19 ส.ค. 2569 | 16:06 น.

KEY
POINTS
ถ้าเลือกได้ คุณอยากเป็น ‘หัวหมา’ หรือ ‘หางมังกร’
สำหรับ ‘แม็กซ์’ ภัคพล ตั้งตงฉิน Country Manager ของ Canva Thailand คำถามนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกว่าจะอยู่ในจุดที่เก่งที่สุด หรือยอมเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นวิธีคิดที่พาเขาออกจากพื้นที่ปลอดภัยครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายกว่าเดิม และค่อย ๆ เติบโตขึ้นอีกครั้ง
เพราะทุกความยาก ทุกความท้าทาย และคำถามที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วยชีวิตได้มอบทเรียนที่ประกอบสร้างให้เขาเป็นเขาในทุกวันนี้ เช่นเดียวกับงานออกแบบที่ต้องทดลอง ปรับแก้ และเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
นี่คือบทสัมภาษณ์ที่เราอยากพาทุกคนไปรู้จักเส้นทางและแนวคิดของชายคนนี้ ตั้งแต่วันที่เป็นเด็กหน้าห้องในประเทศไทย วันที่ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ในต่างประเทศ การทำงานในโลกของ Consulting, Harvard, Amazon จนมาถึง Canva และบทบาทผู้นำที่เขาเลือกจะพาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่ยากขึ้นอยู่เสมอ
สำหรับแม็กซ์ การเติบโตเกิดขึ้นเมื่อเรากล้ายอมเป็น ‘หางมังกร’ ในที่ที่ยากกว่าเดิม เพื่อเรียนรู้จากคนรอบตัว ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไป และพาตัวเองไปได้ไกลกว่าเดิม
แม็กซ์: ผมเป็นคนชอบเรียนมาก เป็นเด็กหน้าห้องตลอด จะยกมือตอบตลอด เพราะผมรู้สึกสนุกที่ได้คุยกับอาจารย์ แล้วทุกครั้งที่ได้คุยและได้ challenge กับอาจารย์มันสนุกกว่าตอนอ่านหนังสือ
จริง ๆ จนถึงประถม ผมเรียนโรงเรียนไทยมาตลอด แล้วได้ A หมดเลย รู้สึกมั่นใจมาก แล้วอยากจะไปต่างประเทศ ช่วงมัธยมปลายผมใช้ผลสอบเทียบเพื่อไปเรียนที่สิงคโปร์ ต้องสอบภาษาอังกฤษกับเลข ผมสอบภาษาอังกฤษเต็มร้อยน่าจะได้สิบห้า สอบเลขเต็มร้อยน่าจะได้เจ็ด
ผมเลยเข้าเรียนที่ไหนไม่ได้เลย จนเกือบจะต้องกลับจากสิงคโปร์ กลับมาเรียนต่อที่ไทย มีแค่โรงเรียนรัฐบาลโรงเรียนเดียวที่ตอบรับก็เลยไปเรียนที่นั่น ทำให้รู้ว่า gap การเรียนที่ไทยกับที่สิงคโปร์ต่างกันค่อนข้างเยอะมาก เลยเป็นจังหวะที่เหมือนได้ถีบตัวเองขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
แม็กซ์: ตอนนั้นรู้สึกว่ามาทำไม เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้บังคับ ผมอยากไปเอง แล้วก็รู้สึกว่าสิงคโปร์ก็ดูน่าจะท้าทายดี แต่ไม่คิดว่าจะท้าทายขนาดนั้น เหมือนตอนอยู่ไทย เราเป็นตัวท็อปแล้ว แต่ไปอยู่ที่นั่น ผมอยู่หลังห้อง ก็เลยค่อนข้างช็อก แต่ก็ค่อย ๆ ปรับตัว
แม็กซ์: ผมรู้สึกว่าคำว่าเก่งมันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน จากที่เราเคยเก่งในสังคมหนึ่ง จนวันหนึ่งเราไปถึงจุดสูงสุดของตรงนั้นแล้ว เราอาจจะตัน ผมเลยพยายามไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากขึ้น แล้วเรียนรู้ที่จะไต่ขึ้นไปใหม่อีกครั้ง
ผมจำได้สมัยก่อน ตอนที่ผมกำลังจะไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ที่บ้านอยากให้ไปเรียน แล้วผมกลัว เพราะผมไม่เก่งภาษาอังกฤษ พูดก็ไม่เก่ง แต่รู้ว่าโรงเรียนอินเตอร์มันต้องเก่งภาษาอังกฤษ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ผมบอกว่าผมไม่อยากไป อาม่าก็บอกว่า ลื้ออยากเป็นหัวหมาหรือลื้ออยากเป็นหางมังกร
ตอนนั้นฟัง ผมก็ไม่เข้าใจ แต่พอฟังซ้ำ ๆ มันก็ถึงจุดที่เข้าใจว่า ถ้ามีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามา แล้ว assume ว่ามันเป็นโอกาสที่ดี เราจะอยากไปเริ่มใหม่กับสิ่งที่ยาก แต่เป็นจุดต่ำสุดของสิ่งที่มันดีกว่าปัจจุบัน
ก็เลยเป็นความรู้สึกนั้นมาโดยตลอดว่า ถึงจุดหนึ่งถ้าเป็นหัวหมาแล้ว ก็อยากจะไปเกาะหางมังกรใหม่ไปเรื่อย ๆ
แม็กซ์: ตอนนั้นผมจะชอบบอกว่า ผมอยากเป็น Artist อยากเป็น Designer เพราะผมเป็นลูกคนเดียว ด้วยความเหงาก็จะชอบวาดรูประบายสีมาก จนเกือบจะเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นจะเข้าสายสถาปัตย์ แต่โค้งสุดท้ายตัดสินใจไปสาย Business เพราะทุกคนบอกสถาปัตย์มันยาก ต้องอายุ 40-50 ปี ถึงจะเริ่มมีผลงาน ก็เลยไม่ได้เดินตามความฝันวัยเด็ก
แม็กซ์: ตอนเรียนบัญชีผมไม่ชอบเลย ไม่ชอบขนาดที่ไม่เคยฝึกงานบริษัทบัญชีเลย เพราะอาจารย์เคยถามว่า ถ้าบริษัทโตขึ้นสิบเท่า แล้วมันเกิดอะไรขึ้น แล้วผมบอกว่ามันแปลว่าดีมาก แต่อาจารย์บอกว่า น่าจะต้องสงสัยว่าทำไมมันถึงโตขนาดนั้น ต้องโกงแน่เลย ผมเลยรู้สึกว่า ถ้าอยู่วงการนี้ ผมน่าจะเป็นคนที่ negative มากเลย เพราะต้องจับผิด ตรวจสอบคนและอะไรหลาย ๆ อย่าง ก็เลยพยายามบีบตัวเองให้มันออกมาจากโลกนั้นให้ได้ เลยมาเริ่มที่ Consulting ที่ Bain
แม็กซ์: ในโลกของ Consulting จะมีสิ่งที่เรียกว่า Management Consulting บริษัทให้คำปรึกษากับบริษัทใหญ่ ๆ ทั้งหมด คุยกับพวก C-level แล้ว Bain คือหนึ่งในสามที่สุดของบริษัท Management Consulting ผมเป็น intern รุ่นแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รู้สึกโชคดีที่ได้เข้าไป มันท้าทายมาก เพราะ Consulting จะทำงานเป็นโปรเจกต์ แต่ละโปรเจกต์จะใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี ทุกบริษัทจะมาด้วยโจทย์ที่กว้าง เช่น จะทำอย่างไรให้รายได้โตขึ้น 5 เท่า เข้าไปช่วยวางแพลน product ให้หน่อย 5 ปี เพราะโจทย์มันยากและใหญ่มาก สำหรับเด็กจบใหม่ก็รู้สึกท้าทายมาก แล้วก็ผมก็จะทำโปรเจกต์ในหลายอุตสาหกรรม
คนจะชอบบอกว่าอยู่ใน Management Consulting 1 ปีเหมือนอยู่ 5 ปีใน industry อื่น ก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ ทั้งในมุมของการเรียนรู้ แล้วก็ความเหนื่อยของร่างกายด้วย เพราะว่าตอนนั้น Consulting ส่วนใหญ่จะทำงานเลยเวลา ทำงานเสาร์อาทิตย์คือเรื่องปกติมาก ๆ
ถ้าย้อนกลับไปผมก็อยากทำอีก เพราะว่ามันเข้มข้น สนุก ได้เรียนรู้บริบทใหม่ ได้คุยกับกลุ่ม C-level ผมได้เรียนรู้หลายอย่างในเวลาที่บีบมาก ๆ
แม็กซ์: คนส่วนใหญ่เวลาเจอปัญหา จะพยายามแก้ไขจากหลายทาง แต่ Consulting เวลาเจอปัญหา จะให้เราตั้งสมมติฐานก่อนว่า สิ่งนี้น่าจะแก้แบบนี้ ยึดสมมติฐาน แล้วค่อยเช็คสมมติฐานนั้นว่าถูกหรือผิด เพราะถ้าเราพยายามแก้ปัญหาโดยที่ไม่มีสมมติฐาน ผมว่ามันจะช้ากว่า
อีกอย่าง คือ Consulting สอนให้เราคิดให้ครบ แล้วให้แต่ละขามันไม่ทับกัน พอเราเห็นตัวแปรครบ เราจะแก้ปัญหานั้นได้ดีขึ้น
แม็กซ์: ก็น่าจะเหมือนเด็กทั่วไป เจอปัญหาก็แค่พยายามแก้ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าเล่าย้อนไปอีกนิดหนึ่ง ตอนเรียนธรรมศาสตร์ ผมจะใช้เวลากับกิจกรรมแค่อย่างเดียว คือ ‘Case Competition’ ทีมละ 4 คน รุ่นหนึ่งมีไม่เกิน 10 คนไปแข่งขันเชิงธุรกิจ มีโจทย์เป็น Business Case จากบริษัทจริง แล้วไปนำเสนอให้กรรมการที่ส่วนใหญ่มาจากบริษัทนั้นฟัง เขาจะเรียกว่าเด็กเคส ส่งเด็กกลุ่มนี้ไปแข่งต่างประเทศ
อย่างตอนนั้นผมอยู่ 4 ปี ไปแข่งมาทั้งหมดประมาณ 10 ประเทศ ตั้งแต่ใกล้ ๆ อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย เดนมาร์ก อเมริกา เซอร์เบีย ตรงนั้นก็สอนผมเยอะ ก่อนจบธรรมศาสตร์ก็คิดค่อนข้างมีระบบตอนทำ Consulting ผมว่ามันคล้ายกัน แต่ว่าลึกซึ้งกว่านั้นอีกพอสมควร
แม็กซ์: หนึ่งคือเราได้ทำงานเป็นทีม ส่วนใหญ่เราจะเรียนแบบตัวใครตัวมัน มีงานกลุ่มอยู่บ้าง แต่เวลาไปแข่งเคสทีม 4 คน แล้วกำหนดมาให้เลยว่าเรามี 48 ชั่วโมง เราก็จะอยู่ด้วยกัน นอนห้องเดียวกัน ทำเคสโต้รุ่งแบบ 3 วัน 2 คืน จนผมเข้าใจว่าการมีทีมที่ดี ที่ทุกคนเก่งไม่เหมือนกันมารวมตัวกันมันช่วยให้ไอเดียมันคมขึ้นจริง ๆ
