28 พ.ค. 2569 | 19:00 น.

KEY
POINTS
“ไม่มีสิ่งใดเป็นอนาธิปไตยยิ่งไปกว่าอำนาจ”
— ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี
‘อำนาจ’ นับเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่คู่เคียงและก้าวเดินเติบโตไปพร้อม ๆ กับพัฒนาการของสังคมมนุษย์อย่างแนบชิด จากช่วงเวลาในอดีตที่การอยู่รอดตั้งอยู่บนพื้นฐานของอำนาจในเชิงพลกำลังขยับเข้าสู่การที่อำนาจถูกผูกขาดและรวบมัดผ่าน ‘ผู้ปกครอง’ หรือ ‘รัฐ’ แม้ลักษณะเปลือกนอกและเจตจำนงของมันจะขยับเขยื้อนเปลี่ยนแปร แต่แก่นแท้ในตัวมันเอง ไม่แน่ว่าอาจยังคงไม่เปลี่ยนไป
เมื่อสังคมมีและกฎหมาย อำนาจจึงถูกรวบมัดอยู่สถาบันผู้ปกครองซึ่งเป็นไปเพื่อดูแลความเรียบร้อยและปกป้องความยุติธรรมของผู้คนในสังคม อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นผู้ปกปักษ์รักษาประชาชนภายใต้การปกครองจากภัยคุกคามภายนอก ด้วยเหตุนั้น ‘อำนาจ’ ในมิตินี้ดูจะยืนอยู่ตรงกันข้ามกับ ‘อนาธิปไตย’ (Anarchy) หรือสภาะที่ขื่อแปของบ้านเมืองปลาสนาการหายสิ้น ทิ้งไว้เพียงสังคมที่ชะตาชีวิตขึ้นอยู่กับเจตจำนงและสำนึกของปัจเจกบุคคลโดยเสรี
อย่างไรก็ตาม อำนาจที่ดูจะเกิดขึ้นมาเพื่อตั้งกฎและระเบียบเองนั้น เบื้องลึกในตัวของมันเอง อำนาจก็เป็นสิ่งที่เป็นภาพแทนของอนาธิปไตยยิ่งกว่ากลุ่มก้อนของผู้คนที่ถวิลหามันอีกเสียด้วยซ้ำ เพราะในวันที่พลกำลังของอำนาจใหญ่โตมโหฬารที่สุด ใครจะเป็นมีอำนาจที่สามารถปกครองอำนาจได้อีกที?
การจะหยิบภาพยนตร์สักเรื่องมาดูให้จบนั้นอาศัยการลงทุนไม่น้อยเลยทีเดียว เรื่องการจับจ่ายเพื่อซื้อสิทธิ์อย่างถูกต้องในการรับชมภาพยนตร์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในโรงภาพยนตร์ แผ่นดีวีดี หรือระบบสตรีมมิ่ง ก็ถือเป็นเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการลงเวลาและสติในการจับจ้องเรื่องราวยาวสองชั่วโมงอย่างจดจ่อ ที่ในสมัยนี้มีตัวเลือกนับไม่ถ้วนเฝ้ามอบความบันเทิงให้เราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคลิปสั้น ละครสั้น หรืออะไรต่อมิอะไรที่สั้น กระชับ และง่ายในการย่อย ด้วยเหตุนั้น การจะดูหนังสักเรื่อง ความบันเทิงก็แทบจะเป็นเกณฑ์ตัดสินที่สำคัญที่สุดในการเลือกดูหนังสักเรื่อง
หมายความว่าการเลือกชมภาพยนตร์สักเรื่อง เราต้องคาดหวังที่จะได้รับความบันเทิงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของการผจญภัย ตลกขบขัน หรือรักหวานฉ่ำ แต่รสนิยมของผู้คนก็หลากหลาย บ้างอาจอภิรมย์ยิ่งกับเรื่องราวระทึกและเขย่าขวัญ ไม่ก็หนังดราม่าที่ดูจบก็อารมณ์ค้างไปสามบ้านแปดบ้าน
แต่กับ ‘Salò, or the 120 Days of Sodom’ (1975) ภาพยนตร์อายุเกินห้าสิบปีจากการสร้างสรรค์โดยนักคิด นักเขียน นักกวี และผู้กำกับภาพยนตร์อิตาลีนาม ‘ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี’ (Pier Paulo Pasolini) ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความโหดร้าย น่าขยะแขยง สะอิดสะเอียน อึดอัด อำมหิต และวิปลาสเช่นนี้ ไม่เพียงแต่ถูกกล่าวถึงเรื่อยมาจากอดีตถึงปัจจุบัน แต่ครั้นถูกหยิบมาฉายในโรงภาพยนตร์ กลับมีผู้จองตั๋วไปชมจนคับแน่นโรงภาพยนตร์
มีสองคำถามผุดขึ้นมา
เราจะอยากดูไปทำไม?
