04 ส.ค. 2569 | 11:39 น.

KEY
POINTS
หากใครเคยเห็นภาพการประชุมของวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ภาพจำที่คุ้นเคยย่อมเป็นห้องประชุมที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอันเคร่งขรึมและเหล่านักการเมืองในชุดสูทสากลตัดเย็บประณีต
แต่ภาพจำอันเป็นมาตรฐานสถาบันอำนาจระดับโลกนี้กลับถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง เมื่อ ‘จอห์น เฟตเตอร์แมน’ (John Fetterman) วุฒิสมาชิกสูง 6 ฟุต 8 นิ้วจากรัฐเพนซิลเวเนีย ก้าวเข้ามาทำงานในสภาด้วยชุดเสื้อฮู้ดสีดำและกางเกงขาสั้นลำลอง
การแต่งตัวที่ดูเหมือนคนเพิ่งเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อมากกว่าสภาอันทรงเกียรติ ไม่เพียงสร้างความแปลกตาแก่ผู้พบเห็น แต่ยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงระดับชาติที่ชวนให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า เครื่องแต่งกายทางการเมืองมีความหมายอย่างไรเกินกว่าแค่เรื่องกาลเทศะ
ข้อถกเถียงเรื่องเสื้อผ้าของเขาบานปลายจนกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายในสภาอย่างจริงจังเมื่อเดือนกันยายน ปี 2023 เมื่อ ‘ชัค ชูเมอร์’ (Chuck Schumer) ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาขณะนั้น ได้สั่งผ่อนปรนธรรมเนียมการแต่งกายที่ไม่เป็นทางการเพื่อเปิดทางให้เฟตเตอร์แมนสามารถเข้ามาร่วมลงมติในชุดลำลองประจำตัวได้
การตัดสินใจดังกล่าวจุดชนวนกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มนักการเมืองฝ่ายรีพับลิกันและสื่อมวลชนสายอนุรักษนิยมที่มองว่าเป็นการลดทอนเกียรติของสถาบัน จนกระทั่งวุฒิสภาต้องเปิดลงมติผ่านกฎหมายที่ชื่อว่า SHORTS Act (S.Res. 376) อย่างเป็นเอกฉันท์ เพื่อตราเป็นกฎระเบียบการแต่งกายอย่างเป็นทางการฉบับแรกของวุฒิสภาสหรัฐฯ
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมเสื้อฮู้ดและกางเกงขาสั้นธรรมดา ๆ เพียงไม่กี่ชิ้นถึงสามารถสั่นคลอนสถาบันการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสองร้อยปีได้ขนาดนี้?
คำตอบอยู่ที่สิ่งที่เสื้อผ้าเหล่านั้นกำลัง ‘สื่อสาร’ อะไรบางอย่างในโลกการเมือง
เสื้อผ้าไม่ใช่เพียงสิ่งปกคลุมร่างกาย แต่คือภาษาของอำนาจ สัญลักษณ์ของชนชั้น และเครื่องมือสร้างความไว้วางใจ การที่เฟตเตอร์แมนปฏิเสธสูทสากลจึงไม่ใช่แค่เรื่องความเอาแต่ใจส่วนตัว แต่เป็นการท้าทายกรอบความคิดดั้งเดิมว่า ‘ผู้นำ’ ที่น่าเชื่อถือต้องมีรูปร่างหน้าตาและบุคลิกภายนอกแบบใด
ตามประเพณีการเมืองดั้งเดิม ชุดสูทสากลผูกเนกไทถูกใช้เป็นเครื่องแบบสัญลักษณ์ของความตระหนักในหน้าที่ ความเคารพต่อสถานที่ และความมีอำนาจน่าเชื่อถือ ทว่าเฟตเตอร์แมนกลับนิยามคำว่าความน่าเชื่อถือในมุมที่ตรงกันข้าม สำหรับเขาและกลุ่มผู้สนับสนุน เครื่องแบบทางการอันหรูหรามักถูกมองว่าเป็นเปลือกนอกที่นักการเมืองใช้ซ่อนความจริงใจหรือบดบังการไม่ทำตามสัญญา การเลือกสวมเสื้อฮู้ดและกางเกงขาสั้นจึงกลายเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า เขาคือคนจริงที่ไม่เสแสร้ง ไม่แต่งเติม และกล้าปฏิเสธค่านิยมของชนชั้นนำในวอชิงตันเพื่อคงความเป็นตัวของตัวเอง
รากเหง้าของภาษาเชิงสัญลักษณ์นี้ยึดโยงอยู่กับชีวิตและประสบการณ์การทำงานของเฟตเตอร์แมนในเมืองแบรดด็อก รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมเหล็กที่เคยทรุดโทรมและถูกทิ้งขว้างหลังยุคอุตสาหกรรม ในช่วง 13 ปีที่เขาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองแบรดด็อก เขาไม่ได้ทำงานอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่นั่งทำงานและกินนอนร่วมกับคนในพื้นที่ รอยสักบนแขนซ้ายของเขาที่เป็นรหัสไปรษณีย์ 15104 ของเมือง และรอยสักบนแขนขวาที่เป็นวันที่เกิดเหตุฆาตกรรมในเมืองระหว่างที่เขาบริหาร ตลอดจนการสวมเสื้อเชิ้ตทำงานแบรนด์ Dickies หรือ Carhartt กลายเป็นการเชื่อมโยงตัวตนเข้ากับกลุ่มคนทำงานชนชั้นแรงงาน (Blue-collar) ในเขต Rust Belt อย่างแนบแน่น
สไตล์การแต่งตัวนี้กลายมาเป็นอาวุธทางการเมืองที่ทรงพลังอย่างยิ่งในศึกการเลือกตั้งวุฒิสภาปี 2022 เมื่อเฟตเตอร์แมนต้องลงสนามแข่งขันกับ ‘เมห์เมต ออซ’ (Mehmet Oz) หรือ ‘ดร. ออซ’ ศัลยแพทย์หัวใจและพิธีกรทีวีชื่อดังผู้ร่ำรวย
ภาพความแตกต่างระหว่างออซที่แต่งตัวเนี๊ยบและถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นคนนอกพื้นที่ กับเฟตเตอร์แมนในชุดลำลองร่างยักษ์ที่ดูเหมือนคนธรรมดาในท้องถิ่น ได้กลายเป็นจุดขายหลักที่ช่วยให้เฟตเตอร์แมนกวาดคะแนนเสียงจากกลุ่มคนทำงานชนชั้นแรงงานในพื้นที่ชนบทและเมืองอุตสาหกรรมเก่ากลับคืนมาสู่พรรคเดโมแครต
เฟตเตอร์แมนวางตำแหน่งตัวเองเป็น ‘นักการเมืองเดโมแครตที่ไม่เหมือนใคร’ (A different kind of Democrat) เขาปฏิเสธการรับเงินบริจาคจาก PAC ขององค์กรขนาดใหญ่ และเน้นย้ำประชานิยมเชิงปฏิบัติที่เน้นเรื่องค่าแรงที่เป็นธรรม ปากท้องของคนทำงาน และอุตสาหกรรมในประเทศ รูปลักษณ์ภายนอกที่สูงถึง 6 ฟุต 8 นิ้ว ผสานกับชุดฮู้ดกางเกงขาสั้น ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘นักสู้เพื่อคนธรรมดา’ ที่ไม่ยอมสยบให้แก่เกณฑ์หรือค่านิยมของนักการเมืองแบบเดิม ๆ
ความตั้งใจในการท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติของเฟตเตอร์แมนเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย โดยปกติแล้ว ภาพถ่ายพอร์ตเทรตอย่างเป็นทางการของข้าราชการระดับสูงจะต้องสวมสูทผูกเนกไทเต็มยศ แต่เฟตเตอร์แมนกลับเลือกสวมเสื้อเชิ้ตช่างเครื่องแบรนด์ Dickies สีเทาสำหรับภาพถ่ายทางการ ภาพดังกล่าวซึ่งถูกนำไปติดในจุดพักรถและสถานที่ราชการทั่วรัฐสร้างความตกตะลึงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่นั่นคือเจตนาของเขาในการบอกว่าตัวแทนของประชาชนไม่จำเป็นต้องสวมสูทเสมอไป
เมื่อวุฒิสภากลับมากำหนดกฎระเบียบการแต่งกายอย่างเป็นทางการเพื่อบังคับให้ต้องสวมสูท เฟตเตอร์แมนก็ไม่ได้ละทิ้งสไตล์ของตัวเองไปเสียทีเดียว แต่ใช้ยุทธวิธีหลบเลี่ยงตามช่องทางของสภา เขาใช้วิธีการยืนอยู่บริเวณธรณีประตูทางเข้าห้องประชุมวุฒิสภา โดยไม่ต้องก้าวเท้าเข้าไปข้างในเต็มตัว แล้วใช้วิธีชูหัวแม่มือขึ้นหรือลงเพื่อส่งสัญญาณลงคะแนนเสียง ก่อนจะเดินออกไป พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าแม้สถาบันจะพยายามใช้กฎระเบียบดึงเขากลับเข้าสู่กรอบ แต่เขาก็ยังคงหาช่องทางรักษาจุดยืนเชิงสัญลักษณ์ของตนเองไว้ได้
อย่างไรก็ตาม เฟตเตอร์แมนก็ไม่ใช่คนที่แข็งขืนอย่างไร้เหตุผลจนไม่ดูบริบท เขารู้จักเลือกใช้เครื่องแต่งกายเป็นเครื่องมือทางการเมืองตามกาลเทศะเชิงยุทธศาสตร์ ตัวอย่างเช่น ในระหว่างการต้อนรับ ‘เบนจามิน เนทันยาฮู’ (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ที่เดินทางมาเยือนสหรัฐฯ เฟตเตอร์แมนเลือกที่จะสวมชุดสูทตัดใหม่และผูกเนกไทเรียบร้อย ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนทางการเมืองของเขาที่ให้การสนับสนุนอิสราเอลอย่างแข็งแกร่ง
การเลือกแต่งสูทในวาระพิเศษเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจน้ำหนักทางการเมืองของเสื้อผ้า และรู้ว่าเมื่อใดควรใช้ความผ่อนปรนหรือความทางการเพื่อส่งสัญญาณทางการเมืองที่ต้องการ
นอกจากมิติทางการเมืองแล้ว สไตล์การแต่งตัวของเฟตเตอร์แมนยังมีความเชื่อมโยงกับมิติด้านสุขภาพส่วนตัวอย่างลึกซึ้ง หลังจากที่เขาเผชิญกับอาการโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ในปี 2022 และต่อมาต้องเข้ารับการรักษาภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง การสวมเสื้อผ้าลำลองที่หลวมสบายอย่างเสื้อฮู้ดและกางเกงขาสั้นช่วยลดความเครียดและเพิ่มความสบายตัวในระหว่างกระบวนการฟื้นฟูร่างกายและการปรับตัวกับการใช้ระบบซับไทเทิลช่วยฟัง
เสื้อฮู้ดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่นการเมือง แต่ยังเป็นเกราะคุ้มกันและความสบายทางใจในยามที่เขาต้องเผชิญกับมรสุมด้านสุขภาพ
มุมมองเรื่องเสื้อผ้าของเขายังสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับแนวคิดของ ‘จิเซล บาร์เรโต เฟตเตอร์แมน’ (Gisele Barreto Fetterman) ผู้เป็นภริยา ในฐานะอดีตผู้อพยพที่เคยไม่มีเอกสารและเติบโตมาจากการพึ่งพาร้านขายของมือสองและคลังอาหาร จิเซลมักเลือกสวมเสื้อผ้ามือสอง (Thrift store) หรือเสื้อผ้าลดราคาในงานสำคัญทางการเมืองเสมอ ทั้งคู่ร่วมกันสร้างค่านิยมครอบครัวที่ปฏิเสธความหรูหราฟุ่มเฟือย มองเห็นคุณค่าในสิ่งของที่ถูกมองข้าม ซึ่งช่วยเติมเต็มภาพลักษณ์ความเป็นครอบครัวธรรมดาที่เข้าถึงง่ายและเข้าใจความรู้สึกของคนหาเช้ากินค่ำ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวเฟตเตอร์แมนชวนให้เรากลับมาขบคิดถึงนิยามของ ‘ความเป็นผู้นำ’ ในโลกยุคปัจจุบัน ภาพจำดั้งเดิมมักผูกติดความน่าเชื่อถือไว้กับบุคลิกที่สมบูรณ์แบบ ชุดสูทราคาแพง และการพูดจาตามตำรา แต่การทำหน้าที่ของเฟตเตอร์แมน ตั้งแต่การผลักดันกฎหมายซ่อมแซมบ้าน Whole-Home Repairs Act การต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงาน ไปจนถึงการเปิดเผยเรื่องสุขภาพจิตอย่างตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพและความตั้งใจในการทำงานไม่ได้ลดลงเพียงเพราะผู้สวมใส่ไม่ได้ผูกเนกไท
สุดท้ายแล้ว ข้อถกเถียงเรื่องกางเกงขาสั้นของเฟตเตอร์แมนอาจไม่ได้สรุปว่าการแต่งตัวแบบใดดีกว่ากัน แต่มันได้เปิดพื้นที่ให้สังคมตั้งคำถามถึงค่านิยมและภาพลักษณ์ทางการเมือง พร้อมกับตอกย้ำว่า เสื้อผ้ายังคงเป็นภาษาของอำนาจและการเมืองเสมอ
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ภาพ: Getty Images