‘ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์’ : “โอ๋จะไม่เรียกประชาชน จะเรียกว่าลูกบ้าน”

‘ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์’ : “โอ๋จะไม่เรียกประชาชน จะเรียกว่าลูกบ้าน”

ในพื้นที่ที่เธอเรียกว่า ‘บ้าน’ ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ไม่ได้มองผู้คนในฐานะ ‘ประชาชน’ หากแต่คือ ‘ลูกบ้าน’ ที่ต้องดูแลกันยาวนานกว่าวาระการเมือง

KEY

POINTS

สายตาของคนในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเขตบางกะปิต่างมุ่งมาที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามา คนปั่นจักรยานผ่านมาหยุดโบกมือทักทาย ลูกค้าในร้านยิ้มให้ คนที่เดินไปเดินมาบนทางเท้าต่างหันมาทักอย่างเป็นกันเอง

นี่คือบรรยากาศที่คุ้นเคยสำหรับ ‘ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์’ หรือ ‘โอ๋ สุดซอย’ ในพื้นที่ที่เธอเรียกว่า ‘บ้าน’

สิ่งที่สะดุดตาเราและพี่ช่างภาพอย่างมากคือรถเก๋งที่เธอขับมา ทะเบียน 13 ตรงกับเลขผู้สมัครสส.กทม. เขตบางกะปิ-วังทองหลาง ของเธอพอดี

เมื่อได้มีโอกาสถามไถ่ จึงรู้ว่าเลข 13 เป็นเลขนำโชคของเธอมาตลอด

“โอ๋เป็นคนพื้นที่เขตบางกะปิ วิ่งเล่นและเติบโตแถวแยกลำสาลี อยู่บ้านเลขที่ 13 เกิดวันที่ 13 ใช้รถทะเบียน 13 มาตลอด” เธอเล่าถึงความบังเอิญนี้พร้อมรอยยิ้ม

‘ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์’ : “โอ๋จะไม่เรียกประชาชน จะเรียกว่าลูกบ้าน”

 รากเหง้า - ครอบครัวที่หล่อหลอม “เรานั้นมีแต่ให้”

คุณพ่อของเธอ (ชัยวุฒิ จริยวิโรจน์สกุล อดีตสก. เขตบางกะปิ) ปลูกฝังการทำงานจิตอาสาให้แก่เธอ ผ่านมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ ซึ่งมีสโลแกนว่า “เรานั้น มีแต่ให้”

 

“เราช่วยเหลือคนเจ็บ คนป่วย ผู้เสียชีวิต ไม่เก็บค่าใช้จ่ายเลย” เธออธิบายถึงอุดมการณ์ที่ซึมซับมาตั้งแต่เด็ก “เลยเป็นเหมือนอุดมการณ์ของเราว่า เมื่อวันหนึ่งที่มีโอกาส เราจะตอบแทนสังคม จะช่วยเหลือสังคม พื้นที่บ้านเรา”

ในช่วงที่คุณพ่อทำงานการเมือง เธอได้ช่วยงานคุณพ่อ และขับรถพาคุณพ่อหาเสียงอยู่บ่อยครั้ง และนี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอสนใจการเมือง 

 “ผมเอาลูก ไม่เอาพ่อ”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด “ตอนแรกไม่ตั้งใจ ไม่ได้คิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้มาลงสส.” จนกระทั่ง ‘ตั้น’ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ มาชวนคุณพ่อลงสส. ในนามพรรคพลังประชารัฐ

วันนั้นเธอไปกับคุณพ่อด้วย ได้พูดคุยกันประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วณัฏฐพลก็พูดประโยคที่เปลี่ยนชีวิตเธอ “พี่ตั้นบอกว่าผมไม่เอาพ่อ ผมเอาลูก” ซึ่งคุณพ่อของเธอก็ตอบว่า “ลูกผม ผมยินดี”

การเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2562 เธอชนะด้วยคะแนน 27,489 เสียง ได้เป็นสส. กรุงเทพมหานครเขต 13 บางกะปิ-วังทองหลาง ในนามพรรคพลังประชารัฐ และดำรงตำแหน่งตลอด 4 ปี

