21 ต.ค. 2569 | 12:30 น.

KEY
POINTS
เคยไหม? ตื่นเช้ามาทำงานพร้อมความรู้สึกกังวลลึก ๆ ว่า ทักษะที่เรามีอยู่จะยังเพียงพอสำหรับโลกอนาคตไหม?
ในยุคที่ AI และความเปลี่ยนแปลงซัดถาโถมใส่คนทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง การปรับเปลี่ยนตัวตนเพื่อให้อยู่รอด กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกคนต้องเผชิญ บนเวที NATION FORUM 2027 ในหัวข้อ THE LIFELONG WORKFORCE PIVOT ผศ.ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช รองคณบดี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ชวนเรามองการทำงานผ่านมุมมองจิตวิทยาที่ถึงง่ายอย่างยิ่ง
หลายคนเชื่อว่า หากเราฝึกฝน Soft Skills หรือทักษะความเป็นผู้นำจนเชี่ยวชาญแล้ว เราจะสามารถย้ายไปเติบโตที่ไหนก็ได้เหมือนกับยกกล่องทักษะใบเดิมไปวางในบ้านหลังใหม่ แต่ในความเป็นจริง บริบทของการทำงานคือสิ่งที่กำหนดประสิทธิภาพของทักษะเหล่านั้นเสมอ การปรับตัวที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การเอาทักษะเดิมไปใช้ทื่อ ๆ แต่ต้องอาศัยความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility) เพื่อพาตัวเราสวิตช์โหมดการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ตรงหน้า
ผศ.ดร.เจนนิเฟอร์ สะท้อนให้เราเห็นภาพความจริงข้อนี้ว่า “จริง ๆ มันก็มีข้อมูลออกมาว่า ตัว Soft Skill มันไม่ได้สามารถที่จะถ่ายโอนไปได้ 100% นั่นก็คือ มันไม่สามารถที่จะ Transfer ไปได้งานใหม่เลย เช่น สมมุติว่า มี Leadership Skill ดีมาก แต่พอเราย้ายไปอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง จากเดิมที่เราอาจจะต้องใช้การสั่งการเยอะมาก ๆ พอไปอยู่อีกบริบทหนึ่ง เราอาจจะต้องทำความเข้าใจ จะต้องฟังเยอะ เพราะฉะนั้น Leadership Skill ที่เรามีมันก็จะต้องปรับ สิ่งที่สำคัญเลยที่อาจจะช่วยได้คือ Cognitive Flexibility หรือความยืดหยุ่นทางความคิด เช่น การเปลี่ยนบริบทงานใน 1 วัน จากเดิมพยายามอธิบายวิชาการ ไม่ได้แล้ว จะต้องเปลี่ยนเป็น Business ใน 1 วัน ตัว Cognitive Flexibility มันจะทำให้เรา Switch สิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น”
ทว่าบนเส้นทางแห่งการวิ่งไล่ตามทักษะใหม่ ๆ ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ มักจะเข้ามากัดกินใจคนทำงานโดยไม่รู้ตัว เมื่อไหร่ก็ตามที่เราก้าวพลาดหรือทำไม่ได้อย่างใจหวัง เสียงในหัวมักจะสวมบทบาทเป็นผู้พิพากษาที่คอยเฆี่ยนตีตัวเองอยู่เสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริง สภาพแวดล้อมรอบข้างก็สร้างแรงกดดันให้เรามากเกินพอแล้ว สิ่งที่จะเป็นตาข่ายรองรับจิตใจเมื่อเราตกจากความคาดหวัง คือการสวมโหมด Self-Compassion หรือการเมตตาต่อตนเอง
คำพูดของ ผศ.ดร.เจนนิเฟอร์ ช่วยเตือนสติให้เราหยุดทำร้ายตัวเองในวันที่ล้มลงว่า “เมื่อเราเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ความเหนื่อยล้ามันก็จะตามมาด้วย สิ่งสำคัญเลยคือ Self-Compassion หรือว่าการอ่อนโยนกับตัวเอง หรือว่าความเมตตา เราต้องอ่อนโยนกับตัวเองบ้างในวันที่เราล้มเหลว หรือวันที่เราทำอะไรไม่สำเร็จ เพราะส่วนใหญ่อัตโนมัติมนุษย์เราจะวิจารณ์ว่า ทำไมเราไม่เก่งเลย ทำไมทำไม่ได้ดีอีกแล้ว ทั้งที่จริง ๆ โลกมันกดดันเราไปเยอะมากแล้ว Self-Compassion มันจะทำให้เราสามารถที่จะออกมาจากหลุมของความล้มเหลวได้ และมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า คนที่มี Self-Compassion อ่อนโยนกับตนเอง เขากลับกลายเป็นคนที่พร้อมจะเรียนรู้จากความล้มเหลว และก้าวต่อไป คือมี Resilience ได้ดีกว่าคนที่วิพากษ์วิจารณ์ตัวเองมาก”
อีกหนึ่งกับดักความคิดเมื่อต้องเริ่มต้นในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย คือการที่เรายอมจำนนต่อความรู้สึก ‘ไม่เก่ง’ จนมันเข้าไปควบคุมพฤติกรรมและความมั่นใจของเรา การมี Self-Awareness เท่าทันความคิดตนเอง แล้วปรับเปลี่ยนถ้อยคำที่ใช้คุยกับตัวเองในใจ โดยเติมคำว่า “ตอนนี้แค่ยัง” เข้าไป จะช่วยปลดล็อกความเครียดสะสม และทำให้เราตระหนักได้ว่า สภาวะชั่วคราวนี้คือส่วนหนึ่งของกระบวนการเติบโต
ผศ.ดร.เจนนิเฟอร์ ได้เผยเทคนิคทางจิตวิทยาเล็ก ๆ แต่ทรงพลังในการรับมือกับความรู้สึกนี้ว่า “การสังเกตความคิดของตนเองเป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ เพราะบางทีเราเข้าไปงานใหม่ แล้วเราจะคิดว่า ทำไมฉันไม่เก่งเลย ทำไมฉันทำไม่ได้ แล้วสิ่งนี้มันควบคุมพฤติกรรมกับควบคุมตัวเราเองมากกว่าที่เราคิด คอยสังเกตความคิดตัวเอง เปลี่ยนจากเดิมว่า ‘ทำไมเราไม่เก่ง’ มาแค่บอกตัวเองว่า ‘เออ ตอนนี้เรายังไม่เก่ง’ อันนี้เป็นความจริงว่า เวลาเราไปงานใหม่เราก็ยังไม่เก่งแหละเพราะเราเพิ่งเริ่ม แค่บอกตัวเองว่า ตอนนี้เรายังไม่เก่ง แต่ เดี๋ยวเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ แล้วสักวันหนึ่งมันจะเก่งเอง เชื่อว่าสถานการณ์ของความไม่เก่ง ความสับสน มันอยู่แค่ชั่วคราว”
หากมองในภาพใหญ่ สภาพจิตใจและพลังใจในการทำงาน ไม่ควรถือเป็นภาระของตัวบุคคลเพียงลำพัง หรือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ HR ในการจัดคอร์สอบรมเท่านั้น แต่การสร้างทุนทางจิตใจ ต้องอาศัยการร้อยเรียงกันของทุกระบบในสังคม ตั้งแต่สถาบันครอบครัวที่คอยให้คำชมในความพยายาม ไปจนถึงหัวหน้างานและองค์กรที่ช่วยสร้างพื้นที่แห่งความหวัง
ประเด็นเรื่องการดูแลคนในระดับระบบ ถูกขมวดผ่านมุมมองของ ผศ.ดร.เจนนิเฟอร์ ว่า “ถึงแม้ว่าจิตวิทยาเราอาจจะโฟกัสในเรื่องของตัวบุคคลเยอะ แต่สุดท้ายเราก็เชื่อว่าถ้าสังคมที่เราอยู่ มันไม่ได้ไปด้วยกัน เรื่องจริง ๆ มันก็อาจจะไม่เกิดขึ้น จิตวิทยาองค์กรมองว่าเราจะให้คนพัฒนาความรู้อย่างเดียวไม่ได้ ระบบมันจะต้องมีด้วย ในทุก ๆ ระบบ เช่น ระบบครอบครัว เวลาลูกทำอะไรไม่สำเร็จ แทนที่พ่อแม่จะถามว่าทำไมยังไม่ได้ A อาจเปลี่ยนมาบอกว่า ‘ไม่เป็นไร แม่เห็นว่าเราตั้งใจอ่านหนังสือมา 5 ชั่วโมงแล้ว วันนี้มันอาจจะยังไม่สำเร็จ ครั้งแรกไม่เป็นไร’ ทุก ๆ ระบบสามารถช่วยขับเคลื่อนให้คนพัฒนาตนเองและสร้างทุนทางจิตใจในองค์กรเอง หัวหน้างานก็มีบทบาทรับผิดชอบในการช่วยสร้างทุนทางจิตใจของพนักงานเช่นกัน”
เมื่อโลกภายนอกหมุนไวและยากเกินกว่าจะควบคุม ทั้งเรื่องเทคโนโลยี สภาพแวดล้อม หรือเศรษฐกิจ คนทำงานจำนวนมากมักรู้สึกหลุดหลงและสูญเสีย Sense of Control หรือความรู้สึกว่าเรายังเป็นผู้กุมบังเหียนชีวิตตนเองอยู่ ทางออกที่ง่ายและลงมือทำได้ทันที คือการสเกลเป้าหมายให้เล็กลงเหลือเพียงเป้าหมายขนาดจิ๋ว เพื่อสะสมชัยชนะเล็ก ๆ ในทุก ๆ สัปดาห์
ผศ.ดร.เจนนิเฟอร์ ได้ทิ้งท้ายข้อคิดสำคัญสำหรับคนทำงานที่กำลังรู้สึกหมดพลังเอาไว้ว่า “ณ ปัจจุบันที่โลกมันมีอะไรเกิดขึ้นเยอะ มนุษย์เรามักจะเสียความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมจัดการชีวิตเราได้ หรือ Sense of Control แล้วสิ่งนี้มันจะทำให้เรารู้สึกไม่มีความสุขในชีวิต แล้วก็หมดความหวัง หนึ่งในสิ่งที่เราทำได้คือ ทำอย่างไรที่เราจะเก็บหรือรักษา Sense of Control ในชีวิตของเราไว้ เช่น มีการตั้งเป้าเล็ก ๆ ไว้ อะไรที่เราทำได้ ว่าสัปดาห์นี้เดี๋ยวเราจะเรียนรู้อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ พอเราทำเสร็จ มันจะรู้สึกว่าเราสร้างความสำเร็จให้กับตัวเอง แล้วรู้สึกว่าเรายังจัดการชีวิตของเราได้บ้าง หากลไกเล็ก ๆ ที่ช่วยให้รู้สึกว่าเรายังควบคุมจัดการชีวิตของเราได้อยู่ ในภาพกว้างของโลกที่มันควบคุมอะไรไม่ค่อยได้ ณ ปัจจุบัน”
บทเรียนจากเวทีนี้ทำให้เราเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านชีวิตคนทำงานให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ ไม่ใช่การตะเกียกตะกายวิ่งหาทักษะใหม่มาประดับโปรไฟล์เพียงอย่างเดียว แต่คือการเรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นทางความคิด โอบกอดตัวเองด้วยความเมตตาเมื่อล้มเหลว ตระหนักรู้ว่าเรากำลังเติบโต และเก็บเกี่ยวชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อเรียกคืนพลังในการควบคุมชีวิตตนเองกลับคืนมาอีกครั้ง
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ถ่ายภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์