พิเชษฐ กลั่นชื่น : สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

พิเชษฐ กลั่นชื่น นิยามตนเองว่าเป็นผู้ที่ทำงานกับ "วัตถุดิบ" ของนาฏศิลป์ไทย เพื่อนำมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ไม่ใช่การทำ "โขน" ตามขนบแบบดั้งเดิม

KEY

POINTS

บ่ายวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2569 ณ Chang Theatre โรงละครและที่ทำงานของพิเชษฐ กลั่นชื่น เราได้พูดคุยกับศิลปินผู้ถูกเรียกทั้ง “ผู้ทำลายวัฒนธรรม” และ “ศิลปินระดับโลก” ในเวลาเดียวกัน 

บทสนทนาพาเราเดินทางจากคำถามเรื่อง ‘แก่น’ ของโขน ไปจนถึงเรื่องราวส่วนตัวที่พิเชษฐไม่ค่อยได้เปิดเผยที่ไหนมาก่อน 

พิเชษฐเปิดบทสนทนาด้วยการแก้ความเข้าใจที่ผิดถนัดของใครหลาย ๆ คน

“ที่ตรงนี้คือบริษัท ซึ่งมันไม่เคยมีมาก่อน พอมันไม่เคยมี คนก็จะมีภาพเดียวว่าเป็นครูสอนนาฏศิลป์ ผมบอกมาตลอดว่าผมไม่ได้เป็นครูสอนนาฏศิลป์

“ประเด็นที่สองต้องแยกให้ขาดว่า มันมีร่มใบใหญ่ที่เราเรียกว่านาฏศิลป์ไทย กับร่มอีกใบหนึ่งที่เรียกว่าโขน โขนอยู่ภายใต้ร่มใบใหญ่นาฏศิลป์ไทย และมีองค์ประกอบเล็ก ๆ ย่อยลงไปอีกที่ทำให้โขนเกิดขึ้นได้ ผมแทบจะไม่ได้ทำอะไรกับโขนเลย ผมทำงานอยู่กับวัตถุดิบเพื่อที่จะนำไปใช้เป็นการแสดงโขน เปรียบเทียบง่าย ๆ กับการทำอาหาร ผมไม่ได้เป็นเชฟ แต่ผมเป็นคนเข้าใจวัตถุดิบในตลาดทั้งหมดว่ามันรสชาติเป็นยังไง แล้วจะปรุงอะไรได้

“นี่คือปัญหาของประเทศนี้ ทุกคนไม่เข้าใจวัตถุดิบ พอไม่เข้าใจวัตถุดิบ ทุกคนจึงทำเฉพาะแกงเขียวหวาน แกงส้ม ผัดไทย แล้วก็วนกันอยู่แค่นี้ แต่ที่เราอยู่ได้ เพราะเราเปลี่ยนจานใหม่ จากจานสังกะสีมาเป็นจานกระเบื้อง จากจานกระเบื้องมาเป็นจานตราไก่ จากจานตราไก่เป็นจานเบญจรงค์ นี่แหละคือสิ่งที่ผมทำ มันเป็นรายละเอียดจริง ๆ แล้วลงไปในเรื่องเล็ก ๆ ผมทำงานกับวัฒนธรรม ขับเคลื่อนวัฒนธรรมเพื่อเปิดให้เห็นปัญหาของวัฒนธรรม แต่ไม่ยอมที่จะเอาพรมมาปูทับอีกชั้นหนึ่งโดยที่ไม่ซักอันข้างล่างก่อน”

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

ดูเหมือนบทสนทนาในครั้งนี้จะเผ็ดร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ประโยคแรก ภาพจำที่เรามีต่อชายตรงหน้าว่าเป็น ‘ครูโขน’ ถูกเขาสับทิ้งอย่างไม่ใยดี เหลือเพียงชายคนหนึ่งที่สวมหมวกเชฟและกำลังไล่เรียงคุณสมบัติของ ‘วัตถุดิบ’ ให้เราฟังอย่างออกรส 

นั่นเองที่ทำให้เรารู้สึกได้ว่าศิลปินกับเชฟอาจไม่ต่างกันนัก เพราะนอกจากจะต้องรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้อยู่รอด ก็ต้องรู้ว่าอะไรควรเก็บ อะไรควรตัดทิ้ง อะไรที่ผ่านมือแล้วคิดว่าควรจะรังสรรค์ให้เกิดเป็นรสชาติใหม่ แม้ว่าบางครั้งรสนั้นจะเผ็ดฉุน และอาจไม่ถูกใจใครหลายคนก็ตาม

