10 พ.ค. 2569 | 21:18 น.

KEY
POINTS
ถ้าคุณได้ติดตามการเมืองไทยมาตั้งแต่ยุคปี 2540 เป็นต้นมา คุณคงเห็นคนจำนวนมากเดินผ่านเข้ามาในอำนาจ แล้วก็เดินหายไป บางคนเคยยิ่งใหญ่ ก่อนถูกลืมเร็วพอ ๆ กับวันที่เคยโด่งดัง แต่มีอยู่ชื่อหนึ่งที่ไม่ว่าจะรักหรือเกลียด สังคมไทยก็ไม่เคยวางเขาลงได้จริง ๆ
ตลอดเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา เราได้ยินชื่อของชายคนนี้อยู่เสมอ บางครั้งผ่านหน้าจอโทรทัศน์ ผ่านเสียงด่าบนโต๊ะอาหาร ผ่านความหวังของคนต่างจังหวัด และผ่านความเงียบหลังรัฐประหาร ชื่อของเขาคือ
‘ทักษิณ ชินวัตร’
76 ภาพในอัลบั้มนี้จาก NationPhoto และ gettyimages บางส่วน จึงเป็นภาพบันทึกเส้นทางของนักการเมืองคนหนึ่ง ชายผู้เคยอยู่ในทุกอารมณ์ของสังคมไทย ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นเข้าสู่สนามการเมือง วันที่ชีวิตยืนอยู่บนตำแหน่งผู้นำของประเทศ วันที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน ไปจนถึงวันที่เส้นผมและร่องรอยบนใบหน้าค่อย ๆ บอกเราว่า เวลาไม่เคยปรานีใคร แม้แต่คนที่เคยทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่งของประเทศ
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 อาจไม่ใช่วันสำคัญในทางการเมืองมากนัก แต่อาจเป็นวันที่ชายวัย 76 ปีคนหนึ่ง ได้วางกระเป๋าเดินทางทางความรู้สึกลงเสียที ไม่ใช่ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่มหาเศรษฐี และไม่ใช่ศัตรูของใคร แต่ในฐานะพ่อคนหนึ่ง ปู่คนหนึ่ง และมนุษย์คนหนึ่งที่แก่ลงเหมือนคนอื่นบนโลกนี้
ถ้ามองย้อนกลับไป ชีวิตของทักษิณแทบเหมือนกราฟหุ้นที่พุ่งขึ้นแบบไม่มีใครกล้าขวาง จากนักธุรกิจโทรคมนาคม สู่ผู้นำที่สร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของการเมืองไทยยุคใหม่ เขาเป็นคนประเภทที่ไม่เชื่อคำว่า “ทำไม่ได้”
ก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 จะพารถถังออกมาวิ่งบนถนนกรุงเทพฯ และเปลี่ยนชีวิตของชายคนหนึ่งไปตลอดกาล จากวันนั้นถึงวันนี้ ประเทศไทยเปลี่ยนรัฐบาลมาหลายชุด เด็กที่เกิดในวันรัฐประหารวันนั้น วันนี้โตพอจะมีสิทธิเลือกตั้งแล้ว แต่ทักษิณยังเดินอยู่ในมหากาพย์เดิม
แน่นอนสำหรับคนจำนวนมาก ชื่อนี้ไม่ได้มีเพียงความคิดถึง แต่มาพร้อมความโกรธ ความแตกแยก และบาดแผลทางการเมืองที่ลากยาวมาถึงปัจจุบัน เขาเคยเป็นทั้งความหวัง และเป็นทั้งฝันร้ายของคนของอีกฝั่ง นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายภาพในอัลบั้มนี้ ถึงไม่ได้เล่าแค่เรื่อง ‘อำนาจ’ แต่กำลังเล่าเรื่อง ‘เวลา’ ภาพถ่ายบางใบเต็มไปด้วยผู้คน รายล้อมด้วยแฟลชและเสียงเชียร์ ขณะที่บางภาพกลับมีเพียงชายวัยชราคนหนึ่งที่กำลังนั่งยิ้มอยู่คนครอบครัว
ด้วยวัย 76 ปี ค่อย ๆ ทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้าของชายคนนี้ ความใจร้อนในวันหนุ่ม ถูกแทนที่ด้วยสายตาของคนที่ผ่านโลกมามากเกินพอ บางอย่างในแววตากำลังบอกเราว่า เขาเหนื่อยแล้วจริง ๆ
เขาอาจไม่ได้กลับมาเพื่อชนะใครอีก แต่อยากกลับมาเพื่อใช้ชีวิตมากกว่า การได้นั่งกินข้าวกับครอบครัว การได้เล่นกับหลานสำหรับคนวัยนี้ บางทีอาจสำคัญกว่าการเมืองทั้งหมดบนโลกแล้วก็ได้
และเมื่อมองภาพทั้ง 76 ภาพเรียงต่อกัน เราอาจไม่ได้เห็นเพียงเส้นทางของอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง แต่อาจกำลังเห็นชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง ที่ใช้เวลาครึ่งชีวิตอยู่ท่ามกลางอำนาจ ความขัดแย้ง การพลัดพราก และความคิดถึงบ้านที่แสนเปราะบาง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี หรือคนธรรมดาเมื่อเดินทางมาถึงปลายทางของชีวิตคนจำนวนไม่น้อยต่างก็โหยหาสิ่งเดียวกัน
คือการได้กลับบ้าน
เรื่อง : นัฐพงษ์ โห้เฉื่อย
ภาพ : NationPhoto