สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย

สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย

จากเด็กชายวัย 3 ขวบที่หยุดมองการแสดงโนราในงานวัด สู่ศิลปินโขนรุ่นใหม่และอาจารย์ผู้ถ่ายทอดศิลปะไทย เรื่องราวของ ‘สกาย-ญาณวุฒิ ไตรสุวรรณ’ ที่พิสูจน์ว่าความหลงใหลในวัยเด็ก สามารถกลายเป็นทั้งชีวิตและตัวตน ในโลกของโขนที่เขาเชื่อว่าจะไม่มีวันสูญพันธุ์

KEY

POINTS

“มันแทบแยกศาสตร์ตรงนี้ไม่ออกจากตัวเราแล้ว มันผูกพัน อยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี… จนกลายเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตไปแล้ว”

เสียงดนตรีไทยที่ดังก้องภายในงานวัด อาจเป็นเพียงจังหวะที่สร้างความรื่นเริงให้กับใครหลายคน แต่ไม่ใช่กับเด็กชายเพียง 3 ขวบคนหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะเดินผ่านหน้าเวทีการแสดงกี่ครั้ง เขามักจะหยุดมอง ราวกับตกอยู่ในภวังค์ของเสียงวงปี่พาทย์ พร้อมทั้งขยับมือร่ายรำตามอย่างไม่รู้ตัว

ด้วยความหลงใหลที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วัยเยาว์ ทำให้ ‘สกาย-ญาณวุฒิ ไตรสุวรรณ’ มีความฝันที่จะเดินในเส้นทางศิลปะการแสดงไทยอย่างจริงจัง จนในวันนี้ เขากลายเป็นทั้ง ‘ศิลปินโขนรุ่นใหม่’ และเป็นอาจารย์ผู้ส่งต่อความรู้ผ่านความรักในวัฒนธรรมไทยให้กับนักศึกษา

ในวันนี้ เขาจะพาเรากลับไปยังจุดเริ่มต้น บอกเล่าความผูกพันที่ยาวนานกว่าสองทศวรรษ และเพื่อหาคำตอบว่าทำไม ‘โขน’ ถึงกลายเป็นทั้งชีวิตและจิตวิญญาณของเขา

ความหลงใหลที่อยู่ภายใน ‘สายเลือดศิลปิน’

ความทรงจำในวัยเด็กของสกายเต็มไปด้วยนาฏศิลป์ไทย จากคำบอกเล่าของคุณพ่อคุณแม่ บ่อยครั้งที่เมื่อกลับจากงานวัดหรืองานเทศกาลประจำปี คนในครอบครัวจะเห็นเด็กชายตัวน้อยยืนอยู่หน้ากระจก ทำการแสดงตามที่ได้เห็นมา ไม่ว่าจะเป็นรำโนราตอนที่อยู่นครศรีธรรมราช หรือร้องลิเกหลังจากย้ายมาเรียนอนุบาลจนถึงประถมที่กรุงเทพ

“โดยส่วนตัวชอบร้องเพลง แสดงละคร และรำอยู่แล้ว คิดว่ามันน่าจะมากับตัวตั้งแต่เด็ก เราเชื่อเรื่องสายเลือดด้วยนะ เพราะครอบครัวก็มีเชื้อสายโนรา ทางครอบครัวคุณปู่เองก็ชอบแสดง”

สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย

จนเมื่ออายุได้ 6 ขวบ คุณพ่อที่เห็นความชอบของลูกชายมาตลอด จึงส่งให้ไปเรียนโนรากับน้องสาวของคุณปู่ เพื่อเตรียมทำการแสดงสำหรับงานขาวดำของผู้ใหญ่ในครอบครัวที่เคารพรักคนหนึ่ง

“ตอนนั้นที่บ้านก็ลุ้นกัน เพราะปกติถ้าเป็นเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ อะไรแบบนี้ ออกแสดงครั้งแรกก็จะมีอาการเขินอายหรือว่าร้องไห้ แต่ว่าตอนนั้นจำได้ว่าเรากล้าทำ แสดงด้วยความเต็มที่ เรามีความสุขมาก ๆ และมันก็มีรูปถ่ายที่หน้าเรายิ้มตลอดตอนเล่นโนรา”

สกายกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มว่า หลังจากนั้นเขาก็ยังคงทำการแสดงมาตลอด เป็นเด็กรักกิจกรรมแห่งชมรมนาฏศิลป์ จนถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องตัดสินใจว่าจะเข้าเรียนชั้นมัธยมที่ใด จึงเกิดการพูดคุยครั้งสำคัญในครอบครัวขึ้น

“คนที่ชี้ทางให้เราจริง ๆ ก็คือพ่อกับแม่ ด้วยความที่เขาเห็นเราชอบมาก แล้วก็สนับสนุนมาตั้งแต่เด็ก

“เขาบอกเราว่าถ้าชอบขนาดนี้ก็ลองไปเรียน ลองไปเอาดีทางนี้เลย ตอนแรกเขาจะให้มาเรียนที่นาฏศิลป์กรุงเทพฯ แต่ว่าก็ต้องไปอยู่หอ พ่อกับแม่ก็เลยให้เรากลับไปอยู่กับปู่กับย่า เข้าเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์นครศรีธรรมราชแทน”

สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย

หลังจากเข้าวิทยาลัยนาฏศิลป์ฯ ภายใต้กฎที่กำหนดว่าผู้ชายต้องเรียนโขนเท่านั้น ทำให้เขาได้รู้จักกับโขนครั้งแรก และได้ค้นพบ ‘ตัวตน’ ที่ทำให้เลือกเดินต่อในศิลปะแขนงนี้จวบจนถึงปัจจุบัน

“เมื่อเข้าไปถึง จะมีเสียงรุ่นพี่ซ้อมดนตรี มีรุ่นพี่ซ้อมรำ เป็นภาพที่เราเห็นแล้วเราอยากทำ รู้สึกว่ามันหาที่ไหนไม่ได้แล้ว ที่จะได้อยู่กับสิ่งที่รักทุกวันแบบนี้”

 

เมื่อโชคชะตาลิขิตให้เป็น ‘ยักษ์’

บทบาทที่จะได้รับเมื่อเข้าไปเรียนโขนนั้นขึ้นอยู่กับครูที่สอนเพียงคนเดียว ตั้งแต่ปีแรกที่เข้าไปเรียน โดยใช้เกณฑ์วัดจากรูปร่างหน้าตา เพื่อความเหมาะสมของการออกท่ารำและการแต่งกายเป็นหลัก ซึ่งสกายถูกเลือกให้ไปเล่นเป็นตัวยักษ์

“เรารู้สึกว่าตัวยักษ์ไปทำอย่างอื่นได้ จากนั้นก็เริ่มชอบ แล้วก็เรียนยักษ์มาเรื่อย ๆ เข้าปริญญาตรี ก็เอกโขนยักษ์ ทำงานปริญญาโท ก็เลือกทำทีสิสที่เป็นเกี่ยวกับวิจัยเกี่ยวกับเรื่องตัวยักษ์”

การเข้าเรียนโขนเอง ทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าชมโขนพระราชทาน ความอลังการของการแสดง ผสานกับเทคนิคพิเศษในการเหาะเหินเดินอากาศ ทำให้สกายเฝ้าคอยที่จะได้เป็นส่วนหนึ่ง จนเมื่อช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เขาได้โอกาสจากครูในการไปคัดเลือกเพื่อร่วมเล่นโขนพระราชทานในกรุงเทพ

สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย

“เรารู้สึกว่าเราเป็นเด็กต่างจังหวัด จะสู้เด็กกรุงเทพฯ ได้ไหม เพราะความรู้สึกตอนนั้นคือคนที่เรียนอยู่ส่วนกลางหรือภาคกลางคือโขนแท้ แต่เราไม่ใช่ เลยหวังแค่ว่าอย่างน้อยได้ไปลองออดิชั่น  หรือว่าถ้าได้เล่น แค่ได้เล่นไปเป็นเขนยักษ์ หรือทหารยักษ์ชั้นล่างสุดก็พอแล้ว”

แม้ในครั้งนั้นสกายจะได้รับบทเป็นเพียงเขนยักษ์ แต่นั้นก็เป็นก้าวแรกที่ทำให้เขาได้เห็นเบื้องหลังของการแสดงโขนอย่างใกล้ชิด และตัดสินใจกลับไปคัดเลือกครั้งในปีถัดมา

“ตอนนั้นก็มีโอกาสได้คัดเลือกเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่ชื่อว่า ‘วิรุญมุข’ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวที่มีบทบาทสำคัญ เราตกใจมากเพราะมีเด็กต่างจังหวัดไม่กี่คนที่ได้เข้าไปเล่น ไม่คิดว่ามันจะก้าวกระโดดจากที่เป็นเขนยักษ์มาเล่นเป็นตัวเอกเลย”

สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย

สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย ความสำเร็จที่เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้เขาเกิดความรู้สึกกลัวและเครียดขึ้นมา แต่เขาก็ผ่านมันมาได้ด้วยคำว่าอดทน ฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ เพื่อพาจิตวิญญาณของวิรุญมุข ล่อลวงและถ่วงเวลาทัพของพระราม เปิดโอกาสให้อินทรชิตจับพระลักษณ์จนสำเร็จ ออกสู่เวทีได้อย่างสมบูรณ์

“มันเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย ด้วยคาแรกเตอร์ของตัวละครมันน่ารัก เป็นยักษ์เด็ก ทำให้คนสนใจตัวละคร แล้วก็พลอยสนใจศิลปินเด็กรุ่นใหม่ไปด้วย ตั้งแต่ครั้งนั้นเลยทำให้เราเริ่มมีชื่อในวงการโขน คนก็เริ่มรู้จักเราในฐานะ ‘น้องกายโขนยักษ์’ มาเรื่อย ๆ”

สกายสั่งสมประสบการณ์ในการเล่นโขนพระราชทานมาอย่างต่อเนื่องด้วยความรัก และนั่นก็ส่งผลตอบแทนด้วยการสร้างหนึ่งในประสบการณ์ที่น่าประทับใจที่สุดในชีวิตให้กับเขา

“รู้สึกภูมิใจมากที่สุดเลย น่าจะเป็นครั้งที่เล่นพิเภกสวามิภักดิ์ ตอนนั้นได้ทุนพระราชทานอันดับ 1 ของกลุ่มโขนยักษ์ และได้เล่นเป็นพิเภกซึ่งเป็นตัวละครเอก มันทำให้ทำให้เราเป็นที่รู้จักมากขึ้น ได้รับคัดเลือกให้รับพระราชทานช่อดอกไม้จากกรมสมเด็จพระเทพฯ ด้วย เราไม่คิดว่าเราจะมาถึงจุดนี้ได้”

การพลิกบทบาทจาก ‘น้องกาย’ มาเป็น ‘ครูกาย’

เป็นเพราะความชอบในศิลปะการแสดงอย่างลึกซึ้ง ทำให้เมื่อตอนเรียนปริญญาตรีที่คณะศิลปนาฏดุริยางค์ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ สกายถูกทาบทามจากทางคณะให้เป็นผู้ช่วยสอนในช่วงก่อนจบปี 4 และต่อมาก็ได้ถูกทาบทามเป็นอาจารย์อัตราจ้างหลังจากเรียนจบ

“เรารู้สึกว่ามีความสุขกับการสอน แต่ถ้าเราเป็นอาจารย์แล้วไม่ได้แสดง เราก็ไม่อยากเป็น เรารักในการแสดง ยังอยากขึ้นแสดงอยู่ การที่เลือกเป็นอาจารย์ที่คณะศิลปนาฏดุริยางค์ มันทำให้เราได้แสดงไปด้วย เราก็มีความสุขที่ได้ทำควบคู่กันไป”

สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย ในขณะที่นักแสดงต้องรับผิดชอบแค่เพียงตัวเองเท่านั้น การเป็นอาจารย์กลับต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการดูแลนักศึกษา การเตรียมการสอน หรือเอกสารราชการที่ซับซ้อน 

สกายยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาไม่ค่อยถนัดมากนัก แต่เพราะความสุขที่ได้อยู่กับสิ่งที่รัก และเหมือนได้เห็นตัวเองในลูกศิษย์ จึงทำให้เขาสามารถก้าวต่อไปได้

“พอเห็นพวกเขามันก็นึกย้อนกลับมาเห็นตัวเอง ที่เรียนด้วยความสุข ความตั้งใจมาก และความชอบ ซึ่งพอเราเห็นเด็ก ๆ ที่มีความคล้ายเรา เราก็อยากที่จะเป็นอีกหนึ่งแรงที่ช่วยผลักดันส่งเสริมเขา แล้วก็สนับสนุนเขาอย่างเต็มที่”

จากทั้งบทบาทนักแสดงและอาจารย์ ศิลปะการแสดงไทยนั้นอยู่ติดตัวสกายจนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน นอกจากความรักและมันยังสร้างอาชีพ สร้างชีวิต ให้เขาได้เป็นเขาเฉกเช่นทุกวันนี้จนทำให้กล่าวได้ว่า

“ภูมิใจตลอดเวลาที่เป็นคนโขน”

สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย

โขนไทยยุคใหม่ กับการปรับตัวในโลกดิจิทัล

หากพูดถึงโขนในโลกปัจจุบันแล้ว สกายมองว่าโขนมีการปรับตัวมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการกระชับเวลาการเล่นจากความยาวหลักชั่วโมง ลดเหลือเพียง 10 นาที การนำโขนไปผสมกับศาสตร์อื่น หรือการที่ถูกนำมาแสดงในงานอีเวนต์มากยิ่งขึ้น

แต่แก่นสำคัญในการปรับตัวคือคำถามที่ว่า จะเก็บงานอนุรักษ์ไว้อย่างไรให้มีคุณค่า แต่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

“เราว่าของทุกอย่างมันมีระเบียบ ถ้าภาษาโขนคือมันจะมีจารีต ข้อควรระวังก็คือจะทำอย่างไรให้คุณค่าเหล่านี้ไม่ถูกลดลง เรารู้สึกว่าสิ่งที่ปรับได้คือวิธีการนำเสนอ รูปแบบการแสดง ส่วนเรื่องฟอร์มในการทำหัวโขนหรืออะไรที่คนยุคเก่าเห็นแล้วจะตกใจ ก็ไม่ควรที่จะทำ

“เราเป็นเหมือนคนจากเจนที่อยู่ตรงกลาง คอยประสานระหว่างคุณครูยุคเก่ากับเด็กเจนใหม่ ความจริงแล้วก่อนหน้านี้สัก 4-5 ปี กระแสมันจะแรงกว่านี้ เวลาเอาโขนมาทำอะไรที่ที่โบราณไม่ได้ทำกัน แต่ตอนนี้คุณครูยุคเก่าก็ปรับตัว ไม่ได้ยืนหยัดว่าห้าม ทั้งสองฝั่งค่อนข้างปรับตัวมาเจอกันตรงกลาง ซึ่งก็ว่ากันเป็นงานไป ว่าอะไรที่ทำแล้วช่วยส่งเสริมโขนให้มันดูสูงขึ้น”

สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย อีกทั้งเขายังมองว่าการที่คนส่วนใหญ่กลับมาให้ความกับวัฒนธรรมไทยเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นสไบคู่กับกางเกงยีนส์ การถ่ายรูปคู่กับดอกบัว หรือแม้แต่การแสดงโขน ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นได้เพราะความเป็นไทยไม่ได้ถูกมองว่าโบราณอีกต่อไป แต่กลับมีการนำมาทำให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งการเข้ามาของโซเชียลมีเดียยังทำให้ศิลปวัฒนธรรมไทยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้คนสามารถเห็นสิ่งที่เป็นกระแสได้อย่างรวดเร็ว และทำตามได้อย่างทันท่วงที

อย่างเช่นศิลปะโขนเอง ก็แพร่หลายออกสู่วงกว้างมากขึ้นผ่านโลกอินเตอร์เน็ต เกิดคนกลุ่มใหม่ ๆ ที่อยากชมการแสดง หรือทดลองรำโขนตาม ขณะเดียวกันในโลกจริงก็เกิดสถาบันที่สอนโขนหลายแห่งทั่วประเทศ ทำให้ลบความเชื่อเดิมของสกาย ที่คิดว่าโขนแท้ต้องอยู่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น

“ทุกวันนี้เรากล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าโขนไม่มีวันสูญพันธุ์ ทุกวันนี้โขนเข้าถึงทุกจังหวัด ทุกภูมิภาค ในโซเชียลก็เห็นได้ว่าเด็กตัวเล็ก ๆ มาฝึกโขนกัน

“จากที่มันมีช่วงหนึ่งที่ประเทศเรามองว่าโขนเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์นะ เดี๋ยวมันจะหมดไป มันจะไม่มีคนมาดู มันจะไม่มีคนมาเรียน แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่แบบนั้น”

นอกจากนี้ สกายยังมองว่าการได้รับการขึ้นมรดกโลกจาก ‘ยูเนสโก’ (UNESCO) ในปี 2561 จากการผลักดันของกระทรวงวัฒนธรรม ยังช่วยส่งเสริมคุณค่าและความสำคัญของโขนในฐานะศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยมากยิ่งขึ้น

“หากให้พูดจากประสบการณ์ การแสดงโขนมันเป็นการหลอมรวมศาสตร์ศิลปะของไทย วรรณศิลป์ก็คือเรื่องบทวรรณกรรม ดนตรีก็คือดุริยางคศิลป์ พวกงานหัตถศิลป์ในการทำหัวโขน ศิลปะการทำเสื้อผ้าและฉากต่าง ๆ ก็เป็นงานแบบประณีตศิลป์ทั้งหมด ท่ารำโขนเป็นนาฏศิลป์อยู่แล้ว หรือคีตศิลป์ที่เป็นเรื่องร้องเพลง

“โขนเป็นเหมือนศูนย์กลางที่ที่หลอมรวมเอาศาสตร์ศิลปะของไทยหลาย ๆ แขนงทั้งหมดมาอยู่ในนี้ ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของไทย”

การที่ได้เห็นโขนเป็นที่สนใจมากขึ้นของคนในสังคม แม้ว่าจะทำให้สกายรู้สึกอิ่มเอมใจ แต่เขาก็ยังมองว่าจำนวนของคนที่รู้จักนั้นยังไม่มากพอ ในอนาคต เขาอยากให้ทุกคนในประเทศไทยรู้จักกับโขน และดูโขนได้อย่างรู้เรื่อง เฝ้ารอถึงการประยุกต์แบบใหม่ ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมให้ศาสตร์นี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เขาเชื่อว่าหากใครก็ตามได้ลองมาชมโขนสักครั้ง ‘มนต์เสน่ห์’ ของการแสดงจะส่งต่อความรู้สึกบางอย่างให้กับผู้ชมได้เสมอ และอาจจุดประกายความสนใจให้เกิดขึ้น เหมือนเช่นที่เคยเกิดกับเขาในอดีต

สกาย ญาณวุฒิ: เบื้องหลังหัวโขนยักษ์ และหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับศิลปะไทย เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่หน้าเวทีงานวัด ไปจนถึงเวทีโขนพระราชทาน ทุกก้าวที่ผ่านมาของสกายจึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จ แต่คือร่องรอยการค่อย ๆ เติบโตไปกับสิ่งที่เขารัก จนกลายมาเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิต

“ตอนเด็กมันฝันชัดมาก ว่าจะต้องยืนอยู่ในวงการโขน อยากขึ้นเวทีนี้ อยากเป็นนักแสดงโขนที่มีชื่อ อยากเป็นอาจารย์สอนโขนที่ได้แสดงไปด้วย เราก็ได้ทำแล้ว

“ตอนนี้ภาพไกล ๆ เลยไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ขอแค่อยู่แบบนี้ ขอให้โขนไม่หมดไป ให้มีคนรัก ให้มีคนชอบ ให้มีคนที่อยากที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ หรือมาดูโขนกันมาก ๆ แบบนี้ต่อไป แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว”

 

เรื่อง : สุชานันท์ สหวงศ์เจริญ (The People Junior)

ภาพ : สกาย-ญาณวุฒิ ไตรสุวรรณ