The Mandalorian & Grogu : บาดแผล ศรัทธา และการประกอบสร้าง ‘ครอบครัว’

The Mandalorian & Grogu : บาดแผล ศรัทธา และการประกอบสร้าง ‘ครอบครัว’

The Mandalorian & Grogu หนังจากเรื่องราว Star Wars ที่จะพาเราก้าวข้ามฉากแอ็กชันอวกาศ สู่การสำรวจความจริงเบื้องหลังความเป็นมนุษย์

KEY

POINTS

 \ บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของซีรีส์ The Mandalorian และภาพยนตร์ The Mandalorian and Grogu /

 

ผู้รักษาที่เคยมีบาดแผลเท่านั้นจึงจะเยียวยาผู้อื่นได้
- คาร์ล ยุง (Carl Jung)

 

เคยไหมกับการมีความรู้สึกว่า เราเติบโตมาด้วยการ ‘ขาดแคลน’ บางสิ่งบางอย่างในชีวิต?

บนโลกความเป็นจริง มนุษย์ทุกคนล้วนไม่ได้เติบโตมาอย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ บางคนเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวเพราะไม่มีครอบครัวคอยดูแล บางคนเติบโตมาด้วยชีวิตที่หม่นหมองเพราะขาดวัยเด็กที่สนุกสนาน ความรู้สึกเหล่านี้เปรียบเสมือนตราบาปที่ติดตัวไปตลอดชีวิต ซึ่งหลายคนเลือกจะจัดการกับมันในรูปแบบที่ต่างกัน บางคนเลือกเก็บมันไว้เป็นบาดแผลฝังลึกในจิตใจ แต่บางคนกลับเลือกใช้มันเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตให้แก่ผู้อื่น ไม่ใช่เพราะพวกเขารู้ดีไปกว่าใคร แต่เป็นเพราะพวกเขา ‘จำได้’ ว่ามันยากแค่ไหนกว่าจะก้าวผ่านความรู้สึกเหล่านั้นมาได้

ความรู้สึกเหล่านี้ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านภาพยนตร์ชุด Star Wars หลังจากห่างหายจากโรงภาพยนตร์ไปเป็นเวลานานหลายปี การกลับมาครั้งนี้นำเอาซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดมาสานต่อเป็นเวอร์ชันภาพยนตร์อย่าง ‘The Mandalorian & Grogu’ ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของคู่หูสองพ่อลูก ‘ดิน จาริน’ (Din Djarin) และ ‘โกรกู’ (Grogu) กับการผจญภัยครั้งใหม่ที่พวกเขาต้องรับทำภารกิจให้กับฝ่ายสาธารณรัฐ

ตัวหนังยังคงสไตล์การเล่าเรื่องอันเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งการดำเนินเรื่องผ่านการรับงานจ้าง ที่มักจะตามมาพร้อมการเดินทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพและอุปสรรคที่เราต้องคอยเอาใจช่วยสองพ่อลูกคู่นี้ให้ฝ่าฟันไปได้อยู่เสมอ เหตุผลที่เส้นเรื่องยังคงลักษณะไม่ต่างไปจากเดิม เป็นเพราะผู้กำกับอย่าง ‘จอน ฟาฟวโร’ (Jon Favreau) ที่หลังจากดูแลซีรีส์เรื่องนี้มายาวนานกว่า 3 ซีซัน ก็ได้กลับมาคุมงานอีกครั้งในเวอร์ชันภาพยนตร์

แต่การกลับมาในรอบนี้ ไม่ได้มาพร้อมกับการผจญภัยสุดแสนเข้มข้นเพียงอย่างเดียว เพราะภาพยนตร์กลับแฝงความหมายของการเติบโตไว้อย่างน่าสนใจ ผ่าน ดิน จาริน เด็กกำพร้าผู้รอดชีวิตที่ยึดมั่นในกฎของลัทธิแมนดาลอเรียนอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งการเข้ามาของ โกรกู ได้มาตั้งคำถามสำคัญให้กับชีวิตของเขาว่า ‘ความเชื่อ’ ที่เคร่งครัด กับ ‘ความรัก’ ที่สะท้อนบาดแผลในอดีต จะสามารถเดินควบคู่กันไปได้อย่างไร และเขาจะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเข็มทิศนำทาง เพื่อไม่ให้เด็กคนหนึ่งต้องเผชิญกับอดีตอันเลวร้ายเฉกเช่นตัวเขาได้อย่างไร

 

ฉันเป็นเด็กกำพร้า พวกเขาเลี้ยงฉันมาในหมู่นักรบ 
ฉันถูกเลี้ยงมาให้เหมือนกับพวกเขา

 

ดิน คือภาพสะท้อนของเด็กที่เติบโตท่ามกลางความโดดเดี่ยว หลังจากต้องสูญเสียครอบครัวไปเพราะสงคราม แต่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ชาวแมนดาลอเรียนได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ และรับเขามาเลี้ยงดูในฐานะบุตรบุญธรรม พร้อมกับปลูกฝังความเชื่อของเผ่าพันธุ์ลงไปในตัวเขา 

สำหรับดิน แมนดาลอเรียนจึงไม่ใช่ลัทธิธรรมดาที่มีเพียงความเชื่อหรือกฎให้เขาปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่มันคือ ‘ชีวิต’ และ ‘ตัวตน’ ใหม่ของเขาอย่างเต็มตัว เพราะลัทธิไม่ได้มอบให้แค่กฎเกณฑ์ แต่มันทำให้ดินได้กลับมารู้จักคำว่าครอบครัวอีกครั้งผ่านเหล่าเพื่อนพ้องในลัทธิ มันช่วยให้เขาค้นพบพื้นที่ปลอดภัยภายใต้ชุดเกราะเบสการ์ ที่คอยทำหน้าที่ปกป้องเขาจากอันตรายภายนอก และช่วยซ่อนบาดแผลในอดีตเอาไว้ กฎและวิถีปฏิบัติสำหรับดินจึงกลายเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจฝ่าฝืนได้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้คือรากฐานสำคัญที่ประกอบสร้างตัวตนใหม่ของเขาขึ้น

 

ศรัทธาที่ปรับเปลี่ยนได้ด้วยความรัก

จุดเปลี่ยนสำคัญของดินได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อได้พบกับโกรกู เด็กน้อยที่เผชิญชะตากรรมถูกไล่ล่าอย่างโดดเดี่ยวจากคนของฝ่ายจักรวรรดิ ภาพนั้นได้สะท้อนให้ดินย้อนกลับไปเห็นตัวเองในอดีตอีกครั้ง ประกอบกับเรื่องราวระหว่างการเดินทาง ได้สร้างความผูกพันจนกลายเป็นความสัมพันธ์พ่อกับลูกที่ ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ได้เข้ามาทำให้ความเชื่ออันเคร่งครัดที่เขามีต่อลัทธิเริ่มสั่นคลอน จนในที่สุด เขาจึงเลือกที่จะยอมทำตามเสียงหัวใจตัวเอง ด้วยการสละกฎข้อที่เคร่งครัดที่สุดทิ้งไป อย่างการยอมถอดหมวกออก เพื่อให้โกรกูได้เห็นใบหน้าของผู้เป็นพ่อเป็นครั้งแรก ถึงแม้การยอมทำตามเสียงหัวใจนี้จะต้องแลกมาด้วยการถูกขับไล่ออกจากลัทธิ ที่แทบจะเป็นทั้งชีวิตของเขาก็ตาม
แต่ด้วยความที่เติบโตมากับวิถีแมนดาลอเรียนทั้งชีวิต ดินจึงไม่อาจละทิ้งตัวตนดั้งเดิมของเขาไปได้ เขาจึงเลือกพิสูจน์ว่า ‘ความรัก’ และ ‘ความเชื่อ’ เป็นสิ่งที่สามารถไปด้วยกันได้ ผ่านการเดินทางไปชำระบาปและเข้าช่วยเหลือผู้อื่น จนได้รับการยอมรับให้กลับเข้าสู่ลัทธิอีกครั้ง 

เรื่องราวของดินจึงเปรียบเสมือนการพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘ความเชื่อ’ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องยึดมั่นถือมั่นไว้อย่างเคร่งครัดเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการปรับเปลี่ยนกฎให้เข้ากับความรักและความจริงที่เขาได้เผชิญ เพื่อสร้างตัวตนใหม่ที่สามารถพาทั้งศรัทธาและลูกชายของเขาเดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว

 

เด็กนั้นอยู่ไปอีกเป็นร้อยปีนานกว่าฉันเยอะ
ฉันไม่ได้อยู่ปกป้องเขาได้ตลอดหรอก

 

ประโยคนี้เปรียบเสมือนการดึงเราเข้าสู่แก่นหลักของภาพยนตร์ในภาคนี้ เพราะมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า วิถีความเชื่อของดินที่เปลี่ยนไปนั้น ได้ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของโกรกู เพื่อไม่ให้เด็กคนนี้ต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ต้องสูญเสียช่วงเวลาสำคัญในชีวิตไป เฉกเช่นเดียวกับตัวเขาในอดีต

พัฒนาการความแข็งแกร่งของโกรกูที่เราได้เห็นในภาคนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยของการฝึกฝนวิชาเพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดจากการที่ดินเริ่ม ‘ไว้วางใจ’ ให้เด็กคนนี้ได้ลงมือทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น ทั้งการให้เขามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเมื่อต้องปะทะกับเหล่านักล่าค่าหัว การรับมือกับหุ่นยนต์ หรือแม้แต่งานเล็ก ๆ อย่างการเปิดประตู 

ซึ่งผลลัพธ์ของความไว้วางใจนี้ ได้นำไปสู่บทพิสูจน์การเติบโตที่ชัดเจนที่สุด คือฉากที่หนังแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถเอาชีวิตรอดได้แม้ในยามที่ไม่มีพ่อคอยปกป้อง ผ่านช่วงเวลาที่ดินสลบจากพิษงูเป็นเวลาหลายวัน โกรกูคือคนที่ก้าวขึ้นมาดูแลเขาเพียงลำพัง ทั้งการออกหาที่หลบภัยและการรักษาบาดแผลให้กับพ่อ 

เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองคนเติบโตขึ้นผ่านความไว้วางใจซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

มากไปกว่านั้น เมื่อดินได้เปลี่ยนมุมมองไปแล้วว่า กฎของแมนดาลอเรียนคือสิ่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเป็นจริง เขาจึงเลือกที่จะวาง ‘ความรัก’ ไว้เป็นอันดับแรก เห็นได้จากการที่เขาเผลอแหกกฎเรื่องการปกป้องผู้เยาว์ ด้วยการปล่อยให้โกรกูเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าที่เป็นเป้าหมายงานจ้างอย่างไม่ระมัดระวัง แม้จะมารู้ภายหลังว่าคนผู้นั้นไม่ได้คิดร้ายและกลายเป็นคนที่โกรกูชื่นชอบ เขาก็เลือกที่จะช่วยเหลือด้วยการทิ้งงานจ้างจนตัวเองต้องถูกตามล่าและเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากพิษงู แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เขาได้รับตอบแทนกลับมาคือภาพของเด็กน้อยโกรกูที่กำลังเล่นน้ำกับคนที่เขาได้ช่วยเหลืออย่างมีความสุข ภาพนั้นทำให้เราเห็นว่าดินให้ความสำคัญกับการเติมเต็ม ‘วัยเด็ก’ ของโกรกูมากแค่ไหน เพราะนั่นคือสิ่งที่ตัวเขาเองขาดหายไปตลอดชีวิต แม้ดินจะเคยมีครอบครัวเป็นเพื่อนพ้องในลัทธิ แต่เขาถูกเลี้ยงดูมาในฐานะทหารที่ต้องเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา จนต้องสละความสดใสในวัยเด็กทิ้งไป

การเลี้ยงดูโกรกูของดิน จึงไม่ใช่การตีกรอบให้อยู่ในวิถีความเชื่อดั้งเดิมของแมนดาลอเรียนอีกต่อไป แต่เขาเลือกที่จะสอนให้เด็กคนนี้เติบโตมาอย่างแข็งแกร่ง พึ่งพาตัวเองได้ พร้อมกับปล่อยให้เขาได้สนุกสนานสมกับวัยที่ควรจะเป็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้หลอมรวมกันและนำไปสู่บทสรุปคำพูดที่ตรงกับกฎของลัทธิแมนดาลอเรียนว่า

 

ผู้อาวุโสปกป้องผู้เยาว์
และผู้เยาว์ปกป้องผู้อาวุโส
นี่คือวิถีของพวกเรา

 

ท้ายที่สุดแล้ว The Mandalorian & Grogu จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวการผจญภัยของนักล่าค่าหัวในห้วงอวกาศเพียงมิติเดียว แต่มันคือภาพสะท้อนของการเติบโต และการเรียนรู้ที่จะอยู่กับบาดแผลของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ดิน จาริน พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อุดมการณ์และความเชื่อที่แข็งแกร่ง ต้องไม่ใช่กฎเกณฑ์หรือข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเสมอไป แต่มันคือความกล้าที่จะปรับเปลี่ยนวิถีเหล่านั้น เพื่อปกป้องสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต

การมอบวัยเด็กที่ปลอดภัยและเติมเต็มความสนุกให้กับโกรกู จึงไม่ใช่แค่การทำหน้าที่ของพ่อบุญธรรม แต่มันคือการให้เขาได้ย้อนกลับไปสร้างความสุขให้กับตัวเขาในตอนที่ยังเป็น ‘เด็กกำพร้า’ ให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง