วรรณา จารุสมบูรณ์ : ผู้ผลักดันบทสนทนาแห่งความตายนาน 20 ปี เพื่อหวังจะเห็นคนไทย 'อยู่ดี ตายดี'

วรรณา จารุสมบูรณ์ : ผู้ผลักดันบทสนทนาแห่งความตายนาน 20 ปี เพื่อหวังจะเห็นคนไทย 'อยู่ดี ตายดี'

สุ้ย-วรรณา จารุสมบูรณ์ อดีตพยาบาลผู้ใช้ประสบการณ์ความเจ็บปวดจากการดูแลวาระสุดท้ายของพ่อ เป็นแรงผลักดันในการทำงานรณรงค์เรื่องการเตรียมตัวตาย

KEY

POINTS

น้ำตาของผู้หญิงตรงหน้า หยดลงทันทีที่เธอเอ่ยถึงความทรงจำที่มีต่อ ‘ความตาย’

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ความตายไม่ใช่แค่ความสูญเสียสำหรับเธอ แต่คือแรงผลักดันครั้งใหญ่ที่ทำให้เธอลุกขึ้นมาขับเคลื่อนการ ‘อยู่ดี ตายดี’ ผ่าน Peaceful Death เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการบริบาลและความสูญเสียที่ร่วมกันสื่อสารประเด็นที่ใครต่างก็มองว่าไม่เป็นมงคล และน้อยคนนักจะกล้าเปิดใจรับฟังเรื่องที่ไม่น่ารื่นรมย์เช่นนี้ 

เราเอ่ยขอโทษที่ทำให้เธอเสียน้ำตา แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับยิ้มออกมา พลางบอกว่านี่คือน้ำตาที่แห่งความขอบคุณ หาใช่ความโศกแต่อย่างใด

“ต้องขอบคุณมากกว่าที่ทำให้ร้องไห้ออกมา” เธอบอก

“มันเป็นน้ำตาที่ทำให้เราได้กลับมาเชื่อโยงกับสิ่งดี ๆ ในตัวเอง และเป็นสิ่งที่ยังเลือกจะทำต่อไป เพราะบางทีก็เหนื่อย แล้วรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมต้องทำอะไรเยอะแยะด้วย ทำไมต้องเล่นท่ายากขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ชีวิตปกติก็สุขสบายอยู่แล้ว น้ำตาในวันนี้ก็เหมือนทำให้เราได้เชื่อมโยงกับคุณค่ากับจุดเริ่มต้นของเราว่า ‘นี่แหละ คือสิ่งที่ฉันเลือก’ และมันมีคุณค่ามากจริง ๆ”

หลังจากซับน้ำตา ‘สุ้ย-วรรณา จารุสมบูรณ์’ อดีตพยาบาลโรงพยาบาลรามาธิบดี ก็เริ่มเล่าเส้นทางการเข้ามาทำงานสื่อสารด้านการเตรียมตัวก่อนตาย เพราะเธอเคยผ่านความเจ็บปวดมามาก ทั้งความไม่รู้ ไม่เข้าใจ แถมยังต้องแบกรับความหวังว่าจะยื้อชีวิต ‘พ่อ’ ไว้หรือปล่อยให้จากไป และเธอเองก็ไม่อยากให้ใครต้องเจ็บแบบเดียวกับเธอในอดีตอีกแล้ว

วรรณา จารุสมบูรณ์ : ผู้ผลักดันบทสนทนาแห่งความตายนาน 20 ปี เพื่อหวังจะเห็นคนไทย 'อยู่ดี ตายดี'

วรรณาเลือกทุ่มเวลาศึกษาทุกสิ่ง เพื่อส่งต่อวิชาชีวิตให้คนไทยทุกคนได้เข้าใจความสำคัญของการวางแผนวาระสุดท้ายตั้งแต่วันที่ร่างกายยังแข็งแรง เพราะเธอเชื่อในคำว่า ‘อยู่ดี ตายดี’ มาเสมอ

อยู่ดี ในนิยามของเธอ คือการไม่รอให้ถึงลมหายใจสุดท้ายแล้วค่อยวางแผน แต่คือการเตรียมตัวตั้งแต่วันที่สุขภาพยังไม่ร่วงโรย เพื่อไม่ให้บั้นปลายไม่หนักหนาจนกลายเป็นภาระทั้งตนเองและคนข้างกาย

ขณะที่ ตายดี สำหรับเธอหมายถึงการจากไปโดยไม่ทิ้งภาระไว้ให้คนข้างหลัง เพื่อให้คนที่อยู่ต่อมีชีวิตต่อสู้กับความสูญเสียต่อไปได้ ในขณะที่ผู้วายชนม์เองก็สามารถปลดบ่วงความทุกข์ใจ และออกเดินทางไกลได้โดยปราศจากความพะวง

แม้จะคลุกคลีอยู่กับความตายมาค่อนชีวิต แต่เธอไม่เคยชินชาหรือลดทอนความสำคัญของความตายลงสักเสี้ยววินาที ในทางกลับกัน ความตายได้มอบบทเรียนล้ำค่าให้เธอครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงจะผ่านไปอีกกี่ทศวรรษ ความทรงจำเหล่านั้นก็ไม่เคยจางหาย และดูเหมือนว่ามีแต่จะสลักลึกมากยิ่งขึ้นทุกวัน

The People พูดคุยกับ วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ใช้เวลา 20 ปี สื่อสารประเด็นความตายให้ทุกคนกล้าที่จะจัดแจงการจากไปของตน โดยไม่ต้องห่วงกังวลว่าเป็นเรื่องอวมงคล หรือลดทอนอายุขัยของตัวเองให้สั้นลง เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครหลีกเลี่ยงความตายได้ แต่ทุกคนเลือกวิธีเผชิญความตายได้

