27 เม.ย. 2569 | 14:09 น.

KEY
POINTS
เมื่อเราพูดถึง ‘ความตาย’ สังคมส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องอัปมงคลและหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง แต่สำหรับ ‘พญ.นิษฐา เอื้ออารีมิตร’ หรือ ‘หมอแนต’ ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลคูน ความตายกลับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่สามารถเบ่งบานได้อย่างสวยงาม
หมอแนตเปรียบเสมือนผู้นำทางที่พาเราไปสำรวจมุมมองจากห้องผู้ป่วยระยะท้าย สถานที่ที่คำว่า ‘ความสุข’ ไม่ได้ถูกผูกมัดไว้กับร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ทว่ามันคือ ‘ทางเลือก’ ในวินาทีที่เหลืออยู่ของชีวิตมนุษย์
ย้อนกลับไปในอดีต หมอแนตคือแพทย์ ICU ที่คุ้นเคยกับการสวมบทบาทเป็นดั่ง ‘บอส’ ผู้ควบคุมการรักษาทุกอย่าง เธอเคยเชื่ออย่างหมดใจว่าการปฏิบัติตามตำราและแนวทาง (Guideline) ทางการแพทย์คือสิ่งที่ดีที่สุดและจะทำให้คนไข้มีความสุขที่สุด แต่เมื่อเธอได้ก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) นิยามการรักษาของเธอก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
หมอแนตค้นพบว่า บางครั้งความรู้ทางการแพทย์อาจไม่ได้เหมาะกับคนไข้เสมอไป หากสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนไข้ให้คุณค่า เธอสละบทบาทผู้ควบคุม และเลือกที่จะทำความรู้จักคนไข้ เคารพในสิ่งที่เขาเป็น และนำความรู้ทางการแพทย์มาประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา
การเปลี่ยนมาเป็น ‘ผู้รับฟัง’ เปิดพื้นที่ให้คนไข้ได้กลับมาเป็นเจ้าของชีวิตตนเอง ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสามารถทำตามปรารถนาสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นเพียงการขอจิบไวน์ให้ชุ่มคอ หรือการเนรมิตงานแต่งงานเล็ก ๆ ข้างเตียงผู้ป่วยก็ตาม เธอย้ำว่า “ความปรารถนาของคนไข้ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก” และเมื่อเอาคนไข้เป็นที่ตั้งโดยไม่ต้องมีกรอบตำรามาครอบ เธอจึงทำงานด้วยความสบายใจ ตัวเบา และมีความสุขขึ้นมาก
ในขณะที่ความเสื่อมโทรมของร่างกายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หมอแนตได้เห็นประจักษ์พยานมากมายที่ยืนยันว่าเราสามารถ ‘เลือก’ ที่จะมีความสุขได้เสมอ เธอเล่าถึงผู้บริหารท่านหนึ่งที่ป่วยจนร่างกายทรุดโทรม ลำไส้อุดตันจนไม่สามารถทานอาหารได้ตามปกติ แต่เขากลับบอกว่าตนเองมีความสุขมากที่ยังได้เห็นลูกอัปเดตเรื่องโรงเรียน และในวาระสุดท้าย เขายังคงดึงดันที่จะพิมพ์งานชิ้นสำคัญจนเสร็จสิ้น ก่อนจะบอกอย่างสงบว่า “พร้อมแล้ว” แล้วหลับตาลงพร้อมรอยยิ้ม เขาจากไปโดยไม่กระวนกระวายหรือห่วงลูก เพราะก่อนหน้านั้นเขาได้ใช้เวลาอย่างเต็มอิ่มจนครบสมบูรณ์ในฐานะพ่อคนหนึ่งแล้ว
อีกหนึ่งเรื่องราวคือผู้ป่วยชาวเยอรมันที่ปวดท้องอย่างรุนแรงจากโรคมะเร็ง แต่เขากลับเลือกที่จะยิ้มและหัวเราะให้กับหมอแนต เมื่อถูกถาม เขาให้เหตุผลที่แสนเรียบง่ายว่า การนั่งร้องไห้ก็ไม่ได้ช่วยให้หายปวด และเขาไม่อยากให้ภรรยาต้องมาทนทุกข์เมื่อเห็นเขาเจ็บปวด เรื่องนี้สอนสมการชีวิตที่สำคัญให้กับหมอแนต นั่นคือ เหตุการณ์ (Event) + การตอบสนอง (Response) = ผลลัพธ์ (Outcome) แม้ผู้ป่วยจะเลือกเหตุการณ์ที่ต้องเจ็บปวดไม่ได้ แต่เขาสามารถเลือกวิธีการตอบสนองเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นความสุขได้
“ความสุขเป็นทางเลือก... ไม่ว่าร่างกายจะอะไรเกิดขึ้น เขาเลือกได้เสมอ เขาเลือกว่าแบบนี้คือความสุขเขา”
การเตรียมตัวตายก็คือเรื่องเดียวกันกับการใช้ชีวิตให้เบาใจและคุ้มค่าที่สุด หมอแนตได้ทบทวนตัวเองผ่านการเขียน ‘สมุดเบาใจ’ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมุมมองของเธอก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาและประสบการณ์ ในเวอร์ชันแรก ๆ เธอเคยให้ความสำคัญกับความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน สิ่งที่เธอให้คุณค่าที่สุดคือ ‘ความสามารถในการสื่อสารและการช่วยเหลือผู้อื่น’ เธอยินดีที่จะยุติการรักษาหากร่างกายไม่สามารถฟื้นกลับมาทำสิ่งเหล่านี้ได้อีก เพราะนั่นหมายถึงชีวิตที่ไม่ได้มีความหมายสำหรับเธอแล้ว
มากไปกว่านั้น หากเธอสามารถส่งข้อความเตือนสติผู้คนผ่านป้ายบิลบอร์ดบนถนนพระราม 2 หรือบนรถไฟฟ้าได้ เธออยากจะตั้งคำถามที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นี่ ยังมีความหมายอยู่ไหม” เพราะความตายไม่มีคิว ไม่ต้องรอให้แก่ชรา “ใบไม้สีเขียวก็ร่วงได้ ไม่ต้องรอเหลือง” การตระหนักรู้ถึงความจริงข้อนี้ จะช่วยให้เรากลับมาทบทวนตนเอง และใช้เวลาในปัจจุบันกับสิ่งที่เรารักได้อย่างมีความหมายที่สุด
ความใส่ใจในรายละเอียดที่หมอแนตได้รับการปลูกฝังมาจากธุรกิจปลาป่นของครอบครัว ซึ่งสอนว่าการ ‘ใส่ใจ’ ดูแลคุณภาพตั้งแต่ต้นทางจะทำให้ผลลัพธ์ปลายทางออกมาดี ได้ถูกนำมาใช้เป็นปรัชญาในการทำงานแพทย์ เมื่อเธอก่อตั้งโรงพยาบาล เธอตั้งใจเลือกชื่อ ‘คูน’ โดยไม่อิงกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เพื่อให้สะท้อนความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ต้นคูนจะสลัดใบจนหมดต้น ก่อนที่จะออกดอกสีเหลืองอร่ามบานสะพรั่งเป็นที่น่าจดจำของทุกคนที่มองเห็น เปรียบเสมือนกับชีวิตมนุษย์ ที่หากเราต้องการให้ช่วงเวลาที่ร่วงโรยของชีวิตกลายเป็นช่วงเวลาที่สวยงาม สงบสุข และเป็นที่น่าจดจำที่สุด เราก็สามารถเลือกที่จะเบ่งบานในวาระสุดท้ายได้เหมือนดั่งต้นคูน
ในเส้นทางที่ต้องเผชิญกับความตาย หมอแนตพบว่าความยากมักไม่ได้อยู่ที่ตัวคนไข้หรือญาติ แต่อยู่ที่ ‘ภูเขาน้ำแข็ง’ ในใจของบุคลากรทางการแพทย์เอง ว่ามีปมความรู้สึกหรือความกลัวใดซ่อนอยู่ลึก ๆ ต่อเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า
หากต้องเผชิญกับห้องที่เต็มไปด้วยพลังงานหนัก ๆ หมอแนตมีวิธีจัดการโดยการเคาะประตูนอกห้อง “ก๊อกๆๆ” เพื่อเตือนสติตัวเองให้ทิ้งความรู้สึกขัดแย้งเหล่านั้นไว้ ไม่แบกติดตัวกลับมาด้วย เธอเน้นย้ำถึงศิลปะในการดูแลคนไข้ โดยการมีสติรู้เท่าทันตัวเอง (Awareness) หมั่นรักษาสมดุลอยู่ระหว่างความเอาใจใส่ (Empathy) และความเมตตากรุณา (Compassion) เพื่อที่จะรับฟังอย่างเข้าใจ อนุญาตให้ตัวเองจมลงไปกับความรู้สึกของคนไข้ได้บ้าง แต่ก็ยังสามารถดึงตัวเองกลับมาเพื่อหาทางช่วยเหลือพวกเขาได้
สำหรับการเผชิญหน้ากับความสูญเสีย หมอแนตสอนว่าเราต้อง “อนุญาตให้ตัวเองเสียใจ” เพราะความโศกเศร้าคือปฏิกิริยาปกติเมื่อเราต้องพรากจากสิ่งที่เรารัก การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้มีเวทมนตร์ที่ทำให้ความเสียใจหายไป แต่มันช่วยสร้าง ‘ความไม่ติดค้าง’ เพราะพื้นที่แห่งนี้เปิดโอกาสให้คนไข้และครอบครัวได้สื่อสารความต้องการที่แท้จริง ตัดความรู้สึกผิดหรือการคิดแทนกันออกไป จนทำให้การจากลาครั้งนั้นกลายเป็น ‘ฉากจบที่สมบูรณ์’ และสมศักดิ์ศรีที่สุด
นอกจากนี้ การมีความเชื่อในจิตวิญญาณหรือศาสนา ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยโอบอุ้มจิตใจให้ก้าวข้าม ‘ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้’ (Fear of Unknown) ไปได้อย่างอุ่นใจในวาระสุดท้ายอีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว การได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับความตายได้ตกตะกอนความคิดของหมอแนตให้เรียบง่ายอย่างถึงที่สุด เธอกล่าวประโยคที่ดูเหมือนธรรมดาแต่กลับทรงพลังอย่างยิ่งว่า
“หน้าที่หลักของมนุษย์เลยนะ คืออยู่ให้มันไม่ทุกข์ ไม่ลำบากคนอื่นแล้วไม่ทุกข์อะ... ถ้าคุณทำสิ่งนี้ได้จนกระทั่งวันสุดท้าย คุณซักเซส (Success) มาก ๆ”
เฉกเช่นเดียวกับการวิ่งมาราธอนเพื่อมุ่งสู่ Boston Qualify ที่เธอหลงใหล เป้าหมายสูงสุดอาจไม่ใช่เหรียญรางวัลที่จะเอาไปแขวนหน้าโลงศพ แต่มันคือ ‘ระหว่างทาง’ ที่เราได้เรียนรู้ ได้ลิ้มรสข้าวที่อยู่ตรงหน้า ได้ทบทวนจิตใจ และได้แบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่นในทุก ๆ วันที่ยังมีลมหายใจ นั่นต่างหาก... คือความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ และการเตรียมตัวเพื่อจากไปอย่างงดงามที่สุด
สัมภาษณ์และเรียบเรียง: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ถ่ายภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม