09 มิ.ย. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
วงร็อกหลายวงไม่ยอมแก่ตามอายุ The Rolling Stones ยังออกทัวร์ในวัยแปดสิบ AC/DC ก็ยังขึ้นเวทีกันอยู่ เพราะเอาเข้าจริง ‘ร็อกแอนด์โรล’ อาจไม่ใช่เรื่องของอายุ อีกทั้งในขณะเดียวกัน ในตัวมันเองก็ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของแนวเพลงด้วย มันเป็นวิถีชีวิตแบบหนึ่งเสียมากกว่ามากกว่า เมื่อตั้งโจทย์เช่นนั้นแล้ว จะสามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า จิตวิญญาณ ‘ร็อกแอนด์โรล’ เป็นสิ่งที่ตัวของใครผู้นั้นกำหนดด้วยตัวเอง โดยไม่สัมพันธ์ผูกโยงอยู่กับอายุหรือหน้าที่การงาน
หรือกล่าวให้ง่ายกว่านั้น ใครก็ตามก็ล้วนสามารถมีวิถีชีวิตและจิตวิญญาณแบบร็อกแอนด์โรล ขึ้นอยู่กับเส้นทางที่เลือกเดิน
ในมุมหนึ่ง ร็อกแอนด์โรลเองก็คงไม่ต่างจาก ‘หมาป่า’ ที่ธรรมชาติของมันนั้นดุ ดิบ หิวกระหาย และไม่เคยยอมให้ใครจับมาเลี้ยงให้เชื่อง เฉกเช่นเดียวกับวงร็อกไทยวงหนึ่งที่ไม่เพียงก้าวเดินด้วยวิถีและความเชื่อแบบร็อกแอนด์โรล แต่ยังสร้างสรรค์ผลงานผ่านสิ่งที่พวกเขาเชื่ออย่างหนักแน่น ดั่งหมาป่าคะนองศึก นามของพวกเขาคือ ‘The Young Wolf’
เป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษกับเฮือกหายใจในชื่อวงนี้ แต่เส้นทางที่ว่าก็ได้พาพวกเขามาไกลเกินฝัน จากวงอินดี้ที่ถ่าย MV กันแบบกองโจร มาวันนี้ The Young Wolf ได้มีเพลงไปประกอบภาพยนตร์และซีรีส์ เคยได้ Ryan Tedder แห่ง OneRepublic มาช่วยทำเพลง เพิ่งเซ็นดีลออกอัลบั้มไวนิลกับค่ายในอเมริกา และมียอดผู้ติดตามที่พุ่งจากหลักร้อยไปแตะหลักแสนภายในเวลาไม่กี่ปี ทั้งหมดนี้ดำดเนินอยู่บนแนวเพลงที่หลายคนเคยบอกว่า “ขายยาก" มันคือเรื่องของวงที่พิสูจน์แล้วว่าความเชื่อแบบหมาป่าหนุ่มสามารถพาพวกเขาไปได้ไกลเพียงไหน
The People ได้นั่งลงคุยกับสี่ในห้าสมาชิกของวง ได้แก่ ‘โจ - โจนาธาน วสันต์ สิทธิสา’ นักร้องนำเสียงทรงพลังผู้เป็นทั้งหัวใจและสมองของวง, ‘เพชร - พชร รุ่งเรืองสมบัติ’ มือกีตาร์คู่บุญผู้อยู่กับโจมาตั้งแต่วันแรก, ‘นนท์ - วริทธิ์ วิถุนัด’ มือกีตาร์สายปั่นที่เข้ามาเติมไฟให้วงในวันที่ทุกคนเริ่มหมดแรง และ ‘เติ้ล - สหรัฐ เรืองสุวรรณ’ มือกลองที่เคยเป็นโปรดิวเซอร์ให้วงก่อนจะก้าวมานั่งหลังชุดกลองเอง (ส่วนอีกหนึ่งคน ‘สอง - ณณฐ พัฒน์ช่วย’ มือเบสสายพังก์ ไม่ได้มาร่วมวงสนทนาในวันนี้ แต่ชื่อของเขาวนเวียนอยู่ในบทสนทนาตลอด)
ในวาระล่าสุด The Young Wolf เพิ่งปล่อยซิงเกิล The Queen (of my heart) หนึ่งในชุดเพลงที่เล่าด้วยคอนเซปต์ไพ่ ต่อจาก The King และ The Jack ถ้าสองเพลงก่อนคือความเดือดและร้อนแรง The Queen เป็นเพลงรักจังหวะช้าที่นุ่มนวลเคล้ากลิ่นคันทรีที่บอกเล่าเรื่องราวการจำนนต่อความรักด้วยหัวใจของตัวเอง
บทสนทนาครั้งนี้จึงได้พาเราย้อนดูรากทางดนตรีของแต่ละคนตั้งแต่คาราบาวยัน Led Zeppelin, เบื้องหลังคอนเซปต์อัลบั้มที่เล่าด้วยภาษาของไพ่หนึ่งสำรับ, ความหมายของการเป็นนักดนตรีในยุคที่ทุกอย่างผวนผันอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงนิยามของร็อกแอนด์โรลในแบบฉบับของพวกเขา…
“ตอนอายุ 65 Young Wolf ก็ยังเป็น Young Wolf
มันยังคงเป็นพลังงานแบบวัยรุ่นอยู่
เหมือนเราดู Rolling Stones ที่อายุแปดสิบกว่า
แต่ยังเป็นหินกลิ้งอยู่ทุกวันนี้”
— โจนาธาน
The People : ช่วงนี้บรรยากาศการทำงานเป็นอย่างไร?