บนเส้นทางการเมือง

ในการเลือกตั้งปี 2566 เธอย้ายมาพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ครั้งนี้กลับพ่ายแพ้ ถึงแม้จะได้คะแนนเสียงมากขึ้นถึง 29,000 กว่าเสียง

สิ่งที่โดดเด่นคือทัศนคติของเธอต่อการ ‘สอบตก’ ที่สะท้อนผ่านการพูดคำนี้อย่างไม่สะทกสะท้าน

“โอ๋ภูมิใจในคะแนนเสียงของโอ๋ทุกคะแนน ถึงแม้ว่าโอ๋จะสอบตก แต่ 29,000 คะแนนที่เลือกโอ๋มา โอ๋ขอบคุณ แล้วโอ๋ก็ภูมิใจ เพราะคะแนนที่โอ๋ได้มาทุกคะแนนเกิดจากการทำงานของโอ๋ ดังนั้นโอ๋ไม่อายที่จะพูดว่า โอ๋เป็นสส. สอบตก แล้วครั้งนี้โอ๋ก็อาสาเอง”

‘ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์’ : “โอ๋จะไม่เรียกประชาชน จะเรียกว่าลูกบ้าน”

เธออธิบายว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีสส. ในกทม. เลย ทำให้การลงสมัครครั้งนี้เป็นความท้าทาย “ถ้าชอบโอ๋ ชอบผู้แทนที่เป็นคนแบบนี้ ก็ให้โอกาสโอ๋ แต่ถ้าคิดว่าไม่ได้ชอบผู้แทนแบบนี้ หรืออยากจะได้ผู้แทนอีกแบบหนึ่ง ก็เคารพการตัดสินใจ ไม่โกรธใคร ไม่รู้สึกผิดหวังหรือเฟล เพราะว่าที่นี่คือบ้านของเรา”

 “ลูกบ้าน ไม่ใช่ประชาชน”

ในช่วงที่ไม่ได้เป็นสส. โอ๋ก็ไม่ได้หายหน้าหายตาไปไหน ทว่ากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วบ้านทั่วเมืองจากการเป็น ‘โอ๋ สุดซอย’ หัวหน้าทีมตรวจการสุดซอย ในยุคที่ ‘ขิง’ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร)

ทีมสุดซอยมีผลงานเด่นอย่างการตรวจสอบบริษัทผู้ผลิตเหล็กเส้นที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มลง รวมถึงการตรวจสอโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน จับการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ การทิ้งกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ไปจนถึงการปราบปรามนิคมจีนเถื่อน

‘ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์’ : “โอ๋จะไม่เรียกประชาชน จะเรียกว่าลูกบ้าน”

แต่ชื่อเสียงและสถานะทรงเกียรตินี้ยังไม่ตอบโจทย์เธอทั้งหมด

“ณ วันนี้ ถ้าให้โอ๋เลือก โอ๋ก็ยังเลือกอยากจะกลับมาเป็น สส. เพราะชอบที่จะมาดูแลพื้นที่ของตัวเอง” เธอตอบอย่างซื่อตรง “โอ๋คิดว่าพื้นที่เป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ โอ๋จะไม่เรียกประชาชน จะเรียกว่าลูกบ้าน เหมือนเราคอยดูแลเค้า ดูแลทุกอย่าง ช่วยเหลืออะไรได้ก็ยินดีที่จะช่วย”

“แต่เราก็มีข้อจำกัดในการช่วยนะ ถ้าอะไรที่เป็นเรื่องของประโยชน์ส่วนรวม โอ๋ทำให้ แต่ถ้าเรื่องใบสั่ง ถามลูกบ้านได้เลยว่าไม่เคยทำให้ใคร”

‘มาตรฐาน’ และฉายา ‘สุดซอย’

“โอ๋รู้สึกว่า โอ๋ยังไม่ทำผิดกฎหมายเลย” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าโอ๋เป็นสส. คือคนที่ออกกฎหมาย คือคนที่แก้กฎหมาย ถ้าเราไม่เคารพกฎหมาย สังคมมันอยู่ไม่ได้”

เธอยังเล่าติดตลกด้วยว่า ตัวเองก็เคยเจอใบสั่ง ก็ยังไปจ่ายเองเหมือนประชาชนทั่วไป 

นอกจากการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด อีกสิ่งที่เจ้าตัวให้ความสำคัญมากคือ ‘การไม่สร้างเครือข่าย’ เพื่อให้ตัวเองมี ‘คอนเน็กชัน’

“ต้องไม่ไปทำอะไรที่ไปสร้างเครือข่ายเพื่อให้ตัวเองมีคอนเน็กชัน แล้วไปทำเรื่องที่มันไม่ถูกต้อง ไม่ไปทำสีเทา ไปเอาเปรียบ ไปหาประโยชน์จากการมีตำแหน่ง”

เมื่อถามถึงความหมายของการสร้างเครือข่าย เธอตอบว่า “โอ๋ไม่เข้าคอร์สเสริม ไม่เคยเข้าคอร์สหลักสูตรอะไรเลย เพราะว่าชอบการลงพื้นที่มากกว่า และสส. ก็มีเงินเดือน ทำไมไม่เอาไปลงหลักสูตร เปลืองเงินภาษีชาวบ้าน แล้วการมีคนรู้จักเยอะ ๆ ถ้าไปทำสุดซอย คนโทรมาขอ แล้วจะยังไง?”

เธอยกตัวอย่างจริงให้ฟัง “โอ๋ทำสุดซอย พี่ที่รู้จักกันโทรมา บอกให้ไม่ให้ไปจับโรงงานหนึ่ง โอ๋ก็บอก ถ้าพี่รักโอ๋นะ ให้โอ๋ทำเรื่องที่ถูกต้องดีกว่า ถ้าโอ๋ทำผิด โอ๋อยู่ไม่ได้หรอก”

“เราก็คงอายพ่อ อายแม่ อายหลาน อายพี่ อายน้อง อายชาวบ้าน ถ้าพี่รักโอ๋ ให้โอ๋ทำเรื่องที่ถูกต้อง เค้าก็เลยหยุด”

เมื่อถามว่าเคยมีคนเสนอสินบนให้มากสุดเท่าไหร่ เธอตอบว่า “5 ล้านบาท”

‘ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์’ : “โอ๋จะไม่เรียกประชาชน จะเรียกว่าลูกบ้าน”

ทำงานกับคนที่ใช่

“การทำงานสุดซอย มันจะไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าหัวหน้าทีมของเราไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนหรือมีอุดมการณ์ที่ชัดเจนในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน” เธออธิบาย

“แต่เผอิญว่าเมื่อโอ๋ไปทำสุดซอยแล้ว มันไม่เคยมีการห้าม ไม่เคยมีการบอกให้ไปเคลียร์ มีแต่บอกว่า พี่โอ๋ทำตามกฎหมาย ทำให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะมีการโทรมาขอ โทรมาข่มขู่ โทรมาเสนอผลประโยชน์ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีเลย”

เธอเปรียบเทียบประสบการณ์ “โอ๋เคยอยู่ทั้งกับพลังประชารัฐ โอ๋รวมไทยสร้างชาติ เคยช่วยคุณพ่อตั้งแต่อยู่ไทยรักไทย โอ๋เห็นเวทีการเมือง หรือสังคมของนักการเมือง มาตลอด คนแบบคุณเอกนัฏมีน้อย”

เมื่อถามว่ามีเหตุการณ์ประทับใจอะไรเป็นพิเศษ เธอตอบว่า “คงต้องเป็นเรื่องของการทำงานสุดซอย เราเจอนักการเมืองมาหลายคน เจอรัฐมนตรีมาหลายคน มันไม่ได้เป็นอย่างที่พูดกันทุกคนหรอก”

“คนแบบนี้แหละ อุดมการณ์เคมีกัน ความคิดเหมือนกัน เรายึดเรื่องความถูกต้อง เรายึดความตรงไปตรงมา การพูดบนข้อเท็จจริง สิ่งเหล่านี้จะเป็นเกราะคุ้มครองเรา”

เคสเดือด

เมื่อพูดถึงงานสุดซอยที่ทำ เธอเล่าถึงกรณีที่ทำให้เธอโกรธที่สุด

“อย่างยางรถยนต์ ผู้ผลิตรายใหญ่เอาเข้ามาแล้วยางตกเกรด ต้องทำลาย แต่พบว่าเค้าทำลายทุกอย่าง ยกเว้นคำว่า Made in Thailand ก็ถามว่าคุณเอาไปไหน เค้าตอบว่าเอาไปขายต่อ”

“ถ้าคุณเหลือคำว่า Made in Thailand ไว้ แล้วประเทศอื่นจะมองประเทศไทยว่ายังไง? คุณทำร้ายคนไทยและประเทศไทยเลย”

“อันนี้โอ๋โกรธมาก ยึดเลย ตอนนี้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว คนไทยเรามีศักดิ์ศรี โอ๋เป็นคนชาตินิยม โอ๋เป็นคนที่ภูมิใจในความเป็นไทย ภูมิใจที่เกิดบนแผ่นดินไทย ภูมิใจที่ทำงานให้คนไทย”

‘ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์’ : “โอ๋จะไม่เรียกประชาชน จะเรียกว่าลูกบ้าน”

ทำไมครั้งนี้ถึงเป็น ‘ภูมิใจไทย’

“ทั้งพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีสส. ใน กทม. เลย การมีสส. พรรคภูมิใจไทยใน กทม. เป็นเรื่องที่ยากมาก คนกรุงเทพฯไม่เคยมีประสบการณ์ในการเลือกสส.ของพรรคภูมิใจไทย” เธออธิบาย

“แต่ครั้งนี้ พอมีกระแสทั้งคุณศุภจี คุณสีหศักดิ์ คุณเอกนิติ แล้วท่านนายกฯ ก็ทำได้ดีในเรื่องของความมั่นคง ก็เลยทำให้คนกรุงเทพฯเริ่มหันมามองพรรคภูมิใจไทยมากยิ่งขึ้น”

“แต่ว่าก่อนที่โอ๋จะตัดสินใจลง โอ๋ไม่รู้หรอกว่าจะชนะหรือแพ้ แต่ว่าอาสาที่จะลง เพราะโอ๋อยากจะกลับเข้ามาดูแลประชาชนในพื้นที่เขตบางกะปิ วังทองหลาง”

อีกอย่างก็คือ “ตั้งแต่ทำสุดซอยมา ตัวสส.พรรคภูมิใจไทย หรือแม้กระทั่งผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีใครมาขอให้หยุดตรวจสอบ”

เมื่อถามถึงผลตอบรับจากการลงพื้นที่ในรอบนี้ เธอเล่าตามตรงว่า ประชาชนยังคงคิดถึง และให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ไม่มีปิดประตูไล่ ตะโกนต่อว่า เหมือนที่ผ่านมา

ส่วนเรื่องการ ‘เผื่อใจ’ นั้น เธอยอมรับว่ามีบ้าง แต่ยืนยันจะไม่ทอดทิ้งพื้นที่ที่เป็นบ้านของตัวเอง

“ถ้าบ้านเรา เรายังหนีบ้านเราเลย แล้วใครจะมาดูแลบ้านเรา”

“ถ้าสอบตก แล้วพรรคมอบอะไรให้ทำ เราก็ไปทำตามภารกิจ แต่ถ้าเกิดพรรคไม่มอบ ก็อยู่บ้าน เลี้ยงหลาน ทำมูลนิธิ” เธอตอบอย่างสบายใจ

ส่วน ‘ตำนานสุดซอย’ ที่เธอสร้างมานั้น เธอปิดท้ายอย่างมีวิสัยทัศน์ว่า “สุดซอยมันไม่ได้หมดไป ถึงแม้ว่าวันหนึ่งโอ๋จะไปเป็นสส. หรือไม่เป็นสส. สุดซอยมันต้องอยู่ แล้วโอ๋ยินดีที่จะให้ทุกคนเอาไปใช้ เพื่อผลประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ”

 

สัมภาษณ์: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ถ่ายภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม