแรงต้องมอดดับเหลือเพียงขี้เถ้าของตัวตนในวันวาน

จริง ๆ แล้วคำตอบของเรื่องนี้อาจวกกลับไปที่คำแนะนำง่าย ๆ 

แค่ทำตามหัวใจและยังยิ้มอยู่เสมอ

 

ภาพ : Kiki's Delivery Service (1989)