โจ: ช่วงนี้เราอัดเพลงกัน เข้าสตูดิโอทำเพลงใหม่ หลังจากเพลง The Queen ก็มีต่ออีก 2 เพลง ผมรู้สึกว่ามันเป็นความรู้สึกที่ควรจะเป็นแบบนั้น คือทำเพลง ทัวร์ ทำเพลง ทัวร์ เหลือแค่อยากให้ได้ทัวร์เยอะกว่านี้
The People : ลูปแบบนี้เป็นมานานหรือยัง?
โจ: จริง ๆ จะพูดเต็มปากก็ไม่ได้ เพราะวงเราไม่ได้มีทัวร์เยอะขนาดนั้น ด้วยแนวเพลงด้วย แต่เวลาเราเข้าสตูดิโอที มันเหมือนได้สร้างแรงบางอย่าง ได้ทำอะไรร่วมกัน พอบางทีร้างไปนาน เราก็เหมือนขาดพลังในการทำงานด้วยกัน การมีตารางว่าวันนี้ต้องเข้าห้องอัดนะ มันเลยรู้สึกดี
นนท์: เหมือนแคมปิงครับ ได้เจอเพื่อน ได้มาแชร์ไอเดียทำเพลง
โจ: ช่วงสองปีหลังนี้ทุกอย่างมันเข้าที่กว่าเดิม เมื่อก่อนเราเว้นช่วงนานกว่าจะปล่อยเพลงที แต่ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในเลนที่มี Deadline มากขึ้น ค่ายให้เดดไลน์มาด้วย ทุกอย่างเลยดูสนุกกว่าเดิม
The People : การทำงานเป็นระบบมากขึ้น แล้วการประสานกันของคนในวงล่ะ?
นนท์: เป็นระบบมากขึ้นครับ ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองที่ต้องจัดการ
โจ: เวลานนท์กับเพชรทำเดโม่มา ที่เหลือก็มีหน้าที่สังเคราะห์แล้วก็แจกจ่ายงานกัน ผมเขียนเนื้อ เพชรกับนนท์ขึ้นกีตาร์ เติ้ลคิดไลน์กลองให้มันมีตัวตน พอทุกคนรู้หน้าที่ตัวเอง มันก็ทำงานได้ง่ายขึ้น
The People : จำครั้งแรกที่ได้เจอกันได้ไหม?
โจ: มันไม่ได้เจอพร้อมกัน ผมทำกับเพชรมาก่อน เพชรเป็นเพื่อนของรุ่นน้อง ตอนนั้นผมไปแจมโปรเจกต์กับเพื่อนอีกวงหนึ่ง ซึ่งวงนั้นหายไปแล้ว แต่ก็ได้เจอเพชร แล้วทำเพลงด้วยกันมาเรื่อย ๆ สมาชิกเข้าออกจนมาเป็นห้าคนอย่างทุกวันนี้ มันไม่ได้มีโมเมนต์พิเศษอะไรนะ ไม่ใช่ว่าเดินสะดุดขาพันกันล้มทับกัน (หัวเราะ) มันก็แค่เหมือนโลกเหวี่ยงให้มาเจอกัน
นนท์: ผมไปเจอพี่โจหลัง ม.จันทรเกษม น้องบอกว่าเดี๋ยวพี่คนนี้มาเล่นแบ็กอัปแทนมือกีตาร์คนเก่านะ ผมจำได้ว่าพี่โจยื่นมือมาจับมือฝากเนื้อฝากตัว ส่วนผมกับเพชรรู้จักกันมาก่อน เพราะเรียนที่เดียวกัน น่าจะเป็นเพื่อนคนแรกของผมที่ ม.จันทรเกษมเลย
เพชร: ไปสอบเข้าด้วยกัน เพราะตอนนั้นเราอายุเกินรุ่นกว่าคนอื่น ผมเลยถามอายุก่อนเลย เห็นหน้าแล้วคิดว่าน่าจะอายุเท่ากู (หัวเราะ) ก็เลยไปนั่งกินข้าวด้วยกันสองคน
The People : แล้วเติ้ลมาเข้าวงได้อย่างไร?
โจ: ตอนแรกมือกลองเราเป็นพี่ไอซ์ พอพี่ไอซ์เสียไป ตอนนั้นเติ้ลเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และซาวนด์เอนจิเนียร์ให้เราอยู่แล้ว เขาเลยมาตีกลองให้เลย
เติ้ล: ผมกำลังเริ่มทำห้องอัดเล็ก ๆ ที่บ้าน แล้วเพื่อนของโจที่อยู่อีกวงหนึ่งมาอัดเพลงกับผมก่อน เขาก็พาโจมาที่สตู ผมเห็นโจนอนร้องเพลงครับ มันนอนแต่ร้องได้พลังเสียงเยอะมาก ผมก็แบบ เอ๊ะ ทำไมร้องพลังขนาดนี้ทั้งที่นอนอยู่ ตอนนั้นโจกับเพชรเขามีวงร้องคู่กันอยู่แล้ว ผมเลยรู้สึกว่าวงนี้เจ๋งว่ะ พอเริ่มอัดเพลงกัน น้องถามว่ามีมือกลองแนะนำไหม ผมนึกได้ว่ามีเพื่อนอยู่ที่ชอบแนวนี้เหมือนกัน เลยพาลงมารู้จักกัน แล้วก็เริ่มเป็นวงขึ้นมา ตอนนั้นน้อง ๆ ไฟแรงมาก ผมเห็นเลยว่ามีวัตถุดิบทำเพลงแบบถึงของจริง
The People : ‘ไฟแรง’ ตอนนั้นเป็นอย่างไร?
โจ: วัยรุ่นน่ะครับ ผมเคยทะเลาะกับเพชรจนเกือบต่อยกัน เพราะผมไฟแรงเกินไป แบบ “ทำไมมึงไม่ทำวันนี้วะ” มันเป็นช่วงอายุ ตอนนั้นยี่สิบต้น ๆ ยังไม่มีวุฒิภาวะในการควบคุมอารมณ์ ยังไม่ตระหนักว่าบางอย่างควรเป็นไปตามเวลา ทุกอย่างเร่งไปหมด พอแก่ขึ้นทุกอย่างก็ช้าลง
เติ้ล: สิบปีที่แล้วนะนั่น เพิ่งเรียนจบกัน
โจ: ดูเพลงยุคแรก ๆ สิ มันค่อนข้างกระสันในการเล่น
เติ้ล: ถอดเสื้อทุกงาน บางทีถอดกางเกงด้วย
โจ: เล่นงาน CAT EXPO เพชรถอดกางเกง ไปทัวร์ไต้หวันก็ถอดกางเกง (หัวเราะ) แต่มันเป็นพลังวัยรุ่น มันถูกต้องตามยุคสมัยและตามแนวเพลงเลยแหละ
The People : ในวงใครดื้อที่สุด?
นนท์: คนที่ไม่มาวันนี้ (สอง)
เติ้ล: มันเป็นเด็กพังก์ครับ กบฏนิดหนึ่ง
โจ: ขี้เล่น บางทีขี้เล่นเกินไป ชอบปั่น แต่มันก็เป็นเอกลักษณ์ความเป็นพังก์ของมัน
เติ้ล: จริง ๆ แต่ละคนมีความดื้อแบบเด็กหลังห้องอยู่ในตัว มีความซน เลยมารวมกันเป็นพลังงานของหมาป่าหนุ่มที่หิวโหยนิดหนึ่ง
The People : เวลาขัดแย้งกัน ทำยังไง?
โจ: จริง ๆ ทุกอย่างแก้ได้ด้วยการคุยกัน เมื่อก่อนเรากลัวการคุยกันเพราะกลัวแตกหัก แต่พอได้คุยกันจริง ๆ มันคือการได้รู้ว่าแต่ละคนคิดยังไง ยิ่งโตขึ้นเราจัดการความรู้สึกตัวเองได้ดีขึ้น ไม่เหมือนตอนอายุ 22 ที่คุยไม่ถูกปากแล้วจะต่อยกัน ตอนนี้ต่อให้ไม่ถูกใจกัน แต่พอคุยจบ มันเคลียร์ ผมเลย prefer การคุยกันมาก ๆ
The People : แต่ละคนโตมากับเพลงแบบไหน
โจ: ผมตามยุคสมัยเลยครับ ม.ต้นเล่นวงกับเพื่อน เล่น Clash, Retrospect ชอบ Bodyslam พอ ม.ปลายอยากเป็นตัวเองมากขึ้นก็เริ่มหาเพลงนอกกระแสฟัง แต่ยังเป็นเพลงไทยอย่าง Tattoo Colour, Scrubb พอเข้ามหา'ลัยได้เรียนดนตรี รู้จัก Jazz รู้จัก Blues ตอนเรียนที่ มศว มีรุ่นพี่ที่เป็นศิลปิน ได้รู้จัก Greasy Cafe ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ผมอยากทำเพลง เพลงแรก ๆ ที่ผมปล่อยเองก็เป็นแนวนั้นเลย พอเรียนจะจบ เริ่มเบื่อ Jazz ที่เรียนมาเยอะ ก็หันมาหา Blues ที่มันง่ายขึ้น แล้วพอมาทำวงกับเพชร เหมือนเอาจิ๊กซอว์สองอันมารวมกัน กลายเป็นแนวที่เราชอบ
เพชร: ของผมก็เหมือนเด็กทั่วไป ตอนเด็กฟังไอน้ำ บางแก้ว ยังไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมาก จนพ่อเปิดเพลงฝรั่งให้ฟัง คือ Deep Purple เพลง Smoke on the Water ผมแบบ เฮ้ย มันมีแบบนี้ด้วยเหรอ เลยอยากเป็นนักดนตรีขึ้นมาเลย
เติ้ล: พ่อผมเปิดคอนเสิร์ต The Eagles ที่เขาชอบเปิดตามร้านขายเครื่องเสียง ผมก็แบบทำไมซาวนด์มันดีจังวะ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจดนตรีที่บันทึกการแสดงสด แต่จุดเริ่มจริง ๆ คือพี่เสก LOSO, หินเหล็กไฟ ผมเป็นเด็กยุค 90 ถึง 2000 พอช่วงประกวดดนตรี รุ่นพี่พาเล่น Guns N' Roses ก็เลยได้รู้จัก Sweet Child O' Mine โซโลสามสี่นาที ตอนนั้นผมเป็นเด็กสเก็ต เด็กเมทัล จนมาเรียนมหา'ลัยถึงรู้จัก Blues จริง ๆ ตอนเด็กผมคิดว่า Blues เป็นเพลงคนแก่ แต่พอโตมารู้สึกว่ามันคือ Real music ใช้จิตวิญญาณเล่น คอร์ดมีอยู่แค่นั้นแต่ต้องใช้อินเนอร์ ส่วน Led Zeppelin ผมรู้จักจากน้อง ๆ ในวงเลยครับ เมื่อก่อนคิดว่าเป็นเพลงคนแก่ แต่ตอนนี้อินมาก
นนท์: เทปคาสเซ็ตม้วนแรกของผมคือพี่เสือ ธนพล ที่แม่เปิด แล้วก็วนมาเป็นคาราบาว อัสนี จุดเปลี่ยนคือพี่เสก หินเหล็กไฟ และพี่ป๊อบ The Sun อัลบั้มถนนพระอาทิตย์ที่ทำให้ผมอยากเล่นกีตาร์
เติ้ล: สมัยก่อนนนท์เป็นสายหินเหล็กไฟ The Sun เลยครับ สายปั่น เร็ว ๆ
นนท์: เฮ้ย แต่เร็ว ๆ นี้ก็ได้ไปเล่นกับหินเหล็กไฟมานะ ตื่นเต้นมาก ได้ขึ้นเวทีกับตำนาน
The People : ถ้าให้เลือกอัลบั้มที่มีอิทธิพลกับเรามาก แต่ละคนจะเลือกเป็นผลงานชุดไหน?
นนท์: สำหรับผม LOSO ปกแดง คือที่สุดเลย ตอนเด็กฟังเอาสนุก แต่พอโตขึ้นมีวุฒิภาวะแล้วฟังอีกที โอ้โห เขาสุดยอดและเรียลมาก เล่นกันแค่สามชิ้นแต่สุดที่สุด สาย Rock and roll นี่ Number one
โจ: ของผมเป็นอัลบั้มของศิลปินไทยที่จุดประกายความคิดเรื่องคอนเซปต์อัลบั้มให้ผม คือ ‘เรือสำราญราตรีอมตะ’ ของพี่ฮิวโก้ ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนไทยที่ทำเพลงฝรั่งก็ได้ ทำเพลงไทยก็ได้ ในจริตที่ผมชอบ พอเปิดฟังวันแรกที่ออก ตอนเรากำลังอัดเพลงเธอไปกับสายลมกันอยู่ มันคือรายละเอียดของการบันทึกเสียง ไลน์คอรัส กีตาร์สไลด์ ทุกอย่าง ฟังตั้งแต่ต้นจนจบได้เป็นม้วนเดียว นั่นแหละจุดประกายให้ผมอยากทำ The King แล้วก็มี The Jack, The Queen ต่อ ๆ ไปให้เป็นคอนเซปต์เดียวกัน
เติ้ล: ของผมตอน ม.1 คือ Big Ass อัลบั้ม Seven ฟังวนทั้งอัลบั้ม ท้ายอัลบั้มมันมีเบื้องหลังตอนเขาอัดเพลงกัน ผมเลิกเรียนก็กลับมานั่งเปิดดู เพราะสมัยนั้นยังไม่มี YouTube ผมเห็นกระบวนการในสตูดิโอแล้วรู้สึกว่าชอบการทำงานแบบนี้ อยากมีวง อยากเข้าห้องอัด อยากทัวร์ มันเริ่มจากตรงนั้น
เพชร: ของผมคือคาราบาว ห้ามจอดควาย กับ เมด อิน ไทยแลนด์ พอกลับมาฟังช่วงนี้รู้สึกว่ายุคนั้นเขาคิดได้ยังไง ไม่มีใครเอาดนตรีตะวันตกมาใส่ในดนตรีไทยแบบนั้นเลย ผมว่าเขาเป็นต้นตำรับในการครีเอตงาน
โจ: เทปม้วนแรกที่ผมซื้อเองคือ เมด อิน ไทยแลนด์ ปกเขียว ๆ พอโตมาฟังละเอียดขึ้น เรารู้ว่าดนตรีไทยที่เขาใส่ไม่ใช่แค่โน้ตประดับ ผมเล่นวงดนตรีไทยตอน ม.ต้น เล่นฆ้องวงกับเป่าขลุ่ย เลยรู้ว่าการจะเอาขลุ่ยเพียงออมาเป่ากับวงสตริงต้องจูนคีย์ใหม่ ระนาดทุ้มเป็น B-flat ระนาดเอกเป็น E-flat การที่เขารู้ว่าดนตรีพื้นถิ่นตัวเองเป็นแบบไหนแล้วจูนให้เข้ากับดนตรีตะวันตกได้ มันคือเรื่อง Amazing มาก ๆ
The People : โจเรียนรู้การร้องจากใคร?
โจ: ผมเรียนกีตาร์ ไม่ได้เรียนร้องเพลง เล่นกลางคืนก็เล่นกีตาร์ให้คนอื่นร้อง วันหนึ่งผมไปเล่นที่ถนนข้าวสารกับพี่นักร้องอีกคน วันนั้นจะไปเล่นกีตาร์เฉย ๆ แต่พี่เขาโทรมาบอกว่าไส้ติ่งแตก เจ้าของร้านเลยให้ผมร้องเอง ผมก็ร้อง รู้สึกว่า เออ กูก็ร้องได้นี่หว่า ตั้งแต่นั้นก็เริ่มหาเพลงมาเล่น ตอนแรกอิทธิพลคือร้อง Oasis ง่าย ๆ ผมเคยคิดว่าเล่นกีตาร์เท่กว่า ใช้สกิลกว่า ร้องเพลงก็แค่ร้อง
The People : แล้วอะไรเปลี่ยนความคิดนั้น?
โจ: พอมาเห็น Bon Scott เห็น Ian Gillan ของ Deep Purple ผมแบบ คนอะไรร้องเพลงแล้วมันแดกกีตาร์เข้าไปขนาดนั้น เสียงร้องเปรียบเหมือนกีตาร์อีกตัวที่ทะลุทะลวงวงออกมา ผมเลยอยากเท่แบบนั้น ก็รับอิทธิพลจากยุค 60-70 มา แล้วพยายามทำจนแครกเสียงได้ตอนเล่น tribute AC/DC เจ็ดเพลงรวด
เติ้ล: ระเบิดคอเลย พี่นึกว่าโจร้องแบบนี้มาตั้งแต่แรก
โจ: ไม่เลย AC/DC นั่นแหละที่ทำให้แครก เป็นเส้นทางของมันเอง
The People : ขอให้แต่ละคนเลือกเพลงของวงมาคนละหนึ่งเพลง พร้อมเหตุผล
โจ: ผมเลือก ‘มาลีที่รัก’ เพราะเป็นเพลงที่ผมชอบร้องสดที่สุด เนื้อน้อย ไม่ต้องคิดว่าจะสื่ออารมณ์ยังไงเพราะตัวเพลงมันพาอารมณ์ไปเอง แล้วมันมีทั้งไทยทั้งอังกฤษ ทำให้ผมสลับเนื้อร้องได้ตามหน้างาน ถ้าแฟนคลับต่างชาติเยอะก็ร้องอังกฤษ ถ้าคนไทยเยอะก็ร้องไทย ยืดหยุ่นมาก แล้วซาวนด์มันวินเทจในแบบที่ผมชอบสุด ๆ
นนท์: ของผมคือ ‘The King’ ครับ ช่วงนั้นวงเงียบกันมาสองสามปี ทุกคน Burnout กันเงียบ ๆ มีผมที่เพิ่งเข้ามาใหม่และไฟแรง เลยดึงเพื่อนมาทำเพลงนี้กัน แล้วมันกลายเป็นจุดเริ่มของ EP ทั้งชุด มี The King, The Queen, The Jack แล้วก็ต่อไปอีก ผมเลยผูกพันกับเพลงนี้
โจ: พอมีคอนเซปต์ให้ follow ทุกอย่างมันตามมาง่ายมาก เมื่อก่อนเราทำเพลงทีละ Single พอเป็น EP ที่ต้องเป็นคอนเซปต์เดียวกัน มันไหลออกมาเป็นห้าหกเพลงเลย
เติ้ล: ผมชอบ ‘Land of Smile’ ครับ ตอนนั้นเป็นช่วงโควิด-19 เรามีเวลาว่างเยอะมากที่จะได้ซ้อมและแจมกัน เพราะปกติต่างคนต่างมีภารกิจ โจเป็นอาจารย์ ผมก็เล่นกลางคืนหาเงิน แต่พอโควิดทำให้ว่าง ก็เลยได้แจมจนออกมาเป็นเพลงที่มีความเรียล เราชอบ Led Zeppelin กัน เหมือนอยากเป็น Led Zeppelin เมืองไทย แล้วผ่านไปสองสามปี เพลงนี้ได้ไปประกอบหนัง เหมือนมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เพชร: ผมก็ชอบ Land of Smile เหมือนกัน มันเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมมองว่าวงเราไปได้อีกหลายทาง พอได้ประกอบภาพยนตร์ก็รู้สึกว่ายังมีคนชอบแนวเราอยู่เยอะ
เติ้ล: ผมรู้สึกตั้งแต่วันถ่าย MV แล้ว เมื่อก่อนเราเป็นวงอินดี้ที่ถ่าย MV แบบกองโจรตามป่า แต่วันนั้นถ่ายที่สตูช่อง 7 ใหญ่ ๆ แอร์เย็น ทีมงานกล้องเหมือนถ่ายรายการ นัดหกโมงเช้า ผมรู้สึกว่าวงเราเข้าสู่การทำงานจริงแล้ว (หน้าผมง่วงมากใน MV นั้น แอบไปนอนแล้วโดนปลุกมาถ่ายต่อ)
The People : ตอนแรกที่ทำ The King รู้ไหมว่ามันจะก่อตัวเป็นคอนเซปต์สำรับไพ่?
เพชร: ตอนนั้นยังไม่ได้คิดว่าเป็นไพ่
นนท์: อัดจริงเลย อัด The King เสร็จแล้วด้วย พวกเรามานั่ง Hangout กัน
โจ: พอได้ชื่อ The King มา เราก็เพ้อกันว่าถ้าทำ The Jack (rider) ต่อล่ะ พอพูดถึงคอนเซปต์เรื่องไพ่ปุ๊บ ชื่อเพลงอื่นมันตามมาเลยทั้งที่ยังไม่มีเพลง พอมีคอนเซปต์ครอบแล้ว เรารู้เลยว่า The Queen จะทำแบบไหน เป็นเพลงช้า เพลงรัก ทุกอย่างมันไหลออกมา มี Direction มีลู่ให้วิ่ง
เติ้ล: เพลงถัดไปเปิดเผยได้ไหม จะเป็นไพ่ Joker ที่เป็นไพ่ลับ ไพ่ปริศนาที่มีความลึกลับ เพลงเลยซับซ้อนนิดหนึ่ง หัวทิ่มหัวตำกันเลยเพื่อให้สอดคล้องกับคอนเซปต์ แล้วก็มี Ace ด้วย รวมเป็นห้าเพลง
The People : เพลง The Queen มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร?
เพชร: จริง ๆ ผมทำเดโม่เพลงนี้ไว้นานแล้วแบบคิดเล่น ๆ ฝึกแต่ง ไม่ได้คิดว่าจะเอามาทำใน Young Wolf จริงจัง แต่สองไปค้นเจอแล้วชอบ เลยมาบอกไอเดียว่าอันนี้ดีนะ สร้างจากเรื่องจริง
โจ: เพชรแต่งเป็นภาษาไทยมา พอเรามีคอนเซปต์ว่าจะทำ The Queen ก็ระดมว่ามีเดโม่เพลงช้าอะไรใช้ได้บ้าง เพชรเคยส่งเพลงนี้ให้ผมฟังนานแล้ว พอสองเอามาให้ดูอีกที ผมรู้สึกว่ามันเหมาะจะเป็น The Queen เลยเขียนเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีพี่บีจาก FUTON ช่วยดูเรื่องภาษาให้ เพราะผมไม่ใช่ Native ตอนนี้กำลังวางแผนทำเวอร์ชั่นภาษาไทยที่อิงจากเนื้อของเพชรด้วย
The People : ในเชิงดนตรีมีอะไรขยับจากสองเพลงก่อนบ้าง?
เติ้ล: ยังมีกลิ่นเดิมในทุกเพลงครับ แต่เพลงนี้เราใช้ Lap steel หรือ Pedal steel ที่เป็นกีตาร์นอนเล่น ผมเคยเห็นในคอนเสิร์ต The Eagles แต่ไม่ค่อยเห็นวงไทยใช้ เรารู้ว่ารุ่นพี่เราคนหนึ่งเล่นได้ คือพี่สุวัฒน์ Bluesman จากวง Trix 'O' Treat ถ้าให้เพชรสไลด์อย่างเดียวอาจรับภาระหนักไป เลยขอค่ายจ้างพี่เขามาเล่น
เพชร: อยากได้สำเนียงคันทรีแบบจริง ๆ
โจ: ถ้าตัด Pedal steel ออก มันจะเป็นแค่คันทรีร็อก แต่พอใส่เข้ามามันคือเสียงที่เราได้ยินบ่อย ๆ ในเพลงฝรั่ง มันเบลนด์ทุกอย่างให้เป็นแบบที่เราต้องการเลย
เติ้ล: ตรงนี้คือไฮไลต์ของเพลง เป็นพระเอกเลย
The People : ถ้าเลือกย้อนไปดูการแสดงสดครั้งไหนก็ได้ จะเลือกอะไร?
เติ้ล: ผมอยากดู Queen ที่ Live Aid ครับ คนเยอะมากในฝูงชนนั้น อยากไปอยู่ในบรรยากาศสเตเดียม
เพชร: ผมอยากย้อนไปยุค Woodstock เพราะชอบดูสารคดีของมัน หนังยาวมากกี่ชั่วโมงไม่รู้ แต่ผมดูจนจบ มันทำให้ซึมซับบรรยากาศยุคนั้นจริง ๆ ตั้งแต่เขาเริ่มจัดงาน เห็นพื้นที่ เห็นผู้คน เห็นวัฒนธรรม อยากเกิดทันยุคนั้นมาก
นนท์: ผมก็ Woodstock เหมือนเพื่อน ดิบ ๆ เถื่อน ๆ น่าจะสนุก
โจ: ผมต่างจากคนอื่น ผมอยากย้อนไปดูในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น ตอนนี้เราเห็น Woodstock เห็นวิดีโอยุค 50 แม้คุณภาพเสียงไม่ดีแต่ก็ยังได้เห็น ผมอยากย้อนไปดูยุคก่อน Renaissance ที่ยังไม่มีการจดบันทึกโน้ต ผมสอนประวัติศาสตร์ดนตรีในมหาวิทยาลัย เลยอยากรู้ว่ายุคที่ไม่มีการจดบันทึกเขาถ่ายทอดดนตรีกันยังไง สมมุติตอน Vivaldi เขียน Four Seasons เวลาเล่นสด คนดูจะได้ยินรายละเอียดเยอะขนาดนั้นจริงไหม สกิลคนยุคนั้นเก่งเท่าคนปัจจุบันไหม
เพชร: ยุคนั้นยังไม่มีโน้ตเหรอ แล้วเขาทำยังไง
โจ: มันเป็นการ learn ear by ear เหมือนดนตรีไทยเลย ต่อแบบปากต่อปาก คุกเข่าหน้าสำนักขอให้อาจารย์สอน จนมีการจดบันทึกก็ช่วงก่อน Baroque นิดหนึ่ง
เติ้ล: ถึงต้องมีโน้ตขึ้นมาไง เพราะบอกกันเหนื่อย (หัวเราะ)
The People : คอนเสิร์ตไหนที่ไปมาและประทับที่สุด?
โจ: คอนเสิร์ตฝรั่งครั้งแรกที่ผมดู ถ้าไม่นับนักดนตรีแจ๊ส คือ Linkin Park ที่ลานหน้าอิมแพ็ค วันนั้นฝนตก Ebola เล่นเปิด แต่ Linkin Park ไม่ยอมขึ้นเพราะฝน ผมเลยดู Ebola เยอะกว่า Linkin Park เสียอีก (หัวเราะ) แต่อันที่สุดจริง ๆ คือตอนผมบินไปดู Eric Clapton ที่ Budokan ญี่ปุ่น เพราะรู้ว่าแกไม่มาไทยแน่ ๆ แล้ว ผมขายทุกอย่างที่มีเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินกับตั๋วรถไฟ
The People : ไปดู Eric Clapton แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?
โจ: ผมนั่งข้างลุงญี่ปุ่นคนหนึ่ง พอ Clapton เดินออกมา ผมหันไปเห็นลุงน้ำตาไหล พอหันกลับมาที่ตัวเอง เฮ้ย ตัวเองก็น้ำตาไหลเหมือนกัน (หัวเราะ) เพราะเขาคือฮีโร่ที่เราเห็นแต่ใน YouTube วันนั้นผมอยากฟัง Wonderful Tonight แบบหวาน ๆ แต่แกดันเล่นเป็นเวอร์ชั่นเร็กเก้ (หัวเราะ) ผมก็ โอเค ได้ ๆ มันคือประสบการณ์ที่ถ้ามีเงินก็อยากไปอีก
The People : Young Wolf ขึ้นชื่อเรื่องการเล่นสด อยู่บนเวทีรู้สึกยังไง?
เพชร: ปัจจุบันผมสุขุมขึ้นกว่าเมื่อก่อน มีสติกว่าเดิม
โจ: ใส่สุดเหมือนเดิมนะ แต่มันมีความรู้ว่างานแบบไหนพอเหมาะแค่ไหน
เติ้ล: บางงานค่ายบอกว่างานนี้ห้ามถอดเสื้อนะ
โจ: ผมโดนบรีฟประจำเลย “งานนี้ห้ามถอดเสื้อนะคะ” “งานนี้ห้ามพูดคำหยาบนะคะ" มีบรีฟมาตลอด
The People : มีหลุดบรีฟบ้างไหม?
นนท์: ทุกงาน (หัวเราะ)
เติ้ล: อากาศร้อนครับ
โจ: มีงานหนึ่งที่ The Mall ผมเล่นสองสาขาติดกันในเดือนเดียว สาขาแรกผมถอดเสื้อ สาขาที่สองผู้บริหารบอกว่าไม่ถอดได้ไหม เด็กเยอะ ผมเลยใส่แจ็กเก็ตไป พอเล่นไปแล้วร้อน ผมจะถอดแจ็กเก็ต เห็นหน้าผู้จัดการตกใจเลยว่าจะถอดแล้วเหรอ ที่จริงผมแค่จะถอดแจ็กเก็ตเฉย ๆ (หัวเราะ)
The People : มีการเล่นสดครั้งไหนที่เป็นความทรงจำสุด ๆ
โจ: ที่ผมจำได้แม่นคือเล่นที่ ม.พระจอมเกล้าพระนครเหนือ วันนั้นไฟดับระหว่างเล่น แล้วแหวนผมหลุดกระเด็นไปโดนแว่นนักศึกษาคนหนึ่งแตก ถ้าไม่มีแว่นคือตาแตกเลยนะ น้องเขาเดินมาบอก “พี่ ๆ แหวนพี่” ผมก้มดูที่นิ้ว แหวนหายไปแล้ว แหวนผมเป็น เงินแท้ราคาสี่พันกว่า แต่แว่นน้องเขาหมื่นกว่า ผมเลยยกแหวนให้น้องไปเลย ต้องขอกราบขออภัยน้องคนนั้น ณ ตอนนี้ด้วยครับ
เติ้ล: น้องเขาไม่ได้โกรธนะ
ไปโพสต์ว่าเราเป็น “วงที่เข้าตา”
โจ: เข้าตาจริง ๆ เข้าไปเลย (หัวเราะ) วันนั้นทำให้ผมรู้ว่าการไปเล่นคอนเสิร์ตมันไม่ได้มีแต่รายรับ มันมีรายจ่ายทางใจด้วย ต้องเซฟอุปกรณ์ เลือกของดี ๆ ที่ไม่หลุดง่าย แต่ Energy เด็กวันนั้นดีมาก วันนั้นมีแต่วงใหญ่ ๆ พวกเราเป็นวงที่คนรู้จักน้อยที่สุดในงาน แต่ปรากฏว่าเขาชอบกัน
The People : คิดยังไงกับการปล่อยเพลงในยุคที่ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว?
เพชร: มันมีทั้งข้อดีข้อเสียครับ ข้อดีคือเราสร้างตัวตนได้ง่ายขึ้น คนเห็นได้ง่ายขึ้น ส่วนข้อเสียคือเมื่อก่อนเน้นขายแผ่น ขายอัลบั้ม เป็นรายได้หลัก แต่ทุกวันนี้ต้องหวังเล่นสดมากขึ้น เพราะใน Streaming คนไม่ได้ซื้อเยอะเหมือนยุคก่อน แต่ทัศนคติคนยุคใหม่เริ่มดีขึ้น เขาเข้าใจมุมนักดนตรี พยายามสนับสนุนด้วยการซื้อ Merch
โจ: มันไม่มีคำว่าล้านตลับแล้ว ล้านดาวน์โหลดก็ไม่ได้แปลว่าจะได้เงินล้าน ล้านดาวน์โหลดของเราได้ประมาณพันห้าเอง (หัวเราะ) แต่ผมว่าเทคโนโลยีมันดีอยู่แล้ว เพราะมันพัฒนามาเพื่อตอบสนองมนุษย์
เติ้ล: ข้อดีคือตลาดมันกว้างขึ้น ไม่ได้มีแค่ค่ายหลักที่คุมสื่อ ทุกวันนี้สื่ออยู่ในมือทุกคน อยู่ในมือพวกเราด้วย คนเข้าถึงตัวตนเราง่ายขึ้น ปีที่แล้วที่เราพยายามทำคอนเทนต์ ก็ได้ผลตอบรับที่โตขึ้นมาก ไปถึงต่างประเทศ
โจ: จาก Instagram แปดร้อย followers
นนท์: ไม่ถึงด้วยซ้ำ
โจ: ก่อนบูมประมาณพันกว่า ตอนนี้เกือบ ๆ แสนสอง มีศิลปินต่างประเทศได้เห็นคลิปของเรา
เพชร: มีไอดอลต่างประเทศมากดถูกใจคลิปเรา รู้สึกเกินฝันมาก
เติ้ล: มันดีมากถ้าเราใช้มันถูกทาง เหมือนมีหน้าต่างที่ใหญ่ขึ้น เชื่อมโลกเข้าหากันมากขึ้น
The People : มีข้อเสียที่กังวลไหม?
โจ: ผมว่าคนสมาธิสั้นลง ต้องการเสพอะไรยาว ๆ น้อยลง รวมถึงตัวผมเองด้วย ทุกวันนี้เวลาจะเลือกหนังดูใน Streaming ดูได้แป๊บเดียวก็รู้สึกว่าไม่ดูดีกว่า ไปทำอย่างอื่นดีกว่า มันไม่เหมือนไปนั่งดูในโรงที่เราซื้อตั๋วมาแล้ว ผมก็กลัวตัวเองอยู่ว่ามันจะหนักไปกว่านี้
เติ้ล: ก็ต้องฝึกตัวเองเหมือนกันครับ
The People : ผ่านมาสิบปี รู้สึกยังไงกับเส้นทางของ The Young Wolf?
นนท์: ผมว่ามีอะไรรอให้สนุกอีกเยอะ ปีนี้กระเตื้องมาก
โจ: สองปีนี้มีอะไรใหม่ ๆ เข้ามาเยอะ Opportunity เยอะมาก อย่างเรื่อง Record deal เราเพิ่งได้ดีลกับ Bishop Records ที่อเมริกา เขาจะผลิต Debut Album ให้เราในรูปแบบไวนิล ขายที่อเมริกา ตอนแรกมีติดต่อมาสองค่าย เราชั่งใจอยู่ พอดีผมไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ ต้องให้ค่ายช่วยดู กลายเป็นว่าตอนนี้เพลงเราจับต้องเป็น Official ได้แล้วในอเมริกา แล้วก็มีเสื้อที่ Collab กับ Pronto เป็นแจ็กเก็ต Young Wolf ผมรู้สึกว่าเริ่มมีคนเห็นค่าในการเอาชื่อเราไปใส่ในอะไรสักอย่าง ว่าตัวตนเรามี Value
เติ้ล: ผมเห็นวงมาตั้งแต่วันแรก ๆ สิบปี รู้สึกเหมือนเด็กคนหนึ่งที่ค่อย ๆ โตเป็นวัยรุ่น ตอนนี้ Young Wolf น่าจะอยู่ประมาณวัยมหา'ลัย
โจ: วัยรุ่นที่รู้จักเก็บเงินแล้ว (หัวเราะ)
เติ้ล: เหมือนกำลังจะเข้าสู่การทำงานจริง มีทีมงานคอยดูแล ตั้งแต่ได้เพลงไปประกอบหนัง ต่อสัญญากับค่าย ได้เพลง Hold Your Hand ที่ทำกับซีรีส์ Shine ซึ่งโปรดิวเซอร์คือ Ryan Tedder จาก OneRepublic แบบขนลุกครับ ผมรู้ว่าค่ายมี Potential ติดต่อระดับอินเตอร์ได้ แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดให้โจไปร้องเพลงประกอบ แล้วยังให้วงไปร่วมถ่ายด้วย เหมือนเด็กวัยรุ่นที่ได้ไปเรียนเมืองนอก กำลังเติบโตในเส้นทางจริง ๆ
เพชร: ภูมิใจมากครับ ตอนทำวงแรก ๆ ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรขนาดนี้ คิดแค่ว่าอยากทำดนตรีตามที่เราฟังมา
โจ: มันน่าภาคภูมิใจตรงที่ตอนเริ่มมา ไม่มีใครเชื่อว่าวงที่มีนักร้องนำรูปร่างแบบนี้จะ Stand out ได้ ผมพูดกับคนอื่นตลอดว่าเวลาคนสบประมาทเรา เราอยากตอบกลับด้วยความสำเร็จ ซึ่งวันนี้มันทำได้ในระดับหนึ่งแล้ว ผมต้องขอบคุณค่ายเราเลย ทั้ง TERO MUSIC และ MACROWAVE ถ้าไม่มีพวกเขา มาตรฐานเราคงไม่สูงขึ้นมาขนาดนี้ ถ้าเรายังต้องออกเงินกันคนละสามสี่พันเพื่ออัดเพลงทีละพาร์ต เราคงอยู่มาถึงทุกวันนี้ไม่ได้ ใครว่าเงินไม่สำคัญ มันสำคัญจริง ๆ ในการสร้างงาน และแรงสนับสนุนจากทุกคนไม่ได้หายไปไหน มันกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนได้ฟัง
The People : สิบปีแล้ว Young Wolf ยังคง Young อยู่ไหม
เติ้ล: Young แน่นอนครับ
โจ: ตอนอายุ 65 Young Wolf ก็ยังเป็น Young Wolf มันยังคงเป็นพลังงานแบบวัยรุ่นอยู่ เหมือนเราดู Rolling Stones ที่อายุแปดสิบกว่าแต่ยังเป็นหินกลิ้งอยู่ทุกวันนี้
เพชร: เขายังทำอัลบั้มใหม่อยู่เลยนะ
เติ้ล: AC/DC ก็ยังเล่นคอนเสิร์ตกันอยู่ เราเลยรู้สึกว่าแนวเราแบบนี้ก็เล่นกันไปจนแก่ได้แน่นอน
โจ: ผมยังไม่เคยเห็นศิลปินที่ไม่ได้ทำ Rock and roll แล้วยังทัวร์อยู่ถึงอายุแปดเก้าสิบ มันคือสิ่งที่ Stand the test of time ได้ตลอดไป
The People : อยากบอกอะไรกับคนที่ติดตามผลงาน Young Wolf
นนท์: ซัปพอร์ตพวกเราด้วยนะครับ
โจ: ผมยืนยันว่าแรงซัปพอร์ตของทุกคนสำคัญ ยอดวิว งานจ้าง Merchandise การเดินเข้ามาทักทายขอถ่ายรูป หรือการพูดถึงเราในที่ต่าง ๆ ทุกอย่างเป็นแรงให้เราทั้งหมด มันทำให้จิตใจเรายังรู้สึกว่ามีคนดูอยู่ มันทำให้วงเราเดินต่อไปได้
The People : สุดท้าย นิยามของ Rock and roll ในมุมของ Young Wolf คืออะไร?
เพชร: ใช้ชีวิต
เติ้ล: ผมมองว่ามันคือความจริงใจในการแสดงออกบางอย่างที่เป็นตัวเรา ไม่เสแสร้ง บางงานคนดูยืนนิ่ง ๆ งง ๆ แต่เราพยายามมันก่อนเพื่อให้คนดูรับได้ แล้วสักพักเขาก็เริ่มเอนจอย Rock and roll เหมือนไฟที่พอจุดติดแล้วมันร้อนแรงเลย
โจ: ผมว่าไม่จำเป็นต้องนิยามว่า Rock and roll คืออะไร เพราะเราเห็นมาแล้วว่ามันคืออะไร เราเห็น Rolling Stones เห็น Led Zeppelin เห็น The Animals เห็น The Beatles หกเจ็ดสิบปีที่ผ่านมา Rock and roll เป็นยังไง มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ หินก้อนหนึ่งที่กลิ้งไปเรื่อย ๆ ไม่หยุด