29 ก.ย. 2569 | 15:46 น.

KEY
POINTS
#fyp #เปิดการมองเห็น #เทรนด์วันนี้
หากลองค้นหาแฮชแท็กเหล่านี้ในแอปต่าง ๆ จะพบว่ามีคนใช้มันไปแล้วตั้งแต่หลักสิบล้านไปจนถึงร้อยล้าน
ถือเป็นจุดสังเกตหนึ่งในโลกออนไลน์ที่ทำให้เห็นว่าการ ‘ถูกมองเห็น’ กำลังเป็นเรื่องสำคัญ
เราอยู่ในยุคสมัยแห่งคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใคร ๆ ต่างก็เป็นผู้สร้างคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรหรืออายุเท่าไรต่างก็ตระเวนหามุมถ่ายรูปในคาเฟ่ อัดวิดีโอเมื่อตัวเองกำลังเศร้าโศก ฮัมเพลงที่กำลังเป็นกระแส เล่าประสบการณ์ที่ทั้งดีและเลวร้ายให้คนแปลกหน้าบนจอฟัง คอนเทนต์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมานานจนเป็นเรื่องปกติ และทุกวันนี้ก็มีงานจำนวนไม่น้อยที่ต้องพึ่งพาการมีตัวตนบนโลกออนไลน์ ด้วยการนำเสนอตัวเองอาจจะช่วยส่งโอกาสบางอย่างเข้ามา ดูเหมือนว่าทุกคนต่างกำลังสร้างตัวตนให้พิเศษอยู่ตลอดเวลา
ทว่าเรารู้สึกอยากถูกมองเห็นมากขึ้นตั้งแต่เมื่อไร เหตุใดการมีชีวิตที่ไม่มีใครมองเห็นจึงเริ่มให้ความรู้สึกคล้ายกับการไม่มีตัวตน เหตุใดการมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวเองถึงกลายเป็นสิ่งพิเศษ หากในทุกวันเราวนเวียนอยู่กับการทำงานและซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม ชีวิตของเราไร้ซึ่งผู้ดูและเหตุการณ์ให้โอ้อวด มันหมายความว่าเรากำลังมีชีวิตที่ไม่พิเศษหรือเปล่า?
ในทางจิตวิทยาแล้ว มนุษย์มีแนวโน้มจะสร้างอัตลักษณ์ตัวเองผ่านเรื่องเล่าหรือสิ่งที่เรียกว่า ‘Narrative Identity’ จากทฤษฎีของ ‘แดน พี. แม็กอดัมส์’ เรามักพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหลายทำให้เรากลายเป็นใคร และชีวิตเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่อะไร เรื่องเล่าเป็นตัวกลางในการเชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน มันทำให้ประสบการณ์ที่กระจัดกระจายของเราหลอมรวมเป็นชีวิตที่มีเนื้อเดียวกัน แต่เมื่อเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เราอาจจะเริ่มรู้สึกว่าชีวิตเราก็ควรจะมีโครงเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เราควรมีจุดเริ่มต้นที่น่าจดจำ มีจุดพีคของชีวิต มีภาพตัวตนชัดเจนที่จะบ่งบอกว่าเราคือใคร นอกจากการใช้ชีวิตธรรมดาจะทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ยังทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่มีอะไรที่น่านำเสนอมากพอจะเล่าหรือคุยกับคนอื่น
เมื่อไม่มีอะไรให้เล่า เราอาจจะสร้างสิ่งอื่นขึ้นมาเพื่อเติมเรื่องราวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งจุดหมายใหม่ เริ่มธุรกิจส่วนตัว ออกไปค้นหาประสบการณ์ หรือเปลี่ยนวิธีนำเสนอตัวเองต่อโลก เราเริ่มไม่ใช้ชีวิตอย่างเดียวแต่ควบตำแหน่งการเป็นผู้เล่าเรื่องชีวิตตัวเองไปพร้อมกัน เราเลือกว่าจะถ่ายอะไรเก็บไว้ เล่าเรื่องอะไรออกไป และจะลบอะไรให้หายไปจากความทรงจำ ด้วยเรื่องราวชีวิตของผู้คนถูกนำเสนออยู่ตลอดเวลา ชีวิตที่ไม่มีเหตุการณ์สำคัญ ไร้จุดเปลี่ยน ไร้ความสำเร็จให้ประกาศ หรือแม้แต่ไม่มีภาพอะไรให้ใครเห็นจึงเริ่มเป็นชีวิตที่ไม่มีเรื่องราว ซึ่งหากเราไม่ระวัง เราอาจจะบ่มเพาะความเชื่อใหม่ต่อตัวเองว่าชีวิตที่มีความหมายคือชีวิตที่มีเรื่องราวน่าสนใจอยู่เสมอ
‘จอห์น โคนิก’ นักเขียนและนักสร้างคำศัพท์ชาวอเมริกันถึงขั้นบัญญัติคำศัพท์อย่าง ‘koinophobia’ ขึ้นมาเพื่อใช้อธิบายความกลัวอย่างรุนแรงต่อการใช้ชีวิตธรรมดาและไม่มีอะไรโดดเด่น มันแตกต่างจากความทะเยอทะยานที่อยู่ในระดับปกติ หรือความต้องการพัฒนาตัวเองโดยทั่วไป เพราะความกลัวนี้จะผลักดันให้เรารู้สึกกระวนกระวายใจว่าต้องมีใครสักคนมองเห็นสิ่งที่เราทำอยู่เสมอ เราต้องทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ กังวลว่าชีวิตจะไม่มีอะไรน่าจดจำจึงบ่มเพาะรูปลักษณ์ ชื่อเสียง เงินทองอย่างไม่สิ้นสุด
ความกลัวการเป็นคนธรรมดาใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา หากแต่มันถูกก่อร่างขึ้นผ่านประสบการณ์ในวัยเด็กของเราที่เคยเรียนรู้ว่าอะไรที่ทำแล้วจะเป็นที่รัก และมีคุณค่าพอที่จะถูกยอมรับ คนจำนวนมากมีปัญหาความวิตกกังวลเพราะเติบโตมากับการได้ยินคำชมทำนองว่า “หนูพิเศษมาก” หรือ “หนูไม่เหมือนเด็กคนอื่น” ฟังดูน่าชื่นใจ แต่กว่าเราจะได้ยินคำชมนี้ เราก็ต้องแลกกับการสร้างผลงานออกมาและทำสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ
‘ริชาร์ด เอ็ม. ไรอัน’ และ ‘เคิร์ก วอร์เรน บราวน์’ นักวิจัยภาควิชาจิตวิทยาคลินิกและสังคมจากมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ชี้ให้เห็นว่า “เมื่อผู้ดูแลมอบความอบอุ่นโดยมีความสำเร็จเป็นเงื่อนไข เด็กจะค่อย ๆ สร้างความรู้สึกที่มีต่อตนเองขึ้นมาผ่านพื้นฐานของการต้องเป็นคนพิเศษ การเป็นคนธรรมดาอาจหมายถึงการไม่ได้รับความรัก และความรู้สึกนี้สามารถทิ้งร่องรอยทางจิตใจไว้อย่างยาวนานเกินกว่าเรารู้”
การอยากทำสิ่งที่พิเศษหรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่ความคิดที่อันตราย แต่มันอาจจะอันตรายเมื่อเรานิยามมันผ่านเลนส์ของคนอื่น สถานะ การเปรียบเทียบจนเราสร้างคุณค่าให้แก่ตัวเองด้วยการอยู่ข้างใครสักคนในวันที่เขาต้องการ ปรากฎตัวให้ใครคนหนึ่งเห็นเสมอ คอยทำอะไรสักอย่างโดยมีข้อผูกมัดว่าจะได้อะไรกลับคืนมาในทางใดทางหนึ่ง
ยิ่งเมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2000 ที่วิถีชีวิตเราถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นคอนเทนต์ ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจจากอาชีพครีเอเตอร์นำพาการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เข้ามาส่งผลให้เทคโนโลยี วัฒนธรรม วิธีการที่ผู้คนมองงานและความคิดสร้างสรรค์ต่างออกไป เมื่อก่อนหากอยากเป็นผู้กำกับ นักเขียน นักสื่อสาร เราก็ต้องตะลอนหาพื้นที่สาธารณะให้ตัวเองมีเสียงพูดที่ดังขึ้น แต่วันนี้เรามีโทรศัพท์สักเครื่องและอินเทอร์เน็ตก็สามารถเผยแพร่ความคิดตัวเองออกไปให้คนทั้งโลกเห็นได้ไม่ยาก จู่ ๆ เราก็สามารถสร้างรายได้จากการอัดวิดีโอตัวเองในห้องนอนกระทั่งห้องน้ำ อัลกอริทึมแสนรู้แสดงสิ่งที่อยู่ภายนอกให้เราเห็น ไม่ว่าจะคนที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ในชั่วข้ามคืน คนที่ทำธุรกิจเสริมนอกเหนืองานประจำจนมีรายได้มากกว่างานประจำ แพลตฟอร์มต่าง ๆ เริ่มให้รางวัลกับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ใครที่ทำอะไรโดดเด่นจะได้รับผลตอบแทนเป็นยอดไลค์และการถูกมองเห็นที่มากขึ้น สมองเรากำลังซึมซับว่าสิ่งเหล่านี้คือความสำเร็จที่เป็นมาตรฐาน และมันอาจไม่ใช่เฉพาะวิธีที่เรามองความสำเร็จ แต่เป็นวิธีที่เรามองชีวิตของตัวเอง
เพราะเราเห็นการแสดงความพิเศษของผู้คนบนโลกออนไลน์มากขึ้น และการแสดงความพิเศษนี้มันก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา ใคร ๆ ก็มีแบรนด์ส่วนตัว งานเสริม หรืออย่างน้อย ๆ ก็กำลังสร้างอะไรสักอย่างเพื่อบอกโลกว่าฉันไม่เหมือนใคร มันแพร่หลายจนเราไม่อาจแยกความแตกต่างระหว่างผู้คน การแข่งขันในสนามว่าใครโดดเด่นกว่าใครก็แทบจะเอาชนะกันได้ยาก และแรงกดดันในการพยายามเป็นที่โดดเด่นก็รุนแรงขึ้นโดยเฉพาะใน Gen Z ซึ่งเติบโตขึ้นมาภายใต้ระบบนี้อย่างสมบูรณ์
ความกลัวในการเป็นคนธรรมดามักไม่ประกาศตัวออกมาตรง ๆ ให้เรารู้ มันจะปรากฎผ่านพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เราอาจจะเคยมองว่ามันเป็นนิสัยส่วนตัวหรือความทะเยอทะยานเฉย ๆ อย่างการที่เราทำอะไรสักอย่างสำเร็จและรู้สึกโล่งใจไปสักหนึ่งสัปดาห์ แต่เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สองก็จะมีเสียงภายในถามเราว่านี่เราทำสิ่งที่พิเศษพอแล้วจริง ๆ เหรอ เพราะมาตรฐานก็ยังถูกเลื่อนให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ และท้ายที่สุดเราก็เกิดภาวะหมดไฟ ใช่เพราะเราทำงานหนักเกินไป แต่เพราะเราต้องแสดงความทะเยอทะยานออกมาตลอดเวลาโดยไม่เคยรู้สึกเลยว่าเราเดินทางมาถึงจุดหมายแล้วจริง ๆ
นักปรัชญาพูดถึงความจริงข้อนี้มานานหลายศตวรรษอย่าง ‘เซอเรน เคียร์เคอการ์ด’ นักปรัชญาชาวเดนมาร์กที่เสนอเรื่องของวีรบุรุษนามอับราฮัมผ่านหนังสือ ‘Fear and Trembling Kierkegaard’ ว่าเขาเป็นคนธรรมดาที่มีโลกภายในอันลึกซึ้ง ภายนอกไม่มีสิ่งใดที่บ่งบอกเลยว่าเขาเป็นคนพิเศษ เพราะความพิเศษของเขาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีใครมองเห็นหรือไม่ หากมันอยู่ที่วิธีดำรงชีวิตและความสัมพันธ์ที่เขามีต่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แนวคิดของกลุ่ม ‘สโตอิก’ ก็เสนอหลักการคล้ายกันว่าความรู้สึกเพียงพอใช่อยู่ที่ความสำเร็จในอนาคต หากแต่อยู่ที่ปัจจุบันและเหตุการณ์ตรงหน้า เช่นกันกับศาสตร์อื่น ๆ ที่ใช้เรื่องสติเข้ามาข้องเกี่ยวก็สนับสนุนว่าการอยู่กับประสบการณ์ธรรมดาอย่างเต็มที่มันสัมพันธ์กับความรู้สึกที่ว่าชีวิตมีความหมาย
แต่การเป็นคนธรรมดาก็เปล่าเป็นข้อกำหนดว่าเราไม่ควรมีความทะเยอทะยาน การได้ทำอะไรที่มีความหมายต่อตัวเองยังคงเป็นเรื่องสำคัญ การมีอะไรให้มุ่งไปหา มีอะไรที่เราตั้งตารอก็ทำให้ชีวิตเรามีจุดหมายมากขึ้น ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่อะไร จุดหมายที่ว่าอาจจะเป็นการออกไปวิ่งในสวนทุกวันเสาร์ กินช็อกโกแลตหนึ่งแท่งเติมความหวาน ดื่มกาแฟหนึ่งถ้วยในยามเช้า หรืออ่านนิยายที่ชอบก่อนเข้านอนก็ได้โดยที่เราไม่ต้องนึกถึงใคร และไม่ต้องรอยอดไลค์จากใครมาอนุญาตเพื่อยืนยันว่าเรากำลังทำสิ่งที่ดี
‘ราเชล มอนเดอร์’ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตกล่าวว่า “หากความกลัวในการเป็นคนธรรมดาเริ่มส่งผลกระทบต่อจิตใจเรา จุดเริ่มต้นคือการยืนยันคุณค่าภายในเราด้วยตัวเอง หลายครั้งเราลงมือทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อทำให้คนอื่นประทับใจ แต่หากเรานำคนอื่นออกไปจากสมการ แยกความคาดหวังที่เกิดจากโซเชียลมีเดียออกจากความรู้สึกที่เรามีต่อตัวเอง มองเห็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเราโดยกำเนิด และตระหนักว่าการเป็นเราก็สามารถทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้เหมือนกัน มันจะทำให้เรามองเห็นความสุขที่เราต้องการอย่างแท้จริง”
แม้การเป็นคนธรรมดาจะฟังดูสวนทางกับคติพจน์ประเภท “อย่ากลัวที่จะฝันให้ใหญ่” “อย่าหยุดไล่ความฝันตัวเอง” “คุณจะเป็นใครก็ได้ที่คุณต้องการ” กระทั่ง “จงเปลี่ยนแปลงโลก” แต่ในขณะที่เรามัวแต่แสวงหาสิ่งที่ไม่ธรรมดา เราอาจจะหลงลืมคุณค่าของสิ่งธรรมดา ๆ ไป และอาจจะหลงลืมไปด้วยว่าในค่ำคืนที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆ เราไม่จำเป็นต้องปีนขึ้นไปบนยอดเขาที่สูงที่สุดจึงจะสามารถมองเห็นดวงดาวได้ ยืนมองจากหน้าบ้านก็เห็นแสงดาวสุกสกาวเหมือนกัน และมันไม่ใช่วิธีของคนขี้แพ้ที่ไม่อยากปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขา หากแต่มันเป็นวิธีของคนธรรมดา
เรื่อง: ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม
ที่มา :
https://www.reachlink.com/advice/anxiety/why-being-ordinary-feels-like-a-threat-to-your-survival
https://medium.com/the-consulting-academic/you-dont-want-to-go-viral-dace46a91bee
https://thesimplyluxuriouslife.com/the-gift-of-a-quiet-life-in-a-noisy-world/