“เลือก Say Yes ให้ชีวิต และใจดีกับตัวเอง” คุยกับ ‘ชาร์เลท วาศิตา’ เจ้าแม่มุกเสี่ยวถึงความสุขและการเติบโตในวัย 21 ปี

“เลือก Say Yes ให้ชีวิต และใจดีกับตัวเอง” คุยกับ ‘ชาร์เลท วาศิตา’ เจ้าแม่มุกเสี่ยวถึงความสุขและการเติบโตในวัย 21 ปี

ชาร์เลท วาศิตา ในวัย 21 ปี เผยมุมมองการเติบโตที่เปลี่ยนไป โดยเลือกที่จะ "Say Yes" ให้กับชีวิตมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะใจดีกับตัวเอง ไม่กดดันตัวเองเหมือนในอดีต

KEY

POINTS

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก ‘ชาร์เลท วาศิตา แฮเมเนา’ นักแสดงเด็กที่เข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ และเป็นที่จดจำจากบทเรยาวัยเด็กในดอกส้มสีทอง จนใครต่อใครต่างแซวว่าเธอคือนักศึกษาจบใหม่ ประสบการณ์ยี่สิบปีที่หลายบริษัทต่างใฝ่หา

วันนี้เด็กน้อยคนนั้นอายุ 21 ปีเต็มแล้ว เพิ่งเรียนจบวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และกำลังมองงานแสดงด้วยสายตาที่ต่างจากเดิม จากเคยเดินตามจังหวะของวงการ เธอเริ่มถามตัวเองอย่างจริงจังว่าอะไรคือสิ่งที่เธอรักจริง ๆ

ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ซีรีส์ ‘คลึง’ กำลังออนแอร์ The People จึงถือโอกาสชวนชาร์เลทมาพูดคุยถึงผลงานล่าสุด ในบท ‘หัตถา’ เด็กสาวจากภูเก็ตที่ถูกผู้มีอำนาจกดขี่จนสูญเสียทุกอย่าง ความแค้นผลักดันให้เธอใช้ศาสตร์นวดลึกลับเป็นเครื่องมือเอาคืน 

ตัวละครนี้นอกจากจะทำให้เธอต้องเรียนนวดไทยจากครูผู้เชี่ยวชาญและร่วมงานกับ เทศน์ ไมรอน แล้ว ยังเป็นบทบาทที่พาเธอกลับไปสำรวจความทรงจำในวัย 19 ช่วงเวลาที่เธอเองก็เคยดิ่งลึกจนรู้สึก ‘ไม่เหลือใคร’ เช่นกัน

และนี่คือเรื่องราวของเธอ นักแสดงมากประสบการณ์ เจ้าของฉายาเจ้าแม่มุกเสี่ยวที่จะมาแจกประกายความสดใส เคล้าเสียงหัวเราะ กับเส้นทางชีวิตที่ครั้งหนึ่งก็เคยผ่านช่วงเวลาที่ไม่สดใสเช่นกัน

“เลือก Say Yes ให้ชีวิต และใจดีกับตัวเอง” คุยกับ ‘ชาร์เลท วาศิตา’ เจ้าแม่มุกเสี่ยวถึงความสุขและการเติบโตในวัย 21 ปี

ว่าด้วยมุกเสี่ยวและวัยเด็ก

 

The People : ได้ยินมาว่าชาร์เลทชอบเล่นมุกเสี่ยวมาก อะไรทำให้ชอบมุกแนวนี้ขนาดนี้

รู้สึกว่าชีวิตมันเครียดเกินไปค่ะ จริง ๆ เริ่มจากแก๊งเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปีหนึ่ง ทั้งแก๊งเป็นสายนี้หมด ตอนแรกมุกยังไม่มีความหมายเลยนะคะ อย่าง "กะเพราที่เค็มก็เหมือนใจคนที่ไม่ดี" คือไม่เข้ากันเลย ไม่คล้องจองด้วย แต่คุยกันบ่อย ๆ ก็เริ่มคล้องจองขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนได้ฝึกฝนไปในตัว

ตอนนี้หน้า Explore ในอินสตาแกรมเป็นมุกเสี่ยวหมดเลย ชาร์ชอบนั่งอ่าน ทึ่งว่าทำไมคนคิดได้ขนาดนี้ เพราะตัวเองรู้สึกว่ามีคลังคำศัพท์ในหัวน้อย แล้วชาร์เป็นคนเส้นตื้นกับการสลับคำมาก ก็เลยอยากพัฒนาเป็นสกิล ตอนนี้เอาไปใช้ทั้งแคปชัน ทั้งตอนรีวิวสินค้า บางทีก็ใส่เรื่องความรักเข้าไปด้วย มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งเคยบอกว่า "ลองมองชีวิตให้ตลกดูสิ" ชาร์ก็เลยติดตลกขึ้นเรื่อย ๆ มันช่วยคลายเครียดได้จริง ๆ 

“เลือก Say Yes ให้ชีวิต และใจดีกับตัวเอง” คุยกับ ‘ชาร์เลท วาศิตา’ เจ้าแม่มุกเสี่ยวถึงความสุขและการเติบโตในวัย 21 ปี The People : ย้อนกลับไปตอนเด็ก ชาร์เลทมีบุคลิกยังไง เป็นคนสดใส ตลกแบบนี้มาตั้งแต่แรกเลยไหม

น่าจะเป็นคนดีดกว่าตอนนี้อีกค่ะ (หัวเราะ) ตอนเด็กเป็นคนมองโลกในแง่บวกมาก หาด้านดีในเรื่องแย่ได้ตลอด หลายคนอาจมองว่าเด็กที่ทำงานตั้งแต่เล็กคงขาดอะไรบางอย่าง แต่ตอนนั้นชาร์ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย เป็นคน enjoy กับ moment มาก ๆ เป็นเด็กร่าเริงธรรมดาคนหนึ่ง

The People : แล้วตอนที่ชาร์เลทยังเด็กชอบหรืออินกับอะไรเป็นพิเศษบ้างไหม

เป็นคนเปลี่ยนความอินไปเรื่อย ๆ ค่ะ ช่วงหนึ่งเล่นกีฬา พอเข้าโรงเรียนทางเลือกที่มีอะไรให้ทำเยอะ ก็ไปเล่นระนาดทั้งปี อยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยนไปแกะสลักไม้ แต่พื้นฐานคือต้องเป็นเรื่องที่สนใจอยู่แล้ว ถ้าไม่สนใจ ไม่อยากลอง ชาร์จะไม่แตะเลย

The People : ทำไมถึงเลือกเรียนโรงเรียนทางเลือก แล้วการเรียนที่นั่นเป็นอย่างไร

เริ่มจากคุณแม่ไปเจอโรงเรียนนี้แล้วชวนว่าอยากลองไหม ชาร์ไม่ใช่สายวิชาการขนาดนั้น เรียนได้นะคะ แต่รู้สึกว่าแบบนี้น่าจะเวิร์กกับเรามากกว่า พอเข้าไปจริง ๆ การเรียนใช้ประสบการณ์ชีวิตมากกว่านั่งเรียนในห้อง อย่างวิชาวิทยาศาสตร์ เราไม่ได้นั่งท่องเรื่องสาร แต่ต้องนั่งรถบัสไปอยุธยาเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำกลับมาตรวจที่แล็บ หรืออยากรู้ว่าสะพานสร้างยังไง ครูก็ให้เราสร้างเองเลย ชาร์จำได้ดีขึ้นมาก เพราะร่างกายและวิธีคิดของชาร์เข้ากับการเรียนแบบนี้

ช่วงเช้าเรียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษตามปกติ ช่วงบ่ายจะปล่อยให้เด็กเลือกเอง มีทั้งแกะสลัก ปั้นดินเผา ระนาด ขิม เรือใบ พายเรือ ใครสนใจอะไรก็ไปลอง ชาร์คิดว่ามันเหมาะกับเด็กสายคล้าย ๆ ชาร์ ส่วนเด็กที่ชอบวิชาการก็อาจเหมาะกับโรงเรียนปกติมากกว่า แต่สำหรับชาร์ มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ได้ความทรงจำเยอะเลยค่ะ

The People : การได้ลองหลายอย่าง ทำให้ได้คำตอบชัด ๆ ไหมว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน

ไม่ถึงขั้นชัดเป๊ะค่ะ เพราะตอนนั้นมีงานในมือแล้ว แต่ทำให้รู้จักสกิลและขีดจำกัดของตัวเองมากขึ้น ชาร์เป็นคนสมาธิสั้นมาก ไม่คิดว่าจะนั่งแกะสลักได้ แต่ชีวิตนี้ก็เคยแกะสลักเก้าอี้ไม้สำเร็จมาหนึ่งชิ้น มันทำให้รู้ว่าความอดทนของเราไปได้ถึงไหน

สิ่งที่ส่งผลกับชาร์มากที่สุดคือการเรียนเรือใบ เขาปล่อยเราไว้ที่ทะเลสองอาทิตย์ ใช้เรือของทหารจริง ๆ ครูก็ดุมาก มันไม่ได้สอนแค่กีฬา แต่สอนการเอาตัวรอด การสามัคคีกับเพื่อนสองคนบนเรือ เรือล่มแล้วจะทำยังไง หรือเวลาไปทัศนศึกษา เขาจะปล่อยเราอยู่ภูเก็ตกับเพื่อนอาทิตย์สองอาทิตย์ ครูมีไม่กี่คน แต่ละคนต้องเลือกเองว่าอยากทำวิจัยเรื่องอะไรในหมู่บ้าน ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง โรงเรียนค่อย ๆ ขยับความกล้าของเราขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วพอมีเพื่อนที่ดี ไปไหนก็ไปด้วยกัน เพราะต้องดูแลกันและกัน

ประสบการณ์เหล่านั้นน่ะ ทำให้ enjoy นะคะ แต่ก็รู้สึกว่าจริง ๆ ช่วงนั้นแอบทำให้ชาร์มีความสับสนเยอะมาก แล้วก็แบบไม่ก้าวออกจาก comfort zone เลย ถ้ารู้สึกสบายใจกับอันไหนก็จะอยู่กับอันนั้น 

“เลือก Say Yes ให้ชีวิต และใจดีกับตัวเอง” คุยกับ ‘ชาร์เลท วาศิตา’ เจ้าแม่มุกเสี่ยวถึงความสุขและการเติบโตในวัย 21 ปี

The People : ตอนต้องก้าวออกจาก comfort zone รู้สึกอย่างไร

ก่อนจะเริ่มทำอะไร ทุกคนก็กลัวทั้งนั้นค่ะ เพราะมันคือสิ่งที่เราไม่รู้ ชาร์เลยชอบคิดว่าเราไม่ได้เดินคนเดียว คนอื่นก็กลัวเหมือนกัน แล้วเรามีเพื่อนไปด้วย ความกลัวเลยกลายเป็นความกล้า ช่วงแรก ๆ ก็มีดึงตัวเองกลับบ้าง แต่พอทำอะไรสำเร็จ ความภูมิใจมันสนุกนะคะ ชาร์ภูมิใจในเพื่อน ภูมิใจในผลงานของคนอื่นได้ง่าย แต่ความภูมิใจในตัวเองเป็นความรู้สึกที่แตะยาก เพิ่งได้รู้สึกเมื่อไม่นานมานี้เอง เพราะเราทำตาม flow ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้มองลึกถึง process ชาร์ภูมิใจในงานทั้งโปรดักชันนะ แต่ไม่เคยบอกตัวเองว่า "วันนั้นเราทำได้ดีนะ" แต่ก่อนชาร์ตั้งคำถามกับตัวเองตลอดเวลา หาข้อติตัวเองเพื่อจะรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ แต่จริง ๆ แค่คำว่า "ทำได้ดีแล้ว" ก็พอให้เราทำงานต่อไปได้เหมือนกันค่ะ

 

นักแสดงที่อยากอยู่หลังกล้อง

 

The People : อยู่ในวงการมาตั้งแต่เด็ก เคยถามตัวเองไหมว่านี่คือสิ่งที่ต้องการจริง ๆ หรือแค่ปล่อยไปตาม flow
เพิ่งได้กลับมาคุยกับตัวเองตอนโตนี่แหละค่ะ พอเล่นมาหลายเรื่อง ก็ไม่อยากเล่นซ้ำสิ่งที่เคยเล่นแล้ว ต้องคิดมากขึ้นว่าเคยแตะความรู้สึกแบบไหนของตัวละครไปแล้วบ้าง แล้วก็ถามตัวเองว่าเรามองงานแสดงเป็นแค่งาน หรือเป็นศิลปะที่เรายังอยากทำ หาคำตอบไปมาก็รู้สึกสงบและสนุกขึ้นเรื่อย ๆ พอสนุกก็แปลว่ามีสิ่งที่เราชอบอยู่ในนั้น

นักแสดงไม่มีทางได้เป็นตัวเองหน้ากล้อง หน้าที่ของชาร์คือสร้างคนคนหนึ่งขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็นในหนังหรือในซีรีส์ แล้วชาร์ก็พบว่าตัวเอง enjoy กับสิ่งนั้น ตอนนี้เลยมองมันเป็นความชอบมากกว่าหน้าที่ ตอนเด็กเลเยอร์ของการเล่นยังไม่เยอะ ไปกองก็เหมือนไปหาพี่ ๆ ไม่ได้มองตัวละครละเอียดขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าพออายุ 13 แล้วจะคิดได้ทันที มันค่อย ๆ เก็บเกี่ยวมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้นิ่งในระดับหนึ่งแล้ว

“เลือก Say Yes ให้ชีวิต และใจดีกับตัวเอง” คุยกับ ‘ชาร์เลท วาศิตา’ เจ้าแม่มุกเสี่ยวถึงความสุขและการเติบโตในวัย 21 ปี

The People : เคยเสียดายช่วงเวลาวัยรุ่นที่ต้องเอามาทำงานไหม

เคยตอบทั้งสองแบบเลยค่ะ ว่าเสียดายและไม่เสียดาย ทุกเส้นทางมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ข้อเสียไม่ได้ทำให้เราไปต่อไม่ได้ บางวันไปโรงเรียนแล้วคุยกับเพื่อนไม่ค่อยติด เพราะไม่รู้ว่าเมื่อวานเกิดอะไรขึ้น หรือเพื่อนไปเที่ยวกันแต่เราอยู่กอง ในใจเด็กมันก็รู้สึกบ้าง แต่พอมองภาพรวม เรื่องนี้ไม่ได้เป็นจุดใหญ่ในชีวิตเลย ทุกวันนี้ที่ชาร์ให้คำแนะนำเพื่อนได้ หรือคิดอะไรได้เร็ว ก็มาจากสิ่งที่สั่งสมตั้งแต่เด็ก ชาร์ไม่เคยมองมันเป็นปมด้อย มันคุ้มในแบบของมัน ถ้าไม่ได้เป็นแบบนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้จะอยู่ตรงไหนของโลก

The People : ประสบการณ์ตรงนั้นทำให้เลือกเรียนสายภาพยนตร์ด้วยหรือเปล่า

ใช่ค่ะ ชาร์ตั้งใจตั้งแต่เด็กแล้วว่าอยากอยู่เบื้องหลัง แค่โอกาสหน้ากล้องเข้ามาก่อน ตอนเด็กชอบถือวอ ชอบกดวอ ชอบนั่งเก้าอี้ผู้กำกับ ชอบถ่ายรูป พอถึงตอนต้องเลือก ก็มีสองทาง คือเรียนการแสดงที่คิดว่าตัวเองถนัด หรือเรียนสิ่งที่ไม่เคยแตะเลย ตอนนั้นไม่เคยจับกล้องหนังด้วยซ้ำ คิดไปคิดมาก็อยากให้มันครอบคลุม เรามีโอกาสเป็นนักแสดงอยู่แล้ว อีกด้านก็อยากมีสกิลอื่นติดมือ เลยเลือกเรียนการผลิตค่ะ

The People : พอได้เรียนแล้ว อยากอยู่เบื้องหลังมากขึ้นไหม

มากกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ ตอนทำธีสิสได้ลองเป็นผู้กำกับเล็ก ๆ แค่นั้นก็ enjoy มากแล้ว เราอยู่ในวงการมานาน เห็นเส้นทางของวงการบันเทิงมาเยอะ เห็นว่าทุกวันนี้คนพยายามผลักดันคอนเซปต์และประเด็นใหม่ ๆ ในฐานะคนเรียนภาพยนตร์และคนที่ทำงานนี้มาตั้งแต่เด็ก ชาร์ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงบ้าง

The People : ถ้าได้ทำหนังเอง อยากเล่าเรื่องแบบไหน
ชาร์ชอบหนังชีวิตค่ะ ไม่ค่อยชอบแฟนตาซีเพราะรู้สึกว่าเข้าไม่ถึง เสน่ห์ของหนังชีวิต Coming of Age คือทุกคนดูเรื่องเดียวกัน แต่ว่าแต่ละคนจะไปสะดุดคนละจุด ขึ้นอยู่กับชีวิตของเขา อย่างเรื่องน้องพี่ที่รักที่พี่ญาญ่าเล่น คนที่ไม่มีพี่น้องอาจไปเก็ตเรื่องอื่น แต่สำหรับคนที่มีพี่น้องก็จะอินอีกแบบ หนังที่แตะใจคนได้หลายจุดแบบนี้คือสิ่งที่ชาร์ชอบ

The People : ในฐานะคนเรียนกำกับภาพ ถ้าเล่าวัยเด็กของตัวเองเป็นภาพ จะเป็นภาพแบบไหน

ตอนเด็กคงเป็นภาพสีสดมาก ๆ ตามประสาเด็กที่สดใหม่ไปหมด พอโตขึ้นสีก็ค่อย ๆ ซีดลง แต่ไม่ได้ในแง่ลบนะคะ มันคือเรื่องที่เราผ่านมา หรืออาจจะเหลือแค่สีที่เราชอบ ตอนเด็กเรามีทุกสี พอโตมาได้เจอโน่นนี่ บางสีก็หายไป บางสีก็เข้ามาใหม่ ชาร์รู้สึกว่าสีบอกความเป็นคนได้ดีค่ะ

“เลือก Say Yes ให้ชีวิต และใจดีกับตัวเอง” คุยกับ ‘ชาร์เลท วาศิตา’ เจ้าแม่มุกเสี่ยวถึงความสุขและการเติบโตในวัย 21 ปี

ความเครียด ความสุข และประกายเล็ก ๆ

 

The People : ชาร์เลทดูสดใสมาก เคยมีช่วงที่เครียดบ้างไหม แล้วผ่านมาได้อย่างไร

มีค่ะ ช่วงนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว แต่เคยมีช่วงที่เราจับทางไม่ถูก ปล่อยเรื่องต่าง ๆ ไว้ไม่จัดเรียง จนมันกลายเป็นก้อนเดียวกันแล้วแพนิกไปหมด แยกไม่ออกแล้วว่าที่หงุดหงิดอยู่นี่มาจากเรื่องอะไร พอเคยพังเพราะความไม่จัดระเบียบของตัวเองมาแล้ว ก็พอรู้ผลลัพธ์ ตอนนี้อายุ 21 ดูแลตัวเองได้ดีขึ้น มีสติย้อนกลับไปถามว่าที่รีบ ๆ ร้อน ๆ อยู่เพราะอะไร พอรู้ว่าเป็นเพราะเรื่องนี้กวนใจ ก็กลับไปจัดการตรงนั้นค่ะ

The People : ทุกวันนี้อะไรทำให้มีความสุข

แค่ได้กินมัทฉะก็แฮปปี้แล้วค่ะ (หัวเราะ) ตอนนี้เป็นคนมีความสุขง่ายขึ้นเยอะ แต่ก่อนแอบคิดว่าถ้าแฮปปี้มาก ๆ เดี๋ยวโควตาความสุขจะหมด แล้วความเศร้าจะตามมา เลยคอยยั้งตัวเองไว้ตลอด ไม่ได้ใช้ชีวิตเต็มที่ แต่พอใช้ชีวิตมาเรื่อย ๆ ก็รู้ว่าคนเราต้องเจอทั้งสุขและทุกข์อยู่แล้ว ช่วงนี้ชาร์คิดเรื่องความไม่แน่นอนเยอะ อย่างน้ำท่วมที่ไม่มีใครคาดคิด หรือการสูญเสียพี่ ๆ ในวงการ มันเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ตอนนี้เลยไม่มองไกลมาก แค่วันนี้แฮปปี้ก็โอเคแล้ว

“เลือก Say Yes ให้ชีวิต และใจดีกับตัวเอง” คุยกับ ‘ชาร์เลท วาศิตา’ เจ้าแม่มุกเสี่ยวถึงความสุขและการเติบโตในวัย 21 ปี

The People : คุณแม่สอนประโยค "Leave a little sparkle in every place you go" มาตั้งแต่เด็ก ประกายที่ชาร์เลทมอบให้คนอื่นวันนี้ต่างจากตอนเด็กไหม

ตอนเด็ก sparkle ของชาร์คงบริสุทธิ์มาก ๆ ตามวัย ตอนนี้มันจริงขึ้นในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ด้วยความเป็น Gen Z ด้วย เลยมีเรื่องที่ relate กับคนรุ่นนี้ได้มากขึ้น คนชอบถามชาร์เรื่องความต่างระหว่างเจเนอเรชัน ชาร์รู้สึกว่าตัวเองอาจช่วยเชื่อมคนต่างรุ่นได้ในระดับหนึ่ง ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้อินกับการแบ่งเจนขนาดนั้น มันเป็นเรื่องของปัจเจกมากกว่า ตอนนี้ชาร์มีหลายเลเยอร์ขึ้น แล้วแต่ว่าใครจะชอบด้านไหน บางคนชอบมุกเสี่ยว นั่นก็คือ sparkle สำหรับเขา บางคนชอบผลงานก็ดูที่งาน ตอนเด็กมันเป็นแค่ความสดใสก้อนเดียว ตอนนี้มีหลายมิติขึ้นค่ะ

The People : เคยพูดถึงความฝันอยากทำงานกับสัตว์ ตอนนี้ยังมีอยู่ไหม

ยังมีค่ะ แต่ปรับจากสายการแพทย์มาเป็นการทำหนังเกี่ยวกับสัตว์แทน ที่บ้านมีน้องหมาด้วย ข้อเสียของหนังสัตว์คือขายตั๋วยาก เพราะคนกลัวว่าสัตว์ในเรื่องจะตาย แต่ชาร์คิดว่ามันเล่าเรื่องความรักที่บริสุทธิ์ได้ดีที่สุด บางคนก็ชอบดูอยู่แล้ว แล้วก็นั่งภาวนาให้มันไม่ตาย

The People : มีอะไรในมุมมองของสัตว์ที่สอนเราในฐานะมนุษย์ไหม

สัตว์เห็นโลกได้เท่าที่เราพาเขาไปค่ะ โลกของเขาขึ้นอยู่กับเรา ชาร์เคยคิดจะทำหนังสั้นจากกล้องวงจรปิดที่บ้าน เพราะเวลาออกไปทำงานแล้วเปิดกล้องดู น้องหมานั่งรอหน้าประตู 4-5 ชั่วโมงโดยไม่ทำอะไรเลย หรือเวลาพาไปเที่ยวก็ตื่นเต้นมาก ตอนเด็ก ๆ ตื่นเต้นจนฉี่ราดเลย เขาเป็นส่วนหนึ่งของโลกเรา เพราะเรายังมีคนอื่นและมีสังคม แต่เราคือโลกทั้งใบของหมาตัวหนึ่ง เป็นเรื่องที่คนหลงลืมง่าย ชาร์เชื่อว่าทุกคนมี empathy อยู่ในตัว ต่อให้ไม่ชอบสัตว์ก็ตาม มันไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดไหน แต่มันคือความรัก ซึ่งทุกคนต้องการเหมือนกัน

 

‘คลึง’ ว่าด้วยความแค้น และศาสตร์การนวด

 

The People : ช่วยเล่าถึงซีรีส์คลึงและบทที่ได้รับหน่อย

ชาร์รับบทหัตถา เด็กผู้หญิงจากภูเก็ตที่ครอบครัวเคยมีความสุข จนผู้มีอำนาจเข้ามารังแกครอบครัวและทำให้มีคนเสียชีวิต มันสร้างความแค้นในตัวหัตถามาก เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี บวกกับไปเจอศาสตร์นวดลึกลับ แล้วตัดสินใจใช้มันเป็นเครื่องมือล้างแค้นค่ะ

The People : ซีรีส์หยิบประเด็นอำนาจขึ้นมาเล่า คิดว่าจะสะท้อนกลับไปที่สังคมได้แค่ไหน

ไม่ต้องพูดเยอะ คนน่าจะพอเดาได้ค่ะ ชาร์ลงรายละเอียดไม่ได้ แต่เชื่อว่าคนจะ relate ได้ไม่มากก็น้อย ทั้งกับสังคมใหญ่และสังคมของแต่ละคน เพราะการเอาเปรียบหรือการกดขี่ไม่ได้เกิดแค่ระดับประเทศ มันเกิดได้ในโรงเรียน ในครอบครัว หรือในอีกหลายที่

The People : หัตถาถูกพรากทุกอย่างไป การเล่นบทนี้ทำให้เข้าใจคนที่ไม่เหลืออะไรแล้วมากขึ้นไหม
เข้าใจตั้งแต่แรกเลยค่ะ ชีวิตจริงของชาร์ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นอยากล้างแค้นใคร แต่เคยรู้สึกว่าไม่เหลืออะไรเลยเหมือนกัน รู้สึกว่าดิ่งลงไปจนสุด แล้วต้องฮึดขึ้นมาเอง ชาร์เคยมีความรู้สึกก้อนนั้นอยู่ เลยหยิบมาใช้กับตัวละครได้ หัตถาเป็นคนที่มีดราม่าในอดีต ซึ่งเราทุกคนก็มีบางวันที่ย้อนกลับไปแล้วคิดว่า "ไม่น่าเลย" ของเราอาจเป็นจุดเล็ก ๆ แต่พอขยายขึ้นมา มันคือความรู้สึกเดียวกัน ของหัตถาแค่หนักกว่า ก็เลยใช้ความรู้สึกเล็ก ๆ ของเรานำมาประกอบให้เข้าใจตัวละครได้มากขึ้น

“เลือก Say Yes ให้ชีวิต และใจดีกับตัวเอง” คุยกับ ‘ชาร์เลท วาศิตา’ เจ้าแม่มุกเสี่ยวถึงความสุขและการเติบโตในวัย 21 ปี

The People : ช่วงที่รู้สึกว่าไม่เหลืออะไรเลย เกิดขึ้นตอนไหน

ก่อนอายุ 20 นิดหน่อยค่ะ ประมาณ 19 ตอนนั้นเล่นบางกอกคณิกา ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ ชาร์ชอบเรื่องนั้นมาก แต่ก็ overwhelm นิดหนึ่ง บวกกับปัญหาส่วนตัวและเรื่องงานหลายอย่างที่ประดังเข้ามา รู้สึกว่าทุกอย่างต้องการอะไรจากเราเยอะไปหมด ต้องการงาน ต้องการคำตอบ ต้องการคำอธิบาย จนรู้สึกว่าไม่เหลือใครเลย ทั้งที่จริง ๆ มีคนอยู่ข้าง ๆ เยอะมาก แค่ความกดดันมันบังตาจนมองไม่เห็น

The People : แล้วตอนนั้นอะไรทำให้กลับขึ้นมาได้

คงเป็นจังหวะของตัวเองค่ะ พอดิ่งจนสุดแล้วก็ถีบตัวเองขึ้นมาว่าจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ เริ่มคุย เริ่มทำความเข้าใจระบบความคิดของตัวเอง ไล่ดูว่าเรามองเรื่องนี้ยังไง อันไหนไม่ชอบจริง ๆ อันไหนยังโอเค ให้เวลากับตัวเอง แล้วก็ค่อย ๆ ขึ้นมาได้

The People : ในซีรีส์ หัตถาใช้การคลึงคลายบาดแผล ถ้าชาร์เลทคลายบาดแผลในสังคมได้หนึ่งเรื่อง อยากคลายเรื่องไหน

เรื่องการเปรียบเทียบค่ะ ทุกคนต้องเคยเจอแน่ ๆ และมันไม่ได้ให้ผลดีกับใครเลย มีคนเคยบอกว่าการเปรียบเทียบสร้างแรงกดดัน ซึ่งบางคนชอบทำงานภายใต้แรงกดดัน ชาร์เพิ่งมารู้ตัวว่าตัวเองก็ชอบความกดดัน แต่พอมานั่งคิดดี ๆ ว่าเราชอบมันจริง หรือเพราะมีมันเราเลยทำได้ดี แล้วพอทำได้ดีเราก็รู้สึกว่าตัวเองมีค่า ในระยะยาวมันไม่ healthy เลยค่ะ ไม่ว่าจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ถูกคนอื่นเปรียบเทียบ หรือเปรียบเทียบกับตัวเองในอดีต ทุกคนผ่านเรื่องมาไม่เหมือนกัน เราไม่มีทางรู้ว่าคนที่เดินสวนเราเจออะไรมาบ้าง ชาร์อยากให้ทุกคนให้เกียรติเรื่องราวของกันและกัน ไม่อยากให้การเปรียบเทียบไปทำร้ายใจใคร ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

The People : อยากเห็นสังคมไทยหน้าตาแบบไหน

อยากให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นค่ะ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าจะจากไปเมื่อไหร่ ในฐานะ first jobber ที่เพิ่งเรียนจบ ชาร์อยากให้เพื่อนทุกคนได้ทำงานที่ตัวเองรัก คนเก่งในยุคนี้มีเยอะมาก ถ้าได้คนเก่งไปอยู่ในงานที่ใช่ สิ่งที่เราอยากเห็น อย่างการไปไกลถึงต่างประเทศหรือการเป็นซอฟต์พาวเวอร์ จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แทนที่จะต้องบีบบังคับให้มันเกิด แค่เปิดพื้นที่ให้คนที่ค้นพบความสามารถของตัวเองได้แสดงออก ไม่ว่าจะเป็นเด็กจบใหม่หรือใครก็ตาม ชาร์คิดว่าสังคมจะหลากหลายขึ้นมากค่ะ

“เลือก Say Yes ให้ชีวิต และใจดีกับตัวเอง” คุยกับ ‘ชาร์เลท วาศิตา’ เจ้าแม่มุกเสี่ยวถึงความสุขและการเติบโตในวัย 21 ปี

The People : ชาร์เลทมีการเตรียมตัวรับบทหัตถาอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของการนวด

เรียนกับครูนวดตัวจริงที่เปิดโรงเรียนสอนคนที่จะไปสอบใบอนุญาตหมอนวดค่ะ เป็นครูระดับท็อปเลย ละเอียดมาก อธิบายได้ลึก ทุกท่ามีเหตุผลรองรับ ประสบการณ์ของครูทำให้พาร์ตการนวดในคลึงลื่นไหลขึ้น ที่น่าทึ่งคือครูเข้าใจเรื่องของเราและช่วยเสริมไอเดียได้ดีมาก อย่างบอกว่าท่านี้ถ้าแค้นจริงไม่น่าหยุดแค่ครึ่งขา น่าจะขึ้นไปอีก ได้เห็นครูเอาสิ่งที่ถนัดมาผสมกับงานของพวกเรา รู้สึกว่าเป็นทีมที่ดีมากค่ะ ส่วนที่เรียนก็มีพื้นฐานการนวดทั้งหมด ท่าแบบแพทย์แผนไทย การปฏิบัติตัวของหมอนวด และได้ลองนวดหลายสาย

