Existential Psychotherapy: ‘อยู่คนเดียว’ ให้เก่ง เทศกาลไหนก็ไม่ใช่ปัญหาคนโสด

Existential Psychotherapy: ‘อยู่คนเดียว’ ให้เก่ง เทศกาลไหนก็ไม่ใช่ปัญหาคนโสด

วาเลนไทน์อาจเต็มไปด้วยดอกไม้และรูปคู่ในฟีด แต่สำหรับใครบางคน ค่ำคืนนี้คือสนามประลองของความคิดที่ดังยิ่งกว่าเสียงเพลง บทความชิ้นนี้ชวนสำรวจ ‘การคิดเยอะ’ ผ่านเลนส์ของความวิตกกังวลเชิงอัตถิภาวะ พร้อมชี้ทางว่า การอยู่คนเดียวไม่จำเป็นต้องเจ็บปวด หากเราเรียนรู้จะอยู่กับความคิดโดยไม่ปล่อยให้มันกักขังเรา

KEY

POINTS

ยามราตรีที่เงียบสงบหลังแยกย้ายกับเพื่อนฝูง เอนกายลงบนเตียงในห้องนอนสี่เหลี่ยมเตรียมตัวเดินทางสู่ดินแดนแห่งฝัน แต่เปิดเพลงเบา ๆ ก็แล้ว เปิด The Ghost ก็แล้ว เสียงเหล่านี้ก็ยังดังไม่เท่าเสียงในหัวที่เอาแต่คิดวนเวียนไปมา 

“วันนี้ไม่น่าทำแบบนั้นเลย”

“เพื่อนจะคิดยังไงกับเรานะ”

“บางทีอาจจะเป็นเราเองที่ไม่ดีพอ”

กว่าจะผล็อยหลับเลยใช้เวลาแสนนานจนคุณภาพการนอนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

อาการเหล่านี้ทำท่าจะหนักขึ้นหากยังไม่ได้คำตอบ หรือไร้คนรับฟัง โดยเฉพาะในช่วงเดือนแห่งความรัก ที่ไถฟีดไปก็เจอแต่ดอกไม้ รูปคู่ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ยิ่งทำให้เสียงคำถามในหัวรบกวนการพักผ่อนในยามค่ำคืน

ความตาย เสรีภาพ ความโดดเดี่ยว และความไร้ความหมาย

‘การคิดเยอะ’ (Overthinking) มักเกิดขึ้นในช่วงที่เราต้องตัดสินใจบางอย่าง เช่น การเลือกมหาวิทยาลัย การหาที่อยู่อาศัยใหม่ให้เดินทางสะดวกยิ่งขึ้น หรือเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับใครสักคน เพื่อคำนวณหาทางออกที่ดีที่สุดท่ามกลาง ‘ตัวแปร’ มากมายในสมการ เกิดเป็นภาพจำลองเรื่องราวในหัวไม่จบไม่สิ้น แม้สุดท้ายแล้ว เรื่องราวเหล่านั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงก็ตาม

ความคิดเหล่านั้นอาจพาเราไปสู่คำถามระดับ ‘ตัวตน’ ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกว่า ‘ความวิตกกังวลเชิงอัตถิภาวะ’ หรือ ‘existential anxiety’ เป็นความกังวลที่เสมือน ‘การตื่นรู้’ และเป็นสัญญานของการเผชิญหน้ากับความจริงพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ความตาย เสรีภาพ ความโดดเดี่ยว และความไร้ความหมาย

ด้วยขีดจำกัดของ ‘เวลา’ ชีวิตไม่ยืนยาวอย่างที่คิด เราจึงกลัวเสียโอกาส กลัวเลือกผิด กลัวว่าชีวิตจะช้ากว่าคนอื่น ในคืนที่เห็นเพื่อนทยอยแต่งงาน ความกังวลอาจไม่ใช่แค่เรื่องโสด แต่คือความกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเงียบเหงา

‘เสรีภาพ’ อนุญาตให้เราเลือกทำอะไรได้ตามใจ แต่สิ่งที่ต้องแลกคือ ‘ผลลัพธ์’ จากการกระทำ หากเลือกผิดก็โทษใครไม่ได้นอกจากตนเอง รวมถึงอาจสูญเสียโอกาสในอีกเส้นทางที่ไม่ได้ก้าวเดิน

‘ความโดดเดี่ยว’ เคียงข้างการกำเนิดและดับสูญของชีวิต ไม่ว่าจะเริ่มต้นหรือตอนจบก็มีเพียงเราผู้เดียวที่ยังคงอยู่ ไม่มีใครสามารถ ‘เจ็บปวด’ หรือ ‘ตายแทน’ ใครได้ ต่อให้รักกันปานจะกลืนกินแค่ไหนก็ตาม แต่กระนั้นความกลัวที่จะอยู่เพียงลำพังก็ทำให้เกิดพยายามที่จะลดช่องว่างระหว่างตนเองกับผู้อื่นมากเกินไป เพื่อหลีกหนีความเหงาลึก ๆ ในก้นบึ้งหัวใจ นำพาสู่อาการ ‘สูญเสียตัวตน’ ในท้ายที่สุด

ส่วนความ ‘ไร้ความหมาย’ คือคำถามใหญ่ที่โผล่มาในตอนท้าย ด้วยคำถามไร้คำตอบ “เราเกิดมาทำไม” “สิ่งที่ทำอยู่มีค่าไหม” ช่วงเทศกาลที่ย้ำภาพความรักสมบูรณ์แบบ อาจทำให้บางคนตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเองรุนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

การดำดิ่งกับเรื่องพวกนี้มากเกินไป ไม่ได้ทำให้ชีวิตดำเนินไปข้างหน้าได้ ‘โรลโล เมย์’ (Rollo May) นักจิตวิทยาคนสำคัญ แบ่งความวิตกกังวลไว้ 2 แบบ แบบแรก ‘ความกังวลแบบปกติ’ (Normal Anxiety) จะช่วยผลักดันเราให้กล้าคิดอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมเผชิญหน้ากับปัญหา แบบสอง ‘ความกังวลแบบผิดปกติ’ (Neurotic Anxiety) คือการหลีกหนีความเป็นจริง ปล่อยให้ความคิดเหล่านั้นขัดขวางเส้นทางการเติบโต หรือปล่อยให้มันเป็น ‘กรงขัง’

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “จะหยุดคิดอย่างไร” แต่คือ “จะอยู่กับความคิดอย่างไรโดยไม่ถูกมันลากลงไป”

อยู่คนเดียวอย่างไรโดยไม่ทำร้ายตัวเอง

‘จิตบำบัดแบบอัตถิภาวะนิยม’ (Existential Psychotherapy) ว่าด้วยแนวทางการรักษาจิตใจที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจในมนุษย์ และความหมายต่อการมีชีวิตอยู่ จะไม่ทำราวกับ ‘ความทุกข์’ นั้น ไร้ตัวตน ทว่าจะใช้มันเป็นเครื่องมือเตือนว่าเรากำลังเผชิญกับอะไร

วิธีหนึ่งในการบำบัดคือแยกแยะระหว่าง ‘ข้อเท็จจริง’ กับ ‘เรื่องเล่าในหัว’ ข้อเท็จจริงอาจมีเพียงว่า วันนี้เขาตอบช้าลง แต่เรื่องเล่าอาจขยายไปถึง “เขาเบื่อเราแล้ว” การเขียนสองประโยคนี้ลงกระดาษ สามารถช่วยให้เห็นว่าอะไรคือข้อมูลจริง และอะไรคือการตีความ

อีกวิธีคือกำหนดเวลาให้ความกังวล แทนที่จะปล่อยให้มันรบกวนเราไปตลอดทั้งคืน ลองบอกตัวเองว่า จะให้เวลาคิดเรื่องนี้ 15 นาที แล้วจบ การตั้งขอบเขตกับความคิด เป็นการใช้เสรีภาพในแบบที่ไม่ทำร้ายตัวเอง

การดึงสติกลับสู่ปัจจุบันก็สำคัญไม่แพ้กัน ลองสังเกตลมหายใจ ความรู้สึกของเท้าที่แตะพื้น หรือเสียงรอบตัว วิธี grounding เล็ก ๆ เหล่านี้อาจดูธรรมดา แต่ช่วยย้ำเตือนว่า ขณะนี้เรายังปลอดภัย และเรื่องราวเลวร้ายจำนวนมากยังไม่เกิดขึ้นจริง

เหนือสิ่งอื่นใด การยอมรับความโดดเดี่ยวในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิต อาจทำให้เราเลิกคาดหวังว่าความสัมพันธ์ใดจะเติมเต็มทุกช่องว่าง การอยู่คนเดียวจึงไม่ใช่ความล้มเหลว หากเป็นพื้นที่ที่เราได้ทำความรู้จักตัวเองโดยไม่ต้องแสดงบทบาทให้ใครดู

และเพื่อป้องกันไม่ให้ความว่างเปล่ากัดกินจิตใจ อาจลองค้นหาหรือสร้างบางสิ่งที่มีความหมายในแบบของตัวเอง ผ่านงานอดิเรก ความเชื่อ ความชื่นชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างศิลปิน รวมถึงการดูแลตัวเอง เมื่อเรามีเป้าหมายเป็น ‘ปลายทาง’ แม้ว่าทั้งชีวิตจะต้องพึ่งพิงแค่ตัวเอง เราก็จะไม่หลงไปไกลเกินกว่าจะหวนกลับยังเส้นทางเดิม

สุดท้ายแล้ว แม้ราตรีจะเงียบงันเพียงใด หากเราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับความโดดเดี่ยวโดยไม่รังเกียจ ความมืดมิดนั้นก็จะไม่ใช่กรงขังจิตใจอีกต่อไป แต่คือพื้นที่ปลอดภัยที่หัวใจได้พักพิงก่อนรุ่งสางจะมาถึง

 

เรื่อง: ตะวัน ฤกษ์ล้วน (The People Junior)

ภาพ: จำลองเหตุการณ์โดย AI