เราดูอะไรแบบนี้ไปแล้วจะได้อะไร?
การจะตอบคำถามแรกก็หนีไม่พ้นที่จะต้องวกเวียนกลับไปเรื่องรสนิยม อาจคล้ายคลึงกับการตัดสินใจไปผจญภัยและเดินป่า ชีวิตของคนเราอาจหิวกระหายความแปลกใหม่ที่ทะลุกรอบเดิม ๆ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราได้ยินชื่อเสียงของ Pink Flamingos (1972), The Holy Mountain (1973) หรือ Eraserhead (1977) มาจนถึงถึงวันนี้ แม้ภาพยนตร์เหล่านี้จะเปี่ยมล้นไปด้วยความประหลาด และสำหรับหลายคนก็อาจกล่าวได้ว่าขาดพร่องความบันเทิง
ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม้ได้ว่าคุณูปการของ จอห์น วอเทอร์ส (John Waters), อเลฮานโดร โจโดรอวสกี (Alejandro Jodorowsky) หรือ เดวิด ลินช์ (David Lynch) ยิ่งใหญ่มหาศาลต่อโลกภาพยนตร์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเป็นแน่ โดยเฉพาะในแง่ของการทลายกรอบและความเป็นไปได้ของศิลปะ ภาพยนตร์ของเขาเหล่านี้ หรือใครมากมายอีกหลายคน ได้พาผู้ชมให้ก้าวขาไปสู่อาณาบริเวณที่ไม่รู้จัก เพื่อทำให้เราเห็นอะไรที่เราไม่อาจมองเห็นได้จากพื้นที่อันปลอดภัยและคุ้นชิน
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ใครหลายคนอยากดู Salò, or the 120 Days of Sodom เพื่อ ‘ลองของ’ และ ‘ท้าทาย’ ตัวเองกับภาพยนตร์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเป็น ‘หนังต้องห้าม’ ที่ ‘ใจไม่ถึงห้ามดู’ หรือบ้างก็อาจดูเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
แต่สำหรับคำถามต่อมา ‘ดูไปแล้วได้อะไร?’ การหาคำตอบของคำถามนี้น่าจะช่วยให้เราได้เห็นมิติที่น่าสนใจและโดยเฉพาะกับคุณค่าของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปมากกว่าเดิม ว่ามันไม่ได้เพียงถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้มันพิสดาร แต่เพื่อเป็นกระจกสะท้อนและวิพากษ์ความจริงในสังคมของมนุษย์เรา
ในบทความนี้ The People จะพาไปสำรวจแก่นแนวคิดที่ฝังลึกอยู่ในภาพยนตร์ Salò, or the 120 Days of Sodom ที่ได้ทำหน้าที่วิพากษ์ความเป็นอนาธิปไตยของอำนาจไปจนถึงตีแผ่ความวิปลาสของวัฒนธรรมบริโภคนิยมผ่านหนึ่งในฉากที่เลวร้ายที่สุดในโลกภาพยนตร์
เมื่อเอ่ยถึงชื่อของ ‘ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี’ (Pier Paolo Pasolini) เรากำลังพูดถึงมหาบุรุษผู้ควบรวมฐานะทั้งผู้กำกับภาพยนตร์ นักเขียน กวี และปัญญาชนชาวอิตาเลียน ผู้มีบทบาทอันทรงพลังยิ่งต่อหน้าประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอิตาลียุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาคือศิลปินผู้หาญกล้าในการตั้งคำถามต่อรากเหง้าของศาสนา ศีลธรรม ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น การเมือง ไปจนถึงการแปรเปลี่ยนของสังคมสมัยใหม่ ผ่านการรังสรรค์ผลงานที่ร้อยเรียงไว้ด้วยความงดงาม ความรุนแรง และการท้าทายจารีตความรู้สึกของผู้ชมอย่างไม่ลดละ
ก่อนหน้าที่จะสร้างภาพยนตร์สุดอุกอาจในอันเป็นเรื่องสุดท้ายของชีวิต ก่อนหน้านั้นปาโซลินีได้สร้างสรรค์ภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าเป็นเหรียญขั้วตรงข้ามกับภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เรารู้จักกันดี ซึ่งภาพยนตร์ทั้งสามนั้นประกอบไปด้วย The Decameron (1971), The Canterbury Tales (1972) และ Arabian Nights (1974) ซึ่งทั้งสามภาพยนตร์ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน ที่นอกจากจะดัดแปลงมาจากวรรณกรรมคลาสสิคแล้ว ยังมุ่งเน้นถ่ายทอดความงามของ ‘ความจริงแท้’ ใน ‘ความเป็นมนุษย์’ ผ่านแนวคิด ‘mimesis’ หรือการพยายามให้ภาพยนตร์สัมผัสความจริงของชีวิตโดยตรง ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องผ่านโครงสร้างแบบประดิษฐ์
ตัวละครของปาโซลินีในช่วงเวลานั้นจึงเปี่ยมไปด้วย ‘ความบริสุทธิ์ที่ดิบเถื่อน’ (Barbaric Innocence) ผ่านตัวละครที่มีความสามัญธรรมดา เป็นคนชายขอบ บกพร่อง และใช้ชีวิตตามสัญชาติญาณ ซึ่งล้วนถ่ายทอดความงามของการเป็นมนุษย์ รวมไปถึงเรื่องกามารมณ์ภายในเรื่องว่าเป็นภาพแทนของอิสรภาพที่จะไหลลื่นไปตามความต้องการของร่างกาย
ซึ่งภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องจึงถูกเรียกรวมกันในฐานะ ‘ไตรภาคแห่งชีวิต’ (The Trilogy of Life) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่มุ่งเน้นชี้ชัดความงามและความจริงแท้ของชีวิต บอกกล่าวให้โอบรับความธรรมดา หยาบกร้าน และไม่สมบูรณ์แบบของการเป็นมนุษย์
ทว่าไม่นานหลังจากนั้น มุมมองของปาโซลินีก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเมื่อเขาได้ตระหนักว่า ‘ความจริงแท้’ ที่ตัวเขาเองกำลังถ่ายทอดนั้นอาจไม่ได้มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ผ่านสังคมสมัยใหม่ที่กำลังถูกรุกคืบด้วย ‘ฟาสซิสต์ใหม่’ (The New Facism) ซึ่งก็คือวัฒนธรรมบริโภคนิยม (Mass Consumerist Society) ที่กำลังกลืนกินวัฒนธรรมดั้งเดิม
เมื่อโลกแห่งความจริงดั้งเดิมที่ตัวเขายึดถือได้ค่อย ๆ ร่วงสลายลง ปาโซลินีจึงตัดสินใจที่จะละเจตจำนงเดิมในการเฉลิมฉลองความงามของชีวิตและ “ปรับตัวเข้ากับความเสื่อมทราม และยอมรับในสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้” ตามคำกล่าวของเขา เพื่อเปิดโปงสันดานดิบอันหม่นมืดและรุนแรงของอำนาจบริโภคนิยมสมัยใหม่ ซึ่งนำไปสู่การสร้างภาพยนตร์ที่เลวร้ายและสิ้นหวังที่สุดของโลกใบนี้
“ผมเพียงตั้งใจจะแทนที่คำว่า ‘พระเจ้า’อย่างที่ซาดใช้
ด้วยคำว่า ‘อำนาจ’”
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น ปาโซลินีได้มีส่วนร่วมกับโปรเจกต์ดัดแปลงวรรณกรรมอื้อฉาวชิ้นหนึ่งจากศตวรรษที่ 18 งานเขียนที่ภายนอกอาจดูเหมือนหมกมุ่นอยู่กับกามารมณ์ ความรุนแรง และความวิปริตของมนุษย์ แต่ถ้าสำรวจลึกลงไปนั้น ตัวบทก็ยิ่งเปิดเผยให้เห็นบางสิ่งที่ลึกกว่าความอื้อฉาว นั่นคือภาพสะท้อนกลไกของอำนาจที่สามารถจัดระเบียบความปรารถนา ความเจ็บปวด และร่างกายของผู้อื่นเพื่อสนองความต้องการอันไร้ขอบเขตได้อย่างเลือดเย็น
วรรณกรรมชิ้นนั้นคือ ‘The 120 Days of Sodom’ โดย ‘มาร์กีส์ เดอ ซาด’ (Marquis de Sade)
อาจเป็นเพราะวรรณกรรมชิ้นดังกล่าวสอดรับกับมุมมองต่อโลกของปาโซลินีในช่วงเวลานั้น ตัวเขาเองจึงค่อย ๆ ซึมซับเรื่องราวของซาดและหยิบมันมาดัดแปลงจนกลายเป็นภาพยนตร์ของตัวเอง
ปาโซลินีได้ดัดแปลงวรรณกรรม 120 Days of Sodom ของซาดให้กลายเป็นภาพยนตร์ Salò โดยเปลี่ยนบริบทจากยุคระบอบเก่าของฝรั่งเศสมาเป็นรัฐบาลฟาสซิสต์อิตาลีในปี 1944 แทนการวิจารณ์แนวคิดยุคของการตื่นรู้ (Enlightenment) ตามต้นฉบับของซาด
ใน The 120 Days of Sodom ซาดได้ถ่ายทอดความวิปลาสของเหล่าชนชั้นนำที่มากล้นด้วยอำนาจจำนวนสี่คนซึ่งประกอบไปด้วย ขุนนาง นักบวช นายทุน และเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ซึ่งเป็นภาพแทนของอำนาจจากสถาบันหลักในช่วงเวลานั้น ซึ่งพวกเขาก็ได้ใช้อำนาจเหลือล้นเหล่านั้นในการสร้างโลกแห่งการสนองคงามต้องการสุดวิปลาส ที่ซึ่งกฎ ศีลธรรม และเหตุผลไม่ได้หายไป หากถูกบิดใช้เพื่อรับใช้ความปรารถนาและความรุนแรงของผู้มีอำนาจ
ปาโซลินีก็ได้หยิบแก่นเรื่องดังกล่าวมาและเปลี่ยนบริบทและช่วงเวลาของเรื่องราวมาเป็นช่วงเวลาสนธยาของระบอบฟาสซิสต์ในอิตาลี กับการที่ชนชั้นนำทั้งสี่คนได้ใช้อำนาจลักพาตัวกลุ่มวัยรุ่นไปยังคฤหาสน์ชนบทอันปิดตาย เพื่อสร้างวิมานสวรรค์ของเหล่าผู้มีอำนาจไม่สิ้นสุด และนรกบนดินสำหรับเหล่าวัยรุ่นผู้จำต้องสนองความต้องการอันวิปลาสของเขาเหล่านั้น
ปาโซลินีเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในเรื่องของการเลือกใช้ช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่สองเอาไว้ว่า
“ความเสื่อมถอยและยามสนธยานั้นมีความเป็นกวีอยู่ในตัวของมันเอง ถ้าผมไปตั้งเรื่องไว้ในช่วงที่นาซีกำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด ภาพยนตร์เรื่องนี้คงกลายเป็นสิ่งที่ยากจะทนรับชม แต่การรู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันเวลาอันใกล้จุดจบ และอีกไม่นานทุกอย่างจะสิ้นสุดลง ย่อมมอบความรู้สึกผ่อนคลายบางอย่างให้กับผู้ชมได้บ้าง”
ภายในคฤหาสน์ เหล่าวัยรุ่นถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและถูกบังคับให้ดำรงชีวิตตามกฎที่ชนชั้นนำทั้งสี่คนสร้างขึ้น พวกเขาต้องฟังเรื่องเล่าลามกและวิปริตจากหญิงสูงวัย ก่อนที่เรื่องเล่าเหล่านั้นจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นคำสั่ง พิธีกรรม และบทลงโทษต่อร่างกายของเหยื่อ คฤหาสน์จึงค่อย ๆ กลายเป็นโลกปิดที่อำนาจสามารถควบคุมได้ทั้งภาษา ความปรารถนา และร่างกายของมนุษย์
นอกจากจะดัดแปลงมาจากงานเขียนอันลือลั่นของ มาร์กีส์ เดอ ซาด ปาโซลินีเองก็ได้จัดลำดับเรื่องราวของ Salò ให้คล้ายคลึงกับ ‘นรก’ (Inferno) จากงานเขียนของ ‘ดันเต อาลีกีเอรี’ (Dante Alighieri) เริ่มจากช่วง ‘Ante-Inferno’ หรือภาวะก่อนเข้านรก เมื่อชนชั้นนำทั้งสี่คนร่วมกันวางข้อตกลง จัดสรรอำนาจ และคัดเลือกวัยรุ่นชายหญิงเข้าสู่คฤหาสน์ ก่อนที่ภาพยนตร์จะพาผู้ชมไต่ระดับลงสู่สามวงจรหลัก ได้แก่ ‘Circle of Manias’ ที่ความปรารถนาและการครอบงำถูกปลุกเร้าผ่านเรื่องเล่าและพิธีกรรม, ‘Circle of Shit’ ที่ร่างกายมนุษย์ถูกลดทอนลงสู่ความน่ารังเกียจและการบริโภคสิ่งปฏิกูล และปิดท้ายด้วย ‘Circle of Blood’ ที่ความรุนแรงเดินทางไปถึงปลายทางของการทำลายล้างอย่างสมบูรณ์
“ฟาสซิสต์อย่างพวกเราคือนักอนาธิปไตยเพียงหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง
ภายหลังเราถือครองอำนาจอย่างสมบูรณ์น่ะนะ”
— The Duke, Salò, or the 120 Days of Sodom
สิ่งที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์แห่งนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความอำมหิตของจิตใจมนุษย์ โดยเฉพาะเหล่าคนที่มีอำนาจอย่างล้นเหลือโดยปราศจากการควบคุม (unchecked power) ซึ่งเป็นการตีแผ่ความเลวทรามของการปกครองด้วยระบบฟาสซิสต์อย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นว่าแม้ว่าในระดับของผู้นำที่ ‘มีทุกอย่าง’ พวกเขาก็ย่อมถวิลหาที่จะมีไปมากกว่าเดิม และโดยเฉพาะกับการถวิลหาที่จะแหกกรอบที่ตั้งอยู่
เพื่อที่จะเข้าใจว่าทำไมอำนาจที่ถูกสร้างมาค้ำจุนระเบียบจึงโหยหาจะทำลายมันเสียเอง งานศึกษาชื่อ ‘Sade, Pasolini and the anarchy of power’ ของ ริกการ์โด ฟินอซซี (Riccardo Finozzi) เสนอว่า อนาธิปไตยไม่ใช่ขั้วตรงข้ามของอำนาจ หากเป็นเนื้อเดียวกันมาแต่ต้น ในวันที่ทุกสถาบันพังครืน ผู้กุมอำนาจไม่ได้พยุงมันไว้ แต่ฉวยความล่มสลายนั้นมาสถาปนาระเบียบส่วนตัวที่ไม่มีสิ่งใดควบคุมได้อีก อำนาจจึงไม่ได้ดำรงอยู่ทั้งที่มีอนาธิปไตย หากดำรงอยู่ได้ เพราะ ‘อนาธิปไตย’
วาทะของ The Duke ในแง่หนึ่ง จึงไม่ใช่คำคุยโวของคนเมาอำนาจ แต่คือการเปิดโปงธรรมชาติของมัน เมื่ออำนาจกับอนาธิปไตยเป็นสิ่งเดียวกัน เราก็ชี้ไปที่ระบอบใดระบอบหนึ่งแล้วบอกว่า ‘นี่คืออำนาจ’ ไม่ได้อีก ฟาสซิสต์ในเรื่องเป็นเพียงชื่อเรียกหนึ่งของอำนาจในรูปเปลือยเปล่าที่สุด และเมล็ดพันธุ์เดียวกันนี้ซ่อนอยู่ได้ในทุกระบอบ ไม่เว้นแม้แต่ระบอบที่เราเชื่อว่าดีงามที่สุดก็ตาม
แล้วอำนาจที่ปลดการควบคุมทั้งปวงแล้ว
ยังกระหายสิ่งใดอีก?
คำตอบคือการละเมิด (trangression) ซึ่งซ่อนกลไกย้อนแย้งไว้ ดังที่ ปีแยร์ คลอสซอฟสกี (Pierre Klossowski) ชี้ว่า ความวิปลาสเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี ‘กฎ’ ให้ละเมิดเสียก่อน ไม่มีใครทลายเส้นได้หากไม่มีเส้นนั้นอยู่ กฎระเบียบยิบย่อยในคฤหาสน์จึงไม่ได้ขัดกับเสรีภาพไร้ขอบเขตที่ผู้มีอำนาจไขว่คว้า แต่เป็น เงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ ของมัน พวกเขาต้องก่อกรอบขึ้น เพื่อจะได้มีบางสิ่งให้ทำลาย
อำนาจจึงติดอยู่ในวังวน มันเขียนกฎเพื่อจะได้ฝ่าฝืน สร้างระเบียบเพื่อจะได้บดขยี้ และยิ่งกรอบรัดแน่นเท่าไร แรงทะลวงออกก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น จนกรอบทรุดสลายลงสู่ความตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นสภาวะ ‘สัมบูรณ์’ เพียงหนึ่งเดียวที่อำนาจไปถึงได้จริง คือสัมบูรณ์ของความว่างเปล่าที่ไร้ขีดจำกัด
แม้แต่ความตาย ซึ่งดูเป็นการละเมิดขั้นสูงสุดที่จะเป็นได้ ก็ยังทำให้อำนาจอึดอัด เพราะมันเกิดขึ้นได้เพียง ‘ครั้งเดียว’ ในฉากการประกวด ‘บั้นท้าย’ อันน่าขื่นในเรื่อง เด็กหนุ่มผู้ชนะถูกตัดสินให้ได้ ‘รางวัล’ เป็นการถูกยิงตรงนั้น ทว่าการตายที่จบลงในพริบตาเดียวกลับไม่อาจสนองความกระหายของผู้มีอำนาจได้ สิ่งที่พวกเขาปรารถนาคือการได้ฆ่าเขา ‘นับพันครั้งจนสิ้นกาลเวลา’ ต่างหาก เพราะการสังหารที่เด็ดขาดและเกิดได้หนเดียวคือเส้นที่อำนาจข้ามไม่พ้น หนทางเดียวที่จะครอบครองความตายได้อย่างแท้จริงจึงคือการยืดมันออกไปสู่อนันต์
ความน่าสะพรึงของคฤหาสน์แห่งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ความวิปริตของคนชั่วเพียงไม่กี่คน หรือความเลวร้ายของระบอบใดระบอบหนึ่ง หากอยู่ที่การเปิดเปลือยให้เห็นตรรกะของอำนาจในตัวมันเอง ว่าฉากหลังของผู้ที่เป็นภาพแทนความศักดิ์สิทธิ์ทางอำนาจนั้น คือสัตว์เดรัจฉานที่กระสันในการทุบทำลายมันที่สุด และไขว่คว้าที่จะกระทำตาม ‘ข้อห้าม’ เหล่านั้นเป็นที่สุด!
“ผมถือว่าบริโภคนิยมคือฟาสซิสต์
ที่เลวร้ายยิ่งกว่าฟาสซิสต์แบบดั้งเดิมเสียอีก”
— ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี
ดังที่ได้กล่าวไปก่อนหน้าว่าการปกครองแบบฟาสซิสต์นั้นเป็นเพียงชื่อเรียกหนึ่งของอำนาจในรูปเปลือยเปล่าที่สุดเท่านั้น แต่สันดานของอำนาจนี้แฝงลึกอยู่ในแทบทุกระบอบที่เป็นไปได้ แม้แต่สังคมบริโภคนิยมเองก็สามารถแฝงเร้นไปด้วยอำนาจในรูปแบบเดียวกันได้
ปาโซลินีมองว่าบริโภคนิยมคือฟาสซิสต์ที่ร้ายกาจกว่าของเดิม เพราะฟาสซิสต์แบบเก่าเป็นเพียงระบอบที่กดทับผู้คนจากภายนอก แต่ไม่อาจแทรกซึมเปลี่ยนแปลงเนื้อในของพวกเขาได้ ขณะที่บริโภคนิยมทำสำเร็จในสิ่งที่ฟาสซิสต์ทำไม่ได้ คือการกลืนกินตัวตน วัฒนธรรม และรากเหง้าของมนุษย์จนหมดสิ้น เขายกตัวอย่างว่าระบอบฟาสซิสต์พยายามกวาดล้างภาษาถิ่นอยู่ถึงยี่สิบปีก็ไม่สำเร็จ ทว่าบริโภคนิยมที่อ้างว่าจะปกปักรักษาภาษาถิ่น กลับทำลายมันลงได้จริง
ซึ่งตัวตนที่ถูกกลืนกินนี้สามารถนิยามได้ว่าเป็น ‘การตายเชิงมานุษยวิทยา’ (anthropological death) ความตายที่ไม่ได้พรากลมหายใจไป แต่พรากตัวตนทางวัฒนธรรมออกจนหมดสิ้น เฉกเช่นเดียวกับเหล่าวัยรุ่นที่ถูกจับตัวเข้าไปที่คฤหาสน์ สำหรับโลกภายนอก พวกเขาเหล่านั้นได้ ‘ตายไปแล้ว’ สำหรับในอเวจีแห่งนี้ พวกเขาก็เป็นเพียงแค่สิ่งของไร้ชื่อ คอยบำเรอ และถูกบดขยี้ตามอำเภอใจของชายทั้งสี่ ตัวตนของเขาไม่มีความหมาย และไม่มีอยู่อีกต่อไป
กลับมาที่เรื่องของการรุกคืบของวัฒนธรรมบริโภคนิยม จากสายตาของปาโซลินี เมื่อมนุษย์ถูกถอนรากถอนโคนจากวัฒนธรรมดั้งเดิมเช่นนี้ สิ่งที่หลงเหลือก็คือ ‘ผู้บริโภค’ ที่ไร้ตัวตนเฉพาะ เป็นเพียงหน่วยหนึ่งในมวลมหาศาลไร้รูปที่ต้องขยายตัวออกไปไม่สิ้นสุด และนี่คือจุดที่เหยื่อของ Salò กับผู้บริโภคในสังคมสมัยใหม่มาบรรจบกัน ทั้งคู่ถูกลบทอนความเป็นปัจเจกจนกลายเป็นตัวเลขที่นับไม่ถ้วนและทดแทนกันได้เสมอ ไร้ซึ่งตัวตนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นเหมือน ‘ผีดิบ’ ที่ถูกชักจูงตามกระแสของตลาดและการบริโภค
ภาพนี้ปรากฏชัดที่สุดในวงจรที่ชื่อ ‘Circle of Shit’ ฉากที่ผู้กดขี่และเหยื่อนั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน บริโภคอาหารที่ทำจากสิ่งปฏิกูล สำหรับปาโซลินี นี่คืออุปมาของอาหารอุตสาหกรรมแปรรูปที่ถูกป้อนให้ผู้คนที่ถูกพรากจากผืนดินและการเพาะปลูก เราถูกเชิญให้มานั่งร่วม ‘งานเลี้ยง’ แห่งความมั่งคั่งทางวัตถุ และเพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะทำให้เราทุกคนกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดไปโดยไม่รู้ตัว สิ่งปฏิกูลจึงเป็นภาพแทนของสินค้าที่ไม่ได้มีคุณค่าหรือดีต่อผู้คน แต่อำนาจของบริโภคนิยมที่ชักจูงผู้บริโภคไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้ทำให้พวกเขาหลงใหลและถวิลหาอาหารอันโอชะจานนั้นโดยไม่รู้ตัว
บางทีนี่อาจเป็นคำตอบของคำถามที่เราตั้งไว้แต่ต้น ว่าเราจะได้อะไรจากการทนดูภาพยนตร์ที่โหดร้ายเช่น Salò, or the 120 Days of Sodom ไปเพื่ออะไรกัน
เฉกเช่นเดียวกับงานศิลปะรูปแบบอื่น ๆ ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี มุ่งหมายจะกระแทกกระทั้นกระทุ้งให้ผู้ชมอย่างเรา ๆ ที่อาจกำลังตกเป็นเหยื่อของสังคมที่ถูกมอมเมาด้วยกระแสบริโภคนิยมและอาจกำลังเผชิญหน้ากับการตายเชิงมานุษยวิทยาให้ได้ฉุกคิดและสำรวจรอบตัว
ปาโซลินีเชื่อในสิ่งที่ฟังดูย้อนแย้ง นั่นคือ ‘สิทธิที่จะทำให้ตื่นตระหนก’ (the right to scandalize) ไม่กี่วันก่อนเขาจะถูกสังหาร (ปาโซลินีถูกฆาตกรรมสามสัปดาห์ก่อนรอบปฐมทัศน์ Salò, or the 120 Days of Sodom) เขาให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ผมคิดว่าการทำให้คนตื่นตระหนกนั้นเป็นสิทธิอย่างหนึ่ง การได้ถูกทำให้ตื่นตระหนกคือความสุข และใครก็ตามที่ปฏิเสธความสุขจากการถูกทำให้ตื่นตระหนก ล้วนเป็นนักศีลธรรม นักศีลธรรมจอมปลอม”
สำหรับเขา ความตื่นตระหนกไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลบหนี หากเป็นช่วงเวลาหายากที่เราถูกสะกิดให้ตื่นจากความเคยชิน ถูกผลักออกจากพื้นที่ปลอดภัยจนต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราเลือกจะมองข้าม ผู้ที่ปฏิเสธความรู้สึกนี้จึงไม่ใช่คนบริสุทธิ์ผุดผ่อง หากคือผู้ที่ยอมให้ตัวเองถูกกล่อมจนหลับใหลและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบอย่างว่าง่าย การยอมเปิดให้ตัวเองตื่นตระหนกบ้าง จึงเป็นการปฏิเสธที่จะถูกกล่อมให้ชินชาและกลืนกินจนหมดความรู้สึก
จะว่าไปนั้น จากเหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ที่เล็ดรอดมาสู่สายตาของโลกทั้งใบ ก็ทำให้เราได้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใน Salò, or the 120 Days of Sodom ก็ไม่ใช่อะไรที่เหนือจริงขนาดนั้น ในอดีตเราอาจคิดว่า คฤหาสน์ใน Salò คือนรกรูปแบบหนึ่ง แต่ในวันนี้ มันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป
ภาพ : ภาพยนตร์ Salò, or the 120 Days of Sodom
อ้างอิง
- Celluloid Liberation Front. (2012, January 17). The lost Pasolini interview. MUBI
- R. (2016). Sade, Pasolini and the anarchy of power. Journal of the International Network of Sexual Ethics and Politics, 4(1), 87–95.