The People : ท่าไหนที่ชอบที่สุด ไม่ต้องเกี่ยวกับซีรีส์ก็ได้

ชาร์ชอบนวดหลังค่ะ เพราะปวดหลังบ่อย (หัวเราะ) ในเรื่องจะมีท่าชุดหนึ่งที่ชื่อท่าเชื่อมกัน เป็นท่ายืดกล้ามเนื้อ ที่เจ๋งคือตอนครูสอน ครูอธิบายเรื่องลมในร่างกาย ลมที่วิ่งผ่านเส้น แล้วคนไข้แต่ละคนก็มีข้อจำกัดต่างกัน บางคนกดตรงนี้ไม่ได้ หมอนวดเลยต้องยืดหยุ่นไปตามคนไข้แต่ละคน แต่ถ้าถามว่าชอบที่สุด คือท่านวดหลังค่ะ ยิ่งถ้าครูนวดให้นะ เลิศ! เลิศเลย สบายมาก

The People : การทำงานกับ เทศน์ ไมรอน เป็นอย่างไรบ้าง

เทศน์เป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีมากค่ะ ถ้าไม่มีเทศน์คงไม่มีเพื่อนเลย เพราะทุกคนในเรื่องอายุมากกว่าชาร์ คนวัยใกล้กันมีแค่เทศน์ ชาร์รู้อยู่แล้วว่าเทศน์ไม่ถนัดภาษาไทย แต่พอได้ทำงานด้วยจริงถึงรู้ว่ามันยากกว่าที่คิด เขาพิมพ์ไทยไม่ได้ บางคำก็ไม่รู้ความหมาย ซึ่งชาร์ชื่นชมเทศน์มาก ชาร์เป็นคนอ่านบทครึ่งหนึ่ง แล้วปล่อยให้ flow ตอนเล่นอีกครึ่งหนึ่ง จับโครงจับอารมณ์ได้ก็ไปต่อ แต่เทศน์ต้องลงไปทีละคำ ถ้าถ่ายวันพรุ่งนี้ เทศน์จะอ่านล่วงหน้าสามสี่วัน อ่านให้เข้าปากก่อนเพื่อให้ขยับปากถูก แล้วค่อยเข้าใจความหมาย แล้วค่อยจับอารมณ์ เขาจะถามละเอียดมาก อย่างจุดนี้หมายถึงอะไร ประโยคนี้มีเครื่องหมายคำถาม ต้องเป็นน้ำเสียงคำถามไหม ซึ่งชาร์ไม่ได้มองละเอียดขนาดนั้น

ชาร์ดีใจที่เทศน์ไม่เคยใช้เรื่องนี้ (ไม่ถนัดภาษาไทย) เป็นข้ออ้าง เขาพยายามมาก ว่าง ๆ ก็ทักมาคุยเรื่องงาน คนอาจคิดว่าเราไม่ค่อยคุยงานกัน แต่จริง ๆ คุยเยอะมาก บางซีนพออ่านจากตัวอักษรแล้วอารมณ์แปลก ๆ เราก็ช่วยกันทำให้มันมีชีวิตขึ้น คุยกันว่าใครจะเล่นฟีลไหน ทำงานกับเพื่อนแล้วสบายใจค่ะ เทศน์ให้เกียรติสูงมาก แล้วก็ให้กำลังใจเก่งมาก

The People : คลึงต่างจากซีรีส์สืบสวนหรือทริลเลอร์ของต่างประเทศอย่างไร

คนน่าจะคุ้นกับคอนเซปต์ทริลเลอร์อยู่แล้ว แต่ความพิเศษของคลึงคือการหยิบศาสตร์เฉพาะทางอย่างการนวดมาใช้ ถึงสุดท้ายเราจะใส่ความแฟนตาซีเข้าไป มีตำรานวดที่แต่งขึ้นมาเอง แต่ชาร์เชื่อว่าคนจะอยากเห็นฉากลงมือว่าจะทำยังไง ไดนามิกของการต่อสู้จะเป็นแบบไหน เมื่อไม่ได้สู้ด้วยการต่อยเตะ แต่สู้ด้วยการกดจุดกล้ามเนื้อ อีกอย่างคือนักแสดงแต่ละคน พอเห็นพี่เอก พี่ดอม ผู้พันเบิร์ด พี่พลัง มาอยู่ด้วยกัน คนดูคงเดาไม่ถูกว่าเรื่องจะไปทางไหน เพราะทุกคนเล่นได้สุดหมด ส่วนตัวละครหลักที่เดินเรื่องเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียวท่ามกลางผู้ชายตัวใหญ่ ๆ คนดูน่าจะสงสัยว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะชนะได้ยังไง

The People : อยากส่งสารอะไรถึงคนดูผ่านซีรีส์เรื่องนี้

ชาร์อยากปล่อยให้คนดูตีความเองค่ะ องค์ประกอบต่าง ๆ เราใส่ไว้ในเรื่องแล้ว คนดูคงจับได้ แต่ในฐานะตัวละคร ชาร์อยากให้คนดูเติบโตไปพร้อมกับหัตถา ผิดหวังไปพร้อมกัน ไม่ได้หวังให้ใครเชียร์ตัวละครตัวไหนเป็นพิเศษ แต่อยากให้เห็นการเติบโตของตัวละครในทุกตอน เพราะเรื่องราวที่เข้ามากระทบ เปลี่ยนคนคนหนึ่งได้เสมอ

 

ชาร์เลทในวัย 21

 

The People : คนมักบอกว่าอายุ 20 คือการบรรลุนิติภาวะ การโตเป็นผู้ใหญ่ยากไหมสำหรับชาร์เลท

ชาร์ไม่ค่อยมีช่วงเปลี่ยนผ่านชัด ๆ ค่ะ เหมือนค่อย ๆ เป็นผู้ใหญ่มาเรื่อย ๆ อายุ 20 คือผู้ใหญ่ตามกฎหมาย แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่า "นี่เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว" ตอนนี้ 21 ก็ยังสงสัยว่าคำว่าผู้ใหญ่คืออะไร เด็กบางคนดูเป็นผู้ใหญ่มาก ผู้ใหญ่บางคนก็มีความเป็นเด็กอยู่ในตัว ทุกคนมี inner child และวุฒิภาวะของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตว่าหล่อหลอมให้คนคนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ได้มากน้อยแค่ไหน

“เลือก Say Yes ให้ชีวิต และใจดีกับตัวเอง” คุยกับ ‘ชาร์เลท วาศิตา’ เจ้าแม่มุกเสี่ยวถึงความสุขและการเติบโตในวัย 21 ปี The People : ตอนนี้ใช้ชีวิตด้วยแนวคิดแบบไหน

ช่วงนี้เป็นคน say yes มากขึ้นค่ะ ปกติอะไรที่ไม่สบายใจคือ no ตลอด แต่คนเราทำแต่สิ่งที่ถูกใจตลอดเวลาไม่ได้ มันต้องมีอะไรขัดใจบ้าง อยู่ที่มุมมองว่าอย่างน้อยเราได้ลองครั้งหนึ่งในชีวิต มันทำให้มองโลกกว้างขึ้น เพราะถ้าเราปฏิเสธทุกอย่าง โลกจะแคบลงเรื่อย ๆ จนเหลือแค่เรา อีกอย่างคือลองอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น เป็นการลงมือทำจริง อย่างวันนี้ออกไปวิ่งดีกว่า จากปกติที่นอนอยู่บ้านเฉย ๆ ชีวิตมันสั้นมาก ตอนนี้เลยอยากทำอะไรก็ทำมากขึ้นค่ะ

The People : การปล่อยให้ตัวเองไหลไปกับชีวิตแบบนี้ ทำให้มีความสุขมากขึ้นไหม

ใช่ค่ะ แต่ก่อนทำอะไรไปแล้ว สักพักก็มานั่งคิดว่าวันนั้นน่าจะทำแบบนี้ ทั้งที่ชีวิตเดินหน้าตลอด ย้อนกลับไปแก้ไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้คิดจนเหนื่อยแล้วเลยเลิก เคยมีคนบอกว่าเวลาทำพลาด แทนที่จะบอกตัวเองว่า "จะไม่ทำอีกแล้ว" ให้ลองเปลี่ยนเป็น "จะรู้ตัวมากขึ้น" แทน ประมาณว่าถ้าเราเกินขั้นนี้ไป เดี๋ยวจะวนกลับไปลูปเดิมนะ มันทำให้เราอ่อนโยนกับตัวเองขึ้น ไม่ใจร้ายกับตัวเองมากเกินไปค่ะ

The People : สุดท้าย อยากบอกอะไรกับตัวเองในวัย 21

ขอบคุณที่มีสติมากขึ้นค่ะ อาจจะยังดูไม่ค่อยมีสติ (หัวเราะ) แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ตอนนี้แฮปปี้กับตัวเองมาก รู้สึกว่าเป็นเวอร์ชันที่พอใจที่สุดตั้งแต่เกิดมา จากที่เคยตั้งคำถามกับตัวเองตลอด ตอนนี้เคารพการตัดสินใจของตัวเอง และเคารพสิ่งที่ชีวิตจะพาไปเจอมากขึ้น จากเดิมที่อยากเป็นคนกำหนดทุกอย่างเอง ตอนนี้ลองปล่อยบ้าง แล้วดูว่าเราจะรับมือกับสิ่งที่ผ่านเข้ามายังไง มันทำให้ชิลขึ้นและไม่กดดันตัวเองขนาดนั้น

The People : มันยากไหม

ยังไม่นิ่งเต็มที่ค่ะ แต่ลองทำแล้วชิลขึ้นจริง ๆ ช่วงนี้เวลาทำงาน นั่งสัมภาษณ์แบบนี้ หรือขึ้นเวที ตื่นเต้นน้อยลง เพราะไม่ได้คิดเยอะเหมือนเมื่อก่อน ชาร์เป็นคนคิดเยอะ กลัวว่าพูดแบบนี้ไปแล้วจะเป็นยังไง กลัวตอบไม่ครบ ทำไมตอนนั้นไม่พูดแบบนี้ไปนะ เลยเกร็ง แต่พอลองปล่อยให้ความเป็นธรรมชาติของตัวเองนำทาง แค่อยู่บนพื้นฐานของมารยาทและความถูกต้องที่ต้องมีในสังคม ชาร์ว่าแค่นั้นก็พอแล้ว ความเป็นธรรมชาติจะออกมาง่ายขึ้นเอง เพราะชาร์เชื่อว่าทุกคนมีเสน่ห์ในความเป็นธรรมชาติของตัวเองอยู่แล้ว เดี๋ยวมันก็ฉายออกมาเองค่ะ

 

สัมภาษณ์ : ณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์

เรียบเรียง : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : จุลดิศ อ่อนละมุน