20 เม.ย. 2569 | 16:26 น.

KEY
POINTS
‘สามัญชนที่มีลูกบ้า’ คงเป็นคำจำกัดความของ ‘ดร.ธนกร ศรีสุขใส’ หรือ ‘พี่เล็ก’ ในนาทีนี้ได้ชัดที่สุด
‘พี่เล็ก’ ที่พี่น้องในวงการต่างเรียกขาน ปัจจุบันคือผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กว่าจะหันหัวเรือมาปักหลักที่กองทุนสื่อ พี่เล็กฟื้นฝอยให้เห็นถึงช่องโหว่ แผลถลอก รอยตำหนิ ตั้งแต่ความเดียงสา เรื่องบู๊ ๆ ในรั้วธรรมศาสตร์ การโคจรบนเส้นทางสื่อ จนถึงการชนกระแสคลื่นลูกน้อยใหญ่ตั้งแต่ก้าวย่างสู่เส้นทางผู้บริหารเป็นต้นมา
ที่ผ่านมา การที่เขาต้องเจอโจทย์หินยาก ๆ หลากแขนง ยังเทียบไม่ได้กับการจุดวงจร ‘Media Ecosystem’ หรือ ‘นิเวศสื่อ’ ให้เกิดขึ้น ซึ่งก็คือการสื่อสารของ ‘คน’ ที่สร้างและใช้ ‘สื่อ’ เป็นแกนกลาง ผ่านองค์ประกอบของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย แม้แต่ระบบสังคมและวัฒนธรรม ที่หมุนวนเป็นห่วงโซ่เหมือนระบบนิเวศทางธรรมชาติ หากทุกองค์ประกอบเอื้อต่อกัน ก็จะเกิดระบบนิเวศสื่อที่ดี และยังเป็นเกราะให้คนใช้สื่อถูกทาง
เขาในนามกองทุนสื่อจึงไม่เพียงแค่ออกแรงขับเคลื่อนระบบนิเวศสื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นเชื้อเพลิงที่ช่วยออกแรง ‘ซัพพอร์ต’ คนเล็กจ้อยหรือคนรุ่นใหม่ให้มีลู่ทางสร้างสรรค์ในวงการ และยังตั้งเป้าให้ Content Hub เกิดขึ้นในไทย ซึ่งเชื้อเพลิงเหล่านี้จะมอดดับลงคงไม่ได้เลย
แม้จะยาก หนทางจะยังไกล แต่ความกล้าได้กล้าเสีย การเลื่อนไหลตามสัญชาตญาณ โดยเฉพาะความแน่วแน่ในอุดมการณ์ของ ‘คนทำสื่อ’ ที่ลูกบ้าอย่างเขาตอบรับข้อท้าทายไปจนสุดทาง
“ผมใส่ชุดนี้พอจะได้มั้ย?”
พี่เล็กถามขึ้นอย่างกันเอง เขามาในลุคเรียบ ๆ ด้วยเสื้อคอโปโลแขนสั้นสีดำ สกรีนลายโลโก้ตรงอกซ้าย ตบสูตรด้วยกางเกงสแล็กคู่รองเท้าหนัง
คำตอบมีแต่เสียงหัวเราะแก้เขิน เขาเริ่มรินน้ำใส่แก้วทรงสูงที่พี่แม่บ้านเตรียมไว้ ลองเชิงบรรยากาศให้ไม่อึมครึม ก่อนที่เวลาจะพาพวกเราเคลื่อนผ่านในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า
ในวันวัยของเด็กชายเล็ก เขามีฐานรากอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบครัวทำอาชีพเกษตรกรรมอยู่แถว อ.ถ้ำพรรณรา และเป็นลูกคนสุดท้องของบรรดาพี่น้องทั้งหมด 8 คน
ชีวิตย่อมต้องปากกัดตีนถีบ จนอายุ 16 ปี เขาไปเรียนต่อ ม.ปลายสายศิลป์-ฝรั่งเศส ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศในตัวเมืองนครศรีฯ โดยพักอยู่กับญาติห่าง ๆ ช่วงนั้นยังเริงร่าก๋ากั่นประสาวัยรุ่น กระทั่งสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละเปลาะ
จากคนที่เคยอินกับสายลมแสงแดด เขาก็เริ่มหันมาอ่านหนังสืออย่างหนักในช่วงเรียนปี 1 และร่วมวงเสวนาวิชาการทุกวันอาทิตย์ พอขึ้นปี 2 ก็หันมาอ่านหนังสือปรัชญาเข้าเส้น อย่าง คาลิล ยิบราน, อัลแบร์ กามูร์ และอริสโตเติล โดยเฉพาะบทความชิ้นเด่นของ ศ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อย่าง ‘ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’ ที่พูดถึงคุณภาพชีวิตของสามัญชนในสังคม
หรือหนังสือธรรมะของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) และพุทธทาสภิกขุ ฯลฯ ที่มีส่วนให้เขาชอบการสนทนาธรรมเอามาก ๆ โดยเฉพาะเรื่อง ‘ไตรลักษณ์’ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) จากวันนั้นเขาจึงฝันอยากเปิดคลาสสอนธรรมะพร้อมกับจิบไวน์ไปด้วย!
ในปีเดียวกัน เขายังลงสมัครประธานชมรมโดมทักษิณ และทำกิจกรรมมาตลอด นึกไม่ถึงว่า พ่อหนุ่มผมยาวที่ถือโทรโข่งพูดปาว ๆ เริ่มมีความคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเรียนทางด้านกฎหมายไม่ใช่จริตเอาซะเลย
ซึ่งการหัดตั้งคำถามก็เริ่มต้นมาจากการอ่านหนังสือและเป็นนักกิจกรรมตัวยงนี้เอง
“ในฐานะเด็กบ้านนอก การได้มีโอกาสเข้าเรียนในคณะนิติศาสตร์ คือจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในสถาบันการศึกษาที่สอนให้เราคิดถึงคนอื่นก่อนจะคิดถึงตัวเอง”
“เวลาประโยคทองดังขึ้นในหัวว่า ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน ก็จะรู้สึกอิน มันภาคภูมิใจ แล้วธรรมศาสตร์เป็นมหา’ลัยที่พูดถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม พอเห็นสังคมมีปัญหา เราก็อยากมีส่วนผลักดันปัญหานั้น”
“ประจวบกับตอนเรียนนิติปี 3 รู้ตัวแล้วว่าน่าจะเอาดีทางวิชาชีพกฎหมายไม่ได้ เริ่มตั้งคำถามถึงกฎหมายที่ใช้อยู่ เพราะเราคิดแบบนักสังคมวิทยาทางกฎหมาย (Legal Sociologist) ต่างจากการคิดแบบให้เหตุผลในทางกฎหมาย (Legal Resoning) ที่สอนให้ท่องจำเพื่อเดินตามกฎ ซึ่งถ้ากฎหมายไม่เป็นธรรม เราก็จะตกเป็นเครื่องมือของความไม่เป็นธรรมด้วยสิ”
หลังจากนั้นเขาหันเหไปฟังเลกเชอร์ที่คณะรัฐศาสตร์บ่อยครั้ง จนถูกโฉลกกับอาจารย์เสน่ห์ จามริก หรืออาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ แล้วค่อย ๆ ห่างเหินการเรียนนิติ เอาแค่อ่านหนังสือสอบ และลุยทำกิจกรรมในรั้วมหา’ลัยตั้งแต่ปี 2 ยาวไปจนถึงปี 4 ในขณะเดียวกับที่เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวเริ่มทยอยเรียนจบไปในที่ทางของตัวเองทีละคน
แต่ทุกอย่างมีจุดสิ้นสุด เขาเรียนจบคณะนิติในเวลา 5 ปีครึ่ง และประโยคทองที่ว่า “เพราะธรรมศาสตร์สอนให้รักประชาชน” คงเป็นคำตอบเดียวที่มีติดตัวและทำให้เขากล้าตั้งคำถามเรื่อยมา
อันที่จริง ก่อนจะเรียนจบ เขาเคยสมัครงานเป็นนักข่าวประจำอยู่ที่โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ ในยุคของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเพิ่งเริ่มก่อตั้ง ซึ่งมีอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ เป็นบรรณาธิการในสมัยนั้น
พอเรียนจบใหม่หมาด ก็กลับมาถามตัวเองว่าจะไปต่อทางไหนได้อีก คำตอบก็ยังวนอยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชน เพราะได้คิดและได้ตั้งคำถามตามความถนัด
“จำได้ว่าช่วงนั้นเราอยู่ในยุคที่เศรษฐกิจบูมมาก และ ‘สื่อ’ เป็นหนึ่งในนั้นที่ทำให้เศรษฐกิจโต เพราะทุนนิยมทางเศรษฐกิจเบ่งบาน สื่อก็เบ่งบานด้วย ทั้งโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ ฯลฯ เราก็เลยคิดว่าไปทำสื่อดีกว่า การทำสื่อดีตรงที่เปิดโอกาสให้เราได้ตั้งคำถาม ได้ตรวจสอบ ได้เข้าไปดูปัญหาต่าง ๆ” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงสนุก
ในหมู่มิตรสหายที่ชิดเชื้อ ว่ากันว่าพี่เล็กถึงกับนิยามอุดมการณ์ว่า “งานสื่ออยู่ในสายเลือด” หรือในช่วงให้สัมภาษณ์เอง เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ “คนทำสื่อคือคนจนผู้ยิ่งใหญ่” อย่างนั้นโต้ง ๆ
เขารักอุดมการณ์นี้ยิ่งยวด เพราะงานสื่อทำให้เขากล้าตั้งคำถามต่อ ‘สังคม’ ด้วยประเด็นของ ‘คน’ ไม่จบสิ้น และได้ปลดล็อกเรื่องชนชั้นทางสังคม ทั้งการเข้าสังคมหรือคบเพื่อนสมัยเรียนที่ธรรมศาสตร์
“อาชีพสื่อเข้าแล้วออกยาก เป็นอาชีพของคนจนผู้ยิ่งใหญ่ เพราะการทำงานในวงการสื่อมวลชน ผลลัพธ์อาจไม่ใช่ค่าจ้างเสมอไป แต่ความจริงแล้วต้องมีจริต ต้องมีรสนิยม เรียกให้หรูคือเป็นอาชีพที่ทำให้เราได้ตอบสนองความต้องการในเชิงอุดมคติหรืออุดมการณ์ของเราได้”
“สำหรับผม ถ้าได้รับคำชมว่างานเขียนดี อ่านแล้วลุ่มลึกมาก ก็จะรู้สึกภูมิใจ มันไม่ใช่ลาภยศ-สรรเสริญ แต่มันคือความสุขที่ภาคภูมิใจในชิ้นงาน หรือเราได้มีส่วนช่วยแก้ปัญหาให้คนอื่น มันก็เป็นน้ำหล่อเลี้ยงในการทำงานให้เรา”
ความจริงแล้ว แนวคิดเรื่องการแก้ปัญหาและอยากผลักดันสังคม เขายังได้แรงบันดาลใจมาจาก ดร.แสวง รัตนมงคลมาศ สมัยเรียน ป.โท พัฒนาสังคมฯ ที่ม.นิด้า ในบทบาทงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน รวมถึงแนวคิดเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองจาก อ.ดร.ณรงค์ อาศนสุวรรณ์ จากนั้นก็เลยตามอาจารย์ณรงค์ไปเรียน ป.โท เศรษฐศาสตร์การเมือง ที่จุฬาฯ (ใช่, เขาเรียนต่อ ป.โท 2 ใบรวด)
ที่นั่นเขายังได้พบปะกูรูด้านเศรษฐศาสตร์เยอะแยะ เช่น ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์, ศ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร, รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ เป็นต้น ซึ่งการได้พบปะกูรูเก่ง ๆ ในสมัยนั้นถือเป็นกำไรและได้พักเบรกเรื่องหนัก ๆ ไปในตัว
กระทั่งมาถึงช่วง ‘รอยต่อ’ ชีวิตที่ได้ทดสอบฝีมือบนเส้นทางใหม่ ๆ เริ่มมีครอบครัว เป็นคุณพ่อของลูก ๆ สบโอกาสได้ไปช่วยธุรกิจในเครือญาติอยู่บ้าง ก็ทำให้เขาทบทวนถึงชีวิตการเป็นนักข่าว (ที่น้อยคนจะเติบโต) และเส้นทางในแวดวงสื่อ คงพูดได้ว่าเป็นช่วงที่กำลังค้นหาตัวเองครั้งใหญ่ ทั้งอยากจะเป็นอาจารย์สอนหนังสือ หรือคิดจะทำงานในวงการสื่อที่ต่อยอดไปอีกได้
การต่อยอดต้องมีต้นทุน นั่นคือต้นทุนทางประสบการณ์งานสื่อกว่า 30 ปี ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ในบริษัทสื่อชั้นนำของไทยหลายแห่ง ซึ่งคำว่า ‘ต้นทุน’ สำหรับเขาสำคัญมากพอที่จะก้าวสู่ตำแหน่งการงาน เพราะยิ่งมีต้นทุนด้วยตัวเอง ก็จะทำงานได้โดยไม่เป็นที่พึ่งใคร
จนเมื่อปี 62 ขณะกำลังรับงานเสริม, เรียนต่อ ป.เอก เขาตัดสินใจลงสมัครบอร์ดผู้บริหารของ กสทช. จนได้รับคัดเลือกเป็นว่าที่กรรมการ 1 ใน 14 คน ที่ส่งไปให้วุฒิสภาคัดเลือก
“ช่วงรับจ๊อบและเรียนต่อ ป.เอก สื่อสารมวลชนที่ธรรมศาสตร์ ก็มีรุ่นพี่ กสทช. ชวนไปสมัครบอร์ดผู้บริหารใน กสทช. จำได้ว่ารุ่นผมสมัครไป 86 คน จาก 86 คน คัดจนเหลือ 14 คน”
“แล้วผู้ใหญ่ก็ให้โอกาสไปเป็นทีมที่ปรึกษา (อนุกรรมการ) ได้เห็นกลไกการทำงานของ กสทช. ทะลุปรุโปร่ง ตั้งแต่การกำหนดประเภทฯ การเรียกคืนคลื่นความถี่และเยียวยาคลื่นความถี่ 700 MHz ซึ่งตอนที่ผมเรียน ป.โท ที่จุฬาฯ ผมทำหัวข้อวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นฯ เลยเอามาใช้เป็นพื้นฐานความรู้ใน กสทช. ได้พอสมควร” เขาอธิบาย
หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 63 เขาลงชิงตำแหน่งผู้จัดการกองทุนสื่อด้วยเหตุผลอยากพัฒนาสื่อไทยในทางที่ดี จนถึงจังหวะลมเปลี่ยนทิศ เขาก็ได้รับตำแหน่งผู้จัดการกองทุนสื่อสมัยที่ 1 ในปีเดียวกัน เท่ากับการเข้ามาซัพพอร์ตด้านสื่ออย่างเป็นทางการ และได้เข้ารับการต่อสัญญาสมัยที่ 2 เมื่อปี 67
ตั้งแต่เป็นผู้กุมบังเหียน การลองผิดลองถูกด้านการบริหารงานไม่เคยมีคำว่าง่ายในพจนานุกรมของพี่เล็ก แน่นอนเขามีของในด้านงานสื่อ ส่วนด้านการบริหารส่วนใหญ่ใช้วิธีครูพักลักจำ และ ‘สังเกตการณ์’ ทักษะของคนทำงานด้านนี้โดยการวิเคราะห์ แล้วสังเคราะห์วิธีการนั้นมาใช้ในแบบของตัวเอง
ส่วนทักษะสำคัญที่ได้นำมาใช้คือ หนึ่ง พื้นฐานความรู้เรื่องสื่อ สอง พื้นฐานความรู้เรื่องกฎหมาย สาม ความรู้เรื่องระบบราชการหรือการบริหารงานในหน่วยงานภาครัฐ สามข้อนี้ที่ทำให้เขาเข้าใจเรื่องการบริหารงานมากที่สุด
“ผมจะศึกษาจุดแข็ง-จุดอ่อน ผมจะวิเคราะห์และถอดบทเรียนด้วยวิธีครูพักลักจำว่าอะไรวัดความสำเร็จ อะไรทำให้ล้มเหลว ทำไมตัดสินใจแบบนี้ แล้วถ้าเป็นผมจะตัดสินใจแบบไหน มีปัญหาขัดแย้งจะแก้ยังไง เราเรียนรู้จากตรงนี้เยอะมาก”
“ซึ่งความเป็นจริงของการบริหารจัดการ เบอร์หนึ่งที่เก่งและแกร่งจะทำให้เบอร์รองลงมาอ่อนกำลัง เพราะทุกอย่างจะเบ็ดเสร็จอยู่ที่เบอร์หนึ่ง ทำให้การปั้นทีมและบริหารทีมยาก วิธีการของผมคือ ถ้ามีปัญหาจะฟังรอบด้านก่อน พอได้ข้อมูลรอบด้านก็ให้ผู้เกี่ยวข้องมานั่งถกร่วมกัน ใช้กลไกในที่ประชุมเค้นปัญหา ก่อนตัดสินใจว่าจะทำยังไง แล้วเราจะเป็นผู้บริหารที่ให้ความเป็นธรรมได้กับทุกคน” เขาชี้แจงด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แต่ปีแรกของการนั่งเก้าอี้ผู้จัดการกองทุนสื่อ ท่ามกลางความเชื่อและอุดมการณ์ที่มี เขาเจอกับวิกฤตแผลถลอกหลายอย่าง
วิกฤตแรก สอบตก KPI’s เพราะจัดสรรงบเงินทุนหลายร้อยล้านบกพร่อง
วิกฤตสอง โดนประท้วงหน้าหอศิลปกรุงเทพฯ ด้วยข้อพิพาทกับกลุ่มองค์กรไม่แสวงผลกำไร
วิกฤตสาม กรณีดราม่า พ.ร.บ. กองทุนสื่อ, ปัญหาการบริหารงานภายนอกร่วมกับองค์กรทางกฎหมาย
และอีกสารพัดวิกฤต ซึ่งเขาบอกว่า ถึงอย่างไรก็ต้องยืนยันเจตนาที่แท้จริง สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือ กางหลักเกณฑ์และวิธีการให้เห็นชัดเจน รวมถึงตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการที่รองรับการตรวจสอบได้
“ปีแรกที่ผมเข้ามาเป็นผู้จัดการกองทุนสื่อ ด่านแรกที่เจอคือต้องจัดสรรงบเงินทุนให้ได้ภายใน 3 เดือน สรุปว่าจัดสรรไม่ได้ สอบตก KPI’s เรื่องประสิทธิภาพการเบิกจ่าย เราเสียเวลาปีแรกไปกับเรื่องพวกนั้นเยอะ จนต้องเชิญผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกฯ (สปน.) มาเซตระบบให้ใหม่”
“เราเจอมาสารพัด และปัญหาเยอะ อย่างเรื่องงบประมาณถ้ามีหลักเกณฑ์และกติกาชัดเจนก็ตอบคำถามสังคมได้ คิดว่าการเตรียมหลังบ้านให้พร้อมต้องใช้เวลา ส่วนความพอใจไม่พอใจนั้นอีกเรื่องหนึ่ง”
ทุกข้อท้าทายแค่ ‘ใช้เวลา’ ประคับประคองคงไม่เกินจริง
สุดท้ายแล้ว การจัดการสารพัดวิกฤต อย่างแรกที่กองทุนสื่อพอจะแก้ได้คือการผลักดันนโยบายของกองทุนเพื่อขอเงินจัดสรรจากภาครัฐมาสนับสนุนเป้าหมายต่าง ๆ เช่น การสร้างระบบนิเวศสื่อที่ต่อยอดไปสู่ Content Hub ในไทย
“เราพยายามที่จะผลักดันนโยบายและทลายทุกข้อจำกัด ซึ่ง กสทช. จะเป็นผู้อนุมัติเงินงบประมาณ แต่ความยากคือ คนในภาครัฐไม่ค่อยเห็นผลงานในกองทุน แต่ช่วงหลังผลงานออกมาเยอะ เพราะกองทุนจะเข้าไปชี้แจงในวุฒิสภาทุกปี หลายคนก็เริ่มรู้จักมากขึ้น”
“แต่มีอีกปัญหาคือ รัฐบาลอยากสนับสนุนในเชิงงบประมาณ เพื่อให้เราขยายสเกลงานใหญ่ขึ้น แต่ปรากฏว่ายังติดข้อกฎหมายอยู่ ผมบอกกับน้อง ๆ ว่าอย่าเพิ่งท้อใจ ถ้าจำเป็นต้องแก้กฎหมายก็ต้องแก้ ที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องแสดงความพร้อมว่าเราเป็นองค์กรที่มีคุณภาพ และพร้อมรับนโยบายในการทำงานที่ใหญ่ขึ้น”
“ตอนนี้มีกฎหมาย พ.ร.บ. กองทุนสื่อปี 58 เป็นกองทุนหมุนเวียนเงินนอกงบประมาณ ซึ่งถ้าเรามีรายได้ก็เอาเงินมาบริหารจัดการได้ เลยคิดว่าหลังจากนี้จะไปคุยเรื่องงบประมาณกับ กสทช. ให้กำหนดสัดส่วนตัวเลขชัดเจนเพื่อที่เราจะได้เติบโตขึ้น และนำงบประมาณไปให้ผู้ที่ต้องการทำงานสื่อสร้างสรรค์ได้มากขึ้น”
“ขณะเดียวกัน เรามีผลงานที่พอจะตอบสนองนโยบายรัฐบาลได้ เช่น การสร้างมูลค่าจากต้นทุนทางวัฒนธรรม เทคโนโลยี หรือทรัพย์สินทางปัญญา แต่ติดที่กฎหมายระบุว่ารัฐบาลจัดสรรงบมาให้เราไม่ได้โดยตรง”
“อีกจุดหนึ่งคือหลักเกณฑ์ที่จะทำให้สังคมเข้าใจว่า การจัดสรรงบหรือการพิจารณาให้ทุนมีการตรวจสอบได้ บางเรื่องถูกจำกัดอยู่ในช่วงของการแก้กฎหมาย สิ่งจำเป็นคือการสร้างผลงานเป็นรูปธรรม เพื่อนำไปสู่ Content Hub และบทบาทสำคัญอื่น ๆ ของกองทุนในเฟสต่อไป”
ทั้งที่จริง ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า นอกจากนโยบายสำคัญของกองทุนพัฒนาสื่อ นั่นคือ การขับเคลื่อนระบบนิเวศสื่อเพื่อให้คนเข้าใจการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์แล้ว แต่ยุทธศาสตร์สำคัญอีกอย่างคือ การส่งเสริมศักยภาพผู้ผลิต อย่างคนเล็กคนน้อย เยาวชน หรือคนหน้าใหม่ที่อยากจะเริ่มต้น และการทำให้เกิดนิเวศสื่อ (Media Ecosystem) เป็นเรื่องจริงจัง
ซึ่งระบบนิเวศสื่อย่อมมีบทบาทต่อสังคมในหลายมิติ ข้อยืนยันนี้มาจากการได้ทำวิทยาพนธ์ในช่วงที่เขาเรียน ป.โท และ ป.เอก คืองานวิชาการที่เกิดการ ‘ตั้งคำถาม’ เกี่ยวกับบทบาทของสื่อในไทย และการค้นพบข้อมูลข่าวสารในแถบอาเซียนที่มีประเด็นหลากหลาย ทั้งเรื่องสังคม การเมือง วัฒนธรรม แต่สื่อไทยกลับให้ความสำคัญกับด้าน ‘เศรษฐกิจ’ เป็นหลัก
“ผมอยากฉายภาพให้เห็นว่า กองทุนเรามีเป้าหมายการทำงานในด้านมิติทางด้านสังคม อย่างเด็กและเยาวชน เราต้องหนุนเสริมให้มีทักษะในการใช้ ‘สื่อ’ ให้รู้เท่าทันสื่อในชีวิต เราต้องการให้มีสื่อดี ๆ โดยเฉพาะสื่อที่ขาดแคลนในระบบตลาด เช่นสื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ที่จะส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมผ่านระบบนิเวศสื่อ”
“แต่เมื่อพูดถึงระบบนิเวศสื่อ เราจึงต้องยกเครื่องกฎหมายใหม่มากำกับแพลตฟอร์มเนื้อหาจริงจัง อย่างในยุโรปมีกฎหมายพระราชบัญญัติบริการดิจิทัล (DSA) เกี่ยวกับการดูแลเนื้อหาตั้งแต่ปี 65 เพราะอย่างที่บอกว่าภูมิทัศน์สื่อออนไลน์เปลี่ยนไปเยอะ ‘สื่อ’ จึงสำคัญสำหรับ ‘เด็ก’ หรือกลุ่ม ‘ผู้สูงอายุ’ การรู้เท่าทันสื่อจะทำให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์หรือเฟกนิวส์ ซึ่งทุกวันนี้มีเยอะมาก”
นั่นเลยทำให้กองทุนสื่อผลักดันระบบนิเวศสื่อในเชิงบวก ด้วยการดึงองค์กรเอกชนขนาดใหญ่เข้ามาป้อนทุน ผ่านผลงานของกลุ่มคนทำสื่อหน้าใหม่ เช่น เด็ก เยาวชน บุคคลทั่วไป ศิลปิน แม้แต่ผู้พิการ ซึ่งกลุ่มนี้เริ่มทดลองเมื่อปี 68
หรือกลุ่มคนที่สร้างอิมแพ็กในวงกว้างได้ เช่น ผู้ประกอบการ (ที่ต้องพิจารณาจากผลประกอบการ) และมีผลงานเผยแพร่ในช่องทางออนไลน์ รวมถึงทุนจากโครงการขนาดใหญ่ที่ดึงพาร์ตเนอร์มาร่วมทุนในอนาคต แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา
พี่เล็กอธิบายต่อว่า หลังจากที่กองทุนสื่อได้ป้อนทุนให้แก่กลุ่มทุนหน้าใหม่ไปแล้ว จากนั้นจะมีการประเมินกลุ่มเป้าหมายต่อไป เช่นกลุ่มทุนเชิงพื้นที่ (กลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับทุนชุมชน) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนในต่างจังหวัดมากขึ้น
แต่คาดการณ์ในอนาคตว่า กลุ่มทุนเชิงพื้นที่จะกำหนดเรื่องผลลัพธ์ ผลผลิต การเผยแพร่ผลงานโดยมีการวัดผลตาม KPI’s หรืออย่างทุน SME ทางยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนผู้ประกอบการ ก็จะมีการประเมินที่หลากหลายในรูปแบบคอนเทนต์ตามมาด้วย
ส่วนในแง่ของคอนเทนต์ไม่เจาะจงแค่เฉพาะบทความเพียงอย่างเดียว เพราะกฎหมายที่เขียนไว้ใน พ.ร.บ. กองทุนสื่อปี 58 นิยามสื่อได้ ‘ทุกรูปแบบ’ อยากจะทำหนังสักเรื่องแล้วนำไปฉายที่ต่างประเทศก็ได้ แต่ต้องมีการเซ็นยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร และเรื่องของผลตอบแทนก็จะได้รับระหว่างกองทุนสื่อและผู้รับทุนกันครึ่งต่อครึ่ง
“หนังที่นำไปฉายในโรงเดือนที่แล้วผมเซ็นรับรองรายได้ราวหลักแสน อย่างเรื่องพระร่วง แต่ใช่ว่าถ่ายทำเสร็จแล้วจบเลย ยังมีการเอาไปฉายตามเทศกาลในต่างประเทศต่อได้ แต่ด้วยเม็ดเงินที่น้อยและผู้ประกอบการยังไม่หลากหลาย พอเห็นหนังเรานึกออกเลยว่าจะมีใครเป็นผู้กำกับ ก็จะวนอยู่แค่นั้น”
“ดังนั้น ถ้ากองทุนสื่อจะส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เราจะส่งเสริมเรื่อง ‘คน’ ความเป็นไปได้คือการจับมือกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แล้วกองทุนจะเป็น Facilitator ให้ผู้กำกับ แต่งานที่ลงทุนกับคนเหมือนเป็นการวัดผลเชิงนามธรรม ในขณะเดียวกันก็วัดกันในเชิงรูปธรรมได้ เช่น ถ้าปีนี้ลงทุนสร้างผู้กำกับ 50 คน จะต้องมีการเทรนนิ่ง หรือให้ผลิตชิ้นงานสักชิ้น เจ๋งไม่เจ๋งค่อยดูกันอีกที แล้วค่อยไปวางแผนในอนาคต”
“เพราะงานกองทุนจะเริ่มมีการฝึกอบรมเรื่องคนให้เข้ามาอยู่ใน Media Ecosystem หรือระบบนิเวศสื่อ เราอยากได้สื่อดีเราต้องสร้างเอง ต้องเริ่มด้วยการสร้างบุคลากร เพราะกว่าจะได้หนังดี ละครดี การ์ตูนดี ก็ต้องสร้างโอกาส เหมือนหว่านต้นกล้าลงดิน รดน้ำใส่ปุ๋ยให้ผลิดอกออกผล แล้วเข้าสู่โรงงานแปรรูปส่งขายสินค้าวัฒนธรรม ถ้าทำได้แบบนี้ระบบนิเวศของสื่อจะเกิดขึ้นจริง”
“แต่ทุกวันนี้ระบบนิเวศสื่อ (ที่ดี) ทำยาก ยกตัวอย่างเด็กที่เลือกรับชมเฉพาะคอนเทนต์ที่ถูกจริต แล้วก็กลายเป็นซึมเศร้า 70-80 เปอร์เซ็นต์ นี่เรื่องใหญ่มาก เป็นผลกระทบจากสื่อที่ต้องเริ่มถกกันระดับนโยบาย หรือในสถานศึกษาก็ต้องจำกัดและมีกฎหมายควบคุม” พี่เล็กย้ำหนักแน่น
ในอีกฝั่งของเอไอ สื่อที่ช่วยแก้ปัญหาและยังกลมกลืนไปกับวงจรชีวิตคนอย่างมหาศาล ก็เหมือนกับอาวุธทำลายล้างอย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน หากผู้ใช้สื่อรู้ตัวช้าอาจตกอยู่ในวงจรของผู้ไล่ล่าทางความคิดอย่างเอไอได้
“เราต้องระมัดระวังเอไอ เพราะเอไอไม่ใช่มนุษย์ และเอไอสร้างความเป็น ‘มนุษย์’ ให้ไม่ได้ ต้องยอมรับว่าการประมวลผลข้อมูลอาจจะดีระดับหนึ่ง แต่เอไอตัดสินใจในเหตุสุดวิสัยยาก เราต้องรู้เท่าทันเอไอ ควรจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาคอนเทนต์ที่เหมาะสม เหมือนอย่างจีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา ที่เขาไปไกลมากแล้ว”
“ซึ่งคอนเทนต์จากเอไอควรต้องผ่านการกำกับดูแลแพลตฟอร์มในทางกฎหมาย ส่วนคอนเทนต์อินเตอร์ฯ ที่อยู่ภายใต้แพลตฟอร์มของไทยก็ควรมีการลงทุนจาก กสทช. หรือดีอี (กระทรวงดิจิทัลฯ) ให้ลงทุนเถอะ ขณะเดียวกันต้องกำหนดการใช้เอไอที่ ‘อาจ’ ทำให้เกิดโทษ และต้องมีบทลงโทษชัดเจน ถึงเวลาแล้วที่จะจริงจังกับเรื่องนี้”
เขายังย้ำความไปถึงรัฐบาล ว่าเอไอยังเป็นเรื่องใหญ่ ควรมีมาตรการชัดเจนในการตรวจสอบเนื้อหาคอนเทนต์หรือสื่อให้มีมาตรฐาน เพื่อโอกาสในการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ที่เชี่ยวชาญด้านการสร้างแอนิเมชั่นเอไอจากต่างประเทศ หรือนำคอนเทนต์ไทยไปสากล
นั่นก็เพราะ ‘คน’ ทำคอนเทนต์ในไทยมีความสามารถเยอะมาก ซึ่งคนที่ตั้งใจทำงานสื่อที่ดีด้วยความคิดเชิงอุดมการณ์ยังมีอยู่ และสื่อมวลชนที่รับผิดชอบต่อสังคมยังเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เขาเชื่ออย่างนั้น
อย่างไรก็ตาม การสร้างแวดล้อมสื่อที่ดียังคงเป็นเรื่องที่ต้องทำ ที่แน่ ๆ ความหวังอาจจะตกไปอยู่ที่คนทำสื่อรุ่นใหม่ แต่ประเด็นหลักคือ การตกผลึกทางความคิดในทางสร้างสรรค์สำหรับบางคนยังเป็นเรื่องยาก พี่เล็กเลยมองว่า อย่างน้อย ๆ คนคิดจะทำสื่อต้อง ‘มองเห็น’ ด้านดีใน ‘สังคม’ ให้ได้สักเรื่องยังดี
ซึ่งข้อสำคัญแรก คนทำสื่อควรจะเรียนรู้โลก ถ้าไม่รู้เรียนรู้โลกก็ไม่รู้จักชีวิต เป็นข้อสัจธรรมของคนทำสื่อ ก็คือการหยิบบางอย่างในโลกความเป็นจริงออกมานำเสนอ
สำหรับเขา การเรียนรู้โลกที่ใหญ่ที่สุดคือความเป็น ‘ไตรลักษณ์’ นั่นคือ ‘เหตุ’ ที่มนุษย์หรือธรรมชาติสร้างขึ้น เหตุปัจจัยเหล่านี้จะนำไปสู่การมองเห็นปัญหาเพื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้โลกใบนี้ที่ไม่เคยง่าย
นอกจากเรียนรู้โลกด้วยเหตุปัจจัยแล้ว การ ‘รู้จักตนเอง’ ก็สำคัญ อย่างการรู้ว่าตัวเราชอบที่จะทำสื่อในรูปแบบไหน ซึ่งคนที่คิดจะทำสื่อให้สนุกได้จริงนั้น การนำเสนอ ‘เนื้อหา’ จะเป็นตัวชี้วัดว่าเรามองเห็น ‘โลก’ ในมุมมองแบบไหนได้เช่นกัน และคนทำสื่อต้องเข้าใจด้วยว่า เนื้อหาข่าวสารจะส่งผลกระทบต่อสังคมไม่ทางบวกก็ทางลบด้วยเสมอ
หรือหากทำสื่อแล้วอยากเป็นแรงจูงใจให้คนอื่นมองเห็นด้านที่ดีในสังคมอย่างน้อยสักเรื่องหนึ่ง นั่นเท่ากับได้เข้าใจมุมมองทางสังคมแล้ว เหล่านี้คือสิ่งที่คนทำสื่อต้องเรียนรู้โลก ช่างสังเกต เป็นนักค้นคว้า นักอ่าน นักคิด นักวิพากษ์ นักวิเคราะห์ แต่ก็ไม่อวดรู้
ในทางกลับกัน เขาทิ้งทวนว่า หากมองเห็นแต่ด้านที่แย่ในสังคม ก็ต้องย้อนกลับมา ‘ตั้งคำถาม’ ต่อว่า แล้วเรามองเห็นทางออกนั้นบ้างหรือไม่?
จนถึงวินาทีที่เครื่องอัดเสียงหยุดทำงานก็แทบไม่อยากเชื่อว่า พ่อหนุ่มผมยาวในรั้วธรรมศาสตร์หลายสิบปีก่อน คนที่เคยตั้งคำถามกับตัวเอง คนทำสื่อด้วยอุดมการณ์เขี้ยว ๆ คนที่มีลูกบ้าจัด คนสามัญใจนักเลง ก็คือคนเดียวกับผู้ใหญ่ใบหน้าเปื้อนยิ้มที่โบกมือลาหย็อย ๆ ไปเมื่อไม่นาน
เรื่อง: ศรีวลี หลักเมือง
ภาพ: ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม
อ้างอิง :
https://www.thaimediafund.or.th,
Small Talk คุยเรื่อง (ไม่) เล็กกับคนชื่อเล็ก โดย ชรินทร์ แช่มสาคร,
สื่อแวดล้อม นิเวศสื่อที่ดีเพื่อส่งเสริมสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดย ชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา การดา ร่วมพุ่ม มาโนช ชุ่มเมืองปัก คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต สนับสนุนการจัดพิมพ์โดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์