24 ส.ค. 2569 | 14:53 น.

KEY
POINTS
ในวาระ 50 ปี 6 ตุลา 2519 นับเป็นครึ่งศตวรรษของเหตุการณ์ล้อมปราบผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ อย่างเหี้ยมโหดโดยฝ่ายรัฐซึ่งขณะนั้นมีทหารหลายกลุ่มที่เล็งจะทำการรัฐประหาร สุดท้ายในเย็นวันที่ 6 ตุลาฯ ผู้ประกาศยึดอำนาจรัฐบาลม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช คือ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ขณะที่นักเรียนนิสิตนักศึกษาผู้ชุมนุมซึ่งอยู่ในวัยเรียนของยุคนั้น ได้กลายเป็นผู้อาวุโสแล้วในยุคนี้ ส่วนบุคคลในฝ่ายรัฐที่เคยมีบทบาทเกี่ยวข้องเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ได้สิ้นอายุขัยไปตามกาลเวลา แต่ทุกฝ่ายก็ยังมีเจนเนอเรชันใหม่มาเป็นผู้สืบทอดผลัดใบ ทั้งฝ่ายประชาชนผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลงและฝ่ายทหารซึ่งยังทำรัฐประหารหลัง 6 ตุลา 2519 อีกหลายครั้ง
The People สัมภาษณ์ ‘นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช’ หรือ ‘หมอมิ้ง’ หนึ่งในแกนนำนักศึกษาสมัย 6 ตุลา 2519 เขาไม่ใช่นักปราศรัยบนเวทีชุมนุม แต่มีบทบาทกึ่งปิดกึ่งเปิด ไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เป็นที่รู้จักในกลุ่มแกนนำนักศึกษาด้วยกัน
หมอมิ้งเป็นผู้รอดชีวิตเช้า 6 ตุลา 2519 เขาได้โทรศัพท์หยอดเหรียญจากตึกอมธ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อประสานกับโรงพยาบาลและเพื่อนนักศึกษาต่างมหาวิทยาลัยจนกระทั่งเหรียญหมด และฝ่ายรัฐใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงขึ้น เขาต้องหนีกระสุนและระเบิด ลงแม่น้ำเจ้าพระยา มีจังหวะหลบเข้าไปในบ้านชาวบ้าน หลังจากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2519 ตัดสินใจเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
หมอมิ้งตัดสินใจออกจากป่ากลับเข้าเมืองวันที่ 23 กันยายน 2523 ภายหลังรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีนโยบาย 66/2523 เขากลับเข้ามาเรียนคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วันที่ 4 มิถุนายน 2524 รับราชการเป็นแพทย์ 1 เมษายน 2528 กระทั่งปี 2536 ออกจากราชการมาทำงานภาคเอกชนในบริษัทของ ‘ดร.ทักษิณ ชินวัตร’ ซึ่งขณะนั้นหมอมิ้งไม่ได้ทำงานการเมือง จนกระทั่ง ดร.ทักษิณ ตั้งพรรคไทยรักไทย จึงมี ‘คนเดือนตุลา’ เป็นผู้บอกดร.ทักษิณ ให้ชวนหมอมิ้งมาทำงานพรรคการเมืองด้วย
นับได้ว่าหมอมิ้งเคยถูกรัฐประหารอย่างน้อย 2 ครั้ง คือสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ ถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลา 2519 และอีกครั้งสำคัญคือเมื่อหมอมิ้งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ก็ถูกรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 19 กันยา 2549
The People: คุณหมอมิ้งถูกรัฐประหารสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ ปี 2519 ต่อมาตอนเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็ถูกรัฐประหารปี 2549
นพ.พรหมินทร์: หลังการรัฐประหาร 2534 มีการเคลื่อนไหวปี 2535 เราก็ร่วมขบวนการเคลื่อนไหว พอปี 2549 เราเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล(พรรคไทยรักไทย) ผมก็ยังบ่นกับภูมิธรรม เวชยชัย อยู่ว่าเรานี่เป็นอะไรวะ สมัยต่อต้านรัฐบาล (6 ตุลา 2519) เราก็เป็นฝ่ายถูกรัฐบาลปราบ พอเป็นรัฐบาลก็ยังถูกปราบอีก (หัวเราะ) ตรรกะมันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
สมัยก่อนต่อต้านรัฐบาล แต่แม้กระทั่งเป็นรัฐบาลก็ยังถูกต่อต้านอีก ฉะนั้น มันคือการต่อสู้ของอุดมการณ์แนวคิด
อย่างไรก็ตาม ในพื้นฐาน สิ่งสำคัญคือ ถ้าเชื่อว่าเรื่องประชาธิปไตยและเสรีภาพเป็นพื้นฐาน ทุกคนมีสิทธิคิดต่าง เพราะไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วแต่ว่าคุณจะให้อำนาจกับฝ่ายไหน
ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้ง 2 ครั้ง ที่ผ่านมา มีพรรคใหม่ที่เขาประสบความสำเร็จในการสื่อสารกับคนรุ่นที่เป็นรุ่นของเขา
ถ้าย้อนไปสมัยพรรคไทยรักไทย ก็สื่อสารกับคนรุ่นกลาง รุ่นที่กำลังมีอำนาจเชิงเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมือง
หลังรัฐประหารปี 2549 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฝ่ายพรรคไทยรักไทยถูกกล่าวหาจนกระทั่งช้ำอย่างแรง จนกระทั่งคนไม่รู้สึกว่าเป็นพรรคใหม่อีกแล้ว แม้กระทั่งเราชนะเลือกตั้ง ก็ไม่ได้ชนะแบบถล่มทลาย เราถูกกล่าวหาทุกครั้งว่ามีปัญหาคอรัปชั่นหรืออะไรต่าง ๆ ทำให้คนดูเหมือนว่าเป็นพรรคที่ไม่แตกต่าง ขณะฝ่ายค้านดูได้เปรียบ แต่ฝ่ายค้านยังไม่เคยทำให้เห็นนะว่าทำอะไรสำเร็จ เป็นต้น
‘คน 6 ตุลา 19’ จึงไปอยู่พรรคต่าง ๆ ไม่แปลก เพราะในเชิงความคิด เขามีสิทธิจะคิดมีสิทธิจะเลือกสนับสนุนใคร เช่นเดียวกับสื่อมวลชน คนเดือนตุลาก็อยู่ในหลายค่าย นักวิชาการแม้จะแตกต่างกันแต่ก็ยึดหลักประชาธิปไตยได้ เพราะพื้นฐานเขาต้องการเสรีภาพอยู่แล้ว เสรีภาพเชิงวิชาการ แม้จะขัดแย้ง แต่ยังอยู่ในแนวใกล้เคียงกัน นักธุรกิจบางคนประสบความสำเร็จเป็นนหมื่นล้าน
The People: ประสบการณ์พบรัฐประหาร 8 ครั้งนับแต่เกิดปี 2497
นพ.พรหมินทร์: ถ้านับแต่ผมเกิดปี พ.ศ. 2497 ตอนเด็ก ๆ ได้ยินมีรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่ปี 2500 กับ 2501 หลังจากนั้นมีการเลือกตั้งในปี 2512 ผมอยู่ชั้นมัธยมศึกษา เป็นเพื่อนกับจาตุรนต์ ฉายแสง คุณพ่อของเขาได้รับการเลือกตั้ง เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่ผมมีประสบการณ์ในชีวิต ตื่นมาตอนเช้าก็ทักจาตุรนต์ เรียกชื่อเขาว่า ‘ไอ้ ส.ส.’ ตั้งแต่เด็ก เราเป็นเพื่อนกัน ไม่ได้เรียกอ๋อย แต่เรียกชื่อเล่นว่า ส.ส. ตั้งแต่ตอนนั้น
ที่สำคัญคือปี 2514 ประสบการณ์ตรง ผมปีนรั้วโรงเรียนออกมา เพราะผมทำกิจกรรมอยู่แล้วมีการปิดถนน ตอนนั้นอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสวนกุหลาบ พอออกมาพบว่าทำไมวันนี้รถเงียบไปหมด พอขึ้นรถเมล์ที่เฉลิมกรุงก็ได้ยินเพลง สยามมานุสติ เริ่มเข้าใจว่านั่นคือสัญลักษณ์ของการรัฐประหาร (โดยจอมพลถนอม กิตติขจร 2514) ตอนนั้นผมยังเป็นนักเรียนอยู่
หลังจากนั้นปี 2516 เป็นปีที่ผมเข้ามหาวิทยาลัยมหิดล ผมอยู่คณะวิทยาศาสตร์ มหิดล เตรียมเป็นนักเรียนแพทย์
จะมี 5 คณะที่เรียนวิทยาศาสตร์ก่อน
1 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
3 คณะเภสัชศาสตร์
4 คณะทันตแพทยศาสตร์
5 คณะวิทยาศาสตร์
คือนักศึกษาทุกคณะ ปี 1-2 เรียนรวมกันที่คณะวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันอยู่มหิดล ศาลายา เดิมคณะวิทยาศาสตร์ อยู่ตึกจานดาวเทียม ข้าง ๆ โรงพยาบาลรามาธิบดีปัจจุบัน ซึ่งเมื่อ 50 กว่าปีก่อนนี้ถือว่าทันสมัยที่สุด ผมก็ตื่นเต้น ได้เรียนห้องเรียนในตึกจานบิน
บรรยากาศเป็นการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่ม 99 ปัญญาชน มีชื่อคุณภูมิธรรม มีชื่ออาจารย์พันศักดิ์ วิญญรัตน์ และอีกหลายท่าน เป็นปัญญาชนเรียกร้องรัฐธรรมนูญในยุคนั้น เพราะตอนนั้นไม่มีรัฐธรรมนูญ คือ ต้องการให้มีการเลือกตั้งเสียที เพราะเป็นช่วงหลังรัฐประหารปี 2514
ตั้งแต่เด็กมาก็อยู่ภายใต้อำนาจการรัฐประหาร มีช่วงสั้น ๆ คือ 2512-2514 เท่านั้นที่ไม่ใช่ใต้อำนาจรัฐประหาร ก็เป็นกระแสกดดันสูง เนื่องจากการใช้อำนาจรัฐเผด็จการในช่วงนั้นสูงมาก จึงได้เรียกรัฐบาล ‘ถนอม-ประภาส-ณรงค์’ เพราะตอนนั้น นายกฯ คือ จอมพลถนอม กิตติขจร มีรัฐมนตรีมหาดไทยคือ จอมพลประภาส จารุเสถียร และมีพ.อ.ณรงค์ กิตติขจร เป็นลูกชายจอมพลถนอม และเป็นลูกเขยจอมพลประภาส แล้วมีอำนาจ ใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมตามกฎหมายเยอะ สร้างความกดดันความไม่พอใจให้ประชาชนสั่งสมขึ้น
มีชนวน 14 ตุลา 16 ก่อน ต้องเชื่อมโยงระหว่าง 14 ตุลา 16 ถึง 6 ตุลา 19 เพราะเป็นกระแสที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงมาจนถึงทุกวันนี้ ประการสำคัญคือ มีการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญ 2516 แล้วในที่สุด รัฐบาลเผด็จการ ณ วันนั้นจับ 9 คน ธีรยุทธ บุญมี, วิสา คัญทัพ, บุญส่ง ชเลธร และอีกหลายท่าน ตอนหลังจับนักการเมืองเพิ่ม รวม 13 คนมีนักวิชาการครูบาอาจารย์ถูกจับไปด้วย ข้อหาร้ายแรงมาก คือ กบฏ ไทยรัฐพาดหัวใหญ่ เป็นข้อหากบฏ คอมมิวนิสต์ เพราะตอนนั้นคอมมิวนิสต์ถูกเขียนภาพให้น่ากลัวมาก
เมื่อเกิดขึ้นแบบนี้ กลุ่มนักศึกษาที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ 2511-2512 ทำกิจกรรมเชิงปัญญาชน ก็ออกมาเคลื่อนไหว กลุ่มสำคัญคือ สภาหน้าโดม ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เหมือนกลุ่มเสวนา จากนั้นเริ่มชุมนุมเริ่มที่ลานโพธิ์ ในที่สุดมีการเคลื่อนไหวทั่วประเทศ มีการชักธงดำ แล้วประชาชนมารวมตัวที่ธรรมศาสตร์ ผู้นำยุคนั้นนำการชุมนุมเคลื่อนขบวนไปลานพระบรมรูปทรงม้า การชุมนุมครั้งนั้นเป็นครั้งใหญ่มาก
ในที่สุดก็กดดันรัฐบาล จนมีการเจรจาและเลิกชุมนุม แต่มีตำรวจกั้นถนนบริเวณวังสวนจิตรลดา เกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจกับคนที่เดินมาจากลานพระบรมรูปทรงม้า มีนักศึกษาธรรมศาสตร์ จุฬาฯ ตกไปในคลองริมรั้วพระราชวัง พอมีข่าวการปะทะกระจายออกไป วันนั้นจึงเกิดการต่อสู้กัน ระหว่างนักศึกษา กับกำลังทหารที่ถูกนำออกมา
ภาพประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 16 คือ ประพัฒน์ แซ่ฉั่ว ปัจจุบันคือ ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์(ต่อมาเป็นนักการเมืองในพรรคไทยรักไทย มีสถานะต่าง ๆ) ในที่สุดรัฐบาลเผด็จการในยุคนั้นก็อยู่ไม่ได้
มีเหตุการณ์สำคัญอีกคือพ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ไปที่สนามหลวง ขณะคนชุมนุมยังเดินกระจัดกระจายที่หน้าธรรมศาสตร์ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้น มีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ เสียงปืนดังตึง ๆ ผมวิ่งจากสนามหลวง หลบไปที่เดียวที่คิดว่าปลอดภัย คือ ศาลหลักเมือง นี่คือ เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หลังจากนั้นเหมือน anarchist ปะทะกันทุกจุด
ในยุคนั้นรัฐบาลอยู่ไม่ได้ รัฐบาลเผด็จการต้องออกไปเป็นการพ่ายแพ้ครั้งแรก แต่ไหนแต่ไรคิดว่าคนไทยเป็นชาวพุทธรักความสงบมาตลอด ไม่เคยคิดว่าจะเอากำลังทหารกันมายิงกันขนาดนี้ ฝ่ายนักศึกษาผู้ชุมนุมมีคนเจ็บคนตายจำนวนมาก มีภาพประวัติศาสตร์ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ของฝ่ายประชาชนที่จะต่อสู้คัดค้านเผด็จการทหารที่ใช้อาวุธสงครามมาปราบปราม ผมมีญาติเป็นตำรวจ ตำรวจบางท่านไม่กล้าแต่งเครื่องแบบออกนอกบ้าน หลัง 14 ตุลา 2516 เหตุการณ์ยังไม่สงบ
ต่อมาจุดสำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
อาจารย์สัญญาซึ่งเป็นอธิการบดีธรรมศาสตร์ ขณะที่ยุคนั้นอธิการบดีมักจะเป็นจอมพล เมื่ออาจารย์สัญญาเป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องจึงค่อย ๆ สงบ
เป็นจุดเริ่มต้นที่ฝ่ายประชาชนมีอำนาจขึ้นมาต่อสู้อย่างชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีการต่อสู้ แต่ถูกจับ
จึงนับจากปี 2516 ที่มีกระแสเสรีภาพมากขึ้น กระแสประชาธิปไตยก็มากขึ้น มีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับสนามม้า เป็นรัฐธรรมนูญ 2517 มีความก้าวหน้า ให้เสรีภาพประชาชนมากขึ้น
กระแสประชาธิปไตยมาเหมือนเขื่อนแตก ตอนนั้นผมอยู่ปี 1 มีการจัดอภิปรายที่ธรรมศาสตร์ เกือบทุก 3-4 วัน คนเข้าหอประชุมใหญ่ กลายเป็นที่ชุมนุมมีจัดนิทรรศการ
การเคลื่อนไหวมีต่อเนื่องหลัง 14 ตุลา 16 ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องสิทธิของ ‘กรรมกร ชาวนา’ ซึ่งถูกทำให้เป็นภาษาซ้าย คอมมิวนิสต์ ถ้าใช้ภาษาสวยหน่อยก็คือ ‘เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน’ มีการเคลื่อนไหวต่าง ๆ
ขณะที่นักศึกษาถือว่าเป็นคนมีโอกาสได้เรียนหนังสือ เพราะสมัยนั้น การเข้ามหาวิทยาลัยเป็นเรื่องยากมาก มหาวิทยาลัยของรัฐมีประมาณ 8-9 แห่ง รวมมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นแห่งที่ 9 ซึ่งรามคำแหงก็เพิ่งเปิดใหม่ ๆ เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ซึ่งก่อนหน้านั้น ธรรมศาสตร์ก็เป็นมหาวิทยาลัยเปิด (ตลาดวิชา)
นักศึกษามหาวิทยาลัยจึงเป็นที่พึ่งในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทางกฎหมาย เคลื่อนไหวเรื่องน้ำมันแพง เคลื่อนไหวเรียกร้องค่าแรง นักศึกษาก็ไปช่วย รวมถึงเมื่อมีการชุมนุมยืดเยื้อ ก็ไปเล่นดนตรี ดนตรีเพื่อชีวิตก็เกิดขึ้นช่วงยุคนั้น วงคาราวาน คุณหงา, วงกรรมาชน กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ หรือ จิ้น กรรมาชน เพื่อนผม,วงต้นกล้า, วงกงล้อ น้องชายผมก็อยู่วงกงล้อ, เพื่อนผม 3-4 คน นักเรียนแพทย์จุฬาฯ ตั้งวงดนตรี ในที่สุดก็เข้าป่าเช่นกัน
เป็นกระแสการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้ามีการอภิปรายปัญหาสังคมในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หนังสือที่เคยเป็นหนังสือต้องห้ามก่อนหน้านั้น ถูกเอามาพิมพ์ใหม่ ผมอ่านหนังสือ จิตร ภูมิศักดิ์ มีนามปากกาหลายชื่อ ผมอ่านแล้วประทับใจมากเพราะพูดถึงปัญหาสังคมที่อยู่ในใจเราอย่างจะแจ้ง พูดถึงจีน รัสเซีย มีแนวคิดเชิงสังคมนิยมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แนวคิดการต่อสู้ เพื่อนผมอยู่ต่างประเทศก็มีการเคลื่อนไหวแปลหนังสือเลนินเข้ามา
ฉะนั้นกระแสการพัฒนาปัญญา การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสะสมมา ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การรับรู้ แต่อยู่ที่การปฏิบัติเพราะฉะนั้นกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หล่อหลอมพัฒนาการสำนึกด้านประชาธิปไตย ไปถึงระดับนักเรียน
อย่างอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล เดิมเป็นเลขาธิการศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย ตอนเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ อายุห่างจากผม 2 ปี เป็นรุ่นน้อง ส่วนพี่ชายเขารุ่นเดียวกับผม อยู่ด้วยกันตอนเคลื่อนไหว 6 ตุลา 19
อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ก็เป็นประธานนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ เคลื่อนไหวตั้งแต่เป็นนักเรียน เขาอ้างชื่อผมเพื่อให้อาจารย์ยอมให้เดินขบวนด้วย ผมยังถูกอาจารย์ว่าเลยว่าพารุ่นน้องไป ที่จริงเราไม่เคยยุ่ง แต่เขาอ้างผม เพราะผมมีชื่อเป็นศิษย์เก่านักเรียนเรียนดีที่ทำกิจกรรม เขาจึงอ้างชื่อผมไปเดินขบน ผมมารู้ทีหลัง (หัวเราะ) ทนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ก็สวนกุหลาบรุ่นเดียวกับธงชัย เขาเคลื่อนไหวตั้งแต่ มศ.3 (ม.4 ในปัจจุบัน)
ผมเป็นนักเรียนเรียนดีที่ทำกิจกรรม ซึ่งยังไม่ใช่กิจกรรมการเมือง เป็นกิจกรรมจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์สัมพันธ์ เป็นกิจกรรมวิชาการ ผมเป็นรุ่นที่ 7 โดยก่อนหน้านั้น ธีรยุทธ บุญมี ก็เคยจัด
กิจกรรมทำให้เราเติบโตในแง่การจัดการ การต้องคำนึงถึงการประสานงานต่างๆ พอเริ่มวิทยาศาสตร์สัมพันธ์ ต่อมาก็มีงานสังคมศาสตร์ปริทัศน์ นักเรียนจัดสามสิบกว่าโรงเรียน นักเรียนหาสปอนเซอร์เอง ผมขนสายไฟฟ้ามาเดินสายไฟเอง ฝึกทุกอย่าง กิจกรรมนักเรียนมีส่วนเยอะ เขียนกลอน เขียนบทความ เป็นกองบรรณาธิการด้วย
ความเติบโตทางความคิด เป็นเงื่อนไขสำคัญที่คำนึงถึงการจัดการส่วนรวม แต่พอหลัง 14 ตุลา 16 ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นกิจกรรมในเชิงสังคม พูดถึงสังคมมากขึ้น มีการพูดถึงสิ่งแวดล้อม
14 ตุลา 16 เมื่อมีเสรีภาพก็เกิดการพัฒนา ความหลากหลายคือพื้นฐานประชาธิปไตย ทั้งดนตรีตอนนั้นที่ดังคือ the impossible ส่วนพวกเรามีแต่งเพลงกันเอง เพลงกรรมาชีพ เพลงอินโดจีน วงกรรมาชน ทุกคนแต่งกันหลากหลาย มีกลอนศิลปะ ขับเคลื่อนด้วยภาษาที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
สิ่งเหล่านี้เริ่มเป็นการท้าทายอำนาจฝ่ายปกครองในมุมอำนาจอนุรักษ์นิยม มองว่าถูกท้าทาย คุกคาม
ฉะนั้น การเคลื่อนไหวในปี 2517-2518 เริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนั้นมีการเคลื่อนไหวที่ทำให้นักศึกษาแตกแยก ตอนนั้นนักศึกษาอาชีวะแตกเป็น 2 ฝ่าย ถูกแทรกฝ่ายหนึ่งกลายเป็นกระทิงแดง ‘พลตรีสุตสาย หัสดิน’ ไปตั้งกระทิงแดง สหพันธ์อาชีวะแห่งประเทศไทย
ส่วนอีกปีกหนึ่งที่เป็นสายก้าวหน้าจะอยู่ที่ช่างกลพระราม 6 เป็นหลัก เพราะผู้อำนวยการโรงเรียนช่างกลพระรามหก เป็นฝ่ายประชาธิปไตย
นักศึกษาเริ่มแตกกัน แล้วมีการเริ่มใช้กลุ่มกระทิงแดงเหล่านี้มาสร้างความรุนแรง
ฝ่ายรัฐ ในนาม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ตั้ง นวพล เพื่อระดมประชาชนเข้ามาร่วมเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่จะมาต่อสู้
ตั้งแต่ปี 2518 ผู้นำชาวนาถูกจับสิบกว่าคน นักเรียนแพทย์ก็ถูกจับ ชาตรี หุตานุวัตร นักเรียนแพทย์ ม.เชียงใหม่ ปี 5 ถูกจับด้วยพร้อมเพื่อนนักศึกษาอีก 1 ท่าน และผู้นำชาวนาอีก 9 ท่าน เพราะไปเคลื่อนไหวเพื่อชาวนาที่เชียงใหม่ ประเด็นเรื่องแกนนำชาวนาภาคเหนือและทุกภาคถูกยิงตายหลายคน
เมื่อมีคนถูกจับ จึงมีการเคลื่อนไหวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อสู้เรียกร้องให้ปล่อย ในที่สุดมีการปล่อยจริงหลังจากการเคลื่อนไหวครั้งนั้นสักพักหนึ่ง ต่อมามีการเคลื่อนไหวมาเผาหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2518 มีกระทิงแดงนำมาเผา ผมถึงบอกว่า มีความรุนแรงดำเนินมาเป็นลำดับ
ตอนนั้นหลัง 2516 กระแสการรบในอินโดจีนที่ต่อเนื่องมาโดยสหรัฐเข้าไปในเวียดนาม แล้วแผ่เข้ามาในกัมพูชาและลาว พอสหรัฐเริ่มพ่ายแพ้ สงครามอินโดจีนกำลังจะถึงจุดจบ
บังเอิญประเทศไทยเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในการเป็นที่รวมพลและไปทิ้งระเบิด ฐานทัพที่ตาคลีเป็น 1 ในฐานทัพในประเทศไทยมี 27 แห่ง ทิ้งระเบิดประเทศเพื่อนบ้านโดยอาศัยเมืองไทย รวมทั้งอู่ตะเภา
The People: คอมมิวนิสต์ชนะในกัมพูชา เวียดนาม และลาว
นพ.พรหมินทร์: ปี 2518 กัมพูชาเป็นประเทศแรกที่ปลดปล่อยสำเร็จ คือชนะสหรัฐ โดยพรรคคอมมิวนิสต์ของกัมพูชา นำโดย พล พต เป็นประเทศแรกที่ชนะสงครามสหรัฐ รวมแล้ว 3 ประเทศ กัมพูชา เวียดนาม ลาว ในปี 2518
เพราะฉะนั้นกระแสการต่อสู้ เรียกได้ว่าโดมิโนของจริง เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ชนะมา จากเดิมมีการรับรองเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ ถูกแบ่งไปแล้วตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ต่อมามีการต่อสู้กันไม่ให้เวียดนามเหนือรุกรานลงมา
พอสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การต่อสู้แพร่ไปแถบชายแดนลาว กัมพูชา ทุกแห่งจึงมีพรรคคอมมิวนิสต์ กองทัพคอมมิวนิสต์มาสู้สหรัฐไปเลย ในที่สุดเมื่อสหรัฐพ่ายแพ้พรรคคอมมิวนิสต์ เริ่มจากกัมพูชา เวียดนาม ลาว (แพ้สังคมนิยม ที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์)
เหตุการณ์เหล่านี้ ยิ่งทำให้ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมของไทย ยิ่งต้องระวังคอมมิวนิสต์จะเผยแพร่เข้ามา เพราะติดบ้านเราแล้ว
พอสถานการณ์เปลี่ยนเราต้องปรับตัว ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี เริ่มเชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศจีน และแปรเปลี่ยนเป็นครั้งแรก เพราะประธานาธิบดีสหรัฐ ริชาร์ด นิกสัน ก็เปลี่ยน เขาไปเยี่ยมจีน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จึงไปแสดงความสัมพันธ์กับจีน เหตุการณ์นี้ก่อน 6 ตุลา 2519 แต่ก็ใกล้ ๆ แล้ว
The People: ต่อต้านฐานทัพอเมริกา
นพ.พรหมินทร์: การต่อต้านฐานทัพอเมริกาในไทยจึงเป็นกระแส เป็นข้อเรียกร้องเชิงเอกราชของประเทศ ประมาณ 21 มีนา 2519 มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ถอนฐานทัพ เราเดินขบวนไปหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
เดินตามถนนจากธรรมศาสตร์ เมื่อขบวนผ่านหน้าสยามเซ็นเตอร์สมัยนั้นไม่มีรถไฟฟ้า เดิมมีแต่ระเบิดขวดของพวกกระทิงแดง แต่วันนั้นมีการโยนระเบิดระเบิดสังหารลงมา 2 ลูก
ในเหตุการณ์นั้น มีเพื่อนสวนกุหลาบอีกท่านรุ่นเดียวกับธงชัย เพื่อนคนนี้ภายหลังมีบทบาทในเรื่องสื่อสารมวลชน ก็บาดเจ็บ (มีภาพข่าวหนังสือพิมพ์) แล้วก็มาเรียนรุ่นเดียวกับสมศักดิ์ และรุ่นเดียวกับเนวิน ชิดชอบ ด้วย วีระ สมความคิด, สมชัย ศรีสุทธิยากร ส่วนวีระ ธีรภัทร รุ่นหลังผม 1 ปี เป็นรุ่นพี่พวกเขา 1 ปี คนเหล่านี้ผ่านเหตุการณ์และเป็นผลพวง 14-6 ตุลาฯ
เมื่อเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เราก็ระวังมาก จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยก่อนหน้านั้น เริ่มมีเหตุการณ์ ตั้งแต่ สิงหาคมที่จอมพลประภาส จารุเสถียร ที่ออกไปตั้งแต่ 14 ตุลา 2516 ก็กลับเข้ามา อ้างว่ามารักษาตา
นักศึกษาจึงมีการเคลื่อนไหวต่อต้านมีการชุมนุมยืดเยื้อ มีเสียงปืนจากตำรวจ ด้านพิพิธภัณฑ์ติดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผมอยู่ในเหตุการณ์นั้นเดือนสิงหาคม ในการชุมนุม เราก็เครียดเพราะรู้สึกถูกปิดประตู ถูกล้อมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็กังวลว่าอาจจะไม่รอด
แต่ในที่สุดเรื่องคลี่คลายโดย จอมพลประภาส จารุเสถียร ยอมออกไป เรื่องก็คลี่คลาย
The People: กันยา-ตุลา 2519
นพ.พรหมินทร์: จากนั้นในเดือนกันยายน จอมพลถนอม บวชเป็นสามเณรเข้าประเทศ ไปที่วัดบวรนิเวศวิหาร นักศึกษาก็เคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง เพราะมีเรื่องศาสนา ซึ่งฝ่ายก้าวหน้าก็รับไม่ได้ที่มีการเอาเผด็จการกลับเข้ามา เป็นเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหว เหมือนการพล็อตให้เกิดสถานการณ์เกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ แต่เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน
รู้ทันทีว่า rehearse คือการซ้อม วัดกำลังกัน จะดูว่าคุณเคลื่อนอย่างไร ระหว่างทางมีกระแสต่อต้าน ไม่เพียงนวพล เพราะมีชมรมวิทยุเสรีนำโดย ‘พ.อ.อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา’ เป็นคนของวิทยุยานเกราะ เป็นแม่ข่าย และมีวิทยุที่อยู่ในเครือข่ายเขา ประมาณ 200 สถานีเพื่อปลุกระดมต่อต้านการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษาและฝ่ายประชาธิปไตย หาว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรง
เมื่อจอมพลถนอมเข้ามา ตอนนั้นก็ติดโปสเตอร์คัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอม เพื่อหลีกเลี่ยงการชุมนุมให้มากที่สุด การติดโปสเตอร์ปกติเราจะออกติดห้าทุ่มถึงเที่ยงคืน เสร็จประมาณตี 2-3 เพราะกลางคืนรถมันเงียบ
เคี่ยวกาวทากาวโปสเตอร์แล้วไปลูบแปะ มีหน่วยที่ทำจนชำนาญ เวลาจะเคลื่อนไหว พอวันรุ่งขึ้นรถผ่านที่ไหนก็เห็นโปสเตอร์ เป็นการสร้างกระแสการต่อต้าน
ตอนนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดีย แล้วก็มีแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทย ศิลปากร เพาะช่าง มาช่วยออกแบบ คนเหล่านี้เมื่ออายุ 60-70 ปี ก็ยังมีหัวใจประชาธิปไตยอยู่ เรื่องราวของสมัยนั้นมีการพัฒนาทุกด้าน
โปสเตอร์ชุดหนึ่งถูกส่งไปที่นครปฐม ต่อมามีเหตุการณ์พนักงานการไฟฟ้าภูมิภาค 2 คน เป็นฝ่ายก้าวหน้า คนเหล่านี้เป็นอดีตนักเรียนนักศึกษา พอเรียนจบแล้วทำงานก็มาช่วยเคลื่อนไหว
ความสำคัญคือ พอห่างกรุงเทพไป พวกเขาจึงถูกทำร้าย ฆ่าแขวนคอ ซึ่งแขวนทั้งเป็น เพราะลิ้นออกมา แสดงว่าตายเพราะขาดอากาศ ไม่ใช่ตายแล้วนำไปแขวนคอ
เหตุการณ์นั้น ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงหนักขึ้น จากที่นักศึกษาพยายามหลีกเลี่ยงการชุมนุมให้มากที่สุด โดยชุมนุมแล้วหยุด หลีกเลี่ยงการเดินขบวน เพราะเราเพิ่งโดนระเบิดเมื่อเดือนมีนาคม ที่หน้าสยามเซ็นเตอร์
The People: 6 ตุลา 2519
นพ.พรหมินทร์: ในที่สุดแกนนำนักศึกษา ตัดสินใจชุมนุมยืดเยื้อ เริ่มวันที่ 4 ตุลา 19 ที่สนามหลวง แล้วเคลื่อนเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 5 ตุลา 19
ส่วนการแสดงละครแขวนคอที่ลานโพธิ์ เกิดขึ้นวันที่ 4 ตุลา 19 ตอนบ่าย ถือว่าคณะละครมีความสามารถมาก ที่สามารถใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบเองห้อยตัวจากต้นไม้ เล่นละครกลางแจ้งเป็นเทคนิคที่สมัยนั้นถือว่าเป็นจีเนียส นักศึกษาคิดกันเอง เป็นกิจกรรมที่ธรรมศาสตร์ ส่วนผมอยู่มหิดล วันนั้นไม่ได้อยู่ที่ลานโพธิ์
นักศึกษาธรรมศาสตร์จะเป็นแม่งานจัดเตรียมเวที เพราะจัดชุมนุมประจำ มีฝ่ายสวัสดิการ แจกอาหาร
บ่ายวันที่ 5 ตุลา 19 หนังสือพิมพ์ดาวสยาม ปลุกกระแสกล่าวหานักศึกษาว่า หมิ่นองค์รัชทายาท ตอนนั้นปลุกกระแสได้ทันที ในที่สุดการชุมนุมถูกลากมาเรื่องสถาบันเพราะข่าวนี้
ขณะที่ฝ่ายนักศึกษาเรามองว่า อะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงที่สุด เพราะสิ่งที่เราสามารถจะระดมความร่วมมือได้ดีที่สุด คือ เรื่องการต่างประเทศ (ขับไล่ฐานทัพอเมริกา) และเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ยากไร้คือกรรมกรและชาวนา
เมื่อปี 2539 เรามาเจอกันหลังจากกระจายกันไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 6 ตุลา 19 เราคุยกันถึง trigger 5 โมงเย็นวันที่ 5 ตุลา 19 หนังสือพิมพ์ออกมาบ่ายสามแล้วตกใจ แล้วรีบแก้ปัญหา มีการแถลงข่าวโดย ประยูร อัครบวร และประพนธ์ วังศิริพิทักษ์ 2 คนแถลงข่าวที่ธรรมศาสตร์ ตอนบ่ายยังไม่ถึงค่ำวันที่ 5 ตุลา 19 หวังเพื่อให้ออกข่าวให้ทัน ผมเห็นตอนหลังในเดลินิวส์ กรอบเดียว แต่อาจจะมีหลายฉบับ
สถานการณ์แรงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างผมไม่ใช่เป็นแกนนำที่เป็นที่รู้จัก เราจะไปประกาศหยุดไม่ได้ คนที่เป็นแกนนำสำคัญ เป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ซึ่งได้แก่ สุธรรม แสงประทุม หรือ ธงชัย ที่ประกาศแล้วคนจะยอมเชื่อ เพราะมีลักษณะยอมรับการนำในฐานะแกนนำที่เป็นที่รู้จัก
การที่จะประกาศว่าจะชุมนุมยืดเยื้อ การที่จะประกาศว่าถอยก็ต้องเป็นแกนนำที่เป็นที่รู้จักเป็นคนประกาศ แล้วก่อนหน้านั้นเพิ่งจะประกาศว่าจะชุมนุมยืดเยื้อ สุดท้ายถ้าจะถอยก็ต้องให้แกนนำประกาศ
คืนนั้นผมอยู่ตึกอมธ. ผมได้ยินเสียงปืนอยู่ แต่จะสลายการชุมนุมตอนกลางคืนไม่ได้ ไม่เหมาะ ถ้าผู้ชุมนุมแตกฮือจะยุ่ง เพราะถ้าจะสลายต้องสลายตั้งแต่หัวค่ำ ไม่ใช่สลายเที่ยงคืนตีหนึ่ง ซึ่งตอนรวบรวมแกนนำกว่าจะรวมกันมาคุยกันได้ก็ประมาณ สี่-ห้าทุ่ม แล้วก็เลยตกลงกันว่าจะหารือเรื่องการสลายชุมนุมพรุ่งนี้ตีห้า(6 ตุลา 2519) ดังนั้น คืนวันที่ 5 ตุลา จึงนอนกันอยู่ชั้นล่างของตึก อมธ.
ตอนนั้นนายกรัฐมนตรีคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช มีประกาศในนามสำนักนายกฯ ออกประกาศมาประมาณ 3 ทุ่ม ว่าผู้ชุมนุมไม่กระสงค์ดีต่อบ้านเมือง ขอให้ทุกคนหลีกเลี่ยงการเข้าไป
หลังรัฐบาลประกาศสามทุ่ม ผู้นำศึกษาก็มีการโต้โดยพูดบนเวทีเท่านั้น เราไม่มีกลไกอะไร ขณะที่อีกฝ่ายมีชมรมวิทยุเสรีระดมคนไปที่สนามหลวง มีกระสุนนัดแรกลงมาตีห้าครึ่ง
เราก็นอนไม่ค่อยหลับ ประมาณตีห้ากำลังนั่งงัวเงีย เสียงตูมของกระสุนระเบิดนัดแรกที่ตกกลางสนามฟุตบอลก็ดังสนั่นขึ้น การตัดสินใจเพื่อสลายการชุมนุมต้องเร่งดำเนินการ
ส่วนธงชัยเขาคุมเวที กับพี่ชายเขาคือ ชวลิต วินิจจะกูล ซึ่งเป็นเพื่อนผม ต่อมาเราก็ให้ภูมิธรรมไปช่วยบอกสัญญาณว่าเราพร้อมยุติการชุมนุม
ส่วน 6 คนที่ไปบ้านนายกฯ เสนีย์ เนื่องจากที่ประชุมแกนนำบอกว่ายอมสลายการชุมนุม จึงส่งตัวแทน ไปคุยกับรัฐบาลเสนีย์ ได้แก่สุธรรมและกรรมการศูนย์ฯ คือสุรชาติ บำรุงสุข กับประพนธ์ วังศิริพิทักษ์ เป็นรุ่นพี่ผมที่สวนกุหลาบเป็นประธานนักเรียน และอีก 3 คนคณะละครที่เดินทางไปบ้านนายกฯ เสนีย์
พวกเราที่เหลืออยู่ธรรมศาสตร์ เตรียมยุติการชุมนุม ขณะนั้นมีการยิงเข้ามาแล้ว ฝ่ายเวทีประกาศให้หลบเข้าไปในตึก ผู้ชุมนุมก็พยายามหนีออกมา
ทั้งหมดมีการจัดการที่โหดเหี้ยม ทั้งที่จริง ๆ นักศึกษาก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองผิด เพราะเป็นการเคลื่อนไหวชุมนุมอย่างสงบ หลีกเลี่ยงความรุนแรง ถูกกล่าวหาว่ามีอาวุธสงคราม ข้อกล่าวหาอะไรเต็มไปหมด ตอนหลังมีการพิสูจน์ว่าไม่จริง
ขนาดตอนหนีมีการจับถอดเสื้อ บางคนใส่รองเท้าแตะ เขายังหาว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เพราะรองเท้าเหล่านี้เป็นรองเท้าคอมมิวนิสต์ ผู้ชุมนุมถูกกวาดไปประมาณ 3 พันกว่าคน จับถอดเสื้อทั้งผู้หญิงผู้ชาย ส่วนผู้หญิงเหลือเสื้อชั้นใน ให้นอนคว่ำที่สนามฟุตบอล
คุณจิ้น กรรมาชน กุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ เราไปเจอกันในป่า เขาแก้วหูแตกข้างหนึ่ง วันที่ 6 ตุลา 19 เพราะถูกเจ้าหน้าที่เอาปืน M16 ยิงใกล้หู แก้วหูแตก
ผมเข้าป่าเดือนพฤศจิกายน 2519 ส่วนจิ้นกุลศักดิ์ เข้าเดือนธันวาคมไปเจอกันในป่า นักดนตรีถ้าหูเสียก็เป็นเรื่องใหญ่ แต่ดีที่ตอนหลังเขาฟื้นขึ้นมาเป็นปกติ
ก่อนหน้านั้น เพื่อนผม ปรีดา จินดานนท์ นักดนตรีวงกรรมาชน ตอนข้ามถนนก็โดนรถชนเสียชีวิตอย่างมีปริศนา หน้าคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ใกล้โรงพยาบาลรามาธิบดี และที่ชัดเจนคือ คุณอมเรศ ไชยสะอาด รุ่นพี่ผม 1 ปี ปี 4 ไปออกค่าย นอนในศาลาวัด ก็ถูกยิงเสียชีวิต มีข่าวว่าเป็นนวพลยิงด้วยปืนลูกซอง
นอกจากระเบิดลงที่สยามเซ็นเตอร์เดือนมีนาคม 2519 แล้ว หลีกเลี่ยงการชุมนุมในธรรมศาสตร์ มีอยู่วันหนึ่งระหว่างนั่งหารือการเคลื่อนไหวต่อต้านฐานทัพอเมริกา ที่หลังเวทีชุมนุมที่หน้าโรงละครแห่งชาติ ระเบิดสังหารลูกเกลี้ยงหล่นมา ดีที่ยังไม่ถอดสลัก วันนั้นก่อน 6 ตุลา 19 การเคลื่อนไหวต่อต้านฐานทัพ ตอนนั้นก็มีเรื่องกันแล้ว
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมพยายามตัดการเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยในวันนั้น โดยมีข้อกล่าวหาวันนั้นว่า พวกนี้คือกบฏของแผ่นดิน โดยเอาเงื่อนไขสำคัญเข้ามาเกี่ยวข้องคือละครแขวนคอที่สะท้อนข่าวที่นครปฐม แต่ฝ่ายที่กล่าวหานักศึกษา กล่าวหาว่าหมิ่นองค์รัชทายาท เป็นเงื่อนไขสำคัญ โดยแต่เดิมเขาก็พยายามกล่าวหาว่าทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่แล้ว
แต่เรารู้ เรื่องสถาบันสำคัญของชาติ ไม่มีใครกล้าแตะ คุณจะไปยุ่งกับเรื่องศาสนาทำไม คุณจะไปยุ่งกับเรื่องสถาบันกษัตริย์ทำไม เราเคลื่อนไหวในทิศทางรักชาติ รักประชาธิปไตย นั่นคือทิศทางที่เรายึดถือตลอด
The People: หรือว่า แนวคิดคอมมิวนิสต์ ต้องไม่มีสถาบันฯ หรือไม่
นพ.พรหมินทร์: ไม่ใช่เลย ผมว่าเจ้าสีหนุ ของกัมพูชาก็ยังอยู่ หลังเขาเป็นผู้นำฝ่ายชนะ เจ้าสีหนุยังเสด็จไปประเทศจีน รักษาตัวที่จีน เพราะฉะนั้น ทิศทางใหญ่คือ รักชาติ รักประชาธิปไตย คำว่ารักประชาธิปไตย คือ เสรีภาพและความเป็นธรรมของประชาชน อยู่ในทิศทางนี้ละครับ
The People: อยู่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คืน 5 ตุลา 2519
นพ.พรหมินทร์: อยู่ที่ธรรมศาสตร์ คืนวันที่ 5 ตุลา 19 แต่ไม่ใช่คืนเดียว คือไม่ได้หลับไม่ได้นอน 5-6 วันติดต่อกัน เสื้อมอมเลย ไม่ได้กลับบ้าน นักเรียนแพทย์ใส่เสื้อสีขาว พอนอนที่ธรรมศาสตร์ เสื้อสีขาวก็เละเทะ ดังนั้นเสื้อสีขาวเปรอะหมดเลย พอดีวันนั้นน้องชายผมอยู่ เขาสวมเสื้อสีเข้ม จึงแลกเสื้อกับน้องชาย เอาเสื้อสีเข้มของน้องชายมาใส่
The People: เช้า 6 ตุลา 2519 คุณหมอมิ้งรอดชีวิตได้อย่างไร
นพ.พรหมินทร์: พอมีเสียงใช้อาวุธตูมปุ๊บ แกนนำก็ตกลงกันเร็ว ๆ หลังจากปืนไร้แรงสะท้อนยิงเข้าไปตีห้าครึ่ง เราตกลงกันอย่างเร็ว แยกย้ายประมาณ 6 โมงเช้า กลุ่มหนึ่ง ภูมิธรรม กับ อภิชาติ ชอบชื่นชม ต่อมาเป็น บก.หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก็จะไปช่วยธงชัย กับ ชวลิต ไฮด์ปาร์คที่เวทึ
ส่วนคุณสุธรรม แยกไปที่จะไปพบนายกฯ เสนีย์ ที่เหลือก็จะดูแลด้านอื่นทั้งหมด
ผมเองอยู่ที่ธรรมศาสตร์ พยายามโทรติดต่อ พยายามที่จะให้ยุติ เราเป็นหมอ เราเป็นนักเรียนแพทย์ โทรติดต่อว่าขณะนี้มีคนเจ็บ เพราะคิดว่าจะผ่อนปรนให้คลี่คลายจากสานการณ์ที่รุนแรง
จึงโทรศัพท์จากตึกอมธ. ไปที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลศิริราชก่อน ขอรถพยาบาลเพราะใกล้มาก เขาก็รับทราบเฉย ๆ ผมโทรไปที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเช่นกัน หลังจากนั้น เราก็เหมือนผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ แล้ว เพราะอีกฝ่ายยิงแบบนี้ anarchist แล้ว
โทรศัพท์สาธารณะที่ต้องหยอดเหรียญ สุดท้ายเหรียญหมด เพื่อนที่เป็นวิศวกรจึงดึงสายโทรศัพท์ออกมา แล้วต่อสายเข้าหัวโทรศัพท์ภายในธรรมศาสตร์ จึงโทรต่อได้ วันนั้นเพื่อนที่อยู่ด้วยกันปัจจุบันเป็นนักธุรกิจหมื่นล้านก็มี 1 คนที่อยู่ด้วยกัน
รวมถึงกฤษฎางค์ นุตจรัส ก็อยู่ เขาก็เห็นผมโทรศัพท์ เขาบอกผมภายหลังว่าเห็นพี่โทรศัพท์วันนั้นนึกว่าจะโทรหาแฟน(หัวเราะ) แต่ที่จริง ผมโทรหาเพื่อน ๆ บอกว่าเราโดนแล้ว ผมโทรไปทุกมหาวิทยาลัย เพราะแนวโน้มจะถูกล้อมปราบจึงต้องกระจายข่าวออกไปข้างนอก เพื่อต้องมีการเคลื่อนไหว จะเคลื่อนไหวต่อ โทรไปที่จุฬา ให้บอก เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผมจำได้โทรไป จุฬาฯ เกษตร รามคำแหง มหิดล ที่คณะวิทยาศาสตร์ ให้ทุกคนเคลื่อน
ส่วนการโทรไปขอรถพยาบาล ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ผมวิ่งฝ่าห่ากระสุนที่ยิงกันตูมตาม ผมเข้าไปในตึกโดม พบนักศึกษาจับมือกัน คล้องแขนกัน 2 ข้าง จับมือจับไม้ให้กำลังใจกันแล้วกล่าว “แล้วพบกันใหม่”
ผมรอดูทีท่า ยังไม่ออกจากตึก ผมอยู่กับภูมิธรรม เรารู้ว่าเพื่อนโดนยิง บาดเจ็บ บางคนรักษาตัวแล้วเข้าป่า
วันนั้นวิทยา แก้วภราดัย ก็โดนยิง สถานที่ตรงนั้นมี จรัล ดิษฐาอภิชัย ด้วย และอีกคนเป็นนักเขียนหลบอยู่ด้วยกัน
สุดท้ายเราก็ออกมา ผมลงแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงที่พังรั้วแล้วมีช่องออก ลงไปพร้อมกับภูมิธรรม ลงตรงแถว ๆ ตึกโดม ตึกอธิการบดี ผมขึ้นมาตรงร้านจั๊ว ท่าพระจันทร์ ตำรวจดึงขึ้นมา มีคนดันผมขึ้นจากน้ำ โดย 1 ใน 3 คนนั้น ผมมาทราบทีหลังเขาลอยอยู่ใต้โป๊ะ จนกระทั่งกลางคืนจึงหนีมา ตำรวจดึงขึ้นมาแล้วบอกว่า กลับบ้านกลับช่องซะ แต่ตรงนั้นเป็นที่ที่โอริสสา ไอราวัณวัฒน์ โดนยิง
ผมเดินเลาะไปเรื่อย ๆ ต้องการไปให้ไกลที่สุด ถึงท่าช้าง มีกลุ่มที่วิ่งสวนหนีกลับมา 30 กว่าคน ผมก็มองว่า แสดงว่าเขาถูกไล่เข้ามา ผมจึงถอยมาอยู่ตรงท่ามหาราช ผมหลบเข้าไปบ้านชาวบ้าน บอกว่าผมโดนไล่ยิงมา ขอพักหน่อย โดยบ้านนั้นเขาเอาข้าวมาให้กิน แต่ผมกินไม่ลง มีคนเข้ามาอีกหลายคน เพราะถูกเจ้าหน้าที่ตามจับ ก็หลบกันเป็นสิบกว่าคนในบ้านนั้น
หลังจากเขากวาดต้อนคนออกไปหมดแล้ว พวกเราก็แยกย้าย ผมเป็นตัวกึ่งปิดกึ่งเปิด คือ แกนนำทั้งหลายรู้จักผม แต่ประชาชนไม่รู้จัก ผมเดาว่าฝ่ายทางการรู้จักผมอยู่แล้วจึงไม่เสี่ยงที่จะออกมาเร็ว วันนั้นฝนตกหนักมาก ผมออกมาจากบ้านนั้นประมาณบ่ายโมง จนป่านนี้ยังไม่ได้ไปขอบคุณเขาเลยที่ผมรอดมา
ในที่สุดผู้ชุมนุมถูกจับไปสามพันกว่าคน ผู้นำนักศึกษาต้องถูกดำเนินคดี เป็นการผลักให้ต้องมีหลังพิง สถานการณ์แบบนี้ ทำให้แนวโน้มผมอยู่ในเมืองไม่ได้แน่ ๆ
คนที่ไม่ยอมรับการใช้อาวุธ อย่างผมเรียนหมอก็ทำใจไม่ได้ถ้าต้องไปถืออาวุธ เราต้องการดูแลคน แต่เมื่อ ‘ฝ่ายรัฐ’ ใช้วิธีนี้ ผมอยู่ในเมืองไม่ได้ จึงต้องหลบไปหาหลังพิง ซึ่งในวันนั้น คือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ในตอนนั้น หากแบ่งเป็น 2 ขั้ว คือมีฝ่ายอนุรักษ์นิยม กับ พรรคคอมมิวนิสต์อยู่แล้ว
แล้วฝ่ายประชาธิปไตยอยู่ตรงกลาง แต่ถูกผลักไปอยู่กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ผลักฝ่ายที่ 3 ไปอยู่กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ จึงต้องเข้าป่า
คนในยุคนั้นก็แตกกระสานซ่านเซน ส่วนหนึ่งต้องเข้าไปในป่า การที่เข้าไปในป่า 1 คนไม่ได้เท่ากับต่อสู้ 1 คน เพราะจะมีครอบครัว พี่น้อง การระดมทุน ระดมอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไปเต็มไปหมด
The People: คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 เรื่อง การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ วันที่ 23 เมษายน 2523
นพ.พรหมินทร์: ในที่สุดฝ่ายรัฐรู้ว่า การผลักนักศึกษาไปเข้าร่วกับพรรคคอมมิวนิสต์ สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง หลังพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน รัฐประหาร 6 ตุลา 2519 แล้วก็มีการรัฐประหารอีกครั้งโดยพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นการปลดปล่อยจากอำนาจรัฐบาลหอยของธานินทร์ซึ่งขวาจัด
ธงชัยและคณะถูกจับ 2 ปี กว่าจะหลุดออกมาได้ (โดยพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ประกาศวันที่ 16 กันยายน 2521 สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี) มีการเคลื่อนไหวของแอมเนสตี้ และองค์กรระหว่างประเทศอะไรต่างๆ เพ่งเล็งมาที่ไทย
ต่อมามีคำสั่ง 66/2523 เป็น execution ที่ยอมให้นักศึกษาออกจากป่า กลับเข้าเมือง ซึ่งประสบความสำเร็จ เพราะฝ่ายรัฐรู้ว่าเขาผิดพลาดที่ผลักนักศึกษาออกไปแล้วทำให้การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์เข้มแข็งเพราะกระแสคนรักประชาธิปไตยมีเยอะ กลับกลายเป็นสนับสนุนการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธพรรคคอมมิวนิสต์
ในที่สุดรัฐบาลใช้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 เรื่อง การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ สมัยพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ออกมา เพื่อดึงกำลังนักศึกษากลับเข้าเมือง นั่นคือทิศทาง
นอกจากผมแล้ว คนที่กลับมาเรียนก็มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กับ จาตุรนต์ ฉายแสงด้วย แต่ทั้ง 2 คนไม่เรียนแพทย์ต่อ และไปเรียนต่อต่างประเทศในสาขาอื่น คือรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์แทน
The People: ทหารทำรัฐประหารเอง นิรโทษกรรมเอง มีคำสั่ง 66/2523 เอง
นพ.พรหมินทร์: การรัฐประหารเพื่อให้พล.อ.เกรียงศักดิ์เป็นนายกฯ ครั้งนั้น ผมเดา สำหรับผมนะครับ เพื่อให้รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ลงจากอำนาจ เพื่อเปลี่ยนภาพให้ดูรู้สึกว่า ไม่กดดันมากไป โดยขยับขวาเข้ามาตรงกลางอีกนิดหนึ่ง จากขวาสุดขั้วเกินไป ต่อมาเริ่มมีกระแสให้ปล่อย
หลังรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์แล้วในที่สุดพลเอกเปรมก็ขึ้นมาเป็นนายกฯ ต่อจากพลเอกเกรียงศักดิ์ ถือว่าเป็นรัฐประหารโดยทหารชุดเดียวกัน ส่วนคำสั่ง 66/2523 เป็นสิ่งที่เป็นทางการ
The People: นิรโทษกรรม 2521 ไม่ได้มีผลกับคุณหมอมิ้ง เพราะเข้าป่า ?
นพ.พรหมินทร์: ไม่ทราบว่าผมโดนโทษอะไรด้วยหรือเปล่า ผมไม่ทราบว่ามีข้อกล่าวหาใด ๆ หรือไม่ คุณพ่อคุณแม่เคยเช็คดู ก็ไม่น่าจะมี ผมหายไปเฉย ๆ แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่าไปไหน (เข้าป่า)
The People: กลับออกจากป่า เข้าเมืองมาเรียนต่อ
นพ.พรหมินทร์: ภายหลังรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีนโยบาย 66/2523 ผมออกจากป่าวันที่ 23 กันยายน 2523 ผมกลับเข้ามาเรียนคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วันที่ 4 มิถุนายน 2524 กว่าจะกลับเข้าไปเรียน ก็ช้าไป 5 ปี
รับราชการเป็นแพทย์ 1 เมษายน 2528 กระทั่งปี 2536 ออกจากราชการมาทำงานภาคเอกชน
ในช่วงแรก ทุกคนเก็บตัวเงียบ เพราะต่างคนต่างต้องออกมาทำมาหากิน เริ่มตั้งตัวใหม่หมด ทุกคนก็เงียบๆ และไม่อยากเปิดเผยตัวเอง เพราะตอนนั้นถือว่าเป็นภัยของแผ่นดินอยู่ ข้อหาคือภัยสังคม
ตอนนั้นธงชัยไปเรียนต่างประเทศแล้วก็กลับมายังมีกิจกรรมอยู่ เพราะเขาเป็นสัญลักษณ์บนเวทีการชุมนุม 6 ตุลา 19
พอครบรอบ 20 ปี เมื่อปี 2539 ทุกคนเริ่มแข็งแรงแล้ว คนเดือนตุลา มีอดีตรัฐมนตรี ชำนิ ศักดิเศรษฐ์, พินิจ จารุสมบัติ เคยเป็นรัฐมนตรี ก่อนปี 2539
คนเดือนตุลา มีอดีตรองประธานสภา คือคุณสุธรรม เพราะฉะนั้น ชื่อชั้นเป็นที่ยอมรับกลับคืนมา
หลัง 6 ตุลา 19 มีการต่อสู้อีกครั้งหนึ่งของ ‘คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ’ (รสช.) ทำการรัฐประหารเมื่อมีรัฐประหารปี 2534 ทำให้มีการเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่งปี 2535 แล้วเหมือนเดิมคือ ฝ่ายประชาชนชนะ ดังนั้น กระแสฝ่ายประชาชนก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น
The People: ปี 2539 ที่ครอบรอบ 20 ปี 6 ตุลา 19
นพ.พรหมินทร์: ครอบรอบ 20 ปี 6 ตุลา 19 พวกเราอายุประมาณ 40 ปีเศษ ๆ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ รับราชการเป็นซี 10 แล้ว ตอนนั้นที่ประชุมให้ความไว้วางใจให้เป็นประธานจัดงาน 20 ปี 6 ตุลา 19 แล้วก็รวมเอาคนรุ่นนั้นเข้ามา ก็มีภูมิธรรม ช่วยกัน แล้วหลาย ๆ คนในรุ่นนั้นก็มาช่วยกัน อาจารย์ธงชัยอยู่ต่างประเทศ นาน ๆ กลับมาที มาช่วยกัน
ผมรู้จักผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มาสนับสนุนการจัดงานตอนนั้น
สมัยนั้นอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร เป็นอธิการบดี หลังจากครบรอบ 20 ปี 6 ตุลา 19 ผมก็บอกว่า ครั้งนี้เป็นพีคแล้ว พวกเราแข็งแรงที่สุดในสังคม ณ วันนั้น ซึ่งเป็นความจริง
ปีนั้นอายุ 40 ปีเศษ ๆ เป็นครั้งแรกที่สามารถรวมกันได้ จัดงาน 3 วัน คนคึกคักมาก บรรณาธิการมติชนก็ตั้งหลายคนที่ออกจากป่าทั้งนั้น พูดง่าย ๆ กระซิบกันนิดเดียวก็ออกมาหมดเลย มีเครือข่ายจัดงาน แล้วก็มีทอล์กโชว์ มีหลายคนมาขึ้นพูด ธีรยุทธ บุญมี ก็มาพูด แล้วเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ก็ขึ้นมาเปิดตัวอีกครั้งหนึ่ง แล้วใช้คำว่า ‘คนเดือนตุลา’
หมอเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ได้ยินคำว่า ‘คนเดือนตุลา’ จึงสนใจมาร่วมการเมืองในพรรคพลังธรรม ปี 2539 เป็นต้น เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการระดมครั้งใหญ่ ก็คิดกันเรื่องกำแพงประวัติศาสตร์เป็นภาพนูนสูง ตรงกำแพงตรงนั้น ต่อมามีการทำเป็นประติมากรรมที่เริ่มต้นตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา
สายธารประวัติศาสตร์ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2539 ช่วยกันระดมทุน ในที่สุดชิ้นสุดท้าย 6 ตุลา 19 นพ.สุรพงษ์ ก็มีส่วนนำเงินมาร่วม ช่วงนั้นเขาก็ประสบความสำเร็จทางด้านธุรกิจแล้ว ถึงบอกว่าเป็นช่วงพีคของทุกคน มีบางคนมาพีคทีหลัง คือเสถียร เสถียรธรรมะ
ปี 2539 ถือว่าเป็นพีค สามารถระดมคนได้ มีคนที่เป็นอาจารย์ ทั้งอาจารย์ธงชัย อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์
สื่อมวลชนก็หลายคน รวมถึงคำนูณ สิทธิสมานด้วยนะ (คนเสื้อเหลืองในเวลาต่อมา) ก็ถือว่าเป็นคนเดือนตุลา แยกไม่ได้
คนเหล่านั้นเคยรวมกันทำประโยชน์ให้สังคม ต่อต้านเผด็จการ ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญปี 2540 มีขบวนการธงเขียว ซึ่งเริ่มจากกลุ่มนี้เช่นกัน หลังพฤษภา 2535 ขบวนการธงเขียวมีส่วนประกอบที่เข้ามาร่วมเคลื่อนไหว โดยคนที่เกี่ยวข้องกับ 14 ตุลาฯ และ 6 ตุลาฯ เข้ามาช่วย
แม้กระทั่งคุณนิกร จำนง ก็มีบทบาท ไม่น้อยไปพูดคุยกับ นายกฯ บรรหาร ศิลปอาชาเพื่อจะให้รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ผ่าน
ทีแรกจะถูกบล็อคอยู่แล้ว ช่วงระหว่าง สมัยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา คนที่มีบทบาทเป็นลอบบี้ยิสต์คนสำคัญในการคุยกับท่านบรรหาร คือนิกร จำนง
ปี 2539 คนเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในสังคม ก็มาร่วม 20 ปี 6 ตุลาฯ เพราะอายุ 40 ปีกำลังฮอตเลย มีบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ตอนนั้น คำนูณ สิทธิสมาน ยังเป็น บก.หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ส่วนหนังสือพิมพ์มติชนก็ตั้งหลายคนออกจากป่าทั้งนั้น เนชั่นก็มี
แล้วคนที่มาจากสายนักวิชาการตอนนั้นก็เริ่มมีตำแหน่งทางวิชาการ เกษียร เตชะพีระ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นคนที่โดดเด่น สุรชาติ บำรุงสุข ก็เป็นนักวิชาการที่เป็นที่ยอมรับ ส่วนธงชัย อยู่ต่างประเทศ
ปีกธุรกิจ ก็จะมีคนประสบความสำเร็จเงียบ ๆ วันนี้มี 3-4 คน เป็นอย่างน้อยที่เป็นคนออกจากป่า มีบริษัทประสบความสำเร็จ มีลิสต์ในตลาด หลายท่านแข็งแรง
ในวงการเมืองก็มีคนที่เป็นอดีตรัฐมนตรีมาแล้ว หรือ รองประธานสภามาแล้ว ตอนมีขบวนการธงเขียว ก็รวมกันทุกฝ่าย รวมถึงสื่อสารมวลชน
พอมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ดร.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย ก็ไปดึงคุณภูมิธรรม คุณเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ เข้ามา ส่วนผมเป็นผู้บริหารในบริษัทของคุณทักษิณ ตั้งแต่ปี 2536
The People: คุณหมอมิ้งลาออกจากราชการแล้ว มาทำงานบริษัทำเอกชนของคุณทักษิณ ก่อนมีพรรคไทยรักไทย
นพ.พรหมินทร์: มาบริษัทเอกชนเพราะมองว่าเป็นความท้าทาย สิ่งสำคัญในการผลักดันประเทศ ในเรื่องการสื่อสาร และการเงิน ซึ่งถ้าจะเข้าใจการเงินต้องอยู่ในภาคเอกชน ภาคเอกชนเป็นตัวผลักดัน
ดังนั้น ผมจึงท้าทายตัวเอง ตอนนั้นมี บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง จำกัด หรือไอบีซี ซึ่งเป็นธุรกิจสื่อสารมวลชน เป็นอะไรที่เราถนัด ผมเข้าบริษัทไอบีซี ปี 2536
ที่จริงการเมืองคือการสื่อสารมวลชน ฉะนั้น จึงคิดว่าพอทำได้ แล้วทางเทคนิค เราก็เรียนหนังสือมาทางด้านฟิสิกส์ และ mathematic ใช้ได้ เศรษฐศาสตร์ก็พอเข้าใจ เรื่องการบริหาร เราเป็นผู้บริหาร ตั้งแต่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล มาถึง กระทรวงสาธารณสุข ก็ใช้หลักการบริหาร เข้าใจเรื่ององค์กรภาครัฐ
พอนายกฯ ทักษิณมาตั้งพรรคไทยรักไทย ก็เชิญคนส่วนหนึ่งมาช่วย ผมเองเป็นผู้บริหารบริษัทอยู่แล้ว พรรคพวกก็ชี้นิ้วมาที่ผม บอกให้มาช่วย ผมก็จับพลัดจับผลูเข้ามา
พอเราชนะการเลือกตั้ง 2544 ซึ่งเป็นกระแสประชาธิปไตยหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 แล้วเรายึดหลักประชาธิปไตยรักษาผลประโยชน์ประชาชน นายกฯ ทักษิณ เปิดโอกาสให้พวกเราเข้ามา ก็เริ่มมาอย่างนี้
The People: ตอนที่พรรคไทยรักไทยอยู่ในจุดสูงสุด ได้ ส.ส. สามร้อยกว่าเสียง นอกจากถูกรัฐประหารโดยทหารในปี 2549 ก่อนหน้านั้นมีการเคลื่อนไหวต่อต้านโดยคนเสื้อเหลืองซึ่งมีคนที่ออกจากป่า หรือคนคนเดือนตุลาด้วย คุณหมอมิ้งรู้สึกอย่างไร
นพ.พรหมินทร์: เมื่อไหร่ที่กระแสทางฝ่ายประชาชนขึ้นสูง ฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็มีการเคลื่อนไหว ด้วยข้อกล่าวหาเดิม ๆ เอาเรื่องนามธรรมมากลบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ในที่สุดกระแสแตกแยกเริ่มอีกแล้ว
ถ้าพื้นฐานจริง ๆ ต้องถามว่า ประเทศจะโตได้ ก็คือเรื่องเศรษฐกิจ แต่ฝ่ายตรงข้ามเอาเรื่องนามธรรมมาโจมตีคุณทักษิณ นำไปสู่การรัฐประหารในปี 2549
มีครั้งหนึ่งผมเจ็บปวดมาก เพราะว่าเป็นพวกเดียวกัน แล้วเขาให้ลูกของเขาเป็นตัวเคลื่อนไหว ความเจ็บปวดก็คือว่า การเคลื่อนไหวนั้นเป็นการกระตุ้นให้เกิดการปราบปรามอีกครั้งหนึ่ง ถ้าสู้กันแบบความคิดต่อความคิดก็ไม่เป็นไร แต่คุณใช้วิธีที่สร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการปราบปราม ให้เกิดการรัฐประหาร เมื่อปี 2549
ทางฝั่งผมในฐานะรัฐ หลีกเลี่ยงไม่ให้มีความบาดเจ็บแม้แต่น้อย ทางผมก็ต้องกำกับทางด้านตำรวจ ปี 2549 เมื่อผู้ชุมนุมเดินไม่เป็นขบวน โอกาสที่จะปะทะกันมีสูงมาก เพราะฉะนั้น ตำรวจมีแต่โล่อย่างเดียว ไม่มีกระบอง ยืนอยู่ที่สะพานมัฆวาน เพื่อให้ผู้ขุมนุมจัดระเบียบใหม่ เพื่อให้การเคลื่อนเป็นไปโดยสงบ เราเป็นฝ่ายรัฐเราก็มอนิเตอร์กันอย่างดี ควบคุมเป็นอย่างดี เหตุการณ์ผ่านไปได้ด้วยดี
ในที่สุดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาก็รัฐประหารอยู่ดี แม้ไม่มีการปะทะก็มีรัฐประหารอยู่ดี แต่ที่รู้สึกเจ็บใจบางครั้งก็คือว่า มีคนที่ทำให้เกิดการปะทะ ยั่วยุฝ่ายของรัฐเพื่อให้มีการปะทะ แถว ๆ ‘สยาม’ หนึ่งในนั้นเป็นลูกชายเพื่อนผม
ผมน้ำตาคลอ เมื่อปี 2549 เพราะผมรู้ไส้ในหมด ลูกชายนักเคลื่อนไหวเก่า มากกว่าหนึ่งคน ยั่วยุให้มีความรุนแรงระหว่างฝ่ายรัฐกับกลุ่มต้านรัฐบาล เพื่อจุดไฟให้ลุก อันนั้นเป็นความเจ็บปวดที่รู้สึก ประมาณเดือนสิงหาคม ก่อนรัฐประการ 19 กันยา 49
ท่านนายกฯ ทักษิณ ยุบสภาเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2549 แล้วต่อมาการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ตอนนั้นผมยังเป็นเลขาธิการนายกฯ ทักษิณ เนื่องจากว่า รัฐธรรมนูญกำหนด ผมได้ทำหน้าที่ของผมในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ 2540 จนนาทีสุดท้าย
ก่อนรัฐประหาร ผมเป็นฝ่ายรัฐบาล รักษาสถานการณ์ไม่ให้เกิดเงื่อนไขรัฐประหาร แต่อีกฝ่ายสร้างเงื่อนไข ที่จะรัฐประหาร
เมื่อรัฐประหารปี 2549 จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ที่เขาบอกไม่สะเด็ดน้ำ จึงเกิดรัฐประหาร 2557 อีกครั้งหนึ่ง เพราะสุดท้ายพรรคเรากลับมาได้ ด้วยการเลือกตั้ง ฝ่ายผมไม่ได้ทำอะไรผิดเลย อีกฝ่ายเป็นฝ่ายทำ เขาพลั้งมือทำ
ปี 2557 ก็มีการกล่าวหาหลายเรื่อง ทั้งถวิล เปลี่ยนสี จำนำข้าวซึ่งศาลตัดสินบอกว่านโยบายจำนำข้าวไม่ผิด แต่การปฏิบัติผิด แล้วอย่างไรล่ะ มีการรัฐประหารแล้ว
การรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา เรารักษากติกาอยู่ในเกม แต่ปี 2549 ชัดมาก ในใจผมยังรู้สึกเป็นฝ่ายชนะ แต่อีกฝ่ายถือปืน ซึ่งเป็นคนละเกม เกมถือปืนผมไม่เล่นด้วย
ถ้าผมทำให้เลือดตกยางออก จะกลายเป็นผมเป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไข ถ้าฝ่ายรัฐปะทะก่อน สมัยปี 2549 เราประคองจนกระทั่งอีกฝ่ายพลั้งโชว์ตัวเอง ต้องรัฐประหาร เขาจึงต้องเอา คมช. มารัฐประหารมา ยุบพรรค ยึดทรัพย์ ทำอะไรต่าง ๆ แต่ในที่สุดเราฟื้นกลับมาได้
ตอนนี้ 6 ตุลา 2519 ผ่านมา 50 ปี ต้องเคารพ ว่า ในแต่ละช่วงเงื่อนไขไม่เหมือนกัน เราเคยสามัคคีเพื่อขับไล่รัฐบาลเผด็จการ แล้วก็สามารถขับไล่อีกครั้งในปี 2535 จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงทีดี มีรัฐธรรมนูญ 2540 สิ่งที่เราภูมิใจคืออำนาจฝ่ายเสรีภาพ ได้มาอยู่ในฝั่งพรรคไทยรักไทย นายกฯ ทักษิณ ซึ่งก้าวหน้า ทันสมัย นำเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์มา แล้วเขายังไม่สามารถทำลายได้คือเรื่องหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สามสิบบาทรักษาทุกโรค) กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป ที่เป็นพื้นฐานประชาธิปไตย คือการ empower ประชาชนให้มีสิทธิเสียงด้วยพลังตัวเอง มีสิทธิที่ควรจะเป็น เราทำได้หลายเรื่อง น่าเสียดายที่มีอีกหลายเรื่องที่ควรจะทำ เมื่อไม่ได้ทำ ก็ทำให้เศรษฐกิจไทย ไม่โตตามศักยภาพ วันนี้ถ้าเดินไม่ถูกทางก็ยังไม่ไปถึงไหน
The People: นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ‘คนเดือนตุลา’ ผู้สามารถผลักดันนโยบายสำคัญคือ ‘หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ’ (สามสิบบาทรักษาทุกโรค) โดย สปสช. ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน
นพ.พรหมินทร์: สำหรับผมคนเดือนตุลาที่เราพูดถึง ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่เป็นนักเคลื่อนไหว ที่จริงคนร่วมสมัยที่มีแนวคิดเป็นประชาธิปไตย ที่มาทำกิจกรรม จะมีสำนึกประชาธิปไตยที่ลึกซึ้ง เมื่อพูดถึงสามสิบบาท คุณหมอสงวนเป็นหลักสำคัญ เพราะคุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ นายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2519 แล้วคณะรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ออกประกาศเรียกคุณหมอสงวนไปรายงานตัวด้วย
แล้วพอคุณหมอสงวนไปรับราชการที่โรงพยาบาลราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ 2521-2523 ก็ถูกติดตาม หาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ปลุกมวลชนมาตลอด เป็นเป้าหมายที่ถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์
ในที่สุด เราทำงานจนเป็นที่ยอมรับของสังคม อาจารย์ผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข รู้ว่านักศึกษาของเขามีเจตนาอย่างไร
คุณหมอสงวนเอง ก็รวบรวมนักกิจกรรมรุ่นนั้นขึ้นมาทำงานหลายคน ดร.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร เป็นคนทำเรื่อง health financing และคุณหมออีกหลาย ๆ คนก็เป็นนักเคลื่อนไหวทั้งสิ้นที่รวมกันเข้ามา คุณหมอสุรพงษ์ ก็เป็นรุ่นน้องที่ทำกิจกรรมนักศึกษากันมา เรารู้เจตนารมณ์
ผมเองเข้าไปรับราชการอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ก่อนเข้ามาอยู่ภาคเอกชนปี 2536 ผมทำงานช่วงกระแสความคิดเรื่องประกันสุขภาพเริ่มเกิดแล้ว
แต่ผมหมดความเชื่อมั่นว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ ผมจึงลาออกจากราชการ เพราะผมมาจากแคนาดา ระบบประกันสุขภาพเขาดี ไม่เชื่อว่าจะเกิดได้ในไทย แต่คุณหมอสงวนก็ได้คุณหมอวิโรจน์ซึ่งเป็นเพื่อนผมและเป็นนักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม ตั้งแต่รุ่นโน้นทั้งสิ้นอีกหลายคน ที่ไปเรียน health financing หลายคนเป็นนักกิจกรรมรุ่นนั้นทั้งสิ้น คนที่เข้าใจหลักประชาธิปไตย ทำกิจกรรมไม่ได้ออกหน้าหลายคน แต่เขาสำนึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เรื่องประโยชน์ของประชาชน เป็นคนร่วมยุคกัน แล้วมาผลักดันกัน
คุณหมอโกมาตร นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ซึ่งเป็นรุ่นน้อง เคยเขียนบันทึกไว้ว่า คุณหมอสงวนเคยเสนอเรื่อง ‘หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ’ กับนายกฯ ชวน หลีกภัย นายกฯ ชวลิต แต่ท่านไม่คิดว่าเป็นไปได้
กระทั่งมาถึงคุณหมอสุรพงษ์ เรียนถามนายกทักษิณว่าอยากทำอะไรเรื่องใหญ่ ๆ ไหม นายกฯ ทักษิณเห็นชอบ จึงเชิญคณะนี้ขึ้นมานำเสนอ ซึ่งท่านนายกฯ ทักษิณ ก็มีความภาคภูมิใจที่ทำเรื่องนี้
ถ้าพูดถึงคนเดือนตุลา ซึ่งรวมถึงคุณหมอสงวน คุณหมอสงวนทำเรื่องนี้ตั้งแต่เป็นข้าราชการ จนกระทั่งเป็นนโยบายหลัก แล้วผลักดันต่อเนื่อง แม้จะถูกกล่าวหาต่าง ๆ
สิ่งเหล่านี้ นายกฯ ทักษิณให้คุณหมอสุรพงษ์ดำเนินต่อ ตั้งแต่ ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีใช้ชั่วคราว จนผลักดันไปถึงเป็นพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 สำเร็จ
ก่อนนั้นคุณหมอสงวนเป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงเป็นเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คนแรก
คนที่ต่อเนื่องมาอีกหลายคนก็เป็นนักเคลื่อนไหวทั้งสิ้น คุณหมอวินัย สวัสดิวร ที่เป็นเลขาธิการ สปสช. ต่อจากหมอสงวน ครอบครัวเขาก็เข้าป่าหมด คนรุ่นนั้นจะมีแนวคิดแบบนี้ ทำงานในชนบท ชีวิตก็ให้การบริการรับใช้ประชาชน เป็นเรื่องถูกจริตของคนที่มีสำนึกที่ถูกปลุกมาแล้ว คุณหมอจเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คนปัจจุบันก็เป็นคนรุ่นหลังๆ ที่ได้ทำงานกับคนรุ่นแรก ๆ
หมอสงวนมีคุณูปการ ท่านสามารถระดมพรรคพวกเข้ามาให้ช่วยกัน ประกอบกับการตัดสินใจของนายกฯ ทักษิณ บวกกับทีมที่ช่วยผลักดัน ก็ช่วยกันทั้ง 2 ทาง พื้นฐานสำคัญคือ empower ประชาชน
ก่อนหน้านี้การจัดทรัพยากรทำให้โรงพยาบาลเล็ก ได้เงินน้อย แต่เราจัดการตรงกันข้าม ให้โรงพยาบาลต่างจังหวัดที่ดูแลประชากรเยอะ ก็ได้เงินเยอะขึ้น เป็นการจัดระบบใหม่ดูแลประชาชน เรื่องเหล่านี้มีพัฒนาการมาเรื่อย พรรคไทยรักไทยมาเป็นรัฐบาลปี 2544 ปีนี้ก็ 25 ปีแล้ว
The People: หลังรัฐประหาร 2549 รัฐประหาร 2557 ก็ไม่สามารถล้มโครงการนี้ได้
นพ.พรหมินทร์: สิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชน แม้มีคนพยายามล้มพยายามเปลี่ยนชื่อ แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น ประชาชนเป็นเจ้าของ ขณะนี้เหลือรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณ ให้เหมาะสม
ส่วนก้าวต่อไป เรื่องประกันสังคมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2533 สมัยนั้นถือว่าก้าวหน้า แต่หลังจากมีหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้นมา คนที่ประกันสังคมจะบ่นว่าทำไมให้บริการบางเรื่องด้อยกว่าหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง/สามสิบบาทฯ)
ในที่สุด สิ่งที่เรากำลังหารือกันอยู่ คือ ทำอย่างไรให้สิทธิเหล่านี้เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกันตนด้วยได้อย่างไม่น้อยกว่าบัตรทอง ผู้ประกันตนอาจจะได้มากกว่าบางเรื่อง เพราะมีส่วนที่จ่ายเองด้วย ซึ่งบัตรทองควรจะเป็นพื้นฐานที่ทุกคนได้ ตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ
สมัยนั้นสามสิบบาทไม่ได้นับรวมผู้ประกันตนเข้ามาด้วยทั้งที่สามสิบบาทมาทีหลัง เพราะการเปลี่ยนแปลง จะมีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ทุกวันนี้ก็ยังไม่จบ เฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ก็นับว่ามโหฬารแล้ว
ถ้าเรายึดจิตใจให้ประโยชน์ประชาชน ในท่ามกลางกลุ่มผลประโยชน์ที่เยอะมาก คนที่โวยวายคือ เขามีโอกาสที่เขาจะได้ประโยชน์มากกว่านี้หรือเปล่า เป็นธรรมดา เมื่อเป็นประชาธิปไตยก็มีการแยกกลุ่ม มีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ และขึ้นกับผลประโยชน์แต่ละคนด้วย
ผลของการปฏิบัติเป็นเรื่องสำคัญ ประชาชนก็คงพิจารณาได้เองว่านี่เป็นประโยชน์กับเขาหรือเปล่า ผลแห่งการกระทำ คือข้อพิสูจน์เจตนา
The People: ผ่านมา 50 ปี 6 ตุลา 2519 กับจุดยืนเดิม
นพ.พรหมินทร์: ผมไม่เคยเปลี่ยนอะไรเลย ความเป็นตัวของตัวเอง จิตใจเราเป็นอย่างไร เป็นข้อพิสูจน์มาตลอด เราเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องสำหรับเรา ไม่เคยทำอะไรฝืนใจและทำผิดจากแนวอุดมการณ์
แต่สถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกัน ต้องทำเพื่อให้เกิดประโยชน์จากความสำเร็จเกิดขึ้น คนอาจจะมีมุมมองแตกต่างกันก็ถือเป็นสิทธิแต่ละคน ที่จะมองอย่างไรก็ได้ แต่ผมยืนยันว่าผมไม่เคยเปลี่ยน
The People: เคยต่อสู้ ต่อต้านอำนาจรัฐ แต่ปัจจุบันอยู่ฝ่ายอำนาจรัฐ เป็นการสู้เพื่อมีอำนาจหรือไม่
นพ.พรหมินทร์: การต่อสู้ก็เพื่อให้ได้อำนาจรัฐในการเปลี่ยนแปลง แม้จะไม่เป็นไปตามสิ่งที่เราคิดไว้ 100% เพราะมีอุปสรรค มีความเป็นจริง ซึ่งต้องนำไปสู่วิธีการที่ถูกต้องเป็นที่ยอมรับตามลำดับขั้น
ผมไม่เคยอยู่ในรัฐบาลที่มีที่มาจากการรัฐประหาร ผมไม่ยอมไปเกี่ยวข้องด้วยซ้ำ ผมเคยถูกทาบทามจากผู้มีเจตนาดี แต่ผมปฏิเสธ เนื่องจากที่มาของรัฐบาลนั้นไม่ถูกต้องเป็นรัฐบาลจากการรัฐประหาร ในที่สุดคนที่เชิญก็ผิดหวัง
สัมภาษณ์: ฟ้ารุ่ง ศรีขาว
ถ่ายภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์