เปิดทำเนียบผู้ว่าฯ กทม. 51 ปี (2518-69) ผู้นำแห่งจุดเริ่มต้นการกระจายอำนาจ

เปิดทำเนียบผู้ว่าฯ กทม. 51 ปี (2518-69) ผู้นำแห่งจุดเริ่มต้นการกระจายอำนาจ

ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เริ่มต้นขึ้นตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการกระจายอำนาจ

KEY

POINTS

“กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์…” 

ย้อนไปปี 2532 เราเชื่อว่าหลายคนคงเคยมีเพลงเพลงหนึ่งติดอยู่ในหัว เพลงป็อปร็อกจาก 2 พี่น้องตระกูลโชติกุล ที่หยิบชื่อเมืองหลวงมาเล่าเป็นเนื้อร้องพร้อมทำนอง จนทำให้ผู้คนยุคนั้นหลงใหลทั้งภาษา ดนตรี และความรู้สึกบางอย่างที่ลอยอยู่ระหว่างเสียงเพลงกับความฝันของเมืองใหญ่ 

ซึ่งความหมายของชื่อเมืองที่เปรียบเสมือนเมืองสวรรค์วิมาน ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ของเมืองหลวง แต่เป็นประวัติศาสตร์ของอำนาจที่เริ่มไล่ตามความเปลี่ยนแปลงของเมืองไม่ทัน ในอดีตศูนย์กลางของประเทศยังเป็น ‘จังหวัดพระนคร’ และ ‘จังหวัดธนบุรี’ สองเมืองที่ถูกแบ่งด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา ระบบราชการแบบรวมศูนย์ยังพอทำงานได้ เพราะเมืองยังเล็กพอ ปัญหายังไม่ซับซ้อนพอ และผู้คนยังไม่ได้เคลื่อนที่เร็วเหมือนทุกวันนี้ แต่เมื่อเมืองเริ่มเติบโต ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน

แต่ถ้ามองย้อนกลับไปผ่านเจนเนอเรชั่นในความรู้สึกที่จมอยู่กับการรัฐประหารมาค่อนชีวิต ใครจะเชื่อว่าการควบรวมเมืองหลวงที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้กลับมาจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2514) ในรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจรที่ควบรวมทั้งสองจังหวัดเข้าด้วยกันเป็น ‘นครหลวงกรุงเทพธนบุรี‘ แล้วต่อมาก็ได้มีประกาศฉบับใหม่ในปี พ.ศ.2515 ได้ปรับเป็นชื่อ ‘กรุงเทพมหานคร’ อย่างเป็นทางการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ว่าฯกทม. ในยุคแรกก็ยังเป็นการแต่งตั้งมาจากราชการ (ชำนาญ ยุวบูรณ์) ก็ยังคงสะท้อนว่าการออกแบบระบบนี้ก็ยังไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ซึ่งการบริหารไม่ได้มีอิสระมากนัก

ชำนาญ ยุวบูรณ์

แม้ว่าเมล็ดพันธุ์จะมาจากผลไม้ที่เป็นพิษ แต่สิ่งแวดล้อมและบริบทก็มีส่วนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในยุคที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ. 2516 ก็ได้มีการผลักดัน พ.ร.บ. จัดตั้ง กทม. 2518 โดยแบ่งแยกให้เป็นทบวงเมือง ที่มีฐานะ เป็นราชการส่วนท้องถิ่นนครหลวง แต่สาระสำคัญที่สุด คือการได้มาของผู้ว่าฯกทม. ที่จะต้องมาจากการเลือกตั้ง ผ่านประชาชน โดยมีวาระ 4 ปี 

การออกกฎหมายฉบับนี้ถือว่าเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ การเมืองไทยในมิติของการกระจายอำนาจ การเลือกตั้งครั้งแรกของผู้ว่าฯ กทม. ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ก็เลยกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของการนำร่องของการกระจายอำนาจ กรุงเทพมหานครในยุคนั้น แม้ว่าจะมีการตื่นตัวทางการเมืองที่มีพรรคการเมืองเก่าและใหม่ แต่มีผู้มาใช้สิทธิเพียง 253,434 คน หรือร้อยละ 13.86 จากประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านคน ซึ่งผู้ชนะคือ ‘ธรรมนูญ เทียนเงิน’

ธรรมนูญ เทียนเงิน

มาจากอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีคะแนนปาดหน้า ‘ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์’ จากพรรคพลังใหม่ เพียง 7,000 กว่าคะแนน

