29 พ.ค. 2569 | 19:30 น.

KEY
POINTS
การที่ตัวของเราต้องไปติดแหง็กอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ แม้แค่จินตนาการถึงสถานการณ์แบบนั้นก็ตาม ย่อมไม่ใช่เรื่องตลกเลยแม้แต่น้อย อุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหนก็ไม่ใช่เรื่องดีที่จะนึกถึงทั้งนั้น แต่อุบัติเหตุที่ทำให้ใครสักคนถูกจองจำอยู่ในสถานที่แคบ ๆ นับเป็นฝันร้ายประเภทหนึ่งที่เลวร้ายยิ่ง โดยเฉพาะกับโศกนาฏกรรมที่นักสำรวจถ้ำที่เข้าไปสำรวจในช่องเล็ก ๆ ของภูเขาก่อนจะพบว่าเขาไม่สามารถไปข้างหน้าต่อได้ และถอยหลังกลับก็ไม่ได้ หรือแม้แต่ขยับเนื้อตัวสักส่วนใดของร่างกายก็เป็นเรื่องที่แม้แต่พระเจ้าก็ไม่สามารถช่วยเขาได้
ฝันร้ายของการถูกพันธนาการเหล่านั้นไม่ได้เพียงหยุดอยู่แค่การที่เสรีภาพของมนุษย์ถูกบ่อนทำลาย แต่เป็นการที่กายภาพของเขาเหล่านั้นถูกจองจำอย่างแน่นิ่งไว้อย่างสมบูรณ์ มีเพียงความคิดในหัวของเขาเท่านั้นที่พอจะขยับเขยื้อนได้ อีกทั้งในสภาวะแบบนั้นคือความทรมานที่ก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า พันธนาการที่บีบรัดเค้นขับให้ดวงวิญญาณผู้โชคร้ายเหล่านั้นอยู่ในสภาวะที่จำยอมต่อความอึดอัดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ด้วยเหตุนั้น สถานการณ์ที่ผลักให้ใครสักคนร่วงหล่นลงไปในพันธนาการเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นการติดถ้ำ ติดอยู่ในลิฟต์ ติดอยู่ในซากปรักหักพัง ติดอยู่ในซอกกำแพง หรือแม้แต่กับการถูกเบียดเสียดเยียดยัดอยู่ในฝูงชนที่ไร้ทางออกก็ล้วนเป็นฝันร้ายของมนุษย์เราทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับเหล่าคนที่มีภาวะกลัวที่แคบ (claustrophobic) จนถ้าจะต้องกล่าวว่าเหตุการณ์เหล่านั้นคือนรกที่ถูกยกมาไว้บนดินก็ไม่ไกลห่างจากความเป็นจริงมากนัก
พักหลังมานี้นับเป็นเรื่องบังเอิญที่ผู้เขียนได้เวียนวนมาอ่านหลายชิ้นงานที่ว่าด้วยนรกหลายรูปแบบ ตั้งแต่งานเขียนคลาสสิกของ ‘ดันเต อาลีกีเอรี’ (Dante Alighieri) อย่าง ‘Inferno’ ที่กลายเป็นนรกแบบมาตรฐานตามความเชื่อของชาวคริสต์ นวนิยายสั้นอันโด่งดังที่เพิ่งมีการแปลไทยไปไม่นานอย่าง ‘A Short Stay in Hell’ โดย ‘สตีเวน แอล. เพ็ก’ (Steven L. Peck) หรือแม้แต่ภาพยนตร์อย่าง ‘Salò, or the 120 Days of Sodom’ ที่หยิบเอางานเขียนของ ‘มาร์กีส์ เดอ ซาด’ (Marquis De Sade) มาถ่ายทอดด้วยบริบทของสงครามโลกครั้งที่สองผ่านสายตาของ ‘ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี’ (Pier Paolo Pasolini) ก็ล้วนเป็นภาพแทนของนรกรูปแบบหนึ่งที่เพื่อนมนุษย์สามารถสร้างมันได้ขึ้นเองโดยไม่ต้องรอโลกหลังความตาย
.