ลูกคนจีน ผู้รักการเรียนยิ่งกว่าสิ่งใด

พ่อกับแม่ของวรรณาเป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ที่ตัดสินใจหลีกหนีความยากจนจากเมืองจีน มาใฝ่หาชีวิตที่ดีกว่าในประเทศไทย โดยเลือกกรุงเทพมหานครเป็นบ้านหลังใหม่ บ้านที่พวกเขาได้ช่วยกันก่อร่างสร้างขึ้นมา จนกลายเป็นครอบครัวจารุสมบูรณ์ที่น่าภาคภูมิใจอย่างในทุกวันนี้

แม้ชีวิตการมาอยู่กรุงเทพฯ ในช่วงแรกของพ่อแม่เธอ จะไม่ได้สวยงามหรือสุขสบายมากนัก พวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก แม่ต้องทำงานแม่บ้าน พ่อปั่นสามล้อขายไอศกรีม และทั้งสองก็ยังรับจ้างสารพัดอย่าง เพื่อส่งเสียลูก ๆ ทั้ง 7 คนให้ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีแบ่งแยกว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว เพราะลูกทุกคนมีความสำคัญเท่ากันหมด และวรรณาในฐานะลูกคนที่ 6 ก็ไม่เคยรู้สึกเจ็บช้ำใจเลยสักครั้งที่เกิดมาเป็นลูกสาวของบ้านหลังนี้

“พี่เป็นลูกคนที่ 6 มีพี่ชาย 3 คน พี่สาว 2 คน และน้องชายอีกหนึ่งคน” เธอเริ่มบทสนทนา 

“เราเติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน คุณแม่ทำงานเป็นแม่บ้านให้กับบ้านที่พี่อยู่ตอนเด็ก ๆ เราก็เลยมีที่อยู่ที่มั่นคง ถึงจะไม่ใช่บ้านของเราจริง ๆ ก็ตาม (ยิ้ม) เรารู้ว่าพ่อกับแม่เขาก็มีช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก แต่เขาก็ดูแลลูกด้วยตัวเอง ทำให้ในวัยเด็กเราไม่เคยรู้สึกว่าขาดอะไรไปเลย

“ความโชคดีอีกอย่างคือ พ่อกับแม่เขาเชื่อว่าสมบัติสำคัญที่จะมอบให้ลูกได้คือการศึกษา เพราะฉะนั้นลูกสาว ลูกชาย ทุกคนได้เรียนเหมือนกันหมด เพียงแต่ลูกชายจะได้เรียนภาษาจีนเพิ่ม ลูกสาวจะไม่ได้เรียน แต่ทุกคนได้เรียนหนังสือ”

วรรณา จารุสมบูรณ์ : ผู้ผลักดันบทสนทนาแห่งความตายนาน 20 ปี เพื่อหวังจะเห็นคนไทย 'อยู่ดี ตายดี'

ถามว่าพ่อกับแม่ของวรรณาให้ความสำคัญกับการเรียนมากแค่ไหน ก็มากขนาดที่ยอมเดินไปขอผ่อนผันจ่ายค่าเทอมกับครูใหญ่ เพราะไม่อยากให้ลูกออกจากโรงเรียน

“ช่วงไหนที่ไม่มีตังค์จ่ายค่าเทอม แม่ถึงขั้นไปขอพบครูใหญ่ ขอให้ลูกได้สอบ เราเห็นเลยว่าความพยายามของพ่อแม่ในการที่จะสนับสนุนให้ลูกได้เรียน มันสูงมาก ๆ ก็เลยทำให้เราไม่กล้าที่จะทิ้งการเรียน เราไม่กล้าเหลวไหล เพราะว่าพ่อแม่ต้องไปขอร้องผู้ใหญ่เลยนะ เพื่อให้เราได้เรียนให้เราได้สอบ พวกพี่ ๆ แล้วก็น้องชายก็เลยต้องรับผิดชอบตัวเองให้ดี อย่าทำให้พ่อแม่ผิดหวัง

ถึงจะมีวัยเด็กที่ลำบากมากแค่ไหน แต่วรรณามองว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมาได้หล่อหลอมให้เธอและพี่น้องกลายเป็นคนแกร่ง และดูแลตัวเองได้โดยคนเป็นพ่อแม่ไม่ต้องกังวลใจ ไม่ว่าพวกท่านจะอยู่หรือไม่อยู่บนโลกนี้แล้วก็ตาม 

แต่ใช่ว่าวรรณาจะมีแต่ความทรงจำที่เต็มไปด้วยความอัตคัด เธอเล่าถึงอีกช่วงเวลาหนึ่งของวัยเด็กว่าเธอเองก็เป็นเด็กที่เติบโตมาท่ามกลางความสวยงามของธรรมชาติ เห็นต้นไม้ ใบหญ้า และที่สำคัญมักจะมีผีเสื้อหลากสีบินวนไปมาอยู่ในบริเวณบ้านเสมอ

“เราไม่ได้เข้าอนุบาล เข้าโรงเรียนก็ ป.1 เลย ตอนนั้นได้อยู่บ้านสวน ถึงจะไม่ใช่บ้านของพ่อแม่ แต่แม่มาเป็นแม่บ้านเลยได้อยู่บ้านนี้ แล้วมันก็มีผีเสื้อบินไปมา เราชอบภาพนั้นมาก เราได้อยู่กับธรรมชาติ รู้สึกว่าบ้านของผู้หลักผู้ใหญ่คนนี้เขาดีจังเลย มีทั้งบริเวณสวน บรรยากาศอะไรก็ดี มันสวยงามไปหมด 

“อาจจะเป็นความรู้สึกของอิสรภาพก็ได้มั้ง การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้เห็นผีเสื้อ อีกอย่างสัตว์ตัวแรกที่วาดได้ก็เป็นผีเสื้ออีก (หัวเราะ) มันสวยงามมากเลยนะ ชีวิตช่วงนั้น

“เราคิดว่ามันก็คงเป็นอิสรภาพในวัยเด็ก อิสรภาพที่เด็กคนหนึ่งได้มีโอกาสสัมผัส ได้มีที่วิ่งเล่น ไล่จับผีเสื้อ อยู่กับบรรยากาศดี ๆ”

วัยเด็กแสนสุขของวรรณาผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีเธอก็มีโอกาสเข้าเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนบดินทร์เดชา สายวิทย์-คณิต โรงเรียนซึ่งบ่มเพาะให้เธอเรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคมที่มีความหลากหลาย และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอได้เรียนรู้กับความผิดหวังครั้งใหญ่ในชีวิต

“เราเป็นเด็กเรียนดี เรียนได้เกรด 3 ปลาย ๆ เกือบ 4.00 ตลอด เด็กทุกคนในห้องก็จะเรียนต่อหมอ พยาบาลโดยธรรมชาติ แต่เราไม่ชอบคำนวณ เราชอบสังคม ชอบภาษาไทย ชอบวิชาสายศิลป์หมดเลย แต่ตอนนั้นคนเรียนสายวิทย์กันเยอะเราก็ทำตามค่านิยมสมัยนั้น พอตอนเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย  อันดับหนึ่งเราเลือกพาณิชยศาสตร์และการบัญชีเลย

“แล้วก็เลือกสายวิทย์อยู่แค่ 2 อัน คือคณะวิทยาศาสตร์กับพยาบาล ที่เลือกพยาบาลก็เพราะว่า แม่ป่วยเป็นพาร์กินสันก็ไปรักษาอยู่ที่รามาธิบดี ตอนเดินกลับมากับแม่ แม่บอกว่าถ้าได้เรียนที่นี่ก็ดีเนอะ เราก็เลยเลือกพยาบาลรามาธิบดีที่เดียวเลย เพราะว่าแม่รักษาที่นี่ ถ้าแม่เป็นอะไรขึ้นมาหรือแม่ไม่สบาย เราจะได้พาแม่มาที่นี่ได้ ก็เลยตัดสินใจเลือกพยาบาลรามาธิบดี

“แต่มันมีจุดเปลี่ยนสำคัญมากเลย เราเอนทรานซ์ไม่ติดรอบแรก (เงียบ) เสียใจมาก เสียใจสุด ๆ เพราะเพื่อนที่เรียนด้วยกัน 80% สอบติดหมดเลย เราไม่กล้าไปเจอหน้าเพื่อน เสียใจ ไม่กล้าบอกใคร แต่ที่บ้านไม่มีใครตำหนิเลย พูดให้กำลังใจเราด้วย แล้วยิ่งเขาไม่ว่าอะไร เราก็รู้สึกว่าทำไมเราทำไม่ได้ ทำไมสอบไม่ติด”

เธอเสียงสั่น เมื่อต้องเล่าความผิดหวังในอดีต 

แต่ท่ามกลางความโชคร้ายยังมีความโชคดี ในปีเดียวกันนั้นมีการผลประกาศเอนทรานซ์ 2 รอบ เพราะคนที่สอบติดเป็นนักเรียนชั้น ม.4 ที่ต้องการลองสนามสอบก่อนสอบเข้าจริง กลายเป็นว่ามีที่ว่างในมหา’ลัยเพิ่มอีกเท่าตัว และนั่นทำให้เธอเข้าเรียนในคณะที่หวัง ทำตามความฝันของตัวเองและแม่ได้สำเร็จ

“ดีใจมาก” เธอลากเสียงยาว

“ดีใจสุด ๆ พอเห็นชื่อตัวเองที่กระดานแล้วมันโล่ง โลกมันสว่างจากเดิมนั่งหงอย เพราะทุกคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่วรรณาจะสอบไม่ติด ไม่มีทางที่ไม่ติดแน่ ๆ พอสอบติดชีวิตก็พลิกผันเลย ตอนนั่งรถเมล์กลับบ้าน บอกกับตัวเองว่า ‘โลกเห็นฉันแล้วนะ ฉันอยากจะตอบแทนโลกใบนี้ ถ้าทำอะไรเพื่อโลกได้ ฉันจะไม่ลังเลเลย’”

นับจากวันนั้น วรรณาก็ยังคงทำตามปณิธานที่วางไว้ โดยไม่มีวันไหนเลยที่เธออิดออดหรือไม่อยากส่งคืนบางสิ่งที่ดีงามสู่สังคม

“ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น เราไม่ได้บอกใครด้วยนะ คิดแค่ว่าอยากจะทำประโยชน์เพื่อสังคม ตอนเรียนก็เลยเป็น activist มาโดยตลอด”

วรรณา จารุสมบูรณ์ : ผู้ผลักดันบทสนทนาแห่งความตายนาน 20 ปี เพื่อหวังจะเห็นคนไทย 'อยู่ดี ตายดี'

 

ความสุขใจที่ได้รับเมื่อความตายมาเยือน

ความตายครั้งแรกที่วรรณาสัมผัสและทำให้ใจแหลกสลาย เกิดขึ้นกับพ่อ 

พ่อของเธอป่วยเป็นมะเร็ง วรรณาในฐานะลูกคนเดียวที่เรียนจบด้านสุขภาพ เธอจึงได้รับความไว้วางใจจากแม่ และพี่ ๆ รวมถึงน้องชายให้รับหน้าที่ตัดสินใจทุกอย่างที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วยของพ่อ

หน้าที่อันหนึ่งอึ้งที่วรรณาไม่อาจปฏิเสธได้ เธอจำใจรับเอาไว้บนบ่า พร่ำบอกตัวเองอยู่ทุกคืนวันว่าเธอทำได้ เธอจะเป็นแขนเป็นขาคอยตอบทุกคำถามกับแพทย์ และตัดสินใจทุกอย่างแทนพ่อที่ในยามนี้อ่อนแรงจนแทบไม่มีแรงขยับแม้แต่ปลายนิ้วมือ

“คนที่บ้านที่เขาก็ฝากความหวังไว้ที่เรา แต่ในใจเราไม่ไหว เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำยังไง โอเค เราเอาน้ำเกลือมาให้พ่อที่บ้าน เจาะสายอะไรต่าง ๆ เราดูแลส่วนนี้ได้ แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรมากไปกว่านี้

“ไม่มีความมั่นใจใด ๆ เลย ที่ได้รับความคาดหวังในการตัดสินใจทุกอย่างจากคนในบ้าน แล้วมันก็มีวันนึงที่พ่อเป็นหนัก ไม่ไหวแล้ว เราไม่อยากเผชิญโมเมนต์ที่เราทำอะไรไม่ได้ พ่อก็บอกว่าไม่อยากไปโรงพยาบาลแล้ว อยากหยุด แต่สุดท้ายเราก็พาไปอยู่ดี เพราะว่าวินาทีนั้นเราไม่รู้ว่าจะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองยังไง ทั้งที่เราก็รู้ว่าพ่อไม่ได้ต้องการไป 

“มันทรมานนะ” เธอว่า

เราอยู่ตรงนั้นแล้วเห็นเขาทรมานแล้วเราทำอะไรไม่ได้ มันยากมากเลย ถึงจะเรียนพยาบาลมาก็ตาม แต่ในวินาทีที่เราต้องอยู่กับพ่อที่โรงพยาบาล ต้องตัดสินใจทุกอย่าง มันไม่ง่ายเลย พอได้แอดมิท หมอก็ตั้งคำถามว่า พ่อก็ป่วยขนาดนี้แล้ว มะเร็งมันลามไปหมดแล้วนะ จะให้เขาทำอะไรบ้าง ไม่ให้ทำอะไรบ้าง 

“เราก็บอกว่าพ่อไม่ต้องการปั๊มหัวใจ ไม่ต้องการให้ยื้อชีวิต ตอนนั้นยังไม่มีการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง หมอทุกคนก็ถามว่า ถ้าไม่ให้ปั๊มแล้วให้ทำอะไร เราก็คิดในใจนะว่าก็พ่อหายใจทรมานอยู่ไง ก็ทำอะไรสักอย่างไม่ให้พ่อทรมานไม่ได้เหรอ เขาก็บอกว่า ‘คุณไม่ปั๊มหัวใจ งั้นเซ็นไม่สมัครใจรักษาไหม’ คือเราไม่ได้สมัครใจรักษา แค่พ่อไม่อยากใส่ท่อช่วยหายใจ ไม่ได้ต้องการถูกทิ่มแทง แต่ช่วยให้เขาไม่ต้องทรมานจากอาการที่เขาหายใจลำบากได้ไหม เราไม่ได้ไม่สมัครใจไม่รักษา

“เราต้องเป็นคนตัดสินใจเป็นคนบอกว่าไม่รักษา มันยากนะ เราไม่ได้ไม่อยากรักษา ไม่งั้นจะพามาหาหมอทำไม เราอยากรักษาไม่ให้เขาทรมาน เรารู้ว่าเขาไม่หายหรอก แต่ทำยังไงให้พ่อไม่ทรมานได้ไหม พอมาตอนเช้าหมอก็ถามอีกว่าตกลงยังไง เราต้องเซ็นไม่สมัครใจรักษานะ คือที่ผ่านมา เราตัดสินใจผิดหมดเลยเหรอ ก็พ่อสั่งไว้แบบนี้ มันดูไม่มีเหตุผลเลยใช่ไหม เราลังเลมากนะว่าจะเอายังไงดี ก็เลยโทรหาแม่ที่ป่วยเป็นพาร์กินสันอยู่ แม่ถามอยู่ 3 คำว่า ‘พ่อรู้ตัวไหม’ เราบอกว่าไม่รู้ นอนเฉย ๆ ไม่หือไม่อืออะไร ‘พ่อกินได้ไหม’ เราก็บอกว่าไม่ได้ต้องให้อาหารผ่านสาย แล้วคำสุดท้ายที่แม่ถามคือ ‘พ่อคุยได้ไหม’ ไม่ได้ แม่ก็เลยบอกว่าชีวิตเขาใช้มาสุดทางแล้วลูก ไม่ต้องทำอะไรแล้ว (ซับน้ำตา) 

วรรณา จารุสมบูรณ์ : ผู้ผลักดันบทสนทนาแห่งความตายนาน 20 ปี เพื่อหวังจะเห็นคนไทย 'อยู่ดี ตายดี'

“ความมั่นใจมาเลย พอแม่พูด เราก็บอกเจ้าหน้าที่ว่าเอาเอกสารมาเลยค่ะ เดี๋ยวเซ็นเอง แต่ตอนนั้นมันก็ยังไม่มีฟอร์มการรักษาแบบประคับประคองอะไรเลย มันยังไม่เกิดสิ่งนี้ขึ้นในประเทศไทย หลังจากนั้นไม่เกิน 2 วัน พ่อก็เสีย (ร้องไห้) ซึ่งในมุมนึงการจากไปของพ่อทำให้เรารู้สึกว่าขนาดเราเรียนพยาบาลนะ เรายังคุยภาษาเดียวกับเขา ถ้าคนไม่รู้เรื่องจะคุยกันยังไง เขาจะตัดสินใจยังไง มันคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้มาจากข้อนี้เลย”

นอกจากความสูญเสียที่เธอได้เรียนรู้ระหว่างเดินทางเข้าออกโรงพยาบาล อีกสิ่งหนึ่งที่ยังคงติดอยู่ในใจไม่รู้ลืมคือญาติผู้ป่วยแผนกอายุรกรรม

“แผนกนี้เป็นผู้ป่วยหนักหมดเลย เดี๋ยวเตียงนั้นปั๊มหัวใจ เดี๋ยวเตียงนี้เสีย ในโมเมนต์นั้นน่ะ มันเป็นความทุกข์ของคนเป็นญาติมาก ๆ ไม่รู้เลยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องทำยังไงต่อ แต่ข้อดีคือ ญาติแถวนั้นเขาน่ารักมาก มีญาติผู้ป่วยเข้ามาถามไถ่ ‘หนูไปพักก่อนไหม เดี๋ยวมีอะไรป้าช่วยดู’ เป็นโมเมนต์ที่มันดีมาก ดีจังที่มีคนเหล่านี้ช่วยซัพพอร์ต ใส่ใจเรา พยาบาลก็น่ารักมาก ทุกคนดีกับเรามาก ๆ มันเป็นความใส่ใจเป็นความกรุณาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราได้รับ แล้วมันมีความหมายกับเราจริง ๆ เป็นความประทับใจบนความสูญเสียที่เราเห็นว่าทุกคนดีกับเรา สนับสนุน ให้กำลังใจให้เราผ่านโมเมนต์ที่ยากแบบนี้ไปได้โดยไม่ได้รู้สึกแย่กับตัวเองมากเกินไป 

ยังไม่ทันที่วรรณาจะเล่าต่อ จู่ ๆ น้ำตาของเธอก็รื้นขึ้นมาอีกครั้ง และได้แต่เอ่ยปากขอโทษถึงหยดน้ำตาที่ไหลลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว

“มีคุณป้าคนหนึ่งอยู่เตียงฝั่งตรงข้าม” เธอเล่าพลางสะอื้น

“เขาเห็นเรามาตลอด แล้วปรากฏว่าคุณลุงเขาดีขึ้นเลยถูกย้ายไปอยู่ห้องอื่น วันที่คุณพ่อเสีย เราก็กำลังอึ้งที่บ้านก็ถือว่าไม่ให้ร้องไห้โดนศพนะ เราก็ถูกดึงออกมาหลังม่าน ไม่ให้ร้องไห้ กันออกมาอยู่ข้างนอกในขณะที่ทุกคนกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเช็ดตัว เราก็อยู่กลางห้อง ทำตัวไม่ถูก แล้วคุณป้าคนนี้เขาก็เดินมากอด (สะอื้น) มันเป็นความประทับใจที่เราสามารถร้องไห้กับคนที่เราไม่รู้จักได้ มันเหมือนมีใครสักคนรับรู้ถึงการสูญเสียของเรา มันมีค่ามากจริง ๆ อ้อมกอดวันนั้นยังจำได้ขึ้นใจ เล่าตอนไหนก็ร้องไห้ตลอด มันเป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปีติที่มีใครคนนั้นอยู่ในโมเมนต์ที่ยากที่สุด แล้วเป็นความสูญเสียครั้งแรกในชีวิต 

“หลังจากงานศพพ่อ เราบอกตัวเองเลยว่าเราโชคดี โชคดีที่มีพยาบาลที่คอยดูแล โชคดีที่เจอคุณป้าคนนั้น มันเป็นโอกาสดี ๆ ในชีวิตที่เราบอกตัวเองเลยว่า หากมีโอกาสก็อยากจะมอบสิ่งนี้ให้คนอื่น อยากส่งต่อความโชคดี สิ่งดี ๆ เหล่านี้ให้คนอื่นต่อ”

นั่นคือจุดเริ่มต้นในปี 2545 เธอไม่ได้ปล่อยให้ความสูญเสียนั้นสูญเปล่า วรรณาเริ่มรวมกลุ่มกับเครือข่ายผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศของการอยู่ดี ตายดี ให้สำเร็จดั่งใจฝัน ก่อกำเนิดเป็นเครือข่ายพุทธิกาในเวลาต่อมา ก่อนวันเวลาจะล่วงเลยมาจนถึงคราที่ ‘Peaceful Death’ ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2560 เพื่อสนับสนุนให้สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตายดี

 

เมื่อความตายเริ่ม ‘พูดได้’ ในห้างสรรพสินค้า

“ถ้ามีใครสักคนมาบอกเราก่อนล่วงหน้าว่าต้องเจอกับอะไร ต้องเตรียมตัวยังไง คุยกับหมอและคนไข้แบบไหน มันคงจะดีมาก”

ด้วยความคิดเช่นนี้ เครือข่ายพุทธิกาที่จับมือกับเสมสิกขาลัย จึงพัฒนาหลักสูตร ‘เผชิญความตายอย่างสงบ’ ขึ้นมา และเพื่อขยายขอบเขตงานให้กว้างขึ้น เธอในนามประธาน Peaceful Death จึงเริ่มผลิต ‘เครื่องมือ’ อย่าง ‘สมุดเบาใจ’ เพื่อเป็นสื่อกลางให้คนได้สั่งเสียความต้องการของตัวเองไว้ ไม่ต้องปล่อยให้ลูกหลานต้องแบกภาระตัดสินใจท่ามกลางความไม่รู้เหมือนที่เธอเคยเผชิญ

วรรณา จารุสมบูรณ์ : ผู้ผลักดันบทสนทนาแห่งความตายนาน 20 ปี เพื่อหวังจะเห็นคนไทย 'อยู่ดี ตายดี'

