ภาวะ ‘Main Character Syndrome’ เมื่อการถูก ‘มองเห็น’ สำคัญกว่าการ ‘เห็นใจ’ กัน

ภาวะ ‘Main Character Syndrome’ เมื่อการถูก ‘มองเห็น’ สำคัญกว่าการ ‘เห็นใจ’ กัน

ในยุคที่ทุกคนมีเวทีเป็นของตัวเอง เราถูกสอนให้รักตัวเองให้ดังพอจะไม่หายไปจากสายตาใคร แต่ระหว่างการถูกมองเห็นกับการมองเห็นกันจริง ๆ เราเผลอทำบางอย่างหล่นหายไปหรือไม่ บทความนี้ชวนสำรวจสภาวะ ‘Main Character Syndrome’ เมื่อความปรารถนาจะเป็นตัวเอกค่อย ๆ บั่นทอนความสามารถในการเห็นใจคนอื่น โดยไม่ทันรู้ตัว

KEY

POINTS

หนึ่งคอมเมนต์จะต้องมีความหมาย หนึ่งโพสต์จะต้องกระจัดกระจายปลิวไปอยู่ฟีดคนอื่น ติดแฮชแท็กเปิดการมองเห็น ตบตีฟาดฟันประพันธ์คำคมก่นด่าเพื่อกำราบอีกฝ่ายให้ศิโรราบ โอดโอยโหยหาการถูกค้นพบ ทุกอาชีพและตำแหน่งต้องมีเอกลักษณ์น่าจดจำ ไม่เช่นนั้นธนบัตรจะไม่ร่อนเข้ากระเป๋าสตางค์

หากนี่คือประวัติศาสตร์ที่เราต้องบอกเล่าให้รุ่นเหลนฟังก็อาจจารึกกันได้เลยว่าปี 2000 เป็นต้นไป ใคร ๆ ก็ต้องดิ้นรนเพื่อเป็น ‘ดาว’ เพราะเมื่อตกลงมาจากฟากฟ้าจะกลายเป็นดินเปียกจนแห้งกรัง

แม้คุณจะไม่เคยเป็นนักแสดงมืออาชีพ แต่เชื่อเลยว่าคงเคยรับบทนักแสดงเอ็มวีไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง เมื่อได้เสียบหูฟังนั่งเบาะหลังพลางเหม่อสายตาหาหมู่เมฆ 

โชคดีหน่อย หากรู้ตัวว่าชีวิตที่ดำเนินไปไม่ใช่ละครหรือนิยาย แต่หากไม่รู้ตัวจนเผลอเป็น ‘ตัวเอก’ ตลอดเวลา คุณอาจตกอยู่ในสภาวะ ‘Main Character Syndrome’ เข้าให้แล้ว มันไม่ใช่อาการที่เข้าขั้นต้องพบจิตแพทย์ แต่เป็นการที่เรากำหนดตำแหน่งตัวเองบนโลกมากกว่า และทุกคนต่างก็รักในตำแหน่งตัวเอกกันทั้งนั้น จนมันกำลังกลายเป็นโรคระบาดหนักเหมือนไข้หวัดใหญ่แห่งยุค

สภาวะ ‘Main Character Syndrome’ คล้ายความเชื่อที่เรายึดถือว่าตัวเองคือคนที่สำคัญที่สุด และคิดว่าชีวิตคนอื่นต้องหมุนรอบตัวเรา คนประเภทนี้จะมองว่าเขาคือตัวเอกของเรื่องราวทั้งหมด ส่วนคนอื่นเป็นตัวประกอบฉาก ตัวเสริมบท ตัวเรียกเสียงหัวเราะ เปล่าเป็นเรื่องผิดบาปอะไร มันฟังดูดีด้วยซ้ำในยุคที่ทุกคนถูกสอนให้ ‘รักตัวเอง’ จนขึ้นใจ ดูแลตัวเองให้มากเข้าไว้ หาหนทางโรแมนติไซส์ไม่ให้ความคิดติดลบ แต่มันมีเส้นบาง ๆ แบ่งกั้นอยู่ระหว่างความรักตัวเองและโลกทั้งใบมีแค่ฉันคนเดียว 

เพราะเมื่อเราอินกับบทบาทตัวเองมากเกินไป เราจะเริ่มรู้สึกว่าความต้องการของเราสำคัญกว่าใครเสมอ ความเหนื่อยของเราหนักหนากว่าคนอื่นเสมอ และหากใครไม่เข้าใจเราขึ้นมา แม้กับความคิดหยุมหยิมของเรา เขาจะกลายเป็นตัวอันตรายแก่ชีวิตเรา

คำว่า ‘Main Character Syndrome’ ไม่ได้มีจุดกำเนิดแน่ชัดมาก่อน แต่มันไวรัลขึ้น หลังจากหญิงคนหนึ่งอัดคลิปปลุกใจว่าคุณทุกคนต้องเริ่มโรแมนติไซส์ชีวิตตัวเอง ต้องคิดว่าตัวคุณคือตัวเอก เพราะหากไม่ทำแบบนั้น ชีวิตคุณก็จะไหลผ่านไปแบบธรรมดาประหนึ่งไม่มีความหมายที่น่าจดจำ แต่ปัญหาจะเกิดอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเราหมกมุ่นกับบทบาทของตัวเองมากเกินไปจนลืมว่าคนอื่นก็มีบาดแผล มีวันที่แย่ของเขาเหมือนกับเรา กลายเป็นว่าเราขาดความเห็นอกเห็นใจต่อกัน หรือไม่การที่เราเห็นใครคนหนึ่งมีแสงในสิ่งที่เขาทำ เราจะเกิดอคติในทันใด หยิบยกค้นหาข้อบกพร่องของเขาขึ้นมาเพื่อย้ำให้เขารู้ว่ายังมีคนที่เหนือกว่า สิ่งที่เขาเป็นนี่มันโคตรจะเบสิกเลย

ทันทีที่เราเพิกเฉยความรู้สึกของคนอื่น และเริ่มทอดทิ้งความสัมพันธ์ที่ควรมีต่อเพื่อนมนุษย์ไปอย่างง่ายดาย สภาวะ ‘Main Character Syndrome’ ก็จะไม่ใช่เรื่องน่ารักอีกต่อไปแล้ว 

เช่นกันกับภาพยนตร์ที่หล่อหลอม ยัดเยียดสูตรว่าฮีโรจะต้องมีคนเดียว ทั้งเขาจะเป็นฮีโรได้ก็ต่อเมื่อฝ่าด่านทดสอบโคตรยากโคตรอันตราย เขาจะต้องวิ่งเร็วที่สุด ฉลาดที่สุด เหมือนในภาพยนตร์ ‘Hunger Games’ ที่ฉากจบจะมีคนอยู่บนแท่นได้หนึ่งคนเท่านั้น ต่อให้ระหว่างทางตัวเอกจะได้รับการช่วยเหลือจากตัวประกอบที่ส่งให้ตัวเอกเฉิดฉาย แต่พวกเขาไม่สำคัญอะไร ทั้งไม่มีอันดับอื่นให้เขาได้ยืน

ทั้งการที่เราเริ่มเล่าเรื่องชีวิตตัวเองเหมือน ๆ กันผ่านโพสต์ สตอรี่ ขึ้นต้นวิดีโอด้วยคำว่า “แกฟังนะ” หรือ “ทุกคนมามุงด่วน” มันเป็นการตะโกนกลาย ๆ ว่าหยุดทุกอย่างที่ทำอยู่ แล้วมองฉันเดี๋ยวนี้ แต่เราก็ไม่อาจจะโทษสื่อได้ทั้งหมดหรอก ก่อนหน้าจะมีอินเทอร์เน็ต คนต่างก็เขียนชีวิตตัวเองขึ้นแท่นในเรื่องมานานแล้ว โดยเฉพาะสังคมที่หล่อหลอมเราว่าความสุขส่วนตัวนั้นสำคัญที่สุด โลกไม่เคยขาดคนหลงตัวเอง คนหมกมุ่นในตัวเอง โซเชียลไม่ได้สร้างคนประเภทนี้ และความคิดเหล่านี้ขึ้นมาหรอก มันมาก่อนกาลแต่ไหนแต่ไรแล้ว แค่ปัจจุบันเราเห็นกันชัดเจนขึ้น และเสียงของมันดังขึ้นก็เท่านั้น 

ในยุคที่เรามองเห็นชีวิตคนอื่นทั้งตัวเองได้ง่ายดาย เราจะต้านไหวจริงเหรอ จะไม่เรียกร้องอะไรจากผู้ดูหรือผู้ติดตามจริงเหรอ นักจิตวิทยาคนหนึ่งกล่าวไว้ว่าสภาวะ ‘Main Character Syndrome’ คือผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของความเป็นมนุษย์ เราเป็นสัตว์สังคม และต่าง ‘อยากถูกยอมรับ’ ยิ่งมันชนเข้ากับเทคโนโลยีที่เปิดโอกาสให้เราโปรโมทตัวเองได้ทุกเมื่อก็ยิ่งไปไกล คนที่ติดอยู่ในโหมดของตัวเองมักอยากสร้างเรื่องเล่าที่ต้องมีคนดู คอยยืนยันว่าเรื่องของเรามีค่า เพราะหากไม่มีคนดูแล้ว มันก็ไม่มีความหมายอะไร สื่อทำให้การรับบทเป็นตัวเอกง่ายขึ้น มันดูเป็นเรื่องถูกต้อง ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ตาม เพราะเราเลือกได้ว่าจะให้คนอื่นเห็นเราอย่างไร ทั้งแสง ฟิลเตอร์ มุมกล้อง แอป ทุกอย่างออกแบบมาเพื่อให้เราเล่าเรื่องที่เราอยากให้โลกเชื่อ เราเกิดความกลัวว่าจะไม่ถูกมองเห็น กลัวการเป็น Nobody กลัวการเป็นตัวประกอบที่ต้องเดินตามหลัง หรืออยู่ในซอกหลืบ 

อย่างที่บอกว่าจะโทษสื่ออย่างเดียวก็ไม่ได้หรอก เพราะตัวละครเอกแบบ ‘หลงตัวเอง’ เนี่ย มันโผล่อยู่ในคนประเภทนักการเมือง วงวิชาการ หรือสถาบันที่ต้องออกหน้าออกตาสู่สาธารณะ ว่าอย่างง่ายก็พวกเผด็จการและบ้าอำนาจ ตั้งแต่ผู้นำประเทศที่ประกาศกร้าวว่าผมคนเดียวที่แก้ปัญหาประเทศชาติได้ ไปจนถึงกูรู นักข่าวที่ยืนกรานว่าเสียงของเขาเท่านั้นที่เป็นความจริง ทั้งบรรดาคนที่หลงตัวเองพอจะเรียกว่าฉันคือผู้นำทางสังคม ฉันคือผู้นำทางความคิด ประหนึ่งศาสดาของศาสนาใหม่

ความคล้ายกันระหว่าง สภาวะ ‘Main Character Syndrome’ และความหลงตัวเองแบบ ‘narcissist’ (โรคหลงตัวเอง) ไม่ใช่ความมั่นหน้ามั่นใจ แต่มีจุดร่วมกันที่ความไม่อยากเข้าใจคนอื่น กล่าวคือไม่อาจรู้สึกถึงคนอื่น ไม่รู้จักความเห็นอกเห็นใจ ความเป็นมนุษย์ด้วยกัน เขาปฏิเสธว่ามนุษย์ต้องพึ่งพากัน ทำให้ตัดขาดการเชื่อมโยงกับคนอื่นออกไปโดยสิ้นเชิง จนอาจกลายเป็นความล้มเหลวในทางศีลธรรมได้ในท้ายที่สุด 

คุณอาจคิดว่าก็แค่เล่าเรื่องตัวเองลงโซเชียลเองเนี่ย มันจะไปไกลถึงขั้นนั้นได้อย่างไร อืม หากไม่ลองรับฟังดูก่อนหรือแย้งเสียแต่ต้นเลย คุณกำลังมีสภาวะ ‘Main Character Syndrome’ อยู่หรือเปล่านะ? โปรดคลายหมัดที่กำลงก่อน จุดประสงค์ก็คือเราอยากให้คุณรู้จักสภาวะตัวเอกว่ามันจะส่งผลอย่างไร และร้ายแรงถึงขั้นไหน เพราะคนจำนวนไม่น้อยกำลังติดกับดักกับสภาวะตัวเอก การคิดถึงตัวเองเป็นอันดับแรกเสมอ พวกเขาเข้าใจว่านี่คือความรักตัวเองอย่างล้นพ้น ทั้งที่จริงมันสามารถสะท้อนความโหยหารักจากก้นบึ้งลึก ๆ ของหัวใจ โหยหาการถูกยอมรับ ต้องการคำยืนยันว่าฉันก็มีความหมาย และวิธีคิดของผู้ตกในสภาวะดังกล่าวจะทำลายรักที่เขาโหยหาได้ง่ายดาย เพราะเขาไม่อาจเข้าถึงความรู้สึกคนอื่น พลางบังคับบีบไหล่คนอื่นให้พูดว่าตัวเขามีความหมาย ทั้งอาจจะจมดิ่งอย่างถึงที่สุดได้เมื่อยอดไลก์ลดฮวบ ไม่มีใครสักคนมาคอมเมนต์แม้กระทั่งเพื่อนสนิท ถูกปิดกั้นการมองเห็น มันเป็นเรื่องอันตราย

นักปรัชญาสายวิพากษ์อย่าง ‘คานท์’ บอกว่าอย่างน้อยที่สุด เราก็ไม่ควรใช้คนอื่นเป็น ‘เครื่องมือ’ เพื่อไปให้ถึงจุดหมายของเรา ความรักจริง ๆ คือการก้าวไปกับ ‘ความไม่แน่นอน’ ยอมรับว่าเราไม่รู้ว่าเราจะเป็นใคร และอีกฝ่ายจะเป็นใคร เพราะความเข้าใจว่าทุกคนต่างก็เป็นคนอื่น เราต่างก็เป็นมนุษย์ นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความรักนะ หลายคนที่ประสบกับสภาวะ ‘Main Character Syndrome’ เพราะเขาแค่ไม่อยากหายไป ไม่อยากกลายเป็นใครก็ไม่รู้ 

หากอยากหลุดพ้นออกจากความเป็นตัวเอก หลักการอย่างง่ายที่สุดคือพยายามไม่โกรธเกรี้ยวพนักงานที่เขาหงุดหงิดใส่เรา เมื่อเราแบกของเป็นสิบชิ้นไปกองหน้าเคาน์เตอร์ เพราะเขาก็คงมีวันที่เหน็ดเหนื่อยจริง ๆ ฝึกความเห็นอกเห็นใจให้บ่อยครั้ง เดี๋ยวความเข้าใจอื่นก็จะพ่วงตามมาเอง เพราะเมื่อเราหลุดพ้นจากความเป็นตัวเองแล้ว รอบ ๆ ตัวเราจะเริ่มเรียกร้องให้เราอยู่กับความไม่โดดเด่น ความเหงาที่ไม่มีใครคอยทักมาหา ความน่าเบื่อในการว่างงานเพราะร่อนอีเมลไปแล้วไม่มีเจ้าไหนตอบกลับมา หรือกระทั่งการหลงทางอย่างไม่รู้ว่าเรามีจุดหมายอะไร 

เราจะเริ่มยอมรับได้ว่าชีวิตไม่ใช่การสร้างตำนานผู้กล้าหาญ ไม่ใช่การที่เราจะต้องมีหุ่นขี้ผึ้งเชิดชูหรือรางวัลทองคำยอดมนุษย์เสมอไป และคนอื่นไม่ได้เกิดมาเพื่อเล่นบทสมทบให้แก่ชีวิตเรา 

 

เรื่อง: ภฤศนี แท้เที่ยงธรรม

ภาพ: จำลองภาพโดย AI

 

อ้างอิง:

https://aeon.co/essays/why-main-character-syndrome-is-philosophically-dangerous

https://www.betterup.com/blog/main-character-syndrome