จะเห็นได้ว่าบนโลกของเรามีนรกหลากหลายรูปแบบที่มนุษย์พยายามก่อร่างสร้างขึ้น ในแง่นี้ นรกเองก็เปรียมเสมือนจินตนาการรูปแบบหนึ่งว่าโลกหลังความตายจะพัดพาเราไปทางไหน และมันจะสามารถเลวร้ายได้มากเพียงใด ลึกลงไปแล้ว นรกเองก็เป็นภาพสะท้อนความกลัวเบื้องลึกของมนุษย์เรา หรือเป็นการมองไปถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่จะเป็นไปได้ (worst case scenario) เฉกเช่นเดียวกับนวนิยายดิสโทเปีย (dystopia) ที่พยายามจินตนาการถึงสภาพสังคมที่เลวร้ายที่สุดในทางใดทางหนึ่ง
.
ท่ามกลางนรกสารพัดรูปแบบก็มีนรกอีกแบบหนึ่งที่เลวร้ายไม่ต่างจากเรื่องอื่น ๆ ที่ผ่านหูผ่านตามา เพียงแต่นรกแห่งนี้ไม่ได้มีกระทะทองแดง ต้นงิ้ว หรือไฟที่แผดเผาดวงวิญญาณในที่แห่งนั้น เพราะในนรกแห่งนี้คือปล่องคอนกรีตแคบ ๆ ที่มืดสนิท มีพื้นเป็นตะแกรงเหล็ก และบรรจุคนสามคนเอาไว้อย่างแนบชิดติดกันจนไม่สามารถแม้แต่จะนั่งได้ — นี่คือนรกที่ถูกตีแผ่ผ่านนวนิยายสั้นเรื่อง ‘The Divine Farce’ ที่เขียนโดยนักประสาทวิทยาและนักเขียนชาวอเมริกัน ‘ไมเคิล เอส.เอ. กราเซียโน’ (Michael S.A. Graziano)
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยสถานการณ์ที่คนแปลกหน้าสามคนที่อยู่ดี ๆ ก็ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในความมืด เบียดเสียดกันอยู่ในช่องคอนกรีตที่เล็กแคบจนพวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะนั่งลงได้ ปล่องนี้เป็นท่อทรงกระบอกเล็ก ๆ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราวสองฟุต โดยมีน้ำหวานปริศนาหยดลงมาจากด้านบนเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวเพื่อประทังชีวิต ส่วนของเสียจะถูกระบายออกผ่านตะแกรงที่พื้น ไม่มีเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่ ไม่มีเป้าหมายว่าพวกเขาต้องทำอะไร และไม่มีคำตอบให้กับคำถามใด ๆ ที่ผุดขึ้นมาทั้งสิ้น แต่เมื่อมองจากจุดนี้แล้วจะตีความว่านี่เป็นนรกรูปแบบหนึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร
The Divine Farce ไม่เพียงแต่จะเปิดเปลือยความน่าสยดสยองผ่านภาพจำลองของนรกในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นอุปมานิทัศน์ที่ท้าทายให้เราพิจารณาถึงนิยามของการเป็นมนุษย์ ว่าความหมายของการดำรงชีวิตคืออะไรในสภาวะที่ความต้องการพื้นฐานได้รับการเติมเต็มจนหมดสิ้น พร้อมกับสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะจิตสำนึกของมนุษย์ยามที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดเท่าที่จินตนาการจะหยั่งถึง
นวนิยายขนาดสั้นที่มีความหนาเพียงร้อยกว่าหน้านี้ ได้ร้อยเรียงเรื่องราวผ่านมุมมองของความสยองขวัญ ตลกร้าย และปรัชญาที่ชวนให้ผู้อ่านขบคิด ในบทความนี้ The People จึงอยากขอพาทุกท่านไปร่วมสำรวจและตั้งคำถามถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในเนื้อหา เพราะในยามที่เราจับจ้องไปยังภาพจำลองของนรกหรือโลกดิสโทเปีย เราอาจจะสามารถมองเห็นสภาวะในปัจจุบันของตัวเราเองได้ชัดเจนยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
/ บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของนวนิยายสั้น The Divine Farce /
เรื่องราวของ The Divine Farce เริ่มต้นที่ตัวละครเอกบอกเล่าถึงสถานที่พวกเขาอยู่ว่า “ภายในความมืดสนิทแห่งนั้น คือบ้านของพวกเรา บ้านทรงกระบอกตั้งฉากกับผืนดิน ภายในกลวงเปล่า และมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวสองฟุต แคบพอให้มนุษย์ผู้ใหญ่สามคนหายใจรดกันและกัน หรือพอให้ร่างกายของเราแนบชิดติดกันเพื่อเบียดเสียดกันไปมาระหว่างที่เราขยับเขยื้อนเลื่อนตำแหน่งอย่างกระอักกระอ่วน”
มิเพียงแค่เขาคนนั้นต้องถูกจองจำอยู่ในปล่องคอนกรีตขนาดเล็กที่มีน้ำหวานจากเบื้องบนหยอดย้อยลงมาประทังชีวิต ไม่สามารถเดินเหิน นั่ง หรือแม้แต่งอขาได้ แต่พื้นที่อันคับแคบของเขานั้นยังต้องแบ่งหารกับอีกสองชีวิตที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ร่วมกัน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ชายหนึ่งและผู้หญิงอีกหนึ่ง เพียงแค่ลองจินตนาการดูว่าต้องอยู่ในที่คับแคบเช่นนี้อย่างแนบชิดกับคนอื่นอีกสองคน ก็ถือเป็นอภิมหาฝันร้ายที่ใครสักคนจะจินตนาการได้
อย่างไรก็ตาม แง่มุมที่เลวร้ายไปกว่านั้นของเรื่องนี้คือพวกเขามาอยู่ตรงนี้โดยไม่เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย ว่าทำไมถึงอยู่ที่นี่ ต้องอยู่ไปถึงเมื่อไหร่ สิ่งที่เขาทั้งสามทำได้คือการอยู่ร่วมกัน โดยมีน้ำหวานและเพื่อนอีกสองคนคอยประทังชีวิตไม่ให้เป็นบ้าไปเสียก่อน พวกเขาทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ พูดคุย ตัดพ้อ ทะเลาะ หรือกามกิจ ถึงกระนั้นก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นบ่อยและเป็นที่ชื่นชอบมากเท่า ‘การพูดคุย’
สิ่งที่มนุษย์ (หรือดวงวิญญาณ) ทั้งสามทำจึงเป็นการถกเถียงพูดคุยถึงความหมายของชีวิตรวมไปถึงเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะการพยายามหาคำตอบว่าทำไมพวกเขาถึงอยู่กันที่นี่ พวกเขาต้องทำอะไร ซึ่งไม่ว่าจะขบคิดหรือถกเถียงถึงคำถามนี้เพียงใด คำตอบก็วกเวียนกลับไปจบที่ประโยคเดิมทุกครั้งไป
“มันก็เป็นแบบนี้แหละ”
ท้ายที่สุดแล้วสภาวะที่พวกเขาอยู่ล้วนเป็นนรกในสองแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป ประการแรกคือนรกทางกายที่พวกเขาถูกจองจำอย่างเลวร้าย และประการที่สองนรกทางใจ ซึ่งก็คือการหายไปของเหตุผลและคำตอบว่าทำไมพวกเขาต้องอยู่ในที่แห่งนี้ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาเหล่านั้นไม่สามารถทนอยู่กับนรกทางกายได้ด้วย
ถึงกระนั้น ในบางคราวพวกเขาก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า หรือที่แห่งนี้อาจไม่ใช่นรก
แต่เป็น ‘สวรรค์’
“เป็นเวลาอันยาวนานที่ผมได้คิดพินิจว่าไม่แน่
เราอาจกำลังอยู่บนสวรรค์”
จะเป็นไปได้อย่างไร สวรรค์วิมานของผู้สร้างองค์ใดกันที่จับดวงวิญญาณไปอยู่ในปล่องคอนกรีตให้เบียดเสียดกันอย่างไร้ความหมาย แต่ไม่ว่าสิ่งที่เป็นอยู่จะมีหน้าตาเป็นแบบไหน ก็คงไม่มีความจริงสัมบูรณ์ใดที่สามารถเหนี่ยวรั้ง พันธนาการ หรือจำกัดให้ความคิดของมนุษย์แน่นิ่งอยู่กับที่ได้ โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่มีอิสรเสรีที่สุดในสถานการณ์แห่งนี้คือสิ่งที่อยู่ในหัวของพวกเขา หรือไม่แน่ก็อาจเป็นเพราะธรรมชาติแห่งการปรับตัวของมนุษย์เราที่ ในระยะยาว จะหาแง่งามของทุกสถานการณ์เสมอ
ทำไมที่แห่งนี้อาจเป็นสวรรค์?
ประการแรก ตัวละครเอกของเรามองว่าการได้อยู่ร่วมกันในปล่องนี้ถึงสามคนนับเป็นพรอันประเสริฐ เพราะสถานะความซับซ้อนแบบไตรภาคี (triangulated complexity) นั้น คือความสมดุลที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าจำนวนไหน ๆ
เพราะถ้าหากใครสักคนต้องอยู่ที่นั่นคนเดียว ไม่ว่าจะมีความสามารถในการเปล่งความคิดให้ก้องสะท้อนในตัวเองเพียงไหน หรือสามารถหยัดยืนอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวเพียงใด แต่ความโดดเดี่ยวนิรันดร์นับเป็นนรกที่สัมบูรณ์ที่สุด ส่วนการอยู่ด้วยกันเพียงสองคนในปล่องแห่งนี้ ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากนรกเช่นเดียวกัน เพราะการดำรงอยู่ของทั้งสองนับเป็นความสมดุลที่ยากจะคงเสถียรภาพเอาไว้ได้ อาจเป็นเพราะแรงเหวี่ยงทางความคิดหรืออารมณ์มีเพียง ‘ขั้วตรงข้าม’ ที่เฝ้ารอ
แต่สำหรับสามคนนั้น คือจำนวนแห่งความสมดุลในความซับซ้อนที่พอดิบพอดี ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้ง พันธมิตร ความคิด หรือเคมีต่าง ๆ จะถ่วงรั้งกันไปมาให้สายสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสามสามารถเริงระบำไปข้างหน้าได้ดีกว่าสองแบบที่เรากล่าวมา ซึ่งในแง่คิดนี้อาจจะแตกต่างจากมุมมองของ ‘ฌ็อง-ปอล ซาร์ตร์’ (Jean-Paul Sartre) ที่ตัวเขาได้ถ่ายทอดผ่านบทละคร ‘No Exit’ ที่มองว่าความเป็น ‘ไตรภาคี’ คือสูตรสำเร็จของความขัดแย้งไร้ที่สิ้นสุด
อย่างไรก็ตาม ความเป็นไตรภาคีที่เบียดเสียดแนบแน่นในปล่องเล็ก ๆ ก็ได้กลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาคิดว่านี่อาจเป็นสวรรค์
นอกจากนั้นแล้ว จากในส่วนที่แล้วที่เรากล่าวว่า ความไม่รู้ ความไร้เหตุผล ในการดำรงอยู่ ณ ที่แห่งนี้นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นนรก ในขณะเดียวกัน เหล่าดวงวิญญาณในที่แห่งนี้ก็เคยขบคิดไปถึงขั้นที่ว่า การไม่มีคำตอบนั่นแหละที่ทำให้ที่แห่งนี้เป็นสวรรค์ เหตุเพราะการไม่มีคำตอบ ไม่มีปลายทาง ไม่มีความหมาย ทำให้ไม่มีใครต้องมานั่งจดจ่อเฝ้ารอคำตอบหรือปลายทางใด ๆ เพียงแต่ดำรงอยู่ไปอย่างนั้น แต่ในขณะเดียวกัน หากเราเห็นว่าปลายทาง สักวันหนึ่ง จะได้ออกไปจากที่แห่งนี้ การก้าวเดินจากวันนี้ไปถึงวันนั้นจะทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นนรกไปในที่สุด
ไม่ว่าเราจะคิดว่าที่นี่เป็นนรกหรือสวรรค์ก็ตาม แต่หนึ่งสิ่งที่สะท้อนได้ผ่านแนวคิดเหล่านี้คือความลื่นไหลของ ‘ความคิด’ อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อเราขบคิดถึงบางสิ่งมากพอ มันก็อาจทำให้เรา ‘เข้าใจ’ ในสิ่ง ๆ นั้นในแบบที่น่าจะสอดรับกับความเป็นอยู่กับตัวเรามากที่สุด เมื่อคิดว่าที่นี่เป็นนรก ที่แห่งนี้ก็อาจเป็นนรก และเมื่อคิดว่าที่นี่เป็นสวรรค์ ที่แห่งนี้ก็อาจเป็นเช่นนั้นก็ได้ ใครจะไปรู้
หรือในอีกแง่หนึ่ง ก็ทำให้เราเห็นแสงอันริบหรี่ที่ไม่เคยมอดดับลงของความเป็นมนุษย์ซึ่งก็คือ ‘การมองโลกในแง่ดี’ (optimism) ที่ไม่ว่าจะติดหล่มอยู่ในวังวนที่เลวร้ายเพียงไหน เราอาจขบคิดจนตะล่อมบอกตัวเองได้ว่า แบบที่เป็นอยู่มันก็ดีอยู่แล้ว
แต่ในขณะเดียวกันการมองโลกในแง่ดีนี้เองก็อาจขุดหลุมบ่อให้กับความเป็นอนุรักษนิยมและไม่กล้าเปลี่ยนแปลงก็เป็นได้
“อาจเป็นเพราะเป็นสติปัญญาอันหลักแหลมของทวยเทพ โดยเฉพาะถ้าพวกเขามีอารมณ์ขันอันโหดร้าย และเฝ้ารอให้เราหลงลืมสิ่งที่เรียกว่าอิสรภาพไปจนหมดสิ้น รอจนเราและทัณฑสถานของเรากลบกลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน จนเราก้าวข้ามผ่านห้วงเวลาแห่งการยอมจำนน และสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยแรงสนับสนุนของกันและกัน จนเราบรรลุในการเปลี่ยนแปรสถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้ให้กลายเป็นปรัชญาชีวิตและอาณัติของจักรวาล จนเราไม่รู้อีกต่อไปว่าเราต้องการจะอยู่หรือไป เมื่อนั้นเองที่พวกเขาได้ประทานจุดเว้าแหว่งของกำแพงมาให้กับเรา”
ภายหลังจากกระจุกอุดอู้อยู่ในปล่องคอนกรีตนานเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ แต่นานพอให้พวกเขาชินชาและยอมรับกับสภาพที่เป็นอยู่ พวกเขากลับค้นพบช่องรอยปริแตกของกำแพง ซึ่งนั่นนับเป็นความหวังเดียวที่ผุดขึ้นมาในความมืดมิดนิรันดร์ของพวกเขา
จากเดิมที่ไม่มีตัวเลือกอื่นนอกเสียจากทนอยู่ในปล่องแห่งนั้น สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือการมองโลกในแง่ดีและยอมรับสภาพ ทว่าเมื่อเห็นรอยปริ เห็นแสงสว่าง และโอกาสไปสู่แห่งหนใหม่ที่ไม่ใช่ที่แห่งนี้ กรอบความคิดรูปแบบอื่นก็ได้จุติขึ้นในสำนึกของพวกเขา เช่น ‘การมองโลกในแง่ร้าย’ (pessimism)
เมื่อเกิดรอยปริแตกจนแสงลอดผ่านเข้ามา จึงหมายความว่าการหลุดพ้นออกจากที่แห่งนี้ย่อมเป็นไปได้ แน่นอนว่าความคิดแรกที่ผุกขึ้นมาคือการออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เพื่อไปสู่อะไรที่ดีกว่า ไปสู่อิสรภาพและไม่ต้องทนจองจำอยู่กับปล่องแคบ ๆ นี้ ไม่ว่าข้างนอกนั้นจะมีอะไร อย่างน้อยพวกเขาก็น่าจะนั่งหรือขยับเขยื้อนร่างกายได้บ้าง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง หนึ่งในสามมนุษย์ในปล่องก็เอ่ยความคิดของตนขึ้นว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้างนอกนั่นดีกว่า ไม่แน่ว่าเมื่อเราทุบกำแพงออกไป สิ่งที่เราอาจเห็นคือกระแสของลาวาร้อนมุ่งหน้ามาหาเรา หรือตะขาบนับพันนับหมื่นตัวที่ทะลักเข้ามาในปล่องคอนกรีตของเราก็ได้
สองแนวคิดที่ปะทะกันนี้จึงกลายเป็นภาพแทนที่ชัดเจนของกรอบคิดสองรูปแบบ — ‘หัวก้าวหน้า’ (progressivism) และ ‘อนุรักษนิยม’ (conservatism) โดยแบบหนึ่่งก็มองว่าการออกไปข้างหน้าอาจดีกว่าหรือเลวร้าย ไม่อาจทราบได้ แต่การทนอยู่ ณ ที่แห่งนี้คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด ในขณะเดียวกัน อย่างหลังย่อมมองว่าการคงรักษาสถานะเดิมเอาไว้ ในที่ที่ยังพอมีอาหาร เบียดเสียดกันสามคน และปราศจากภัยคุกคาม นับเป็นพรอันประเสริฐแล้ว
แต่ในท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ทะลวงพันธนาการเดิมและหลุดออกไปในที่สุด ก่อนที่พวกเขาจะพบกับพันธนาการถัดไป
เมื่อทะลวงออกมาได้แล้วนั้น พวกเขาก็ได้เผชิญหน้ากับนรกขุมถัดไป กลายเป็นว่าเรื่องราวที่เรากล่าวมาทั้งหมดนั้นครอบคลุมเพียงแค่สองบทแรกจากทั้งหมดสิบสองบทของหนังสือหนาร้อยกว่าหน้าเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อพวกเขาออกมาแล้วก็จะได้พบเข้ากับนรกอีกรูปแบบหนึ่งที่เปี่ยมล้นไปด้วยผู้คนและสิ่งมีชีวิตมหาศาลแก่งแย่งชิงดีที่จะไขว่คว้าอาหารและน้ำดื่มมาครอง
ผู้คนมากมายในที่แห่งนี้ยอมจำนนต่อการแข่งขันไม่สิ้นสุด ผู้คนมากมายปล่อยตัวเองให้ถูกกลืนกินโดยความต้องการโดยสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกัน ตัวละครเอกของเราก็ได้มุ่งหน้าหาวิถีทางที่จะหลุดพ้นจากสถานที่แห่งนี้จนได้
แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นกับเขาคือการถูกแยกขาดจากเพื่อนรักอีกสองคน แต่ถึงกระนั้น ด้วยเวลาที่มีอยู่ไม่สิ้นสุด ตัวเขาก็ปฏิญาณว่าจะมุ่งหน้ามองหาเขาทั้งสองอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตาม ซึ่งการที่ตัวเขาเองนั้นสามารถดึงตัวเองขึ้นมาจากวังวนของความหิวกระหาย จึงเป็นการตื่นรู้รูปแบบหนึ่งที่ตัวของเขาต้องตระหนักมันได้ด้วยตัวเอง แม้ว่าคนอื่นจะไม่ได้ให้คุณค่าของการหลุดพ้นจากที่แห่งนี้ก็ตาม
“ยิ่งผมปล่อยให้ความคิดของผมยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ยิ่งทำให้โลกใบนี้สมเหตุสมผลน้อยลง และยิ่งผมเพ่งพินิจในรายละเอียด ในความธรรมดา ในการลงมือทำมากแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้ผมเข้าใจในปริศนาของที่แห่งนี้มากกว่าเดิม”
ท่ามกลางความไร้ความหมายในนรกแห่งนี้ ที่จากเดิมเป็นปล่องคอนกรีต สู่เขาวงกตที่บรรจุผู้คนมหาศาลโดยมีความหิวกระหายเป็นตัวขับเคลื่อน สิ่งที่ตัวเขาต้องทำคือตั้งสติและช้าลง พินิจพิเคราะห์สิ่งรอบตัว รวมไปถึงตัวเองให้มากขึ้นเพื่อตั้งหลักในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ให้ความหิวกระหายขับเคลื่อนโดยสมบูรณ์ ด้วยเหตุนั้นเอง จึงทำให้ตัวละครเอกของเราสามารถหาทางออกมาได้จากผู้คนมากมายที่ไม่สนใจสิ่งใดอื่นนอกจากการหาอาหารมาประทังท้อง
เฉกเช่นเดียวกับโลกปัจจุบันที่ผู้คนที่ถูกขับเคลื่อนโดยเครื่องจักรความหิวกระหายและความอยากได้ จนบางคราวก็หลงลืมความหมายที่แท้จริงของการใช้ชีวิต เพราะท้ายที่สุดแล้วการเติมเต็มกิเลสสารพัดรูปแบบย่อมลงท้ายด้วยการเติมมันใหม่อีกครั้ง หมุดหมายที่ยั่งยืนที่แท้จริงคือการค้นพบคำตอบบนเส้นทางที่ตัวของเรากำลังมุ่งหน้าไป
แม้จะออกมาได้ แต่ตัวละครเอกของเราก็ยังคงรู้สึกขาดพร่องเมื่อเพื่อนอีกสองคนไม่ได้อยู่กับเขาตรงนี้ ทางเดินข้างหน้าของเขาในนรกแห่งนี้ (ที่ตัวเขาได้ปีนป่ายออกมาข้างนอกได้แล้ว) คือการมุ่งหน้าตามหาห้องที่มีเพื่อนรักทั้งสองอยู่ต่อไป แม้ว่าจะมีห้องอีกนับล้าน ๆ ห้องเฝ้าคอยเขาอยู่ แต่ตัวเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าสักวันหนึ่งเขาจะพบกับสองคนนั้น
“ถ้ำแล้วถ้ำเล่า เฝ้ามองหาบนชายฝั่งที่ไร้จุดจบ ผมไม่เคยคิดจะยอมแพ้ ผมจะพาพวกคุณให้พบ เมื่อคณิตศาสตร์แห่งความหวังอันเป็นอนันต์ของผมได้ประจัญหน้ากับตัวเลขนับอนันต์ ชัยชนะของผมย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
แม้จะยังไม่ได้ออกไปจากนรกที่ไร้ความหมายแห่งนี้ แต่เขาคนนั้น — ผู้โดดเดี่ยว — ก็เปี่ยมล้นไปด้วยความหมายในเฮือกหายใจที่ทำหน้าที่เป็นเชื้อไฟในการก้าวเดินต่อไปข้างหน้าในทุก ๆ วันที่ผ่านไป