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่วรรณาภูมิใจ คือการพาความตายออกไปจากโรงพยาบาลและวัด สู่พื้นที่สาธารณะอย่างห้างสรรพสินค้า 

“เราจัดงาน Before I Die ที่เซ็นทรัลเวิลด์ คนประหลาดใจมากว่าทำไมมาคุยเรื่องความตายในห้าง (หัวเราะ) แต่นั่นคือเป้าหมายของเรา เราอยากให้ความตายเป็นเรื่องปกติที่คุยกันได้ในครอบครัว ยิ่งคุยเร็วเท่าไหร่ เรายิ่งได้ใช้ชีวิตดีมากขึ้นเท่านั้น

“เราบอกทีมงานเลยว่า อีก 2 ปีเราจะจัดงานใหญ่กลางกรุงเทพฯ และในปี 2560 งาน Happy Deathday ที่ศูนย์สิริกิติ์ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าคนกว่า 4,000 คน กระตือรือร้นที่จะวางแผนวาระสุดท้าย ในขณะที่งานเวดดิ้งแฟร์ข้าง ๆ กลับดูเงียบเหงาไปเลย”

ดูเหมือนว่าความพยายามของเธอจะงอกงามเป็นต้นไม้ใหญ่ แผ่กิ่งก้านจนกลบรัศมีความเชื่อของคนไทยลงได้อย่างหมดจด นี่คือจุดเริ่มต้นสังคมที่เธอใฝ่ฝัน สังคมที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถเคลียร์ใจให้ ‘เบา’ ก่อนวันสุดท้ายจะมาเยือน

วรรณา จารุสมบูรณ์ : ผู้ผลักดันบทสนทนาแห่งความตายนาน 20 ปี เพื่อหวังจะเห็นคนไทย 'อยู่ดี ตายดี'

สมุดเบาใจจึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ก็ว่าได้ เพราะน้อยคนนักจะนึกถึง รู้ตัวอีกทีว่าอยากจะฝากฝังอะไรไว้บนโลกนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว นอกจากนี้ วรรณายังได้เล่าถึงงานที่ร่วมกับ ‘นิ้วกลม’ (สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์) จัดการศพซ้อมตายที่วัดธาตุทอง เพื่อย้ำว่าการออกแบบความตายนั้นทำได้จริง และทำให้ชีวิตปัจจุบันของเรางดงามขึ้น

“พอเรารู้ว่าจะจัดการยังไง หลายอย่างก็จะชีวิตคุณมันก็จะดีงามขึ้น มันจะเบาใจขึ้น เราจะรู้ว่าใครสำคัญกับชีวิต เราอยากคุยอะไร เราอยากบอกขอบคุณใคร เราอยากขอโทษใคร สิ่งนี้มันมันดีมาก ถ้าคุณให้ทำก่อนจะจากไปใช่ไหม เพราะนี่คือสิ่งที่ทำได้เลย ไม่ต้องรอนอนพะงาบ ๆ อยู่บนเตียงแล้วอยากจะขอโทษ ขอขมาใคร ซึ่งก้ไม่รู้อีกว่าเขาจะมาทันดูใจเราหรือเปล่า 

“เราก็เลยพยายามทำสิ่งนี้มาเรื่อย ๆ จนมาถึงงาน Death Fest 2025 ก็เห็นว่าคนเริ่มสนใจเตรียมตัวแล้วก็เริ่มวางแผนมากขึ้น เพราะหลายครั้งเวลาที่เราอยู่ในระยะสุดท้าย หรือต้องติดเตียง ต้องเริ่มพึ่งพาคนอื่น มันต้องมีใครอยู่เคียงข้างเรานะ ไม่มีใครอยากจากไปเพียงลำพังหรอก”

60 วินาทีสุดท้ายของชีวิตก่อนจากโลกนี้ไป เป็นช่วงเวลาที่ผู้ตายสามารถรับรู้ทุกอย่างรอบตัวได้จริงไหม - เราถาม

“ถ้าจากประสบการณ์ของคนที่เฉียดจากไป โมเมนต์ที่เขากำลังจะจากไป มันจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เขารู้สึกว่าชีวิตมันเหมือนม้วนฟิล์มที่มันร้อยเรียงช่วงเวลาที่มีค่าในชีวิตเอาไว้ มันจะย้อนกลับมา ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าในเวลา 60 วินาทีนั้น เขาอาจจะรับรู้ ซึ่งถ้าเราใช้ชีวิตมาอย่างดี มันก็อาจจะเป็นภาพที่งดงาม สวยงามมาก เป็นภาพที่เต็มไปด้วยความสุข

“แต่ถ้าเราใช้ชีวิตโดยที่ไม่ได้วางแผน ไม่ได้เตรียมตัวอาจจะมีห่วง อาจจะมีภาพที่น่ากังวล มีภาพที่ทำให้รู้สึกแย่ขึ้นมา เราก็ไม่รู้ว่าคนจะจากไปเขาจะตกอยู่ในห้วงอารมณ์ไหน ประสบการณ์สุดท้ายของเขาจึงสำคัญมาก ๆ เราจะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้ติดค้างกับใคร เคลียร์กันไปก่อน อะไรไม่ดีก็ขอโทษ ขอขมา มันจะได้ไม่ติดในใจ ไม่งั้นโมเมนต์ 60 วินาทีสุดท้ายมันอาจจะไม่สวยงาม มันผ่านไปแล้ว ย้อนกลับมาไม่ได้

“ในขณะเดียวกัน ทางพุทธศาสนาเชื่อว่าแม้กายจะดับแต่จิตยังรับรู้ จึงให้ความสำคัญมากกับการที่คนรอบข้างจะสื่อสารกับผู้ที่กำลังจะจากไป อย่าเพิ่งรีบร้อนจัดการเรื่องข้าวของหรือทะเลาะกันเรื่องสมบัติ แต่ให้ใช้เวลานั้นบอกรัก ภูมิใจ หรือขอโทษ เพื่อให้จิตของเขาจากไปอย่างสงบและปราศจากห่วง

