29 ก.ย. 2563 | 17:30 น.

"การพัฒนาการศึกษา ไม่ใช่แค่ต้องพัฒนานักเรียนหรือครู แต่ผู้บริหาร หรือบุคลากรในด้านอื่น ๆ ในวงจร ก็ต้องมองเห็นถึงปัญหา และก้าวเข้ามาหาทางแก้ไปด้วยกันด้วย" เพราะมีความสนใจในด้านการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร จึงเริ่มอาชีพของเธอ โดยพุ่งตรงเข้าไปสมัครงานที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เพราะรู้สึกว่า นี่ล่ะ คือเส้นทางชีวิตของเธอ และเพราะตลอดระยะเวลา 4-5 ปี ที่ดร.พรพรรณได้มีโอกาสคลุกคลี และเรียนรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับแวดวงการศึกษา เข้าใจธรรมชาติของแต่ละสาขาวิชา รวมถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ของวงจรของการเรียนรู้ เธอจึงเริ่มมองเห็นว่าการศึกษาไทยนั้น ยังขาดอะไรที่จำเป็นต่อการพัฒนาด้านการศึกษาบ้าง แต่เพราะรู้ตัวว่าลำพังตัวเธอเอง คงยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เธอจึงตัดสินใจลาออกจากองค์กรแรกที่เธอเริ่มต้นทำงาน ไปสั่งสมความรู้และประสบการณ์เพิ่มเสียก่อน "เราตัดสินใจไปเรียนต่อด้าน Computer Science Teaching จาก University of North Texas เพราะรู้สึกว่าคอมพิวเตอร์มันเป็นอะไรที่ใหม่และน่าสนใจมาก การได้มีโอกาสเรียนตั้งแต่พื้นฐาน ทำให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้การใช้ตรรกะ การใช้เหตุผล คิดวิเคราะห์แก้ปัญหา นี่ล่ะคือสิ่งที่ตอนนี้เราเรียกกันว่า ‘ทักษะยุคใหม่’ ซึ่งที่จริงมันไม่ได้ใหม่เลย มันมีมานานแล้ว พอเราเรียนอะไรพวกนี้ มันจึงทำให้เราไม่ตื่นตระหนกกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่หมุนไปพร้อมโลก" เมื่อได้มีโอกาสไปศึกษาในต่างประเทศ เธอจึงมองเห็นความแตกต่างด้านการเรียนการสอนระหว่างต่างประเทศกับไทย เพราะในที่ผ่านมารูปแบบการสอนระหว่างครูกับนักเรียนมักเป็นการ ‘ป้อน’ ความรู้ให้แก่เด็ก ๆ และคาดหวังว่าพวกเขาจะจำ และนำไปใช้เองได้ แต่เพราะเด็ก ๆ ไม่มีโอกาสได้ลงมือปฏิบัติ ไม่มีโอกาสได้ลองทำ พวกเขาจึงไม่อาจเข้าใจองค์ความรู้เหล่านั้นได้อย่างถ่องแท้ และนั่นก็เป็นเป้าหมายแรก หลังจบการศึกษาในระดับปริญญาเอกที่ดร.พรพรรณมองว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน