08 เม.ย. 2569 | 17:28 น.

KEY
POINTS
ถ้าพูดถึง ‘ทองหล่อ’ คุณจะนึกถึงอะไร
คุณอาจนึกถึงไลฟ์สไตล์หรูของคนเมือง คาเฟ่ฮิป ๆ บาร์และร้านอาหารสุดพรีเมียม หนุ่มสาวออฟฟิศที่เดินกันขวักไขว่ หรือตึกสูงที่เรียงรายเกือบทั้งทาง
แต่หากเดินมาถึงต้นซอยทองหล่อ 3 อาจสะดุดตาเข้ากับพื้นที่หนึ่งที่ดูต่างออกไปราวกับเจอ ‘โอเอซิส’ เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยชีวิตอันหลากหลายซึ่งแวะเวียนเข้ามาใน ‘สวนครูองุ่น’
หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังที่นี่คือ ‘โซเฟีย’ สิริพร สุขชูศรี ผู้จัดการสวนครูองุ่นและหัวหน้าโครงการสวนครูองุ่น ภายใต้ความร่วมมือของมูลนิธิไชยวนาและมูลนิธิกระจกเงาซึ่งต้องการสร้าง ‘พื้นที่สาธารณะ’ ที่เปิดรับและใส่ใจทุกคน
“เราไปต่างประเทศแล้วรู้สึกว่าใช้ชีวิตง่ายจัง ไม่เหมือนบ้านเราเลย”
โซเฟีย เด็กอยุธยาที่ต้องนั่งรถหลายต่อเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปเรียนพิเศษที่สยาม ทำให้เธอคุ้นเคยกับเมืองที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตมาตลอด จนกระทั่งได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนที่สิงคโปร์ เธอจึงเริ่มเห็นภาพชัดเจนว่า ‘เมืองที่ทำให้ชีวิตง่าย’ มีหน้าตาอย่างไร
“ต่อให้หลงทางก็ยังกลับมาได้ ทั้งที่ตอนนั้นกูเกิลยังไม่เสถียร หิวน้ำก็มีตู้กดน้ำ และนี่คือสิบกว่าปีก่อน”
ความสงสัยในวัยเยาว์ส่งมาถึงการตั้งคำถามในวัยเรียน เธอเลือกเรียนต่อที่คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชารัฐกิจและรัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง การเรียนทำให้เธอเห็นมิติปัญหาของพื้นที่สาธารณะ โครงสร้าง และสวัสดิการชัดเจนมากขึ้น
“ช่วงแรกที่ยังไม่ได้เรียนมหา’ลัย เรารู้สึกโหยหาความเป็นเมืองที่มันซัพพอร์ตความต้องการ แต่พอเรียนแล้ว รู้สึกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกมันไปไม่ถึงบางบาลบ้านฉัน เลยใช้ชีวิตค่อนข้างยาก”
ระหว่างเรียนโซเฟียเป็นนักศึกษาฝึกงานที่มูลนิธิกระจกเงา พอเรียนจบก็ทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์พร้อมกับเป็นอาสาสมัครของกระจกเงาไปด้วย ประจวบเหมาะกับช่วงนั้น (ปี 2559) กระจกเงาผุดไอเดียเรื่องพื้นที่สาธารณะ เธอจึงได้รับมอบหมายให้มาพลิกฟื้นที่ดินรกร้าง ซึ่งก็คือ สวนครูองุ่นในปัจจุบันให้มีชีวิต
แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเธอยังนึกภาพพื้นที่สาธารณะไม่ออก