“ถึงร่างกายเขาจากไปแล้ว แต่จิตวิญญาณของเขา จิตใจของเขาอาจจะรับรู้อยู่ ก็ควรใช้โอกาสนี้เดินไปกระซิบข้างหู พูดเรื่องดี ๆ กอดเขาสักหน่อย ทำอะไรที่ดี ๆ ไม่ให้มันสายเกินไป บางคนอาจจะมองว่าเขาจากไปแล้วมันคงเปลี่ยนไม่ได้ แต่หลายครั้ง ก็มีคนเล่าว่าเขาก็เข้าไปกอดบอกลาครั้งสุดท้าย ก็เห็นเลยว่าผู้ที่จากไป ใบหน้าของเขาน่ะ กำลังยิ้มอยู่ ซึ่งถ้าเชื่อแบบนี้ว่าทำให้เรารู้สึกว่าเราได้ทำดีต่อกันครั้งสุดท้าย แม้ว่าเขาจะจากไปแล้ว มันก็คงดีเหมือนกันนะ”

วรรณา จารุสมบูรณ์ : ผู้ผลักดันบทสนทนาแห่งความตายนาน 20 ปี เพื่อหวังจะเห็นคนไทย 'อยู่ดี ตายดี'

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย 

จากวันแรกที่เริ่มทำเพราะความเจ็บปวดส่วนตัว วันนี้วรรณากำลังนำพา Peaceful Death ไปสู่ก้าวที่ใหญ่กว่าในงาน Death Fest 2026 ภายใต้แนวคิด re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย

“ปีที่แล้ว (2025) เราสอนให้คนวางแผนตัวเอง แต่ปีนี้เราพบว่าเตรียมแค่ตัวเองไม่พอ การตายดีมันขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์รอบข้างด้วย ถ้าคนที่บ้านไม่เอาด้วย แผนเราก็ล้ม งานปีนี้เราจึงอยากให้คนที่รักมาเรียนรู้ด้วยกัน มาช้อปปิ้งทางเลือกในการดูแลร่วมกัน”

งานครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของคนใกล้ตาย แต่ครอบคลุมตั้งแต่ ‘เริ่มแก่’ ไปจนถึงหลังเสียชีวิต วรรณาหยิบยกโมเดลจากฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เมืองที่ออกแบบมาเพื่อให้คนอายุ 100 ปีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาอธิบายให้เห็นภาพชัดว่า ผู้สูงอายุทุกคนไม่ว่าจะมีภาระทางสุขภาพในแง่ไหน ทุกคนก็มีสิทธิที่จะใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ไม่มีใครควรถูกขังอยู่ในบ้านตัวเองไปจนถึงวาระสุดท้าย

“เราอยากให้เมืองไทยเป็นสังคมที่เอื้อต่อการตายดี ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรือไม่มี ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยสมองเสื่อมหรือคนโสด เราทุกคนควรมีทางเลือกที่จะจากไปอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี

“ซึ่งเรารู้สึกว่า ถ้าประเทศไทยได้ไอเดียแบบนี้ แล้วเรามาทำที่เมืองไทย หรือว่าชุมชนสักที่หนึ่ง ที่เฟรนลี่กับผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยสมองเสื่อมก็ไม่ต้องขังอยู่ในบ้าน เราสามารถมีสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับพวกเขาได้ เขาก็เป็นคนปกติ แต่แค่มีความเจ็บป่วยปนเข้ามา ซึ่งเขาก็คือคนคนหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่เราเอาไปขังไว้ในบ้าน อันนี้ก็เป็นอีกมิติหนึ่งในงาน Death Fest 2026 ที่อยากให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เห็นความเป็นไปได้นี้ ในการเข้ามาช่วยทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่คนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง”

วรรณา จารุสมบูรณ์ : ผู้ผลักดันบทสนทนาแห่งความตายนาน 20 ปี เพื่อหวังจะเห็นคนไทย 'อยู่ดี ตายดี' ไม่ต้องรออีกสิบปีหรือยี่สิบปี ความฝันที่จะเห็นชุมชนที่พร้อมดูแลทุกคนในชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ต้องตายอย่างโดดเดี่ยว มีผู้คนที่น่ารักรายล้อมกายในห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตก็มีขึ้นใหเห็นแล้ว โดย Peaceful Death ที่เป็นผู้ส่งเสริมให้หลายพื้นที่ในประเทศไทย หันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มคนเหล่านี้ จนเป็นที่รู้จึกในชื่อว่า ‘ชุมชนกรุณา’

“พี่รู้สึกว่าตอนนี้เรื่องความตายเริ่มถูกพูดถึงในวิถีชีวิตของสังคมไทยมากขึ้นกว่าที่เคยคิดไว้ และในหลายแง่ก็ถือว่าก้าวหน้ากว่าหลายประเทศด้วยซ้ำ

“การทำงานรณรงค์ การสร้างบทสนทนาในสังคม รวมถึงการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนตื่นตัวมากขึ้น เราเห็นได้จากจำนวนคนที่เข้าร่วมงาน หรือการตอบรับที่เกิดขึ้น ซึ่งมันยืนยันว่าผู้คนเริ่มใส่ใจ และอยากพูดคุยเรื่องความตายและการเตรียมตัวตายมากขึ้นจริง ๆ

“ถ้าย้อนกลับไปตอนพี่เริ่มทำงานวิจัยเรื่องนี้ในปี 2545 จนถึงวันนี้กว่า 20 ปี พี่รู้สึกว่าสังคมไทยเดินทางมาไกลมาก จากวันที่แทบไม่มีใครพูดเรื่องความตาย จนถึงวันที่เราจัดงานแล้วคนแย่งกันลงทะเบียน หรือคนเข้าร่วมงานจนล้น นั่นแปลว่าสังคมไทยเติบโตมาไกลกว่าที่คิดจริง ๆ”

หากจะบอกว่าความฝันสูงสุดของวรรณาคือการเห็น ‘ทุกคน’ ในสังคมไทย ได้ก้าวเข้าสู่สังคมแห่งการอยู่ดี และจากไปอย่างสงบ ก็คงไม่ผิดนัก

เพราะสำหรับเธอแล้ว การตายดีไม่ควรเป็นสิทธิของคนบางกลุ่ม แต่ควรเป็น สิทธิพื้นฐานของทุกคน

“ไม่ว่าคุณจะเป็นคนจน คนรวย กลุ่ม LGBTQ+ ผู้ต้องขัง คนไข้สมองเสื่อม หรือคนไร้บ้าน ทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี

“เราอยากให้การตายดีเป็นสิทธิพื้นฐานจริง ๆ ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และถ้ามันจะเกิดขึ้นได้ สังคมก็ต้องมีนโยบาย มีระบบ และมีกลไกสนับสนุนให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงการดูแลในช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างมีคุณภาพ”

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่งาน Death Fest 2026 พยายามเปิดพื้นที่ให้เสียงของผู้คนหลากหลายกลุ่มได้ถูกพูดถึง

ตั้งแต่คนหลากหลายทางเพศ ผู้ต้องขัง ไปจนถึงคนชายขอบในสังคม

“เราอยากชวนคนที่ปกติอาจไม่ได้มีพื้นที่ในสังคมให้มาส่งเสียง เช่น กลุ่ม LGBTQ+ ที่อยากพูดถึงว่าความตายของคนหลากหลายทางเพศควรได้รับความเข้าใจอย่างไร และเขาอยากได้รับการปฏิบัติอย่างไรในฐานะมนุษย์

“หรือแม้แต่ผู้ต้องขัง ต่อให้เขาเคยทำผิดและต้องรับโทษ เขาก็ไม่ได้อยากตายอย่างโดดเดี่ยว หรือไร้ศักดิ์ศรี ถ้าวันหนึ่งต้องจากไปในขณะที่ยังอยู่ในเรือนจำ เขาก็อยากมีสิทธิเลือกการจากไปที่ไม่เป็นภาระใคร

“รวมถึงคนพิการ คนยากจน หรือคนชายขอบที่รู้ว่าตัวเองอาจไม่มีเงินมากพอจะเข้าถึงบริการดูแลแบบประคับประคองที่ดี แต่ถ้าสังคมใส่ใจ เราก็สามารถออกแบบระบบสวัสดิการหรือระบบช่วยเหลือที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงการตายดีได้มากขึ้น”

วรรณา จารุสมบูรณ์ : ผู้ผลักดันบทสนทนาแห่งความตายนาน 20 ปี เพื่อหวังจะเห็นคนไทย 'อยู่ดี ตายดี' อย่างไรก็ตาม วรรณามองว่าการทำให้คนไทย 'ตายดี' ได้จริงนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของความตั้งใจหรือเงินกองทุนเพียงอย่างเดียว

“เราต้องการมากกว่าแค่ ‘กองทุนฌาปนกิจ’ แต่เราต้องการ ‘กลไก’ สนับสนุนที่แท้จริง เช่น กฎหมายที่อนุญาตให้ลูกหลานลางานมาดูแลพ่อแม่ได้โดยยังได้รับเงินเดือน หรือระบบสวัสดิการที่ดูแล Caregiver (ผู้ดูแล) ให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เพราะทุกวันนี้เรามักพูดถึงเงิน พูดถึงคน แต่ไม่ได้พูดถึงกลไกที่จะทำให้ระบบทำงานได้จริง เราคาดหวังให้ผู้ดูแลทำงานที่หนักมาก แต่กลับให้ค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย ทั้งที่มันเป็นงานที่ยากและท้าทายมาก

“ถ้าเราไม่ให้คุณค่ากับคนที่ทำงานดูแล คนก็ไม่อยากทำ สุดท้ายระบบก็จะเดินต่อไม่ได้”

“มันต้องมีกลไก” เธอย้ำอีกครั้ง

ก่อนบทสนทนาจะสิ้นสุดลง วรรณาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังทบทวนบางสิ่งในใจ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ต้องขอบคุณที่ทำให้พี่ร้องไห้ เพราะบางทีพอทำงานหนักมานาน ๆ เราก็เผลอถามตัวเองเหมือนกันว่า ‘เรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมต้องเลือกทางที่ยากขนาดนี้’ ทั้งที่ชีวิตปกติก็สุขสบายอยู่แล้ว”

น้ำตาที่ไหลออกมาจึงไม่ได้เป็นเพียงความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน หากเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เธอได้หวนกลับไปเชื่อมโยงกับจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายนี้อีกครั้ง

เส้นทางที่เริ่มต้นจากความเจ็บปวดส่วนตัว และค่อย ๆ เติบโตเป็นความตั้งใจที่จะทำให้ผู้คนในสังคมได้เรียนรู้ว่า การจากลาไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วยความกลัว

และสำหรับวรรณาแล้ว การทำให้ผู้คน ‘อยู่ดี ตายดี’ อาจเป็นภารกิจที่มีความหมายที่สุดเท่าที่ชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งได้เลือกเดิน

 

Death Fest 2026 จัดวันที่ 13 - 15 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 - 19.00 น. ณ IMPACT Exhibition Center Hall 6 ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://readthecloud.co/death-fest-2026/

 

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง