รัฐสวัสดิการ ความเชื่อใจ และศักดิ์ศรีของความตาย

รัฐสวัสดิการ ความเชื่อใจ และศักดิ์ศรีของความตาย

เมื่อความตาย กลับกลายเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่ผลักครัวเรือนสู่หนี้สิน คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ ‘ใครจ่าย’ แต่คือ ‘โครงสร้างแบบใด’ ที่ควรปกป้องศักดิ์ศรีของผู้จากไปและผู้ที่ยังอยู่ บทความนี้ชวนมองปัญหาเงินฌาปนกิจผ่านกรอบรัฐสวัสดิการ ความเชื่อใจ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

KEY

POINTS

ในทางสถิติ ความตายคือเหตุการณ์ที่แน่นอนที่สุดของมนุษย์ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ ความตายกลับเป็น ‘ความเสี่ยง’ ที่ครัวเรือนต้องบริหารจัดการเอง เมื่อค่าใช้จ่ายงานศพสามารถเทียบได้กับรายได้หลายเดือนของแรงงานรายได้น้อย ความสูญเสียจึงไม่ได้จบลงที่พิธีศพ หากยืดเยื้อไปในรูปของ ‘หนี้สิน’ และ ‘ความเปราะบางทางการเงิน’

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครควรเป็นผู้จ่าย แต่คือ เหตุใดการตายของพลเมืองยังสร้างแรงกระแทกทางเศรษฐกิจรุนแรงเช่นนี้ ในเมื่อรัฐสมัยใหม่ยอมรับแล้วว่าความเจ็บป่วย การว่างงาน หรือความพิการคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องมีระบบรองรับ

กรอบ ‘ความมั่นคงของมนุษย์’ (Human Security) ซึ่งพัฒนาในเวทีองค์การสหประชาชาติ เสนอว่า ความมั่นคงไม่ได้จำกัดอยู่ที่อาณาเขตหรือการทหาร แต่ครอบคลุมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสังคม หากการเสียชีวิตของสมาชิกหนึ่งคนสามารถผลักครัวเรือนเข้าสู่ภาวะหนี้ นั่นไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว แต่คือความล้มเหลวด้านความมั่นคงในระดับฐานราก กล่าวอย่างตรงไปตรงมา หากความตายทำให้ครอบครัวหนึ่งตกต่ำทางเศรษฐกิจ แสดงว่าโครงสร้างยังปกป้องพลเมืองไม่เพียงพอ

แพทย์และนักเขียนชาวอเมริกัน ‘อตุล กาวานเด’ (Atul Gawande) วิพากษ์ในหนังสือ ‘Being Mortal’ ว่า สังคมสมัยใหม่หมกมุ่นกับการยืดชีวิตผ่านเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ละเลยคำถามเรื่องคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีในช่วงปลายทาง สำหรับกาวานเด ปัญหาอยู่ที่ “การทำให้ความตายเป็นเรื่องทางเทคนิค” มากกว่าจะเป็นประสบการณ์มนุษย์

อย่างไรก็ตาม หากขยายการวิเคราะห์ออกจากโรงพยาบาลมาสู่ระดับเศรษฐกิจการเมือง ปัญหาอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่การแพทย์ แต่คือ ‘การทำให้ความตายเป็นภาระทางการเงิน’ ในบริบทนี้ ความตายไม่ได้ถูกทำให้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางชีววิทยา หากถูกแปลงเป็นต้นทุนที่ครัวเรือนต้องเร่งจัดการภายใต้แรงกดดันของเวลา นี่คืออีกมิติหนึ่งของการทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องเชิงระบบ

ในทางปรัชญาการเมือง ‘มาร์ธา นุสบอม’ (Martha Nussbaum) เสนอแนวคิด ‘แนวทางศักยภาพ’ (Capabilities Approach) โดยชี้ว่า ศักดิ์ศรีของมนุษย์อยู่ที่ความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าโดยไม่ถูกจำกัดจากเงื่อนไขโครงสร้าง หากครอบครัวหนึ่งต้องกู้เงินเพื่อจัดงานศพ และผลของหนี้สินนั้นบั่นทอนเสถียรภาพชีวิตในระยะยาว นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาทางการเงิน แต่คือการลดทอนศักดิ์ศรีของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่

เมื่อวางกรอบทั้งสามแนวคิดเคียงกัน จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจน ‘Human Security’ มองความตายเป็น ‘ความเสี่ยงสาธารณะ’ ที่รัฐต้องป้องกันไม่ให้ลุกลามเป็นความเปราะบางทางเศรษฐกิจ แนวทางศักยภาพของนุสบอมมองผลกระทบของความตายผ่านเลนส์ศักดิ์ศรีและความสามารถในการดำรงชีวิต ขณะที่กาวานเดตั้งคำถามเชิงวัฒนธรรมว่า เราออกแบบระบบรองรับความตายโดยคำนึงถึงมนุษย์หรือไม่

เมื่อกรอบเหล่านี้สนทนากัน ภาพที่ปรากฏชัดคือ ปัญหา ‘เงินฌาปนกิจ’ ไม่ใช่เพียงข้อบกพร่องในการบริหารกองทุน หากเป็นจุดตัดระหว่างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จริยธรรมทางการเมือง และการออกแบบสถาบันสาธารณะ

ในอีกด้านหนึ่ง ระบบสมาคมฌาปนกิจของไทยตั้งอยู่บนความเชื่อใจเป็นสำคัญ ‘ฟรานซิส ฟูกูยามา’ (Francis Fukuyama) อธิบายว่า ความเชื่อใจคือทุนทางสังคมที่ลดต้นทุนธุรกรรมและทำให้ความร่วมมือเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อระบบใดพึ่งพาความเชื่อใจมากกว่ากลไกกำกับดูแล ความเปราะบางจะเพิ่มขึ้นทันทีที่ความมั่นใจสั่นคลอน

ในแง่นี้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่สมาคมใดสมาคมหนึ่ง หากอยู่ที่การออกแบบเชิงสถาบัน หากรัฐปล่อยให้ความตายเป็นพื้นที่ที่ชุมชนต้องรับความเสี่ยงเป็นหลัก โดยไม่มีหลักประกันที่มั่นคงพอรองรับ เมื่อความเชื่อใจลดลง ต้นทุนของความร่วมมือจะเพิ่ม และผู้ที่แบกรับภาระหนักที่สุดย่อมเป็นครัวเรือนรายได้น้อย

กล่าวให้ชัดยิ่งขึ้น หากการตายของคนจนยังทำให้ครอบครัวต้องกู้เงินเพื่อจัดงานศพ นั่นไม่ใช่เรื่องวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่คือสัญญาณของความไม่สมบูรณ์ของรัฐสวัสดิการ ศักดิ์ศรีของความตายจึงไม่ใช่คำสวยงาม หากคือคำถามเชิงโครงสร้างว่า สังคมหนึ่งยอมรับได้หรือไม่ที่การจากไปของพลเมืองจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเปราะบางทางเศรษฐกิจ

ท้ายที่สุด วิธีที่รัฐและสังคมออกแบบระบบรองรับความตาย อาจเป็นบททดสอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดของความหมายคำว่า ‘ศักดิ์ศรีมนุษย์’ เพราะแม้ชีวิตจะสิ้นสุดลง แต่ความรับผิดชอบของโครงสร้างต่อผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ควรสิ้นสุดลงพร้อมกัน

 

เรื่อง: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ภาพ: จำลองเหตุการณ์โดย AI