อย่างตอนนั้นทีมผม ก็จะมีผมเป็นเด็กบัญชี มีเพื่อนที่เป็นเด็ก marketing เด็กการตลาด เด็ก finance ก็จะมองมุมมองที่ต่างกันแล้วตัดกัน ทำให้เห็นภาพที่ครบมากขึ้น
นอกจากนั้น ทำให้รู้ว่าโลกของธุรกิจ ส่วนใหญ่การทำกลยุทธ์อะไรก็ตาม มันจบที่ว่าใครขายไอเดียได้ดีกว่า ใครเล่าเรื่องได้ดีกว่า ทำให้กลุ่มคนตรงนั้นกรรมการตรงนั้นเชื่อเราได้ไหม ผมเลยได้ฝึกพวก presentation pitching storytelling เยอะมาก ๆ
แม็กซ์: ผมเรียน Master of Business Administration ของ Harvard Business School เป็นศาสตร์ของการบริหารคน บริหารธุรกิจ ซึ่งโดดเด่นมากกับการเรียนผ่าน Case Study ทุกคลาสเขาจะให้เราอ่านเคส เหมือนตอนแข่งเคสเลย มีสถานการณ์ของบริษัทให้เราอ่าน เสร็จแล้วเขาจะให้ทุกคนในห้องถกเถียงกัน แล้วพอจบคลาสจะมี CEO ของบริษัทนั้น มาบอกเราว่าตอนที่เขาเจอปัญหานี้ เขาแก้ไขปัญหายังไง
แล้วอาจารย์จะพยายาม challenge สมมติครึ่งหนึ่งของห้องอาจจะบอกต้องไปทางซ้าย เขาจะบอกเสมอว่า ทำไมไม่ไปทางขวา ถ้าทุกคนบอกไปทางขวา เขาจะบอกทำไมไม่ไปทางซ้าย เพราะฉะนั้นมันสอนผมว่าในโลกธุรกิจไม่มีถูกผิดทุกอย่างเป็นการเรียนรู้
แม็กซ์: ผมว้าวมากเพราะ Harvard 1 คลาสใหญ่ จะมี 1,000 คน แต่เค้าจะแบ่งเป็นห้อง ห้องละ 100 คนที่ประเทศไม่เหมือนกัน อุตสาหกรรมไม่เหมือนกัน แล้วก็ฟังก์ชันงานไม่เหมือนกัน สมมติผมเป็นคนไทย ทำ Consulting เก่งด้านดิจิทัล จะไม่ค่อยมีคนซ้ำโปรไฟล์ผม
แล้วพอเราแก้ไขปัญหาเดียวกัน จะเห็นว่า คนที่เป็นทนายในอินเดีย ในอุตสาหกรรม oil and gas เขาคิดแบบนี้ คนที่มาจากญี่ปุ่นที่อยู่โลกของ tech ที่เป็น HR คิดแบบนี้ มันเลยเป็นการเร่งการเรียนรู้ เข้าใจว่าคนแต่ละประเทศคิดยังไง เข้าใจ industry ที่ต่างกัน และ function ที่ต่างกันคิดยังไงไปพร้อม ๆ กัน
ครูเลยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ แต่ทำหน้าที่เป็น facilitator เน้นสร้างบรรยากาศให้ทุกคนตอบ มันจะมันส์มาก เหมือนดีเบตที่มีคนอยู่ในห้อง 100 คน
แม็กซ์: โอ้ แน่นอน ตอนนั้นคือคิดถึงบ้านทุกวัน ช่วงแรก ๆ ผมรู้สึกกลับไปเป็นหางมังกรใหม่ รู้สึกว่า นี่ฉันต้องมานั่งค่อย ๆ challenge ตัวเองแล้วก็ไต่ขึ้นไปอีกแล้วหรอ ช่วงแรกเครียดมาก รู้สึกดีใจจังที่ได้มาอยู่ที่นี่ แต่เศร้าจังที่มาอยู่ที่นี่ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก เพราะว่ามันรู้สึกโชคดีแต่เหมือนโชคร้ายในเวลาเดียวกัน แต่มองย้อนกลับไป ทุกอย่างที่มันยาก ทุกอย่างที่มัน challenge มันคือเรื่องดีทั้งหมด
แม็กซ์: ที่ไทย เวลาครูถาม สมมติห้อง 100 คน อาจจะมีคนยกมือ 3-4 คน ที่นั่นคือยกมือแบบ 90 คน แล้วผมเป็น 1 ใน 10 คนที่ไม่ได้ยกมือ ผมเริ่มแค่ว่า ผมต้องทำยังไงให้ผมกล้ายกมือ เพราะมันกล้า ๆ กลัว ๆ มากที่เจอคนที่มาจากต่างที่และเก่งกันขนาดนั้น
แม็กซ์: ตอนนั้นทั้งห้องคุยกันแบบเก่งมาก ผมเริ่มจากแค่ว่าชวนคนขับรถ Uber คุย เพราะขนาดคนขับ Uber ยังคุยแบบมีพลังมาก ชวนคุยเก่ง จนรู้สึกว่าเริ่มคล่อง เริ่มมีความมั่นใจ แล้วเราก็ค่อย ๆ เริ่มคุยกับคนในห้องบ้าง
พอผ่านไปประมาณเดือนหนึ่ง เรากล้ายกมือแล้ว แล้วเราจะพูดยังไงให้ทั้งห้องต้องว้าว คนนี้เก่งจัง พอทำได้ ผมก็จะไปอีก level นึงว่า ทำยังไงให้เรากล้าไปพรีเซนต์หน้าห้อง ก็ปรับมาเรื่อย ๆ
แม็กซ์: ตอนเรียนจบผมก็จะไปอยู่ Amazon Headquarters ที่ Seattle เพราะตั้งใจมาอยู่สาย tech เต็มตัวอยู่ทีม Product Management เป็นคนออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นตัว AI ต้องบอกว่า ตอนนั้นเป็นยุคที่ไม่มี ChatGPT ไม่มี Claude ไม่มี Gemini เป็นยุคที่ AI เริ่มถูกพูดถึงนิด ๆ แต่ยังไม่ได้อยู่ในระดับที่ทุกคนใช้ หน้าที่ของผมตอนนั้น คือ ยังไงให้คนใช้ AI ได้ง่ายขึ้น Amazon Go ก็คือเป็นร้านสะดวกซื้อที่เดินเข้าไปหยิบของแล้วเดินออกมาได้เลย โดยที่ไม่ต้องมีแคชเชียร์
ตอนนั้นก็อยู่คอนโดที่ละแวกข้าง ๆ ค่อนข้างเป็น tech สมมติผมลงไปข้างล่างจะเป็นช่วงที่มี Amazon Go ร้านสะดวกซื้อที่เดินเข้าไปหยิบของแล้วเดินออกมาได้เลย โดยไม่ต้องมีแคชเชียร์ ก็เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า การได้อยู่ในโลกของ tech ที่ไม่ใช่แค่บริษัท แต่เป็นสังคมของ tech มันสนุกดี
แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่ได้เจอภรรยาพอดี เราทำงานทีมเดียวกัน ก็ตกหลุมรักกันที่นั่น (หัวเราะ)
แม็กซ์: การอยู่ในโลกของ Case Study หรือ use case เยอะ ๆ มันสอนผมว่าให้มองทุกปัญหาว่า มันไม่มีถูกผิด เราแค่ต้องมีสมมติฐาน ลองดู ถ้าผิดก็ลองอีกแบบหนึ่ง ถ้าไม่ดีก็เปลี่ยน ถ้าทีมงานอยากลอง อยาก experiment ก็ลองแล้วก็ทำ ถึงแม้ผมเห็นด้วยไม่เห็นด้วยแต่ว่าผมว่าถ้ามีสมมติฐานก็ลองดู
แม็กซ์: จริงๆ มีแก๊ป ตั้งแต่ Amazon ตอนแรกอยู่ Seattle แล้วย้ายมาอยู่สิงคโปร์ หลังจากนั้นผมก็ไปทำงานที่ Central Group ก่อน เป็น first job หลังจากที่กลับมาจากอเมริกา ดูเรื่อง Digital Function ของทีม Customer Experience Management ก็ทำให้ได้รู้ว่า กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่มันยากมาก เพราะมันซับซ้อน มีระบบ มีคน และมีครอบครัว ทำอยู่ประมาณปีครึ่งแล้วก็ย้ายไปทำ Fintech บริษัทชื่อ Tools for Humanity ในระยะที่สั้นมาก ๆ จน Canva ติดต่อมา ก็ชอบ Canva ก็เลยมาที่นี่
แม็กซ์: ทำเองครับ
แม็กซ์: ต้องทำบน Canva (หัวเราะ) ผมว่าหลัก ๆ Resume ก็จะมีข้อมูลพื้นฐานว่า คุณไม่ควรแค่บอกว่า ทำอะไร แต่ต้องเขียนว่าทำอะไร เพื่ออะไร แล้วได้อะไรมาก ต้องมีตัวเลขวัดผล
แต่ที่อาจจะ advanced ขึ้นมาหน่อย คือ คนส่วนใหญ่จะสมัครงานด้วย Resume เดียว เพื่อบอกตัวตน แล้วยื่นอันนี้ทุกที่ แต่ผมคิดเสมอว่า Resume มันคือเรื่องราวหนึ่งของเรา ที่เราไม่สามารถบีบอัดทั้งชีวิตลงไปในกระดาษแผ่นนั้นได้ คนอ่านจะรู้สึกว่ามันเยอะมาก
ผมเลยเลือกที่จะ customize resume เพื่อเน้นในสิ่งที่เขามองหาในตัวตนของเราที่มันตรงกับบริษัทหรืออุตสาหกรรมนั้น ๆ แต่ถ้าเป็นช่วงอายุประมาณ 30 ปี ถ้าชื่อเสียงในวงการเราดี คนจะ reach out มาหาเราเอง
แม็กซ์: ผมว่าตอนนั้นตั้งธงในใจไว้สามธง ธงแรกก็คือผมอยากอยู่สาย Tech ไปเรื่อย ๆ สองคือผมอยากเป็น Country Leader ผมอยากจะเป็นท็อปของ company นั้น ๆ เพื่อที่ผมอยากจะขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยตัวเองได้ แล้วก็อันที่สาม ผมอยากทำอะไรที่ผมว่ามันมี impact ที่ดีต่อประเทศแล้ว แล้ว Canva ตอบโจทย์นั้นได้ดีมาก
รวมถึง Canva มันตอบโจทย์ความฝันของผมตอนเด็ก ๆ พอสมควร ที่ผมชอบศิลปะ ชอบดีไซน์ แล้วมันมาคู่กับ Tech ก็เลยรู้สึกว่า นี่มัน dream job ของผมเลย
แม็กซ์: ทำงานวันแรกของผม เขาให้ผมบินไปออสเตรเลีย วันนั้นเรียกว่า Country Manager offsite ก็คือ จะรวม Country Manager ของทุกคนมารวมตัวกัน CEO ฟัง ว่าแพลนของประเทศคุณเป็นยังไง
ตอนนั้นความรู้สึกเหมือนผมกลับไปเป็นหางมังกรอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าทุกคนเก่งมาก มาจากต่างประเทศ ต่าง background กันหมดยังไม่ค่อยกล้าพูดไม่ค่อยกล้าแชร์ไอเดียอะไรต่างๆ แล้วก็รู้สึกว่าถึงโมเมนต์นั้นอีกแล้วสินะที่ต้องพยายามขับดันตัวเองขึ้นไปให้ได้
อาทิตย์นั้นค่อนข้างโหดมาก แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี CEO ชอบทุกคนแฮปปี้ แต่ว่าถือว่าเป็นอาทิตย์แรกที่เข้มข้นมาก ๆ
แม็กซ์: Canva บอกว่าเขามีสิ่งที่เรียกว่า 2-step plan ก็บอกว่าเขามีกลยุทธ์แค่ Step 1 คือ อยากที่จะเป็น one of the most valuable company ในโลก ต้องสร้างมูลค่าให้กับบริษัท และ Step 2 คือ do the most good we can คือเอามูลค่านั้นมาสร้างประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
กลับมาที่ตัวผม หนึ่ง ผมต้องทำให้ Canva Thailand ดีระดับท็อปๆของโลก เพื่อให้ Canva Thailand มีฐานะลูกค้าเยอะ และ Canva อยากจะลงทุนกับประเทศนี้มากขึ้น แต่ step 2 ของผมเนี่ยคืออยากให้เพราะคนไทยเรามี creativity ที่ดีมาก ผมอยากให้ Canva ช่วยผลักดัน creative economy ของไทย
ปัจจุบัน เราเวิร์คกับดีไซน์เนอร์เกือบประมาณ 200 คน ในหลายเดือนที่ผ่านมา แล้วเราก็เอาความครีเอทีฟของดีไซน์เนอร์ของไทย เข้ามาสร้างโปสเตอร์ presentation หรือ resume เข้ามาอยู่ใน Canva
เป้าหมายของผมคืออยากให้ดีไซน์เหล่านี้ถูกผู้ใช้งานทั่วโลกเลือกใช้ เพราะฉะนั้นการที่ creativity ของคนไทยจะไปอยู่ในมือของผู้ใช้งาน 265 ล้านคนทั่วโลกได้มันดีมาก และเป็นการนำ creativity ของคนไทยไปสู่ระดับ global ได้เต็ม ๆ เลย
แม็กซ์: ทุกวันนี้ในไทยมีดีไซน์ที่ถูกสร้างบน Canva ในรูปแบบ template ประมาณล้านชิ้นต่อวัน ในดีไซน์เหล่านั้น TOP 3 จะเป็น presentation เป็น document คล้ายๆพวกเรซูเม่ แล้วก็เป็น social media
แม็กซ์: ผมว่าน่าแปลกคือ คนใช้ template สวัสดีวันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เยอะครับ ซึ่ง unique มากกับประเทศไทยมาก ๆ ตอนที่บอก global เขาก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องสวัสดีวันจันทร์ แล้วคนจะเอาสวัสดีวันจันทร์ไปทำอะไร แต่ผมว่ามันก็มีดีไซน์บางอย่างที่สะท้อนความเป็นไทยมาก ๆ
แม็กซ์: ผมว่า template นั้นจะมีสีสันคนละเฉดหมดเลย เพราะผมไป extreme ในหลายๆ อย่างในชีวิต เราใช้เวลากับการทำงานจริง ๆ มากกว่าเวลาที่เราอยู่กับครอบครัวอีก การวางหน้ากระดาษจะดูเป็นระบบมาก เพราะว่าผมชอบจัดระบบความคิดหรือจัดระบบชีวิตตัวเองค่อนข้างเยอะ
แล้วก็น่าจะมีแอนิเมชันที่แบบค่อนข้างหวือหวานิดนึง เพราะว่าผมรู้สึกว่าผมชอบอะไรใหม่ ๆ แปลก ๆที่อาจจะ fade in เข้ามาแล้วหมุนติ้ว ๆ เเพราะว่าอยากให้มันมีความสนุกครับ
แม็กซ์: สำหรับผม Empowering the world to design คือไม่ว่าคนจะมีทักษะมากน้อยขนาดไหน เก่งกราฟิกหรือไม่มีทักษะเลยก็ใช้ได้ ไม่ว่าจะอยู่ใน device แบบไหน จะเป็นแล็ปท็อป แท็บเล็ต มือถือ อยู่ในประเทศไหน ใช้ภาษาไหน ก็สามารถออกแบบได้
แม็กซ์: เป็นคำถามที่ดีมาก อย่างแรกคือมันจะมี AI slop คือตัว content ที่ถูกสร้างโดย AI generated มีเยอะมากจนไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้นแล้ว แล้วมันจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปสู่จุดที่คนมองหาคอนเทนต์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ
ธีมของ Canva ปีนี้ คือเรื่องของ imperfect by design หมายความว่าสมัยก่อนดีไซน์ที่สวยคือดีไซน์ที่ค่อนข้างเป๊ะใช่ไหม ตอนนี้ที่ AI ทำอย่างนั้นได้ กลายเป็นว่าดีไซน์ที่สวยคือมันมีความไม่ perfect มันมีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น
Canva เราจะเน้นเรื่องคำว่า human in the loop มาก ความพิเศษของ Canva AI ทำให้มนุษย์กับ AI อยู่ด้วยกันได้ ฝั่งซ้ายจะเป็นแชท ฝั่งขวาเป็นดีไซน์ เราสามารถ prompt เพื่อสร้างดีไซน์ขึ้นมา แต่เรามาแก้ด้วยมือได้ทันที โดยไม่ต้องทะเลาะกับ AI ว่าขยับซ้ายนิดหนึ่ง แล้วมันขยับเกิน ให้เปลี่ยนสี แต่มันไม่เข้าใจ
แล้วถ้าเราแก้ด้วยมือเสร็จ แล้วเราอยาก prompt เพิ่มมันจะแก้จากดีไซน์ของเราล่าสุด มันจะลดช่องว่างของมนุษย์กับ AI ให้ทำงานด้วยกันได้อย่างกลมกลืน
แม็กซ์: ใช่ ผมคิดว่า AI เก่งในการเริ่ม แล้วผมว่ามันไม่สามารถทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ดี เพราะ last mile editing ผมว่าต้องจบด้วยมือมนุษย์
แม็กซ์: การทำงานหรือการเรียนสอนผมในเรื่องที่ต่างกันหมดเลย ตอนอยู่ที่ Bain ผมว่ามันสอนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ วางกรอบการทำงาน การคิดให้ครบ ความถึกให้ผม ตอนอยู่ Harvard สอนให้ผมเข้าใจว่า คุณต้อง harmonize ไอเดียของกันและกัน ตอนอยู่ Amazon มันสอนความ innovative คิดแบบ think big ตอนอยู่ Central มันสอนเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์
ถ้ามองเป็นเกม ผมว่ามันเหมือนกับผมค่อย ๆ เก็บสกิล เก็บแต้มจากแต่ละที่มา แล้วก็ทั้งหมดก็ stack กันมาเป็นผมในวันนี้
แม็กซ์: ถ้าสมัครแล้วไม่ได้ ผมมองว่าเป็นเรื่องของการเข้าหรือไม่เข้ากัน หมายถึงบริษัทกับพนักงาน ถ้ามันไม่เข้ากัน แล้วเราพยายามฝืน เช่น รู้ว่าเขาต้องการสิ่งนี้ แล้วเราฝืนว่า เราไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่เราพยายามให้เข้ากับเขา เราอาจจะผ่านการสัมภาษณ์จริง แต่เข้าไปเราจะลำบากมาก
ส่วนคนที่กำลังหางานอยู่ อย่างแรกคือ อย่าไปคิดว่าเราจะได้หรือไม่ได้ เพราะถ้าคิดแบบนั้น คนส่วนใหญ่จะไม่สมัคร ถ้าเราไม่สมัครก็คือเราไม่ได้แน่ ๆ แต่ถ้าเราสมัครไปก่อน มันอาจจะได้หรือไม่ได้ แต่มีโอกาสแล้ว
ผมว่าสิ่งที่แย่ที่สุด คือ เราตัดโอกาสตัวเอง อย่าคิดว่าไม่พร้อม เพราะผมเชื่อว่า ด้วยความเป็นมนุษย์ เดี๋ยวพอทำไปก็พร้อมและทำได้เอง หมือนกับที่บอกว่าเราไปเป็นหางมังกรเดี๋ยวมันก็ค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาได้
ภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์