‘Anthropomorphism’ สนิทกับ AI บ่นคอมพิวเตอร์ จูงหมาลูกโป่ง ทำไมเราถึงชอบทำเหมือนสิ่งของมีความรู้สึก

‘Anthropomorphism’ สนิทกับ AI บ่นคอมพิวเตอร์ จูงหมาลูกโป่ง  ทำไมเราถึงชอบทำเหมือนสิ่งของมีความรู้สึก

‘Anthropomorphism’ ภาวะที่เราเผลอมอบความรู้สึกของมนุษย์ให้กับสิ่งไม่มีชีวิต แต่แท้จริงแล้วซ่อนความโดดเดี่ยวและวิธีที่คนคนหนึ่งมองโลก

KEY

POINTS

ตอนนี้คอมมูนิตี้ ‘Dog Club’ กิจกรรมพาบอลลูนน้องหมามาเดินเล่นในสวนสาธารณะกำลังได้รับความนิยมมาก ๆ 

แต่ถ้ามองผ่านแว่นของจิตวิทยา การที่เราเผลอมอบชีวิต ความรู้สึก หรือบุคลิกให้กับสิ่งของรอบตัว ไม่ได้เป็นเรื่องไร้เหตุผลเสียทีเดียว เพราะพฤติกรรมนี้ทางจิตวิทยาว่า ‘Anthropomorphism’ หรือการที่เราเติมคุณสมบัติแบบมนุษย์ให้กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์

แล้วทำไมการพาบอลลูนน้องมาออกไปเดินเล่น สนิทกับ AI จนตกหลุมรักจริง ๆ ถึงกลายเป็นสิ่งที่หลายคนเผลอทำโดยไม่รู้ตัว คำตอบอาจซ่อนอยู่ในวิธีที่สมองของเราทำความเข้าใจโลก รวมถึงความต้องการบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปกว่าที่เราคิด

Anthropomorphism การมอบชีวิตให้สิ่งรอบตัว

คำว่า ‘Anthropomorphism’ ดูเป็นคำที่เรียกยากและออกเสียงยาก เหตุผลเป็นเพราะคำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำเข้าด้วยกัน คือ ‘anthropos’ แปลว่า มนุษย์ และ ‘morphe’ หมายถึง รูปร่าง 

Anthropomorphism’ จึงหมายถึงการที่มนุษย์มอบคุณสมบัติ ลักษณะ หรือความรู้สึกแบบมนุษย์ให้กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ สิ่งของ สิ่งเหนือธรรมชาติ ยานพาหนะ เทคโนโลยี หรือแม้แต่สิ่งต่าง ๆ ในจินตนาการที่ไม่มีอยู่จริง

ถ้าอธิบายให้เห็นภาพง่ายขึ้น คุณเคยรู้สึกไหมว่าเวลาหมาแมวกระดิกหาง พวกมันกำลังมีความสุข หรือเคยรู้สึกสนิทกับ AI ราวกับกำลังคุยกับเพื่อน หรือการพาลูกโป่งรูปน้องมาออกมาจูงที่สวนสาธารณะ ไปจนถึงภาพมีมต่าง ๆ ที่เรามักใส่ความรู้สึกของตัวเองลงไป หรือแม้แต่การตั้งชื่อให้ของรักของหวง

สิ่งเหล่านี้นี่แหละที่เรียกว่า ‘Anthropomorphism’

หากมองด้วยสายตาคนภายนอก อาจดูเป็นสถานการณ์ที่ยากจะตีความ ใครจะจูงลูกโป่งหมามาเดินเล่นกันล่ะ 

ถึงอย่างนั้น นักจิตวิทยาบางคนกลับมองว่า Anthropomorphism มีกลไกทางความคิดและแรงจูงใจบางอย่างที่ทำให้เราอยากมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้กลายเป็นสิ่งที่ เข้าใจได้ คาดเดาได้ และเชื่อมโยงกับเราได้

การมอบชีวิต ความรู้สึก หรือเจตนาให้กับสิ่งรอบตัว จึงสะท้อนความพยายามของมนุษย์ในการทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่กำลังเผชิญอยู่ ขณะเดียวกันก็อาจช่วยเติมเต็มความรู้สึกบางอย่าง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รู้สึกเหงาหรือขาดการเชื่อมโยงกับคนรอบตัว

สิ่งไม่มีชีวิตก็มีหัวใจ

การที่เราเผลอมองเห็นความคิด ความรู้สึก หรือเจตนาในสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากวิธีที่สมองพยายามทำความเข้าใจโลกที่อยู่รอบตัวเรา

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า คนเราไม่ชอบสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ เมื่อเจอสิ่งที่ไม่เข้าใจ จึงพยายามหาวิธีอธิบายมัน ด้วยการมองสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เหมือนมีความคิด ความรู้สึก หรือเจตนาแบบเดียวกับคน

หลาย ๆ ครั้ง เราเลยเผลอพูดกับสิ่งของ เพื่อบรรเทาความรู้สึกในใจของตัวเอง อย่างเวลาคอมพิวเตอร์ค้าง เราก็อาจจะบอกกับมันว่า อย่าแกล้งกัน หรือ อย่างอแง เป็นต้น 

ดังนั้น หากมองให้ลึกลงไปภาวะ Anthropomorphism มันไม่ใช่การแค่อยู่ดี ๆ เราจะไปมอบความรู้สึกให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทว่า การคิดแบบนี้ช่วยให้สิ่งที่ดูซับซ้อนหรือไร้เหตุผล กลายเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าเข้าใจและคาดเดาได้มากขึ้น

อีกหนึ่งเหตุผล ก็คือ มนุษย์ต้องการความสัมพันธ์และเชื่อมต่อกับผู้คนในสังคม 

ท่ามกลางชีวิตประจำวันที่ผู้คนต่างยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง ความเหงาและความโดดเดี่ยวจึงค่อย ๆ เข้ามาปกคลุมจิตใจ แทนที่จะต้องเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครใหม่ หลายคนเลยเลือกไปสร้างความผูกพันกับสิ่งของ สัตว์เลี้ยง เทคโนโลยี หรือสิ่งใกล้ตัวแทน

พวกเขาเริ่มพูดคุยกับสิ่งเหล่านั้น เริ่มตั้งชื่อ เริ่มแต่งเติมบุคลิก และค่อย ๆ ใส่ความรู้สึกของตัวเองลงไป จนสิ่งที่เดิมทีไม่มีชีวิต กลับกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายและมีพื้นที่บางอย่างอยู่ในชีวิตของเรา

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่มนุษย์กำลังมองหาอาจไม่ใช่เพียงแค่ใครสักคนที่มีชีวิตอยู่ตรงหน้า แต่อาจเป็นบางสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้กำลังอยู่เพียงลำพัง

คอมมูนิตี้ของคนที่มองสิ่งของเป็นเพื่อน

เมื่อคนจำนวนมากมีแนมโน้มที่จะมองสิ่งของหรือเทคโนโลยีเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ก็อาจทำให้ความผูกพันที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งของ แต่สามารถขยับไปสู่การรวมตัวกันเป็นคอมมูนิตี้ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การที่เราชอบคุยกับ Ai เหมือนนั่งเรื่อง Hers ทำให้เทคโนโลยีเป็นเพื่อนหรือรู้สึกว่าเป็นคนรักจริง ๆ รวมถึงปี 2022 นักศึกษาในจีนหลายแห่ง นำกล่องพัสดุมาทำเป็นสุนัข ตั้งชื่อ ใส่สายจูง หรือพาไปเดินเล่นรอบมหาวิทยาลัย

ตอนนั้น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยจิตวิทยาและพฤติกรรม มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ฮาร์บิน บอกว่า ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นรูปแบบหนึ่งของการ ‘ปลอบประโลมและผ่อนคลายตัวเอง’ หลังผ่านช่วงควบคุม COVID-19 และนักศึกษาเองก็ต้องการเข้าสังคมหรือเพื่อน

หรือในปี 2026 ที่ประเทศไทย เราก็เห็น Dog Club ที่คนกรุงพาลูกโป่งน้องหมาออกมาเดินเล่นเหมือนกัน เป็นภาพที่ทำให้เห็นว่า บางครั้งสิ่งที่ไม่มีชีวิตกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมและการพบปะระหว่างผู้คนได้

ขณะเดียวกัน การที่สิ่งไม่มีชีวิตสามารถเติมเต็มความรู้สึกบางอย่างได้ ก็ไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์กับคนจริง ๆ จะหมดความสำคัญ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เรากำลังมองหาอาจไม่ใช่แค่ใครหรืออะไรสักอย่างที่อยู่เป็นเพื่อน แต่คือการได้รู้สึกว่า มีใครสักคนมองเห็น เข้าใจ และอยู่ร่วมกับเราในโลกใบเดียวกัน

 

อ้างอิง

Cao, C., Hu, Y., & Xu, H. (2022). A mind in intelligent personal assistants: An empirical study of mind-based anthropomorphism, fulfilled motivations, and exploratory usage of intelligent personal assistants. Frontiers in Psychology, 13, Article 856283. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2022.856283

Waytz, A., Epley, N., & Cacioppo, J. T. (2010). Social cognition unbound: Insights into anthropomorphism and dehumanization. Current Directions in Psychological Science, 19(1), 58–62. https://doi.org/10.1177/0963721409359302

Epley, N., Waytz, A., & Cacioppo, J. T. (2007). On seeing human: A three-factor theory of anthropomorphism. Psychological Review, 114(4), 864–886. https://doi.org/10.1037/0033-295X.114.4.864

Garcia, C. J. (Ed.). (2022). Woof 2022: The 47th WorldCon Order of FanEds!