07 มิ.ย. 2569 | 13:50 น.

KEY
POINTS
“ทุกวันนี้... คุณตื่นมาทำงานเพื่ออะไร?”
นี่อาจเป็นคำถามที่ตอบได้ยากที่สุดในยุคที่เราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลาง ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ นับตั้งแต่โลกถูกดิสรัปชันด้วยโรคระบาด ไปจนถึงวันที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถเข้ามาทำสไลด์ สรุปการประชุม หรือเขียนรายงานแทนมนุษย์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
โลกใบนี้บีบบังคับให้เราต้อง ‘เก่งขึ้น’ ในทุกมิติ ทั้งการทำงานที่ต้องรวดเร็วขึ้น การลงทุนที่ต้องเฉียบขาด ไปจนถึงการต้องมีไลฟ์สไตล์ที่ดูดีเพื่อแข่งขันกับผู้คนที่ดูสมบูรณ์แบบบนโลกโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ
ผลลัพธ์จากแรงกดดันมหาศาลที่ค่อย ๆ สะสมในใจผู้คน คือมวลของ ‘ความเหนื่อยล้าขั้นสุด’ (Fatigue) ซึ่งได้กลายมาเป็นคำศัพท์แห่งยุคสมัย บั่นทอนให้คนรุ่นใหม่รู้สึกหมดไฟและสิ้นยินดีกับชีวิต
บนเวที Mission To The Moon Forum 2026 คุณรวิศ หาญอุตสาหะ CEO แบรนด์ศรีจันทร์ และ Mission To The Moon Media ได้ชวนทุกคนมาตั้งคำถามสำคัญว่า “เราจะใช้ชีวิตในโลกที่เหนื่อยล้าเช่นนี้ ให้ประสบความสำเร็จและมีความสุขได้อย่างไร?”
คำตอบนั้นถูกบรรจุอยู่ในหลักคิด 3 ประการ ได้แก่ ‘การยอมรับความจริง’ (Serenity), ‘ความกล้าหาญ’ (Courage) และ ‘สติปัญญา’ (Wisdom) จึงกลายเป็นเข็มทิศนำทางที่สำคัญที่สุดแห่งยุค
ประการแรก ‘Serenity’ หรือ ‘การยอมรับความจริง’ โลกนี้ไม่เคยเป็นดั่งใจ และหลายเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อเข้าข้างเรา การเริ่มต้นสร้างความสำเร็จ คือการเรียนรู้ที่จะยอมรับให้ได้ว่า บนโลกนี้มีบางสิ่งที่เราไม่อาจควบคุมได้เลย
ย้อนกลับไปในปี 1942 ‘Viktor Frankl’ นักจิตวิทยาวัย 37 ปี ต้องสูญเสียทุกอย่างในชีวิต ทั้งหน้าที่การงาน ภรรยา ครอบครัว และผลงานแห่งชีวิต เพียงเพราะเขาถูกจับเข้าค่ายกักกันที่โหดร้ายทารุณที่สุด
ในสถานที่ที่พยายามพรากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปจนหมดสิ้น เขากลับพบว่ายังมีนักโทษบางคนที่ยังคงความเบิกบานใจ เก็บซ่อนเศษอาหารไว้แบ่งปันผู้อื่น และคอยดูแลคนป่วย
นั่นทำให้เขาค้นพบสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ว่า “ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา กับการตอบสนองของเรา มีช่องว่างอยู่ตรงกลาง และนั่นคืออิสรภาพในการเลือก”
แม้ Viktor จะเลือกสถานการณ์รอบตัวไม่ได้ เลือกอาหารการกินไม่ได้ แต่สิ่งเดียวที่เขาเลือกได้คือ “เขาจะเป็นคนแบบไหน” ในสถานการณ์ที่เลวร้ายนั้น
หลักการนี้สอดคล้องกับแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘Internal Locus of Control’ คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่มัวตั้งคำถามว่า “ทำไมเรื่องแย่ ๆ ต้องเกิดกับฉัน” แต่จะถามตัวเองเสมอว่า “ในสถานการณ์นี้ ฉันสามารถลงมือทำอะไรได้บ้าง?”
ดังคำกล่าวที่ว่า “เรื่องแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ความผิดของเรา แต่มันเป็นความรับผิดชอบของเราที่จะจัดการกับมัน” เราจึงควรหยุดเสียเวลากับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
ประการที่สอง ‘Courage’ หรือ ‘ความกล้าหาญ’ ความกล้าไม่ได้หมายความว่าเราต้องไร้ซึ่งความกลัว แต่ความกล้าหาญที่แท้จริง คือการตัดสินใจลงมือทำสิ่งนั้น ทั้ง ๆ ที่ในใจกำลังกลัวแทบตาย
เรื่องราวของ ‘Austin’ เด็กชายวัย 13 ปี ที่ครอบครัวเผชิญเหตุการณ์แพดเดิลบอร์ดถูกคลื่นลมพัดซัดออกไปกลางทะเลไกลถึง 4 กิโลเมตร เป็นบทพิสูจน์ชั้นยอดถึงการก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งความกลัวของมนุษย์
ท่ามกลางทะเลเปิดที่หนาวเหน็บและเต็มไปด้วยอันตราย เด็กชายตัดสินใจทำสิ่งที่ท้าทายที่สุด คือการถอดเสื้อชูชีพทิ้ง เพื่อให้สามารถว่ายน้ำฝ่าคลื่นลมกลับเข้าฝั่งไปตามคนมาช่วยครอบครัวให้รอดชีวิต
ทุกครั้งที่ความกลัวฉลามและความมืดมิดเกาะกินหัวใจ เขามองไปที่หนังยางรัดผมของแฟนสาวที่ข้อมือ สิ่งนั้นตอกย้ำว่าเป้าหมายของเขาคือการรอดกลับไปเจอคนที่รัก
เขาว่ายน้ำถึง 4 ชั่วโมง และวิ่งต่อไปอีก 2 กิโลเมตร จนสามารถตามเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาสร้างปาฏิหาริย์ช่วยชีวิตแม่และน้องอีกสองคนได้สำเร็จ
บทเรียนนี้สอนเราว่า “คนที่ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย จะมีพลังมหาศาลในการก้าวข้ามทุกอุปสรรค” จงเลือกที่จะใช้ชีวิตด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ไม่ใช่ขับเคลื่อนชีวิตด้วยความหวาดกลัว (Live with intention, not with fear)
ประการที่สาม ‘Wisdom’ หรือ ‘ปัญญา’ ความสำเร็จต้องการสติปัญญาในการแยกแยะว่า เรื่องใดที่เราควรปล่อยผ่านไป และเรื่องใดที่เราควรทุ่มเทเวลาเพื่อลงมือแก้ไข เพื่อไม่ให้สูญเสียเวลาชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์
อาถรรพ์การพ่ายแพ้ดวลจุดโทษตลอด 30 ปีของทีมชาติอังกฤษ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ความล้มเหลวนี้ไม่ได้เกิดจาก ‘ดวงซวย’ อย่างที่อดีตผู้จัดการทีมและแฟนบอลหลายคนเชื่อ
แต่ความพ่ายแพ้เกิดจากการขาดการรับมือกับความกดดันที่ถูกต้อง เพราะการยิงจุดโทษเป็นเรื่องของเทคนิค 30% และความเข้มแข็งของจิตใจถึง 70%
จนกระทั่ง ‘Gareth Southgate’ เข้ามาคุมทีม เขาเลิกพึ่งพาโชคชะตา แล้วหันมาจัดตารางซ้อมภายใต้ความกดดันจำลองระดับสูงสุด ทั้งจำลองความเหนื่อยล้า และเปิดเสียงโห่ร้องของแฟนบอล
ที่สำคัญคือการใช้สถิติและข้อมูล (Data) มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้รักษาประตูคู่แข่ง จนสร้างชัยชนะในการดวลจุดโทษ 3 ใน 4 ครั้งหลังสุดได้สำเร็จ
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “โชคดีมักจะเข้าข้างคนที่เตรียมตัวมาดีเสมอ” หากเรายังไม่ประสบความสำเร็จ จงกล้าที่จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราซวยจริง ๆ หรือเราแค่ยังพยายามไม่พอ?
เพื่อเป็นการร้อยเรียงทั้ง 3 สิ่งเข้าด้วยกัน คุณรวิศได้ยกปรัชญาการใช้ชีวิตจาก ‘Roger Federer’ ตำนานนักเทนนิสระดับโลก ผู้เป็นเจ้าของแชมป์แกรนด์สแลม 20 สมัย
เคล็ดลับของเขาคือเทคนิคที่เรียกว่า ‘Point by Point’ หรือการโฟกัสแค่แต้มตรงหน้า เพราะแต้มที่สำคัญที่สุดในชีวิต ไม่ใช่อดีตที่พลาดไป และไม่ใช่อนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ตลอดเส้นทางอาชีพที่ยิ่งใหญ่ Federer เอาชนะแต้มการแข่งขันจริงได้เพียงแค่ 54% เท่านั้น นี่คือสถิติที่ตอกย้ำว่า ความพ่ายแพ้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของกระบวนการก้าวสู่ความสำเร็จ
ดังเช่นในแมตช์ที่เขาบาดเจ็บและตามหลังคู่แข่งถึง 7 แมตช์พอยต์ แต่ด้วยการอยู่กับปัจจุบันและมุ่งมั่นทีละแต้ม เขาก็สามารถพลิกกลับมาชนะได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
“ชีวิตไม่ได้วัดกันที่ว่าคุณแพ้ไปกี่ครั้ง แต่วัดกันที่ว่าตอนคุณแพ้ คุณลุกกลับขึ้นมาได้ดีแค่ไหน”
ท้ายที่สุดในวันที่โลกแห่งการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างบ้าคลั่งและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า จงจดจำถ้อยคำอันทรงพลังของ ‘Winston Churchill’ ที่ว่า “ถ้าวันนี้คุณกำลังเดินทางผ่านนรกอยู่... คุณต้องเดินต่อไป เพราะถ้าคุณไม่เดินต่อ คุณจะไม่มีวันรอด”
เรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า