‘แนนซี่-โจนาธาน’: บทเรียนความรักที่การจากลาไม่ใช่โศกนาฏกรรม

‘แนนซี่-โจนาธาน’: บทเรียนความรักที่การจากลาไม่ใช่โศกนาฏกรรม

‘Stranger Things’ ซีซันสุดท้าย เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของ ‘แนนซี่–โจนาธาน’ ที่กลายเป็นบทเรียนสำคัญของการเติบโต เมื่อความรักยังคงอยู่ แต่ชีวิตพาไปคนละทิศ และการเลือกไม่ไปต่อ อาจเป็นความซื่อตรงต่อกันมากที่สุดเท่าที่มนุษย์จะมอบให้ได้

KEY

POINTS

‘Stranger Things’ ซีซันสุดท้าย โดยเฉพาะสามตอนล่าสุดที่เพิ่งปล่อยสตรีมมิ่งออกมาช่วงก่อนสิ้นปี 2025 นั้น นอกจากจะนำผู้ชมไปสู่คำเฉลยของเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดจากต่างมิติแล้ว ซีรีส์ยังหยิบยกประเด็นร่วมสมัยที่ซีรีส์วัยรุ่นทั่วไปไม่ค่อยได้ให้พื้นที่มากนักมาพูดถึงอย่างจริงจัง

หนึ่งคือการเปิดเผยตัวตนให้คนรอบข้างรับรู้เกี่ยวกับรสนิยมทางเพศของ ‘วิล’ หนุ่มน้อยผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งกับการต่อสู้ในครั้งนี้ คนที่เคยต้องเก็บงำตัวตนไว้เป็นความลับในใจอย่างเงียบเชียบและทุกข์ทรมาน

อีกหนึ่งคือการลดทอนภาพจำของ ‘ความรักอันแสนสมบูรณ์แบบของวัยรุ่น’ ผ่านความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวที่จำต้องจบลง ทั้งที่ความรักยังคงมีอยู่ ความสัมพันธ์ของคู่รักสำคัญของเรื่องอย่าง ‘แนนซี่ วีลเลอร์’ และ ‘โจนาธาน ไบเออร์ส’

นี่ไม่ใช่บทความว่าด้วยคู่รักที่เลิกรากันเพราะการนอกใจ รักสามเส้า หรือดรามาความเข้าใจผิดชั่วคราว หากแต่เป็นเรื่องราวของคนสองคนที่เริ่มต้นด้วยความรักอันงดงาม ที่ผ่านการเติบโตขึ้นมาอย่างไม่พร้อมเพรียงกัน และเลือกสิ้นสุดความสัมพันธ์โดยไม่มีใครต้องถูกแต่งตั้งให้เป็น ‘ผู้ร้าย’

เพราะบางครั้ง ความรักก็ไม่ได้พังลงเพราะใครทำผิด แต่มันค่อย ๆ สึกกร่อนลง เพราะคนสองคนเดินไปไม่ทันกันเท่านั้นเอง

ระยะทางของความรัก กลายเป็นการเติบโตไปคนละทิศทาง

ในตอนต้นของซีซันที่สี่ ความสัมพันธ์ของคู่รักแนนซี่และโจนาธานถูกทดสอบด้วยระยะทางระหว่างแคลิฟอร์เนียและฮอว์กินส์ อันเป็นระยะทางที่ห่างไกลอยู่มาก จนเส้นทางที่ห่างไกลกันทางภูมิศาสตร์นั้น ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความห่างไกลทางความคิดและอนาคตไปด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งคู่กำลังยืนอยู่บนรอยต่อของวัยเปลี่ยนผ่าน แถมยังได้รับประสบการณ์ชีวิตกันไปคนละแบบ

แนนซี่เติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่ชัดเจนกับตัวเอง โดยเฉพาะในด้านความสนใจที่มีต่ออนาคต เธออยากเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน มีความทะเยอทะยานที่จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสิ่งที่กำลังทำ เธอกล้าหาญเด็ดเดี่ยว รู้ว่าตัวเองต้องการหรือไม่ต้องการอะไร ในขณะที่โจนาธานต้องรับบทหัวหน้าครอบครัวอย่างไม่เต็มใจ แบกรับภาระดูแลน้องแทนแม่ แถมยังต้องประคองชีวิตส่วนตัวของการเป็นวัยหนุ่มที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองควรเดินไปทางไหนกันแน่ ถูกดึงดูดด้วยเพื่อนที่ทำตัวประหลาด ๆ และข้องแวะกับกัญชาในฐานะทางหนีจากความกดดันทั้งปวงที่กำลังเผชิญ

โลกของแนนซี่คือ ‘โลกของการก้าวไปให้ไกลกว่านี้ได้อีก’ แต่โลกของโจนาธานคือ ‘โลกที่ถ้าก้าวต่อไป จะมีใครล้มลงหรือไม่’

ความเปราะบางเหล่านี้ทำให้โจนาธานกลายเป็นคนที่ห่วงหน้าพะวงหลัง และหวาดกลัวการตัดสินใจ ในขณะเดียวกันด้านสว่างของเขาคือความเป็นคนใส่ใจคนอื่น ความเป็นคนเซนซิทีฟนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นคนแรกที่รับรู้ถึงความรู้สึกแปลกแยกภายในจิตใจที่กำลังกัดกินวิล น้องชายผู้เงียบงันของเขาอยู่ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ใช่การต่อต้านความเป็นตัวตนของวิล หากแต่คือความเห็นอกเห็นใจในตัวน้องชายอย่างเปี่ยมล้น นี่คือความอ่อนโยนแบบที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะมีในตัวแฟนหนุ่ม คนที่อบอุ่น เข้าใจ และไม่ละเลยความรู้สึกของใคร

เมื่อผู้หญิงก้าวไปข้างหน้า แต่ความสัมพันธ์ยังถูกคาดหวังให้เธอรอ

แทบทุกซีนสำคัญที่ผู้ชมได้เห็นแนนซี่ เธอมักปรากฏกายในฐานะผู้นำของกลุ่ม เดินเล็งปืนนำผู้ชาย และยืนอยู่แนวหน้าเพื่อปกป้องทุกคน ภาพจำเหล่านี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของซีรีส์ไปแล้ว จนบางครั้งผู้ชมเองก็หลงลืมไปว่า เธอมีแฟนหนุ่มอยู่ทั้งคน ชายหนุ่มที่ไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นหรือภาวะผู้นำเทียบเท่าเธอแม้แต่น้อย

ภาพจำเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแนนซี่เป็นคนที่ยิงปืนแม่น หากแต่เพราะความทะเยอทะยานฝังแน่นอยู่ในนิสัยของเธอ แนนซี่ไม่เคยลดทอนความฝันของตัวเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์ ไม่เคยรู้สึกผิดกับความทะเยอทะยานของตัวเอง และไม่เคยขออนุญาตใครเพื่อไปให้ไกลกว่านี้

ในทางกลับกัน โจนาธานเลือกที่จะ ‘ถอย’ มากกว่า ‘เดินเคียง’

นี่ไม่ใช่การกล่าวโทษฝ่ายชาย หากเป็นการสะท้อนบทบาททางสังคมที่ผู้ชายจำนวนมากไม่เคยถูกสอนให้วิ่งตามความฝันไปพร้อมกับใครสักคน เราจึงเห็นภาพซ้ำ ๆ ในวัฒนธรรมป๊อป ที่ผู้หญิงผู้ชัดเจนกับอนาคตของตัวเองถูกมองว่าเป็นฝ่ายกดดันในความสัมพันธ์ไปเสียอย่างนั้น ในขณะที่ความลังเล ความไม่แน่ใจ และการผัดผ่อนของผู้ชายกลับถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ ‘เข้าใจได้’

คำถามสำคัญคือ ทำไมความมั่นใจของผู้หญิงจึงถูกมองเป็นปัญหาไปได้

ที่จริงแล้ว โจนาธานไม่ใช่แฟนที่แย่เลย ตรงกันข้าม การยอมให้ผู้หญิงในชีวิตเปล่งประกายกว่าตนถือเป็นคุณสมบัติของสุภาพบุรุษด้วยซ้ำ ตอกย้ำว่าเขาเป็นคนรับฟังและมองเห็นความสำคัญของผู้อื่น

ปัญหาเดียวของโจนาธาน คือเขาไม่เคยเคลียร์กับชีวิตของตัวเอง และไม่เคยรู้หนทางจะไปต่อ ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของเขาแม้แต่น้อย เขากลัวจะต้องละทิ้งครอบครัว พอ ๆ กับที่กลัวจะไปเป็นภาระของใคร และที่กลัวที่สุดคือ กลัวว่าตัวเองจะไม่คู่ควรกับแนนซี่

โจนาธานถูกเขียนให้เป็นตัวแทนของคนจำนวนมากที่เสียสละเพื่อคนอื่น จนลืมไปโดยสิ้นเชิงว่าตัวเองก็มีสิทธิ์จะฝัน เมื่อความรักพังลง มันจึงไม่ใช่เรื่องของใครทำผิด หากแต่เป็นเพราะฝ่ายหนึ่งไม่เชื่อว่าตัวเองสมควรมีอนาคตที่ดีกว่านี้

ความสัมพันธ์ที่ปราศจากการทะเลาะ

อันตรายกว่าความสัมพันธ์ที่เบาะแว้ง

สิ่งที่ค่อย ๆ ทำร้ายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ไม่ใช่คำพูดรุนแรง หากคือการไม่พูดความจริงต่อกัน ไม่พูดถึงความกลัว ไม่พูดถึงแผนชีวิต ไม่เอ่ยถึงความไม่มั่นใจ ต่างฝ่ายต่างเลือกจะเก็บงำทุกอย่างไว้กับตัวเอง และแสร้งทำเป็นว่าทุกอย่างโอเค ดังที่ปรากฏในตอนแรกของซีซันที่สี่ เพื่อนสนิทของทั้งคู่พยายามชี้ให้เห็นความผิดปกติในความสัมพันธ์นี้ที่คนรักเลือกจะไม่ไปมาหาสู่กันทั้งที่มีโอกาสจะทำได้ ราวกับทั้งคู่ไม่ได้ดึงดูดกันอีกต่อไปแล้ว แต่ทั้งแนนซี่และโจนาธานต่างก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานั้น แถมยังสรรเสริญเยินยออีกฝ่าย เทิดทูนซึ่งกันและกัน และสรุปว่าทุกอย่างระหว่างทั้งสองนั้น ‘สมบูรณ์แบบดีแล้ว’

“ฉันว่ากลิ่นตุ ๆ” เพื่อนของโจนาธานสรุปไว้ในหนึ่งประโยค อย่างน่าฉุกคิด

เพราะความสัมพันธ์จำนวนมากไม่ได้จบลงด้วยการทะเลาะเสียงดัง หากจบลงด้วยความเงียบ ความเงียบที่ไม่มีใครกล้าพูดในสิ่งที่สำคัญที่สุดในความรัก

ตลอดหลายซีซัน เราเห็นแนนซี่และโจนาธานคบหากันอย่างมีวุฒิภาวะ ทั้งคู่เป็นพี่คนโตของครอบครัว จึงเลือกวิธีรักกันอย่างราบเรียบ หลอกสมองตัวเองว่าคบกันด้วยความเข้าใจ ความห่างไกลไม่ใช่อุปสรรค เพราะต่างฝ่ายต่างโตพอจะจัดการมันได้

แต่ความเป็นผู้ใหญ่นั้นเองที่เปิดพื้นที่ให้ความเงียบเข้าแทรกกลาง และในที่สุด ช่องว่างนั้นก็ไม่อาจถมเต็มด้วยความรักหรือความเข้าใจได้อีกต่อไป เมื่อความคิดอ่านที่ต่างกันค่อย ๆ ขยายระยะห่างระหว่างใจของทั้งคู่ตามไปด้วย

เมื่อรักแรกไม่ได้ถูกเขียนมาให้เป็นรักครั้งสุดท้าย

และนั่นก็หาใช่โศกนาฏกรรม

Stranger Things กล้าทำในสิ่งที่ซีรีส์วัยรุ่นไม่ค่อยกล้าทำ นั่นคือการไม่ romanticize การฝืนเดินไปต่อของคู่พระ-นาง ไม่บังคับให้คู่รักต้องฝ่าฟันทุกอย่างไปด้วยกันจนถึงตอนสุดท้าย เพียงเพราะคนทั้งคู่เคยผ่านอันตรายร่วมกันมาแล้ว

แทนที่จะสร้างมือที่สามหรือโศกนาฏกรรมรุนแรง ซีรีส์เลือกให้ความรักนี้จบลงด้วยความสมัครใจของทั้งคู่ เพราะการแยกทางไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป บางครั้ง การยอมรับความพ่ายแพ้และกล่าวคำลาอย่างเป็นทางการต่างหาก คือความกล้าหาญสูงสุดของมนุษย์ที่กำลังเผชิญหน้ากับความตาย

ห้วงเวลาที่พวกเขาคิดว่าคงเป็นห้วงสุดท้ายของชีวิต ทั้งคู่จึงเพิ่งเอ่ยปากสารภาพความจริงหลาย ๆ สิ่งออกมา ความจริงที่ปลดปล่อยทั้งคู่สู่อิสรภาพแห่งความรัก ความจริงที่ตอกย้ำว่าพวกเขายังคงรักกันมาก หากแต่สุดทางที่จะไปกันต่อได้อีก

ความจริงที่นำมาสู่ซีนมอบแหวนขอ ‘ไม่แต่งงาน’ ของโจนาธาน ที่ได้รับคำตอบ ‘ตกลง’ จากแนนซี่ ว่าพวกเขาทั้งคู่จะ ‘ไม่แต่งงานกัน’ การตกลงจะไม่แต่งงานกันเป็นการบอกเลิกกันอย่างเป็นทางการที่แสนจะพิลึกและซับซ้อน ขณะเดียวกันก็อบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด การตกลงจะไม่แต่งงานกันอาจเป็นเรื่องที่ดีที่สุดของคนทั้งคู่ที่จะเกิดขึ้นได้ในโมงยามแห่งความเป็นและความตายนั้นแล้ว

บางที ความรักอาจไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อพาเราไปถึงปลายทางเดียวกัน หากแต่มีหน้าที่เพียงพาเราผ่านช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต และความรักในวัยเปลี่ยนผ่านเช่นนี้เอง กำลังตั้งคำถามสำคัญกับเราว่า เราจะยังรักกันได้หรือไม่ หากเราอยากมีชีวิตของตัวเองที่เป็นคนละแบบกับคนรัก

สำหรับแนนซี่และโจนาธาน การได้ครองรักกันในช่วงหนึ่งของชีวิตอาจเพียงพอแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีตอนจบแบบมีกันตลอดไป

นี่คือ Happy Ending ที่ไม่จำต้องเป็น Happy Ending Together

การจากลาของแนนซี่และโจนาธานจึงไม่ใช่โศกนาฏกรรม หากแต่เป็นการยอมรับความจริงที่ว่า ความรักไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของชีวิตได้ทั้งหมด และการเดินแยกทางกันอย่างซื่อตรงเช่นนี้อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของความรักที่เติบโตแล้วจริง ๆ ก็เป็นได้

 

เรื่อง: poonpun

ภาพ: Netflix