16 มี.ค. 2569 | 13:37 น.

KEY
POINTS
กลิ่นหอมกรุ่นของแป้งเย็นที่ลอยละล่องปนกับไอแดดยามบ่ายมักจะพ่วงกลิ่นจาง ๆ จากยาหม่องเนื้อเหนียวสีเขียวอ่อนที่ติดอยู่บนปลายนิ้วย่นและคอเสื้อ ยิ่งเมื่อขยับจมูกเข้าไปใกล้กับผิวกายเหี่ยว ๆ ของผู้เป็นเจ้าของกลิ่นก็จะยิ่งได้กลิ่นเฉพาะมากขึ้นไปอีก มันเป็นกลิ่นกายของความชรา เมื่อใดก็ตามที่เอ่ยชมว่าตัวหอมจัง คนถูกชมจะผละตัวออกอย่างห้ามเสียไม่ได้ พลางบ่นอุบตามประสาว่าอย่ามาใกล้กันเลย ด้วยกลัวว่ากลิ่นแก่ตามเนื้อหนังจะรบกวนจมูกของคนหนุ่มสาว ทั้งใช้มือถูไถหวังให้กลิ่นแก่จางลง แต่ลบอย่างไรก็ลบไม่ออก
ในพจนานุกรมฉบับภาษาไทย ‘กลิ่นคนแก่’ มักถูกตีความถึงความเสื่อมถอยตามธรรมชาติ หรือความอับชื้นคล้ายไขมันเก่าที่ตกตะกอนตามกาลเวลา แต่ในพจนานุกรมฉบับลูกหลาน ‘กลิ่นคนแก่’ เป็นกลิ่นที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจอย่างน่าประหลาด ดูจะเป็นกลิ่นบำบัดที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจในวันที่โลกภายนอกช่างโหดร้าย ขอให้ได้ซุกหน้าลงบนตักที่คุ้นเคย ขอให้ได้กลิ่นแดดจากผ้าถุงลายดอกที่ดูเชย ๆ ก็เป็นแรงใจให้วัยหนุ่มสาวออกโบยบินล่าฝันในวันรุ่งขึ้น
กลิ่นกายของปู่ย่าทำหน้าที่เหมือนไทม์แมชชีนส่วนตัวที่พัดพาลูกหลานกลับสู่วัยเยาว์ ความหอมที่ใครมองว่ามันช่างเก่าจนฝุ่นแทบเกาะกลับเป็นกลิ่นที่ปลอดภัย เพราะมันเป็นกลิ่นที่ปรุงแต่งขึ้นจากความอาทรและความทรงจำระหว่างผู้ที่เคยมีเรี่ยวแรงอุ้มเรา ใช่ว่ากลิ่นจะพาเรากลับไปหาความทรงจำที่เคยมีอย่างเดียว แต่มันเปลี่ยนอารมณ์ของเราได้อย่างแนบเนียนด้วยนะ ในอุตสาหกรรมน้ำหอมคงจะรู้กันดีอยู่แล้ว บรรดานักปรุงน้ำหอมจึงพยายามสร้างกลิ่นที่ปลุกความรู้สึกหนึ่งในใจคนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นแห่งความปรารถนา ความสุข หรือความสงบ
คำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์นิยามกลิ่นแก่ว่า ‘Nonenal’ มันเกิดจากโมเลกุลเล็ก ๆ ที่เริ่มปรากฎมากขึ้น เมื่อเราอายุมากขึ้นคล้ายกับเส้นผมสีขาวที่ค่อย ๆ แทรกอยู่ในผมดำ หรือริ้วรอยเล็ก ๆ ที่หางตา แต่กลิ่นแก่ไม่อาจมองเห็นได้ จับต้องไม่ได้ และไม่ใช่สิ่งที่สามารถล้างออกด้วยการถูสบู่ให้แรงขึ้น หรือจะกลบมันด้วยน้ำหอมกลิ่นฉุนที่สุด เราปฏิเสธกันแทบไม่ได้ว่า ‘กลิ่น’ เปรียบเป็นตัวตัดสินทางศีลธรรมไปกลาย ๆ ‘กลิ่นดี’ หมายถึงกลิ่นสะอาด เรียบร้อย เป็นคนน่าคบหา ‘กลิ่นไม่ดี’ หมายถึงกลิ่นสกปรก ไม่ค่อยดูแลตัวเอง เป็นคนไม่น่าคบหา คำว่า ‘กลิ่นคนแก่’ ก็เลยถูกเหมารวมไปด้วยราวกับเจ้าของกลิ่นละเลยตัวเอง ปล่อยให้ชีวิตทรุดโทรมลง ด้วยจมูกคนเราเป็นนักสืบรุ่นเก่า มันมักจะสรุปคดีโดยไม่หันมองหลักฐานใหม่ ๆ เพราะหากเรามองผ่านเลนส์ของนักวิทยาศาสตร์ กลิ่นแก่มีเรื่องราวที่แท้จริงของมันนะ
ในปี 2000 นักวิจัยในประเทศญี่ปุ่นเริ่มศึกษาสารประกอบของกลิ่นที่ลอยอยู่รอบตัวผู้คนในวัยต่าง ๆ พวกเขาพบว่าอายุที่แตกต่างก็จะมีลายเซ็นของกลิ่นที่แตกต่าง แต่ในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป พวกเขาจะหลั่งสาร 2-Nonenal มากขึ้นอย่างชัดเจน มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะลืมอาบน้ำฟอกตัว แต่เพราะร่างกายเปลี่ยนไป ฮอร์โมนก็เปลี่ยนไป เหล่าไขมันบนผิวหนังเริ่มมีองค์ประกอบต่างจากที่เคย ชั้นผิวหนังก็เบาบางลงด้วย ทุกอย่างค่อย ๆ ผสมกันจนกลายเป็นกลิ่นใหม่เฉพาะตัว เป็นส่วนหนึ่งของการแก่ตัวไม่ต่างจากเข่าที่สั่นเทาเมื่อเราลุกขึ้นพร้อมกับร้องโอย! โอย! หรือแขนที่ยื่นออกเกือบสุดเมื่อต้องใช้ตามองจอโทรศัพท์
ห้องของวัยรุ่นย่อมมีกลิ่นต่างจากห้องของเด็กเบบี๋ และต่างจากกลิ่นในห้องของคุณตาวัยแปดสิบปีที่ชอบนั่งดูโทรทัศน์ กลิ่นแต่ละแบบกำลังเล่าเรื่องเกี่ยวกับฮอร์โมนเรา หากอยากเข้าใจว่ากลิ่นคนแก่เกิดขึ้นได้อย่างไร ลองไปหอมแก้มคุณยายสักฟอดหนึ่ง แต่คราวนี้ต้องตั้งใจใช้ประสาทสัมผัสให้ละเอียดขึ้นอีกหน่อยนะ หรือไม่ก็ลองไปยืนอยู่กลางห้องนอนคุณยายจะรู้ว่าห้องของคนวัยชราก็เหมือนพิพิธภัณฑ์แห่งกาลเวลา หน้ากระดาษหนังสือมีเสียงกรอบแกรบจนกลิ่นของเนื้อไม้ที่ซ่อนอยู่ปรากฎตัว เสื้อผ้ามีกลิ่นผงซักฟอกเก่า ๆ จากการสวมใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บรรดาสิ่งของทุกอย่างทั้งผ้า กระดาษ ไม้ และอากาศ พวกมันคุยกันอยู่ในภาษาของกลิ่น
เหล่าเสื้อผ้าที่สัมผัสผิวเราทุกวัน ปลอกหมอนที่ถูกเส้นผมเราทับลง พวกมันจะดูดซับกลิ่นของเราไว้ แม้จะเพิ่งซักอบมาใหม่ ๆ กลิ่นเฉพาะของเราก็ยังลอยอยู่อ่อน ๆ ชายชราที่ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ในสวนอาจมีกลิ่นดินและใบไม้เขียวเจืออยู่รอบกายเขา หญิงสูงวัยที่ชอบอบขนมอาจมีกลิ่นวานิลาและน้ำตาลก้อนอยู่ที่มือ แม้พวกเขาจะมีกลิ่นแก่เหมือนกัน แต่น้ำหอมประจำกายพวกเขาก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง
คนรุ่นก่อนเติบโตมาในโลกที่กลิ่นไม่ได้ถูกทำให้คล้ายกันไปหมด สบู่ก็เป็นกลิ่นสบู่ไม่ใช่กลิ่นแป้งเด็ก หนึ่งในความหมกมุ่นของโลกสมัยใหม่คือการดับกลิ่นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รถยนต์ ถังขยะ แม้แต่อากาศ ทำให้เราระแวงกลิ่นง่าย อย่างเราเดินเข้าไปในห้องนอนของเพื่อนใหม่ สมองอาจจะตีตราว่ามันแปลก หากแปลกมากหน่อยก็จะกลายเป็นไม่ดีก่อนจะเลื่อนไปเป็นไม่สะอาด แม้ว่าผู้เป็นเจ้าของห้องจะเป็นคนรักสะอาดก็ตาม
ด้วยกลิ่นเดียวกันก็จะมีความหมายต่างกันในความรู้สึกของแต่ละคน เพราะกลิ่นถักทอเข้ากับประสบการณ์ชีวิต มันจึงพาเราย้อนกลับไปในความทรงจำที่ต่างกัน การทดลองของนักจิตวิทยา ‘Pamela Daltom’ เคยให้ผู้ร่วมทดลองดูใบหน้าของคนแปลกหน้า ขณะที่ทุกคนมีกลิ่นเฉพาะตัวติดอยู่ ผลลัพธ์ก็คือเมื่อผู้ร่วมทดลองได้กลิ่นนั้นอีกครั้ง พวกเขาสามารถจดจำใบหน้าคนแปลกหน้าได้ดีขึ้นกว่าเก่า หรือในคนที่เข้าใจพลังของกลิ่นอย่างลึกซึ้งจนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ‘Dawn Goldworm’ เธอเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ชื่อว่า 12.29 เป็นบริษัทที่ทำงานกับกลิ่นในฐานะภาษาที่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก พวกเขาออกแบบกลิ่นเฉพาะให้กับอาคารหรือพื้นที่ เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้คนรับรู้ทันทีเมื่อก้าวเข้าสู่สถานที่ หนึ่งในลูกค้าของพวกเขาคือแบรนด์กีฬาที่หลายคนคุ้นเคย ‘Nike’ โดยแรงบันดาลใจของกลิ่นมาจากสนามกีฬา รองเท้าบาสเกตบอล รองเท้าสตั๊ดที่เหยียบบนพื้นหญ้า
‘Dawn Goldworm’ เคยเล่าว่าประสาทสัมผัสแรกที่พัฒนาอย่างสมบูรณ์ที่สุดในครรภ์มารดา คือการรับกลิ่นและวัยเยาว์ที่เรามีโดยเฉพาะก่อนอายุครบสิบปี ประสาทสัมผัสด้านการรับกลิ่นของเราจะทรงพลังมาก ก่อนประสาทด้านการมองเห็นจะเปิดขึ้น วัยเด็กจึงเป็นเวลาที่เราค่อย ๆ สร้างพื้นฐานกลิ่นของคนที่เรารัก หรือกลิ่นที่เราจะไม่ชอบไปชั่วชีวิต เมื่ออายุมากขึ้นหลายคนอาจรู้สึกว่าประสาทการรับกลิ่นของตัวเองค่อย ๆ อ่อนลง แต่เธอว่าจมูกของเราก็เหมือนกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง ยิ่งใช้งานมันมาก มันก็ยิ่งแข็งแรง วิธีฝึกการรับกลิ่นก็ไม่ซับซ้อน แค่หัดใช้จมูกของตัวเองให้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน ลองใส่ใจกับกลิ่นเมื่อเดินไปตามท้องถนน ลองตั้งใจสังเกตว่ากลิ่นอะไรลอยผ่านจมูกเรา กลิ่นขนมไข่จากร้านข้างทาง กลิ่นหยดน้ำฝนที่เพิ่งตกสู่ดิน กลิ่นของลมเย็นแผ่ว ๆ เพราะยิ่งใช้จมูก ความสามารถในการรับรู้กลิ่นของเราก็จะยิ่งคมชัดขึ้น
แน่นอนว่ากลิ่นอับหรือกลิ่นเหม็นเกิดจากการละเลยความสะอาดได้ในคนทุกวัย แต่กลิ่นแบบนั้นแตกต่างจากกลิ่นจาง ๆ ที่เป็นกลิ่นของความแก่ตัว หากเราตั้งใจสูดกลิ่นมากขึ้นก็จะพบว่ามันไม่ใช่กลิ่นของความเสื่อมถอย แต่เป็นกลิ่นของเวลาที่ค่อย ๆ เดินผ่านชีวิตของใครคนหนึ่ง เป็นกลิ่นของความสุกงอมเหมือนผลไม้ที่บ่มจนได้ที่ และเป็นกลิ่นเอกลักษณ์เฉพาะวัยอันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานของชีวิต
น่าเศร้าที่หลายครั้งเราเริ่มเห็นคุณค่าของกลิ่นแก่แจ่มแจ้งที่สุดในวันที่เจ้าของกลิ่นไม่อยู่ตรงหน้าให้เราซุกตัวกอด เมื่อเก้าอี้ไม้โยกตัวเก่าว่างเปล่า ห้องนอนที่เคยอบอวลไปด้วยความอบอุ่นก็เงียบอย่างที่ไม่เคยเป็น สิ่งเดียวที่ยังคงยืนหยัดสู้กับกาลเวลา และไม่ยอมเลือนหายไปง่าย ๆ ก็คือกลิ่นหอมจาง ๆ ที่ซึมลึกอยู่ในเนื้อผ้าของปลอกหมอนใบเก่า ผ้าถุงลายดอกดูเชย ๆ ที่ถูกพับวางไว้ในตู้ หากคุณคิดถึงผู้ที่ไม่อยู่แล้วก็ลองหยิบเสื้อผ้าของพวกเขามาสูดดมดูนะ เพราะเหล่าความทรงจำที่กระจัดกระจายจะรวมตัวเข้าโอบกอดคุณเป็นแน่ กลิ่นยาหม่องผสมแป้งตรางูที่คุณอาจเคยบ่นว่าเหม็นหึ่ง ๆ เป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวที่กาลเวลาพรากไปไม่ได้ ด้วยมันคือหลักฐานที่จับต้องได้ด้วยลมหายใจ กลิ่นอันแก่ชราจะคอยบอกเราว่าไม่เป็นไรเลย อย่างไรหนูก็เป็นหลานที่น่าภูมิใจที่สุดในชีวิตยาย และโปรดอย่าลืมเลือนว่าครั้งหนึ่งหนูเคยได้รับความรักมากมายเพียงใด
เรื่อง: ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม
ภาพ: จำลองเหตุการณ์โดย AI
ที่มา: