สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่า 'สนามมวย' ของฝาแฝดที่เรียนรู้วิธีรักกันบนสังเวียนชีวิต

สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่า 'สนามมวย' ของฝาแฝดที่เรียนรู้วิธีรักกันบนสังเวียนชีวิต

เรื่องราวของฝาแฝดที่มีย่าเป็นกรรมการ และเรียนรู้วิธีรักกันผ่านความผูกพัน คำพูดที่ทิ่มแทงกันไม่ต่างจากหมัดหมวย และความเงียบที่สุดท้ายทำให้ต่างเข้าใจกันมากกว่าเดิม

KEY

POINTS

ฝาแฝดในฐานะ ‘เพื่อนคนแรก’ ที่ลืมตาดูโลกมาพร้อมกับเรา สำหรับใครหลายคน คงมองเป็นความสัมพันธ์ที่สุดแสนวิเศษ น่ารัก มีความใกล้ชิดจนไม่สามารถหาใครมาทดแทนได้ 

แต่สำหรับผม คำว่า ‘ฝาแฝด’ ในภาพความทรงจำ มันไม่ได้ต่างอะไรไปจาก ‘สนามมวย’ ที่มีผมและน้องชายฝาแฝด รับบทบาทเป็นนักมวย ส่วนคุณยายเป็นกรรมการกลาง คอยดูแลไม่ให้นักมวยคนใดคนหนึ่ง เล่นนอกกติกา คอยห้ามและลงโทษเพื่อไม่ให้การชกนั้นเริ่มบานปลาย ยิ่งเวลาผ่านไป นักมวยทั้งสองเริ่มมีชั้นเชิงของตัวเองมากขึ้น เสียงของกรรมการที่เคยดัง ก็เริ่มค่อยๆ เบาลงไปทุกที 

นั่นแหละ ภาพของครอบครัวที่ผมเติบโตมา อาจจะไม่ได้อบอุ่นแบบในโฆษณา หรือภาพฝันของใครหลายคน แต่มันคือสนามมวยเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสียงหมัด เสียงหัวเราะ เสียงเงียบ และบทเรียนบางอย่างที่แอบซ่อนอยู่ภายใต้ความทรงจำ 

ถึงแม้บางช่วง เราทั้งสองคนต่างเจ็บตัวมากกว่าชนะน็อก ผมก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สนามมวยแห่งนี้แหละ ที่ได้หล่อหลอมให้ผม กลายเป็นตัวผมอยู่จนถึงทุกวันนี้

สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่า \'สนามมวย\' ของฝาแฝดที่เรียนรู้วิธีรักกันบนสังเวียนชีวิต

ระฆังยกแรก

วัยเด็กของผม ถ้ามองย้อนกลับไป ก็คงเป็นเหมือนนักมวยสมัครเล่น เป็นเด็กหนุ่มไฟแรงที่อยากโชว์หมัดเท่ๆ ตลอดเวลา แต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตั้งการ์ดยังไง และคงเป็นเพราะผมกับน้องชาย อยู่ด้วยกันแทบตลอดเวลา ตั้งแต่ตอนตื่นยันเข้านอน ตัวติดกันแทบจะตลอดเวลา สภาพแวดล้อมแบบนั้นได้เปลี่ยนเรากลายเป็น ‘คู่ชก’ ที่พร้อมขึ้นอยู่เวทีเดียวกันตลอด 

ไม่ใช่เพราะผมและน้องอยากทะเลาะกันหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะสนามมวยมันได้วิ่งเข้าหาเราทั้งคู่ตลอดเวลา และเมื่อล็อกเชื่อกกันมาขนาดนี้ หมัดของมือสมัครก็เริ่มรัวใส่กันทันที ไม่มีหรอกการดูเชิงเพื่อหาจังหวะสวนทีดีที่สุด ไม่มีการออมแรง มีแต่ไฟกับความดื้อดึงในวัยเด็กเท่านั้นที่อยู่บนสังเวียน

แน่นอนว่าในสนามแบบนั้น ก็ต้องมีกรรมการ คุณยายของผมนี่แหละที่ทำหน้าที่ตรงนั้น ทั้งแยก ทั้งห้าม ทั้งแจกใบเตือน และบางครั้งก็ลงโทษเพราะต่อให้บนเวที หมัดจะรัวแค่ไหน หากกรรมการคนนี้ตะโกนชื่อขึ้นมาเมื่อไหร่ หมัดทั้งหมดก็จะหยุดลงทันที มันเหมือนเสียงระฆังหมดยกที่ไม่มีใครกล้าเถียง

หมัดแรกๆ ที่ผมได้แลกกับน้อง ผมจำไม่ได้หรอกว่ามันคือหมัดอะไร แต่ว่าหมัดฮุคที่เราสองคนเคยใส่กัน แล้วผมยังจำมันได้ดีจนถึงทุกวันนี้ มันคือหมัดที่สาเหตุมาจาก ‘การแย่งคอมพิวเตอร์เล่นเกม’ 

วันนั้นผมกับน้อง อยากเล่นเกมในเวลาเดียวกัน ด้วยไฟและความอยากที่ร้อนแรง ได้มาเจอกัน ทันใดนั้นปากของพวกเรา ก็ได้เริ่มพ่นหมัดรัวใส่กันทันที เป็นหมัดแบบมั่วๆ ไม่มีรูปแบบการโจมตีที่ชัดเจน ไม่ได้ตั้งใจให้เจ็บแต่ตั้งใจให้อีกฝ่ายถอย เรื่องมันมาหนักขึ้นตรงที่ผมได้หลุดพูดไปประมาณว่า ‘คนเล่นอ่อน ต้องหลีกให้คนเล่นเก่ง เล่นก่อน’ คำนั้นแหละเปรียบเสมือนการพูดปลุกใจจากโค้ชนักมวย ที่ได้เปลี่ยนจากหมัดที่มาจากปาก กลายเป็นหมัดฮุคที่มาจากมือ 

จากนั้นก็ไม่มีหมัดที่เบาอีกต่อไป ทุกหมัดได้เปลี่ยน กลายเป็นหมัดที่หนัก ดุดัน ไม่ต่างไปจากมวยศึกหยุดโลกระหว่างอาร์ตูโร กัตติ(Arturo Gatti) ปะทะกับ มิกกี้ วอร์ด(Micky Ward)  ที่รัวใส่กันแบบไม่ถอยต่างกันแค่นี้เป็นเวอร์ชั่นมือสมัครเล่น ในสนามหลังที่มีคุณยายเป็นเจ้าของ

ทันทีที่คุณยายรู้เรื่อง เสียงตะโกนจากเดิมที่มักจะหยุด ไม่สามารถหยุดได้อีกต่อไป กรรมการต้องงัดไม้แข็งออกมาใช้ คือ ‘ดาบไม้ในตำนาน’ ที่เปรียบเสมือระฆังหมดยก ที่ต้องตีเพื่อให้ตัวระฆังเองสั่นและเกิดเสียงเป็นสัญญานหมดยก แต่ระฆังรูปแบบของมือสมัครเล่นนี้ ได้ถูกตีลงบนก้นของนักมวย ทั้งสองฝ่ายเพื่อเป็นการบอกหมดยก 

น้ำตาลูกผู้ชายของนักมวยได้ไหลพรากทันที ที่ระฆังสิ้นสุดลง เสียงร้องไห้พร้อมคำด่า คำดุสารพัดได้ดังขึ้น แต่ที่ผมจำได้คงมีแค่คำพูด ที่เป็นคำสอนและมีผลต่อการปรับพฤติกรรมในทุกวันนี้ ‘เป็นพี่น้องต้องรักกันเข้าไว้ มีไรก็ให้แบ่งๆใช้กัน’ 

ไฟต์ใหญ่ไร้กรรมการ

ช่วงเวลาได้ผ่านไป เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ผมและน้องเริ่มไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เราเริ่มมีกลุ่มสังคมของตัวเอง มีโลกที่เริ่มแยกจากกัน สนามมวยที่เคยเข้าหาเราทุกเวลา จึงเริ่มห่างออกไป แมตซ์ชกก็เริ่มน้อยลง แต่ระดับความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

มันราวกลับว่าพวกเราได้สั่งสะสมประสบการณ์จากสังเวียนครั้งก่อนๆ จนรู้แล้วว่า หมัดไหนควรจะปล่อยอย่างไรถึงจะเจ็บที่สุด เราเริ่มเข้าใจว่าจะตั้งการ์ดยังไง ให้สามารถรับหมัดจากอีกฝ่ายได้ จากหมัดที่เคยรัวและหมัดฮุคที่เคยซัด ค่อยๆได้หายไป เหลือเพียงแต่หมัดที่ออกจาก ‘ปาก’ ที่คมขึ้น ดุขึ้น และเล่นกลับความรู้สึกได้เจ็บกว่าเดิม

ต่างจากในวัยเด็ก ที่คุณยายยังสามารถแยกเราออกจากกกันได้ด้วยเสียงตะโกนหรือดาบไม้ พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น กรรมการในสนามกลับคุมเกมได้ยากกว่าเดิม เพราะเราทั้งคู่มีเลห์เหลี่ยม มีลูกเล่น ที่จับตัวได้ยากขึ้น บางครั้งที่คุณยายตะโกน แมตซ์หลักจะหยุดลงแต่เพียงเท่านั้น หลังจากนั้นแมตซ์ย่อยๆ จะเกิดขึ้นมีทั้ง น้ำเสียง การเมินเฉย หรือคำพูดประชดที่ยากจะควบคุมมันลงได้ ดาบไม้ที่เปรียบเสมือนระฆังลงก้นของเรา เพื่อบอกให้รู้ว่า ‘หมดยก’ หรือเล่น ‘นอกเกม’ ก็แทบไม่มีให้เห็นอีกต่อไป เราสองคนรู้ดีว่า จะหลบเลี่ยงมันอย่างไร เพราะช่องโหว่งกติกามันได้เยอะขึ้นตามกการรับรู้ของเรา

เหตุการณ์นั้นเริ่มต้นขึ้น เมื่อน้องชายของผมจะขึ้นมากรุงเทพ เพื่อหางานทำชั่วคราวในช่วงที่ไม่มีเรียน และจำเป็นต้องมานอนหอพักเดียวกับผม แต่ผมรู้ดี บทเรียนจากวัยเด็กยังคงอยู่ในความทรงจำของผม ‘สนามมวยที่เคยออกไป จะกลับเข้ามาอีกครั้ง เมื่อเราอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน’ ผมจึงตัดสินใจให้น้องอาศัยอยู่ชั่วคราว เมื่อหางานได้ ให้ย้ายออกไป ไม่ใช่เพราะผมเห็นแก่ตัว แต่เพราะผมกลัวว่ามันจะเกิดขึ้น ซึ่งสุดท้ายมันก็เกิดขึ้นอยู่ดี ไฟต์ครั้งนั้นดุดเดือดเนื่องจากไม่มีคุณยายคอยมาห้าม มีเพียงแต่ผู้ชมข้างห้องที่รอฟังเสียงทะเลาะกับลุงรปภ. ที่หากถูกโทรแจ้ง อาจได้ขึ้นมาเป็นกรรมการชั่วคราวแทน

ทุกอย่างเริ่มต้นในวันธรรมดา เมื่อเสียงกีตาร์ของน้องผมบรรเลงขึ้น ขณะที่ผมกำลังนั่งเครียดกับงานที่ทำ และต้องเตรียมอ่านหนังสือเพื่อสอบ ผมเริ่มต้นเตือนน้องเบาๆด้วยหมัดแย็บ ‘ไม่หยุดก็ออกไปข้างนอก’ หมัดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้น้องเจ็บหรือเอาชนะ แต่มีไว้เพื่อเตือนให้หยุดการกระทำ แต่น้องผมสวนกลับมาทันที ‘ก็อ่านไปดิ ใส่หูฟังหน่อย ห้องมันมีแค่นี้ อีกเดี๋ยวก็ออกแล้ว’ และแค่ประโยคนั้นจบลง ไฟนักมวยในวัยเด็กที่เคยสงบไป กลับมาลุกโชนอีกครั้ง ความหงุดหงิดผสมกับความเหนื่อยล้าจากการทำงานและเตรียมอ่านหนังสือ ทำให้ผมปล่อยหมัดฮุคจากปากออกไป ‘งานก็หาไม่ได้ อยู่อาศัยยังต้องพึงคนอื่น แล้วยังมาทำตัวแบบนี้ เดี๋ยวก็ไล่ออกหรอก’ ทันทีที่จบประโยคไฟต์ของจริงจึงได้เริ่มขึ้น ต่างคนต่างหาจังหวะปล่อยหมัดฮุคของตัวเอง ไม่มีใครยั่งมือ ไม่ใครฟังเสียงใคร มีแต่การตั้งการ์ดและหมัดชั้นเชิงใหม่ที่เราได้เรียนรู้จากชีวิต  ก่อนที่น้องผมจะเดินออกจากห้องไป เหมือนนักมวยตัดสินใจ ‘เดินลงจากเวที’ เพื่อขอจบไฟต์นี้ด้วยตัวเอง

ทันทีที่ไฟต์จบลง ความเงียบก็กลับเข้ามาอีกครั้งแทนเสียงปะทะ ผมนั่งนิ่ง ใช้เวลารวบรวมสติ ก่อนจะหันกลับไปทำหน้าที่ตัวเอง พยายามลากตัวเองเข้าสู่บทเรียน แต่ทุกตัวอักษรกลับเบลอและหนักอึ้งราวกลับมีบาดแผลที่มองไม่เห็นมารบกวน

เมื่อหน้าที่หลักของวันจบลง น้องผมกลับเข้ามาในห้องโดยไม่พูดอะไร เราแทบไม่ได้มองหน้ากัน ไม่ได้พูดกันสักคำพูด ไม่มีเสียงใดๆ แต่ในพื้นที่เงียบๆนี้เอง สนามมวยในใจหรือสนามนอกเกมได้เริ่มต้นอย่างไร้สัญญาณ เราเดินสวนกันราวกับคนแปลกหน้า นอนหันหลังให้กันราวกลับไม่รู้จักกัน ความอึดอัดคล้ายกับหมัดที่โดนหน้าอกอยู่ตลอดเวลา หลายวันผ่านไปจึงจะมีคำพูดหลุดออกมาจากปากทั้งสองคน แล้วใช้เวลาซักพักถึงทำให้เราสองคนกลับมาคุยได้ปกติ

และนั้นแหละที่ผมรู้ตัวว่า ‘หมัดนอกสนาม’ ที่มองไม่เห็นแต่รับรู้ได้ผ่านความคิดและจิตใจนั้น มันเจ็บยิ่งกว่าหมัดฮุคจากปากหรือจากมือที่ผมเคยแลกกับน้องเสียอีก

บทเรียนชีวิตในฐานะคนดู

จากวัยเด็กถึงช่วงวัยรุ่น หลายคนอาจจะคิดว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวผม คงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ด่าทอและความรุนแรงจนไม่น่าเรียกว่า ‘ความผูกพันธ์’ แต่เมื่อผมย้อนกลับไป ไปเป็นคนชมที่ได้นั่งดูไฟต์ชีวิตของผมเองและน้องชาย ผมกลับพบว่า ทุกหมัดที่ปะทะกัน ไม่ได้สร้างแค่บาดแผล แต่มันได้สร้าง ‘พื้นที่ทำให้เราเติบโต พื้นที่ทำให้เราเรียนรู้ พื้นที่ทำให้ได้ตะโกนอารมณ์’ ที่ถึงแม้ตอนนั้นมันอาจจะกลบเสียงหัวใจของพวกเราไป แต่สุดท้ายมันก็กลับเป็นบทเรียนที่ทำให้เราได้หยิบติดตัวมาใช้เสมอ

สนามมวยในวัยเด็กของ อาจเป็นเวทีของการปะทะแบบไม่ยั้งคิด แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็เป็นเวทีที่ทำให้เราเข้าใจกันผ่านเจ็บ จากการแลกหมัด เราแลกเพื่อความเข้าใจ จากการหัดเริ่มตั้งการ์ด เพื่อให้เราระวังคำพูด จากการเอาชนะ เราเริ่มเรียนรู้ว่าบางครั้ง ‘การที่เรายอม’ ไม่ได้เท่ากับ ‘แพ้’

แม้บางครั้งช่วงวัยรุ่น เราจะทะเลาะจนเงียบใส่กันเป็นวัน แต่ทุกครั้งที่เรากลับมาคุยได้ ผมมักรู้สึกว่า เราเข้าใจกันมากขึ้น แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ และเมื่อย้อนกลับไปในฐานะ ‘คนดู’ อีกครั้ง ผมพบว่าตัวเองไม่ได้เห็นภาพที่เรานั้น ‘เกลียด’ กัน แต่เราเห็นภาพของเด็กสองคนที่ใช้วิธีที่หลายคนอาจจะมองว่า งี่เง่าที่สุดในการเรียนรู้ที่จะรักกัน

ผมไม่ได้อยากให้ทุกครอบครัว ทุกความสัมพันธ์ต้องทะเลาะกันถึงจะเข้าใจกันหรอกนะ แต่ผมพึงมาเข้าใจว่า ความผูกพัน ความรักของแต่ละบ้าน มันล้วนแล้วแต่มีภาษาในตัวมันเอง และสำหรับบ้านผม มันอาจจะไม่ได้ใช้คำหวาน ไม่ได้กอดกันบ่อย แต่เรากลับเชื่อมกันผ่าน ‘สนามมวย’ ผ่านเสียงหมัด เสียงด่าทอ และใช้บทเรียนหลังความเงียบเหล่านั้นแทน

ผมคงให้คำนิยามมันได้ประมาณว่า ‘บางครั้ง ความผูกพันธ์ ความรัก ไม่ได้เกิดจากความเข้าเสมอไป แต่บางครั้งมันก็เกิดจาก ความขัดแย้ง จากการปะทะกันบ่อยพอ จนเริ่มเข้าใจกันเองในที่สุด’

เรื่อง : รัฐศาสตร์ สรรพกุล