“มายเซ็ตแรกของทองหล่อมันคือความศิวิไลซ์ มันไม่มีพื้นที่สาธารณะ ในมุมที่รู้จักทองหล่อมานะคะ ไม่มีเลย ดังนั้นความยากคือทำอย่างไรก็ได้ให้เบลนทั้งพลังงาน ทั้งการใช้ชีวิต และผู้คนเข้าด้วยกัน อันนี้คือโจทย์ของเรา”
3 เดือนแรก เธอและทีมเริ่มต้นจากลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ภายใต้ความคิดแบบกระจกเงาที่ว่า “ถ้าเขาใช้เครื่องจักรทำ แล้วทำไมเราใช้มือทำไม่ได้ ทำไมชาวบ้านต่างจังหวัดเขาถึงทำได้ ทำไมเราถึงทำในเมืองไม่ได้”
นั่นทำให้เธอต้องเริ่มตั้งแต่รู้จักดิน จับจอบ จับเสียม ด้วยมือของตัวเองและทีม เพื่อจัดการพื้นที่รกร้าง ปลูกต้นไม้ ทำสวน ทำสนามเด็กเล่น และอีกมากมาย จนในที่สุดสวนครูองุ่นก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2559
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่การจัดสรรพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างความสัมพันธ์และความหมายร่วมกับผู้คน
จากที่เคยรู้จักทองหล่อแค่ถนนสายหลัก โซเฟียค่อย ๆ เห็น ‘คนทองหล่อ’ มากขึ้น เมื่อเธอบังเอิญไปเจอเด็กสองคนกำลังเตะบอลกัน ทำให้เธอรู้ว่าทองหล่อมีชุมชน จึงสามารถจับต้นชนปลายถึง ‘กลุ่มเป้าหมาย’ ได้
แต่การจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายไม่ได้ราบรื่นเสมอไป
โซเฟียเล่าว่า ช่วงเริ่มสำรวจพื้นที่เมื่อ 8 ปีก่อน ชุมชนตั้งอยู่บนท่อระบายน้ำ บ้านของหลาย ๆ คนเป็นแผ่นวีว่าบอร์ดที่ต่อเป็นห้องสี่เหลี่ยม และอยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากหมายไล่รื้อเพื่อปรับโครงสร้างเมือง เธอจึงลงพื้นที่ รับฟัง และอยู่เคียงข้างพวกเขา
“บางทีเขาแค่ต้องการเพื่อนเม้าท์ ระบาย หรือปรึกษา เพราะพอบ้านเขาโดนบีบ อาชีพก็โดนบีบตาม พ่อค้าแม่ค้าที่มาซื้อของก็เป็นคนในชุมชน เราจะถามเขาก่อนว่ามีหนี้เท่าไหร่ ถ้าเขาเปิดกับเรา มารับของไป แล้วเอาไปขาย ครั้งแรกไม่คิดตังค์ ตั้งต้นได้ก็มาซื้อ”
และความพยายามก็เป็นผล เมื่อถึงวันเด็ก ปี 2560 ที่เด็ก ๆ ตบเท้าเข้ามาเต็มสวนครูองุ่น กลายเป็นสัญญาณแรกที่ทำให้โซเฟียเห็นว่าคนทองหล่อเริ่มเปิดใจให้พื้นที่นี้แล้ว
“เราร้องไห้เลย เรามาถูกทาง นี่เป็นภาพที่เราไม่ต้องไปเกณฑ์ และเขาไว้ใจเราแบบสนิทแล้ว”
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเธอกับชุมชนก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ๆ และผู้ใหญ่มากขึ้น โซเฟียบอกว่า เธอเติบโตไปพร้อมกับชุมชนและมีความสุขที่เห็นแววตาและรอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่ได้ของขวัญ ที่ได้ไปเที่ยว ที่ได้มาเล่นด้วยกัน
“มันภูมิใจ เหมือนเราโตไปกับเขา เราเห็นเขาตั้งแต่เด็ก พอเขาไว้ใจเรา จำหน้าเราได้ เป็นที่ไว้ใจของผู้ใหญ่ หรือจำแค่สวนครูองุ่นได้ เราก็ดีใจแล้ว”
นอกจากนี้ดูเหมือนสิ่งที่เธอทำจะส่งถึงคนทุกวัย เพราะผู้คนในพื้นที่กลายเป็นคนสำคัญที่ส่งต่อเรื่องราวของสวนครูองุ่น อย่างกลุ่มพี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เวลาสวนครูองุ่นจัดกิจกรรมมักจะช่วยประกาศเชิญชวนให้คนมาร่วมงานอยู่เสมอ
เรื่องราวการพลิกฟื้นพื้นที่อันเงียบเหงาจนเป็นพื้นที่สาธารณะของโซเฟียบอกเราว่า ไม่มีความสัมพันธ์ไหนเกิดขึ้นทันที การจะเปลี่ยนพื้นที่ของใครสักคนให้เป็นพื้นที่ของทุกคนจำเป็นต้องอาศัยหลายสิ่ง และเมื่อความสัมพันธ์เริ่มก่อตัว พื้นที่ตรงนั้นจึงเริ่มมีความหมายและมีชีวิตกว่าเดิม
หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้คงสงสัยว่า แล้วทำไมต้องชื่อ ‘สวนครูองุ่น’ คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในกุศโลบายของการตั้งชื่อ เพื่อให้ทุกคนที่ก้าวเข้ามาทำความรู้จักกับเจ้าของที่ดินนี้ไปพร้อม ๆ กัน
‘ครูองุ่น’ หรือ องุ่น มาลิก เป็นคนหัวก้าวหน้าในยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ที่ยอมสละยศตระกูลและใช้น้ำพักน้ำแรงซื้อที่ดินในทองหล่อเพื่อสร้างประโยชน์แก่สาธารณชน
นอกจากนี้ยังเป็นผู้สนับสนุนนักเคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด
“ถ้าบทบาทางการเมือง เรียกว่า คุณครูเป็นนักซัพพอร์ตดีกว่า คุณครูเคยโดนจับข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรว่ารวบรวมคน เพราะหากคุณบาดเจ็บ คุณโดนไล่ โดนตี ก็มาพัก มาทำแผลที่นี่ เหมือนตอนปี 63 ที่เกียกกาย มีคนบาดเจ็บจากการฉีดน้ำ สวนครูองุ่นก็เปิดบ้านให้คนมาล้างหน้า ล้างตา อาบน้ำ หรือกินข้าว”
แม้ชื่อของครูองุ่นจะไม่ปรากฏในประวัติศาสตร์กระแสหลัก แต่สิ่งที่เธอทำยังคงดำรงอยู่ผ่านเหล่าลูกศิษย์ ลูกหาที่คอยสานต่อเจตนารมณ์ หนึ่งในนั้นคือ ‘หนูหริ่ง’ สมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา
“พี่หนูหริ่งอยากมีพื้นที่การแสดงออกและพื้นที่ศิลปะ แกอยากทำอยู่แล้วเป็นทุนเดิม บวกกับทางมูลนิธิไชยวนา (มูลนิธิของครูองุ่น) อยากทำพื้นที่สาธารณประโยชน์ดังเดิม เลยมาคุยกันว่าคุณมีอาสาสมัครที่มีแรงกายและไอเดีย ส่วนฉันมีพื้นที่ ลองจับมือกันไหม”
ความตั้งใจของครูองุ่นไม่ใช่แค่เรื่องพื้นที่ แต่ยังเกี่ยวกับชุมชนและการสร้างความไว้ใจ เธอเข้าถึงเด็ก ๆ และผู้คนผ่านงานศิลปะและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น นิทาน หรือละครหุ่นมือ
ปณิธานของครูองุ่นได้เปลี่ยนที่ดินส่วนตัวผืนสุดท้ายให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะ ท่ามกลางตึกสูงและธุรกิจรอบข้างที่ขยายตัวไม่หยุด แต่ที่ดิน 250 ตารางวาตรงนี้ยังคงให้ประโยชน์แก่สังคมตามความตั้งใจเดิมอย่างเหนียวแน่น ผ่านกลยุทธหนึ่งที่เฉียบแหลมอย่างการออกแบบ ‘ที่นอน’ หลังความตายไว้ล่วงหน้า เพื่อเป็นเงื่อนไขให้ที่ดินผืนนี้ขยับเขยื้อนไปทำอย่างอื่นไม่ได้ และต้องใช้เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมตลอดไป
สวนครูองุ่นในวันนี้จึงไม่ใช่แค่พื้นที่เล็กๆ แต่เป็นศูนย์รวมความหมายและความทรงจำที่ส่งต่อผ่านความตั้งใจของกลุ่มคนที่อยากดึงให้ ‘เมือง’ กลับมาเป็นของทุกคนจริง ๆ และทำให้ที่นี่เติบโตเป็นพื้นที่ที่โอบรับทุกชีวิตตามที่ครูองุ่นตั้งใจไว้เสมอมา
“ถ้าคนได้ออกไปใช้ชีวิต ไม่ใช่แค่เมืองที่เจริญ คนก็เจริญตาม”
ปัจจุบันสวนของครูองุ่นไม่มีรั้วกั้น เนื่องจากโซเฟียถอดรั้วที่เคยมีออกไป เพื่อลดระยะห่างทางสังคม
“การมีรั้วเป็นการบล็อกสัญชาตญาณของการเข้าถึง มันเลือกมาแล้วว่าคนกลุ่มไหนใช้ที่ตรงนี้ได้ แทนที่มันจะเปิดให้เข้าได้หมด”
เมื่อทุกคนเข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้ คนก็แสดงศักยภาพและใช้ประโยชน์จากเมืองได้มากขึ้น แม้จะพบคำถามเรื่องความปลอดภัยหรือข้ออ้างเรื่องคนไร้บ้านแต่เธอก็ตั้งคำถามกลับไปถึงต้นตอที่แท้จริงของปัญหานี้
“บ้านเราชอบอ้างว่าถ้าไม่ปิดรั้ว คนไร้บ้านก็จะมานอน จริงๆ แล้วมันเป็นปัญหาที่การจัดการของระบบหรือของเมืองหรือเปล่า”
ท้ายที่สุด หากวันหนึ่งพื้นที่สาธารณะเหล่านี้หายไป โซเฟียมองว่าเมืองจะไม่เสียอะไรถ้าคนไม่ยกพื้นที่สาธารณะมาเป็นลำดับความสำคัญในชีวิตประจำวัน
แต่สำหรับใครที่ต้องการพื้นที่พักผ่อน แสดงผลงาน จัดกิจกรรม พาลูกหลานมาเรียนรู้ หรือพบปะผู้คน พวกเขาจะเสียโอกาสมหาศาลไปอย่างน่าเสียดาย
“เราอยากเดินในทองหล่อ แล้วนั่งพักโดยไม่ต้องตะขิดตะขวงใจ สถานที่เป็นมิตรกับเรา แต่มันยาก ตอนนี้เห็นว่ากทม.เริ่มทำพื้นที่แบบนี้มากขึ้น แสดงว่าเขาเห็นเหมือนกันว่าเมืองต้องเปิด เมืองต้องมีพื้นที่ มีคอมมูนิตี้ มีที่แลกเปลี่ยนทางความคิด”
“แค่หวังว่าในอนาคตจะมีพื้นที่แบบนี้เยอะ ๆ คนมองเห็นภาพสวนหน้าบ้าน เรายังอิงจากพื้นฐานเดิมคือ การชุมนุมเจอกัน แลกเปลี่ยนกัน บางคนไม่รู้จักกัน ก็มารู้จักกันที่นี่
เพราะสำหรับโซเฟีย เมือง หมายถึง การที่ผู้คนสามารถอยู่ในย่านนั้นได้อย่างมีความสุข
“เมืองอาจเดินหน้าได้โดยไม่มีพื้นที่สาธารณะ แต่เมืองจะมีชีวิตน้อยลง เมืองจะมีสีสันน้อยลง”
สวนครูองุ่นถูกชุบชีวิตจากพื้นที่รกร้าง กลายมาเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ ที่มีทั้งร้านขายของมือสองอย่าง Charity Shop คาเฟ่ ร้านข้าวแกง และลานสำหรับพักผ่อนและจัดอีเวนต์ รวมทั้งกำลังขยายสู่โรงละครขนาดเล็กที่คาดว่าจะเสร็จในปี 2569 นี้
ภายใต้หลักการที่ทุกโครงการของมูลนิธิกระจกเงาต้องเลี้ยงตัวเองได้ สวนครูองุ่นจึงบริหารจัดการผ่านการเปลี่ยนของบริจาคเป็นสินค้าในร้าน Charity Shop ที่รายได้ทั้งหมดจะถูกส่งกลับเข้าบัญชีกลางของมูลนิธิฯ เพื่อขับเคลื่อนงานภาคสังคมต่อไป
พื้นที่แห่งนี้ยังใช้คาเฟ่เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้บริการ ควบคู่ไปกับร้านข้าวแกงราคา 20 บาท ที่ตั้งใจรองรับคนหาเช้ากินค่ำท่ามกลางการใช้ชีวิตในทองหล่อที่ค่าครองชีพสูง
“คอนเซปต์ร้านข้าวแกงเริ่มต้น 20 บาท แล้วก็บวกไปตามกับ ที่เป็นราคานี้เพราะคนทองหล่อไม่ใช่มีแค่ไฮโซ จริง ๆ มันมีองค์ประกอบของคนทำงานหาเช้ากินค่ำเป็นส่วนมาก”
ปัจจุบันสวนครูองุ่นกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อก้าวเข้าสู่ระยะที่สอง ซึ่งมุ่งเน้นเรื่องศิลปะอย่างเต็มตัว โดยมีไฮไลต์สำคัญคือทำพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กลายเป็น ‘โรงละครขนาดเล็ก’ สำหรับแสดงผลงานศิลปะแบบครบวงจร
ตัวอาคารใหม่ถูกออกแบบให้รองรับฟังก์ชันที่หลากหลาย ภายในฮอลล์มีที่นั่ง 80 ที่นั่ง และจุคนยืนได้กว่าร้อยคน พร้อมเปิดกว้างเป็นเวทีสำหรับทุกความเป็นไปได้ ตั้งแต่ละครเวที ละครใบ้ ดนตรีสด ไปจนถึงนิทรรศการศิลปะแขนงต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ดาดฟ้าที่วางแผนต่อยอดเป็นพื้นที่พักผ่อนสารพัดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการฉายหนังกลางแปลง หรือต่อเติมเป็นอีกฮอลล์
โรงละครใหม่ที่ถูกสร้างจะช่วยแก้ปัญหาค่าเช่าสถานที่แสดงงานที่ราคาสูงเกินเอื้อมสำหรับใครหลายคนได้ สวนครูองุ่นโฉมใหม่จะกลายเป็นเวทีปล่อยของที่รองรับทั้งศิลปิน นักเรียน-นักศึกษา หรือใครก็ตามที่มองหาพื้นที่จัดแสดงที่โอบรับพวกเขา ด้วยเป้าหมายที่อยากให้ความคิดสร้างสรรค์ได้มีที่ทางเติบโตและเบ่งบานในตัวของทุกคนได้จริง ๆ
อีกหนึ่งสิ่งที่โซเฟียอยากทำคือ ‘แล็บทดลองตลาดกลางเมือง’ เพื่อแก้ปัญหาร้านหาบเร่ในกรุงเทพฯ ให้สามารถขายของที่นี่ได้ชั่วคราว ไม่เสียค่าธรรมเนียมและไม่เสียค่าเช่า
“หลัง ๆ เราจะเห็นรถเข็น เราก็จะบอกว่าให้มาจอดเลย ต้องขายอยู่แล้ว คุณมาขายแล้ว 11 โมงหรือเที่ยงคุณต้องไปต่อใช่ไหม คุณก็แค่เดินออกไป ไม่ต้องอยู่ถาวร แต่คุณจะรู้ไทม์มิ่งอยู่แล้วว่าช่วงไหนคนเยอะก็มาขาย ช่วงไหนคนไม่มีก็ไป”
เป้าหมายคือให้พวกเขามีโอกาสสร้างรายได้และเรียนรู้ลู่ทางของตัวเอง ขณะเดียวกันก็เป็นตัวอย่างให้รัฐเห็นแนวทางการจัดสรรพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยเหลือคนค้าขายได้จริงภายใต้บริบทของพื้นที่และแหล่งลูกค้าร่วมด้วย
“พื้นที่เปล่าก็เยอะนะ แต่การจัดสรรมันยากเพราะมันเป็นพื้นที่ส่วนตัวกับเอกชน มันมีเรื่องของภาษีหรือรายได้เข้ามา เลยอยากจะทำเป็นโมเดลก่อนว่ารัฐลองมาจับมือภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่ไหม แล้วคุณลองชั่งน้ำหนักเรื่องภาษี ถ้านายทุนเจ้าของที่ดินเขายินยอมให้เปิดตลาดโดยที่คุณไม่ต้องไปเก็บ 2,000 - 3,000 ต่อวัน เพราะปกติปัจจุบันเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่ใช่พื้นที่รัฐนะมันก็จะแพง ลองมาทำไหม ตอนนี้ถ้าคุณมองว่าเขาเป็นปัญหา คุณต้องมีวิธีการแก้ปัญหา”
ตลาดทดลองนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นเมืองที่เปิดช่องทางให้คนมีที่ทำกินและพื้นที่สร้างสรรค์ร่วมกันได้จริง
สวนครูองุ่นโฉมใหม่จึงเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามอง ว่าจะเปลี่ยนโจทย์ยากของเมืองให้กลายเป็นพื้นที่ของทุกคนได้อย่างไรต่อไป
โซเฟียเชื่อว่า ในอนาคตสวนครูองุ่นจะกลายเป็นพื้นที่ของทุกคน เพราะเธอยังมีองค์ความรู้ และแนวคิดอีกมากมายให้ได้เรียนรู้ แล้วเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ นี้ให้ตอบโจทย์คนย่านทองหล่ออย่างรอบด้าน
ตลอดสิบปีที่สวนครูองุ่น โซเฟียเติบโตมาพร้อมกับผู้คนและเรื่องราว สิ่งสำคัญที่สุดที่เธอได้เรียนรู้คือ ‘ความอดทนของการเป็นผู้รอ’
กว่าจะมีลูกค้าประจำสักคน กว่าจะมีอาสาสมัครที่มาแล้วมาอีก กว่าจะไม่มีใครในซอยไม่รู้จักสวนครูองุ่น กว่าจะเป็นโซเฟีย ผู้จัดการและหัวหน้าโครงการสวนครูองุ่นมากฝีมือ ทั้งหมดนี้ต้องใช้ความอดทนที่ยากมากสำหรับเธอ
“มันก็เหมือนการเมืองบ้านเรา เหมือนเมืองของเรา ที่กว่าจะได้อะไรสักอย่างต้องบ่มแล้วบ่มอีก บางทีบ่มจนเน่าแล้วกินไม่ได้ ก็กลับมารอลูกใหม่ออก”
ตลอดบทสนทนากับโซเฟียในสวนครูองุ่น กลิ่นกาแฟ ลังกระดาษ เสื้อผ้ามือสอง และใบไม้ ปะปนไปกับเสียงหัวเราะของอาสาสมัคร เสียงพูดคุยของผู้ใหญ่ และเสียงของคนที่แวะเวียนผ่านมา ทุกสิ่งสะท้อนผลของความตั้งใจในสวนครูองุ่น ความตั้งใจที่อยากให้เมืองนี้เป็นที่ของทุกคน เป็นที่ที่ชีวิตและศิลปะได้เติบโตไปพร้อมกัน
อย่างที่โซเฟียได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “หากคุณมีไอเดีย หรือคุณเป็นนักล่าฝันคนหนึ่ง แล้วไม่มีพื้นที่ในการวาดฝัน มาหาเรา เรามีเครื่องมือให้คุณ เราอยากซัพพอร์ตนักล่าฝันเหล่านั้น เราอยากกอดพวกคุณไว้”