แต่การมีอยู่ของผู้ว่าฯกทม. ที่มาจากการเลือกตั้งกลับมีอายุสั้นเพียง 1 ปี 8 เดือน เขาก็ถูกนายกรัฐมนตรี ‘ธานินทร์ กรัยวิเชียร’ ปลดออกจากตำแหน่ง หลังความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติของกรุงเทพมหานครปะทุขึ้นอย่างรุนแรง เมืองหลวงจึงเข้าสู่ยุคของผู้ว่าฯ แต่งตั้ง ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันเข้ามาบริหารเมืองอยู่ 10 ปี ก่อนที่กรุงเทพฯ จะได้กลับไปให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ อีกครั้งในปี 2528

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 2 (พ.ศ.​ 2528) ครั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้ผู้ว่าคนใหม่ที่คุ้นเคยจากรัฐบาลเปรม 1 อย่าง ‘พลตรี จำลอง ศรีเมือง’ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในยุคนั้น ในนาม ‘กลุ่มรวมพลัง’ จนเกิดกระแส ‘จำลองฟีเวอร์’ มีคาแรกเตอร์สมถะใส่เสื้อม่อฮ่อม กินมังสวิรัติ จนได้ฉายาว่า 'มหา 5 ขัน'  เอาชนะ ‘ชนะ รุ่งแสง’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำให้คะแนนพุ่งไปถึง 408,233 คะแนน และสามารถรักษาแชมป์ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2533)ในนาม ‘พรรคพลังธรรม’ ที่ตั้งขึ้นด้วยตนเอง ชนะ ‘เดโช สวนานนท์’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวถึง 703,671 คะแนน และถือว่าเป็นผู้ว่าฯ คนแรกที่สามารถดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ได้ถึง 2 สมัยติด 

พลตรี จำลอง ศรีเมือง

แม้ว่า ‘พลตรี จำลอง ศรีเมือง’ จะประกาศลาออกก่อนครบวาระเพื่อไปลงแข่งขันในสนามการเมืองใหญ่ ด้วยแบรนด์ของ ‘พรรคพลังธรรม’ ที่ติดลมบนทางการเมือง ก็สามารถพิชิตใจชาวเมืองหลวงจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 4 (พ.ศ.​ 2535) ที่ได้ส่งตัวแทนอย่าง ‘ร้อยเอก กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา’ เอาชนะ ‘พิจิตต รัตตกุล’ จากพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยคะแนน 363,668 แต่สิ่งที่น่าสนใจในการเลือกตั้งสมัยนี้คะแนนของผู้ท้าชิงจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้กลับมาตีตื้นมากขึ้นกว่าเดิม 

กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา

พิจิตต รัตตกุล

และการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 5 (พ.ศ.​ 2539) บริบททางการเมืองเปลี่ยนแปลงหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 ทำให้ ‘พลตรี จำลอง ศรีเมือง’ เลือกที่จะกลับมาลงแข่งขันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาต้องเจอกับ ‘พิจิตต รัตตกุล’ ที่รอบนี้มาในนามกลุ่มอิสระชื่อว่า ‘มดงาน’ ที่มีสัญลักษณ์มดสีเขียว แต่ครั้งนี้ความนิยมของ 'มหา 5 ขัน’ ไม่ฟีเวอร์เหมือนเดิม กลายเป็นวาทกรรมกล่าวหาจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 35 ว่า ‘จำลอง พาคนไปตาย’ ทำให้ผลการเลือกตั้งกลายเป็น ‘พิจิตต รัตตกุล’ ที่มาแรงแซงทางโค้ง ไปด้วยคะแนน 768,994 ในขณะที่ ‘พลตรี จำลอง ศรีเมือง’ กลับได้คะแนนเพียง 514,401 ถือว่าเป็นการปิดฉากการเมืองสนามเล็กของเจ้าตัวไปโดยปริยาย

พลตรี จำลอง ศรีเมือง

จนมาถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 6 (พ.ศ.​ 2543) การเลือกตั้งครั้งนั้นถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ ‘สมัคร สุนทรเวช’ จากพรรคประชากรไทย กลายเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนแรกที่กวาดคะแนนเสียงทะลุหลักล้าน ด้วยตัวเลขสูงถึง 1,016,019 คะแนน ทิ้งห่าง ‘สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์’ จากพรรคไทยรักไทย เกือบหนึ่งเท่าตัว บ่งบอกถึงเสียงของคนกรุงเทพฯ ในวันนั้น ไม่ได้เลือกแค่ผู้บริหารเมือง แต่กำลังเลือกบุคลิกทางการเมืองที่สะท้อนอารมณ์และยุคสมัยของเมืองหลวงไปพร้อมกัน 

เปิดทำเนียบผู้ว่าฯ กทม. 51 ปี (2518-69) ผู้นำแห่งจุดเริ่มต้นการกระจายอำนาจ ตลอดเวลาที่ ‘สมัคร สุนทรเวช’ ดำรงตำแหน่งได้สร้างสีสันทางการเมืองมากมาย จากภาพที่เราได้เห็นจนอยู่ครบสมัย และจนมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2547) ถือว่าเป็นครั้งที่มีสีสันมากที่สุดมากกว่าที่เคยมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นต้นมา และได้กลายเป็นครั้งที่สองในรอบ 29 ปี ที่พรรคประชาธิปัตย์สามารถกลับมาทวงบัลลังก์ผู้ว่าฯ กทม. ได้จาก ‘อภิรักษ์ โกษะโยธิน’ อดีตผู้บริหารบริษัทเอกชนชั้นนำ เอาชนะทั้ง ปวีณา หงสกุล (ไทยรักไทย), ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ (ต้นตระกูลไทย), เฉลิม อยู่บำรุง (มวลชน), นิติภูมิ นวรัตน์ (อิสระ) และสุดท้ายคืออดีตผู้ว่าอย่าง ‘พิจิตต รัตตกุล’ 

สมัคร สุนทรเวช ตลอดช่วงเวลาที่ ‘สมัคร สุนทรเวช’ ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้เป็นเพียงนักบริหารเมือง แต่ยังเป็นสีสันทางการเมืองของยุคสมัย บุคลิก วิธีพูด และจังหวะการเมืองของเขา ทำให้กรุงเทพฯ ในเวลานั้นเต็มไปด้วยความคึกคักและการถกเถียง จนอยู่ครบวาระ ก่อนที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2547) จะมาถึง พร้อมบรรยากาศที่ถูกมองว่า ดุเดือดและมีสีสันที่สุดนับตั้งแต่กรุงเทพฯ มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เป็นต้นมา

อภิรักษ์ โกษะโยธิน

ท้ายที่สุด ‘อภิรักษ์ โกษะโยธิน’ อดีตผู้บริหารบริษัทเอกชนรายใหญ่ สามารถพา พรรคประชาธิปัตย์ กลับมาทวงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ได้อีกครั้ง เป็นครั้งแรกในรอบ 29 ปี หลังเอาชนะผู้สมัครชื่อดังหลายคน ทั้ง ‘ปวีณา หงสกุล’ จากพรรคไทยรักไทย, ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ จากพรรคต้นตระกูลไทย, ‘เฉลิม อยู่บำรุง’ จากพรรคมวลชน, ‘นิติภูมิ นวรัตน์’ ในนามอิสระ รวมถึงอดีตผู้ว่าฯ อย่าง พิจิตต รัตตกุล จากมดงาน ด้วยเช่นกัน

เปิดทำเนียบผู้ว่าฯ กทม. 51 ปี (2518-69) ผู้นำแห่งจุดเริ่มต้นการกระจายอำนาจ

และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองอีกครั้งของ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ในสนามการเมืองกรุงเทพฯ เมื่อ อภิรักษ์ โกษะโยธิน สามารถรักษาความนิยมจากคนกรุงเทพฯ ไว้ได้ตลอดทั้งวาระ ก่อนจะต่อยอดชัยชนะอีกครั้งในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 8 (พ.ศ. 2551) ด้วยการปักธงคว้าเก้าอี้ผู้ว่าฯ สมัยที่ 2 เอาไว้ได้สำเร็จ ชนะเหนือ ‘ประภัสร์ จงสงวน’ จากพรรคพลังประชาชน และ ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ ที่ลงสมัครในนามอิสระ

แต่ท้ายที่สุด มรสุมทางการเมืองจากคดีรถและเรือดับเพลิงมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท ที่สะสมมาตลอด ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน หลังคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด เจ้าตัวจึงประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. โดยให้มีผลหลังวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 พร้อมกล่าวขอโทษประชาชนที่ไว้วางใจเลือกเขาเข้ามา และยอมรับว่าไม่สามารถอยู่ทำหน้าที่จนครบวาระได้

ทำให้เกิดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 9 (พ.ศ.​ 2552) ท่ามกลางช่วงเวลาที่เมืองหลวงกำลังผูกพันกับภาพจำของ ผู้ว่าฯ จากประชาธิปัตย์ มากกว่าที่เคยเป็นมา พรรคจึงเลือกที่จะกู้ภาพลักษณ์ด้วยการส่ง ‘ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร’ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยุคของรัฐบาล ‘ชวน หลักภัย’ ก่อนที่ท้ายที่สุด เขาจะสามารถพาพรรคประชาธิปัตย์ รักษาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เอาไว้ได้สำเร็จ หลังเอาชนะทั้ง ‘ยุรนันท์ ภมรมนตรี’ จากพรรคเพื่อไทย, ‘ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล’ ผู้สมัครอิสระ และ ‘แก้วสรร อติโพธิ’ จากพรรคกรุงเทพฯ ใหม่ 

หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร

ราวกับเป็นเครื่องยืนยันว่า ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ ยังแข็งแรงพอจะพยุงพรรคให้ผ่านพ้นวิกฤตการเมืองในเวลานั้นไปได้ แม้ตลอดเส้นทางของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร หรือ ‘คุณชายหมู’ จะเต็มไปด้วยแรงเสียดทานและเสียงวิจารณ์มากมาย แต่เขาก็ยังสามารถประคองตัวอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ

ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 10 (พ.ศ. 2556) เมื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ต้องเผชิญหน้ากับ ‘พงศพัศ พงษ์เจริญ’ จากพรรคเพื่อไทย ที่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งของการเลือกตั้งครั้งนั้น แต่ท้ายที่สุดในโค้งสุดท้ายมีวลีดัง “อย่าดูถูกกู” ประโยคเดียว ของ ‘คุณชายหมู’ ที่ทำให้สามารถแซงกลับมาคว้าชัยชนะได้อีกครั้ง พร้อมรักษาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เอาไว้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ด้วยคะแนนหลักล้านถือว่าเป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่สองที่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ (1,256,349 คะแนน) ราวกับว่าคนเมืองหลวงในเวลานั้น ยังเลือกฝากความไว้ใจและความคุ้นเคยทางการเมืองเอาไว้กับพรรคเก่าแก่พรรคนี้มากกว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่อีกขั้วอำนาจหนึ่ง

เปิดทำเนียบผู้ว่าฯ กทม. 51 ปี (2518-69) ผู้นำแห่งจุดเริ่มต้นการกระจายอำนาจ

แต่ท้ายที่สุดวิมานกลางเมืองของ พรรคประชาธิปัตย์ ก็เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด หลังอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายหลังรัฐประหารปี 2557 เข้ามาเปลี่ยนทิศทางการเมืองของกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง

เมื่อคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 64/2559 อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มีคำสั่งให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. โดยให้เหตุผลเรื่องความต่อเนื่องในการบริหารราชการ ตามคำสั่งก่อนหน้า 50/2559 พร้อมกันนั้น ยังมีการแต่งตั้ง อัศวิน ขวัญเมือง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ขึ้นมารับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แทน

อัศวิน ขวัญเมือง

และนั่นทำให้ยุคของผู้ว่าฯ จากประชาธิปัตย์ ที่ครองเมืองหลวงต่อเนื่องยาวนานหลายสมัย ต้องปิดฉากลงไม่ใช่จากผลการเลือกตั้งของประชาชน แต่จากอำนาจพิเศษที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารเช่นเดิม เหมือนหนังม้วนเดิมปี 2518 กลับมาฉายวนซ้ำอีกครั้ง และเมื่อผลไม้พิษจากรัฐประหารปี 2557 ยังคงทอดเงาทับอยู่เหนือการเมืองไทย การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็ถูกแช่แข็งยาวนานเกือบทศวรรษ เมืองหลวงที่เคยคึกคักด้วยการแข่งขันทางการเมือง ต้องอยู่ภายใต้ผู้ว่าฯ ที่มาจากการแต่งตั้งมาอย่างต่อเนื่อง

อัศวิน ขวัญเมือง

จนกระทั่งปี 2565 การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 11 จึงกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศหลังการเมืองไทยเริ่มขยับออกจากยุค คสช. พร้อมกับความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ที่เฝ้ารอจะได้ใช้สิทธิเลือกผู้บริหารเมืองด้วยมือตัวเองอีกครั้ง

และการกลับมาครั้งนั้น ก็กลายเป็นหนึ่งในสนามเลือกตั้งที่ถูกจับตามองมากที่สุดของประเทศ ผลการเลือกตั้งครั้งนั้น กลายเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองของกรุงเทพฯ เมื่อ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ จากอิสระ ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ด้วยคะแนนสูงถึง 1.38 ล้านเสียง ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. นับตั้งแต่เคยมีมา ชนะทั้ง ‘สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์’ จากพรรคประชาธิปัตย์ และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกล 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผลเลือกตั้งปี 2565 อาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่เมืองหลวงกำลังส่งสัญญาณว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ยึดโยงตัวเองไว้กับพรรคการเมืองเดิม ๆ เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป และชัยชนะครั้งนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่ของเมืองหลวง แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านทางอารมณ์และความรู้สึกทางการเมืองของคนกรุงเทพฯ หลังช่วงเวลาการเมืองที่ถูกแช่แข็งมายาวนานเกือบ 8 ปี 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ตลอดเวลา 4 ปีของ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ในหมวกของผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้ทำให้คนกรุงเทพฯ การตื่นตัวลงลึกไปที่ปัญหาเส้นเลือดฝอยที่สะสมของเมือง อย่างจริงจังมากกว่าที่เคย รวมถึงในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติและวิกฤตหลายรูปแบบ บางทีนี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่การเมืองกรุงเทพฯ ไม่ได้ถูกตัดสินจากแค่สีเสื้อหรือพรรคการเมือง แต่ถูกวัดจากความสามารถในการจัดการเมืองที่ซับซ้อนที่สุดเมืองหนึ่งของประเทศโดยตรง

ถ้าเราเปรียบเทียบการปลูกต้นไม้ ที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะที่ควบคู่ไปตลอด 51 ปีที่ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จากที่มีกฏหมายประกาศคณะปฏิวัติไปจนถึง พ.ร.บ. จัดตั้ง กทม. 2518 เราได้เฝ้ามองวิวัฒนาการของเมล็ดพันธุ์ ที่มาจากผลไม้ที่เน่านั้นก็ไม่ได้แปลว่า ต้นไม้นั้นจะเน่าไปตามเมล็ดไปทั้งหมด แม้ว่าเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะถูกบริบทสิ่งแวดล้อมบีบรัดที่ทำให้เป็นพิษไปจนถึงแช่แข็งเป็นสิบ ๆ ปี แต่สุดท้ายต้นไม้ก็ต้องการสิ่งแวดล้อมหล่อเลี้ยงด้วยเวลาและวันที่เติบโต เพื่อแตกแยกกิ่งสาขาไปตามกาลเวลาของธรรมชาติ แม้ว่าจะมีใครจะพยายามตัดตอนไม่ให้เป็นธรรมชาติก็ตาม

และท้ายที่สุดนี้ นี่คืออัลบั้มภาพจาก Nation Photo ที่บันทึกเรื่องราวของอดีตผู้ว่าฯ กทม. เอาไว้ ราวกับเป็นเศษเสี้ยวความทรงจำของเมือง ผ่านคลังภาพของเครือเนชั่น ที่เคยมองเห็นทั้งการเปลี่ยนผ่านของอำนาจในเมืองหลวงมาตลอดหลายทศวรรษ เราเชื่อว่า วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 อาจไม่ใช่แค่วันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้งหนึ่งเท่านั้น แต่อาจเป็นวันที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน ต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า…

จะดูแลต้นไม้ที่ชื่อว่า ‘ประชาธิปไตย’ อย่างไร?

เพราะสุดท้ายแล้ว เมืองหลวงจะเติบโตไปในทิศทางแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับมือของคนที่หย่อนบัตรในวันนั้นเช่นกัน

 

เรื่อง : นัฐพงษ์ โห้เฉื่อย

ภาพ : NationPhoto

 

อ้างอิง 

ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า (KPI), การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพบหานคร. เรียบเรียง โดย รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์

ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า (KPI), องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ. เรียบเรียงโดย ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518

วิรัช วิรัชนิภาวรรณ. การบริหารเมืองหลวงและการบริหารท้องถิ่น เปรียบเทียบ: อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2541

ย้อนสถิติ - เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ก่อนที่ 'ชัชชาติ' หมดวาระและหาผู้นำคนใหม่

ทีมมดงาน-ส.ก.เพื่อไทย อาวุธลับ-ทัพหลัง “ชัชชาติ”