และนี่คือเรื่องราวของพิเชษฐ กลั่นชื่น ศิลปินผู้เลือกจะปอกเปลือกวัฒนธรรมทีละชั้น ทีละชั้น จนกว่าจะเจอ ‘แก่น’ ที่ซ่อนอยู่ข้างใน

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

The People : คนจำนวนมากดูเหมือนจะปกป้อง ‘รูปแบบ’ ของโขนมากกว่าปกป้อง ‘แก่น’ ของมัน แล้วแก่นของโขนจริง ๆ คืออะไร

นี่คือคำถามของประเทศนี้เลยครับ ไม่ใช่คำถามแค่กับเรื่องวัฒนธรรม (หัวเราะ) นี่คือประเด็นหลักของประเทศนี้เลย

ผมคิดว่าชุดแก่นของโขนมันเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนตัวไปเรื่อย ๆ ในวันเริ่มต้น โขนถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเพราะเรามีความเชื่อเรื่องรามาวตาร เพราะฉะนั้นการแสดงโขนเป็นเหมือนรูปสัญลักษณ์ของการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์มีชื่อว่ารามา 1 ถึง 10 โขนคือการแสดงที่เป็นตัวแทน ทำให้คนรับรู้ว่าบุคคลคนนี้เป็นบุคคลพิเศษที่เชื่อมโยงมากับสมมติเทพ นี่คือจุดเริ่มต้น

พอการปกครองเปลี่ยนแปลงไป โขนก็เข้าสู่รูปแบบที่เป็นวัฒนธรรม พอเป็นวัฒนธรรมก็เข้าสู่กระบวนการเป็นเครื่องมือของการท่องเที่ยว โขนทำหน้าที่เป็นเหมือนทูตทางวัฒนธรรม คุณไปดูวัดพระแก้วได้ แล้วก็ซื้อบัตรไปดูโขนที่ศาลาเฉลิมกรุงได้ โขนถูกใช้เป็นระบบธุรกิจแทน เพราะฉะนั้นตัวโขนเองหรือตัวแก่นของโขนมันเปลี่ยนความหมายไปเรื่อย ๆ

เมื่อถามผมว่าอะไรคือแก่นของมัน ผมจะบอกว่านี่คือแก่นของมัน แต่ถ้าถามว่าอะไรคือหัวใจสำคัญที่ผมสนใจ สิ่งที่ผมทำไม่ใช่โขน โขนมีองค์ประกอบอยู่ประมาณ 5 อย่าง คือต้องเล่นเรื่องรามเกียรติ์ ต้องมีเพลงหน้าพาทย์ ผู้เล่นต้องสวมหน้ากาก มันมีองค์ประกอบของมันอยู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มันไม่ครบองค์ประกอบ เราเรียกมันว่าโขนไม่ได้ คนเข้าใจผิดมาตลอดว่าผมทำโขน จริง ๆ แล้วผมเป็นคนที่เรียนโขนมาเท่านั้น แต่ผมใช้วิธีเอาสิ่งที่ผมสนใจคือร่างกาย การใช้ร่างกายของคนที่เกิดในชาติพันธุ์ที่เป็นคนกรุงเทพฯ แล้วคิดรูปแบบและระบบของการใช้ร่างกายขึ้นมาใหม่ นำไปใช้ในการแสดงโขน

The People : แน่นอนว่าที่ผ่านมามีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ มีกระแสตีกลับว่าคุณไปทำลายวัฒนธรรม คุณรับมือกับกระแสลบอย่างไร

คนมาเหมารวมว่าผมไปทำลายโขน ซึ่งผมแทบจะไม่เคยทำอะไรเกี่ยวกับโขนเลย เพราะมันไม่เคยครบองค์ประกอบ พอไม่ครบองค์ประกอบเราจะเรียกว่าโขนไม่ได้ ผมสนใจปลูกคะน้าเพื่อเอาไปทำคะน้าหมูกรอบ สิ่งที่ผมสนใจคือคะน้าจะโตได้ยังไง จะอร่อยได้ยังไง จะกรอบได้ยังไง นี่คือ ingredient ที่จะเอาไปใช้ในการ perform ของผม 

เชื่อผมเถอะว่าผมไม่เคยมีปัญหากับคนที่เกลียดผมเลย เพราะคนที่เกลียดผมและโต้แย้งผมกลับ คือคนที่ไม่ได้มีความรู้เลยว่าโขนคืออะไร ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามีความรู้ เราจะบอกได้เลยว่า อันนี้มันไม่ใช่ อย่าไปยุ่งกับเขา เขาไม่ได้ทำโขน มันไม่ครบองค์ประกอบ คุณจะไปว่าเขาได้ยังไง แต่ถ้าผมทำครบองค์ประกอบทั้งหมดแล้วผมทำมันเสีย อันนี้ค่อยว่ากัน

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

The People : ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เริ่มมองเห็นว่า ‘พรม’ ผืนเดิมของวงการนี้สกปรก จนต้องเริ่มรื้อมันออกมา

ผมคิดว่าเราเริ่มมองเห็นมันในวันที่เราตัดสินใจว่าจะอยู่กับศิลปะ แล้วเลี้ยงชีพด้วยการทำงานศิลปะ พอเราต้องเลี้ยงชีพตัวเองด้วยงานศิลปะ ปัญหาที่ตามมาคือเรามองเห็นว่างานศิลปะที่เรามีอยู่ มันเป็นงานศิลปะในเชิงวัฒนธรรม โขนเป็นเรื่องของการขายกับนักท่องเที่ยว แต่ถ้าเราจะเป็นศิลปิน เป็น solo artist เป็นแดนซ์เซอร์ เป็นนักออกแบบท่าเต้น เราทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะถ้าเราหยิบเอาของเดิมมาใช้ เท่ากับผมเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง ใครอยากได้อะไรก็สั่งไป ซึ่งทำได้ แต่ผมรู้สึกว่าอยากทำอะไรที่มันมากกว่านั้น ผมอยากเป็นนักออกแบบอาหาร หรือเป็นเชฟ ไม่ใช่แค่อาหารฝีมือรสมือครูหรือรสมือแม่มาตลอด

พอมองปุ๊บเราก็เห็นว่า เราไม่มีชุดคิดอะไรเลยที่จะสร้างใหม่ได้ ผมเริ่มมองเห็นว่าโขนไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงอะไรเลย นอกจากเสื้อผ้า การแต่งหน้า พื้นที่ที่เล่น เปลี่ยนแค่คนเล่นเท่านั้นเอง แล้วก็ปูพรมผืนใหม่ สีแดงน่าเบื่อ ลองเอาเป็นสีชมพูดูสิ น่ารักจังเลย แต่สีชมพูก็ยังเป็นพรมอยู่ดี ยังเป็นลายเดิมอยู่ดี แล้วก็ปูใหม่ไปเรื่อย ๆ ปัญหาคือพรมข้างล่าง ๆ เนี่ยมันไม่เคยถูกแก้

The People : ปีนี้คุณได้รับ Fukuoka Prize เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่ารางวัลนี้คืออะไร และพยายามแค่ไหนเพื่อให้ได้มันมา

รางวัลทุกรางวัลในชีวิตผมที่ผมได้ ตั้งแต่รางวัลที่ 6 ที่ 7 เป็นต้นมา ไม่มีความพยายามครับ ผมไม่ทำอะไร ผมทำอาชีพของผม ทำงานศิลปะ และมีความสุข ส่วน Fukuoka Prize มีคนส่งอีเมลมาว่าคณะกรรมการตัดสินรางวัลนี้ให้คุณ คุณจะรับไหม แค่นั้นเอง นั่นคือสิ่งที่ผมรู้ แล้วผมก็บอกว่าผมรับ ผมไม่พยายามเลย และผมไม่ได้ทำอะไรทุกวันนี้เพื่อรางวัล

The People : แสดงว่าทำด้วยความรักและความชอบ

ไม่ชอบด้วย… โอเค รักนั่นแหละ แต่ก็ไม่ได้ชอบ ผมไม่ซับซ้อนนะ อันนี้มันคืออาชีพ ถามตำรวจว่าทำไมถึงมาเป็นตำรวจ เราไม่เคยถามคำถามนี้กับตำรวจ พี่เป็นหมอทำไม พี่ชอบเหรอ? คำตอบทุกคนจะบอกว่าเรียนมาแบบนี้ ผมจบศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สาขาศิลปะการแสดง เพราะฉะนั้นนี่คืออาชีพที่ผมจบมา ไม่ซับซ้อนเลย แต่ผมชอบทำอะไรบางอย่างที่มันเป็นการสร้างสรรค์หรือคิดมันขึ้นมาใหม่ นี่คือสิ่งที่อาจจะต่างจากคนอื่นแค่นั้น

ไอ้ประเภทที่บอกว่าผมต้องการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ศิลปะมันเปลี่ยนแปลงโลกได้ อันนี้เป็นวาทกรรม เป็นความเพ้อเจ้อ เรื่องเปลี่ยนแปลงโลกได้เนี่ย ไม่เห็นมีสาขาไหนเขาพูดกันเลย นักมนุษยวิทยาไม่เคยพูดว่ามนุษยวิทยาเปลี่ยนแปลงโลกได้ นักเทคโนโลยีก็ไม่เคยพูดว่ามันเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่ทำไมคนที่อยู่ในแวดวงศิลปะถึงต้องพูดประโยคนี้ตลอดเวลา 

ผมว่ามันเป็นความเก็บกดในชีวิตของคนทำงานศิลปะที่ถูกกดถี่และรู้สึกว่าไม่ค่อยถูกให้คุณค่า จึงพยายามตะโกนเสียงดัง ๆ ว่าอันนี้มันดีนะ มันเปลี่ยนแปลงโลกได้นะ แต่จริง ๆ ทุกอย่างในโลกใบนี้มันเปลี่ยนแปลงโลกได้หมดล่ะ เพราะมันเป็นระบบนิเวศร่วมกัน ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป อีกสิ่งก็พัง

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

The People : เคยมีช่วงวัยที่อยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างจริงจังไหม

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่การสร้างสิ่งใหม่ รูปแบบใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ เกิดขึ้นจากเรา สิ่งนั้นมันจะไปส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น แล้วคนอื่นเป็นคนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราแค่สร้างหรือทำให้เกิดปรากฏการณ์เท่านั้น ผมไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะผมทำงานไปเรื่อย ๆ แต่ก็รู้แหละว่ามีคนพูดถึง มีงานที่คล้ายกันเกิดขึ้น หรือมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บางอย่าง อันนั้นเป็นส่วนของคนอื่น เราก็ทำงานของเราไป มันสำคัญเพราะเราเหนื่อยกับงานแล้วเราไม่อยากเหนื่อยกับคนอื่น เราเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ เราไม่มีสิทธิ์ไปเปลี่ยนแปลงคนอื่นเลย

The People : ผลงาน The Spirits of Maritime Crossing 2026 ที่เพิ่งนำไปแสดงใน Venice Biennale ครั้งที่ 61 กำลังบอกอะไรกับผู้ชม

งานผมมัน beyond ไปไกลกว่านาฏศิลป์ไทยแล้ว มันเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้รูปแบบของระบบนาฏศิลป์ไปสื่อสารหรือเล่าเรื่องบางอย่างที่ต้องการจะเล่า มันเหมือนเป็นเรื่องนั้นไปแล้ว พอเราเลยคำว่าวัฒนธรรมไป แล้วเราสกัดมันออกมา มันก็กลายเป็นงานศิลปะ เป็นตัวบุคคล เป็นการเคลื่อนไหวในชุดของภาษาที่เกิดขึ้น มองเป็นระบบชุดของศิลปะเลย ไม่มีนาฏศิลป์ ไม่มีไทย

ไอ้ที่มองว่าเป็นนาฏศิลป์ไทย จริง ๆ มันมองผ่านสายตาเราที่รู้ว่านี่เป็นนาฏศิลป์ไทย พอผ่านตาคนไทย แล้วคนไทยอ่านงานศิลปะไม่ออก อ่านเรื่องนั้นไม่ออก ก็จะใช้วิธีบอกว่ามันเป็นนาฏศิลป์ไทยนะ แต่จริง ๆ มันเป็นภาษาที่ถูกใช้ในอีกระบบหนึ่งที่เป็นสากลไปแล้ว

The People : หลายครั้งงานของคุณได้รับการยอมรับจากต่างประเทศก่อนประเทศไทยเสียอีก มองปรากฏการณ์นี้อย่างไร

อันนี้เป็นปรากฏการณ์ปกตินะครับ เพราะประเทศไทยไม่มีเทศกาลศิลปะ ถ้ามีก็เป็นเปลือก ไม่มีรางวัลที่ให้เกี่ยวกับศิลปะแบบนี้ พอเราทำงานในระดับสากล แล้วออกไปทำงานข้างนอก รางวัลหรือคนดูของเราจึงอยู่ข้างนอก มันง่ายแค่นี้เลย ถ้าประเทศไทยมีประมาณสัก 8-9 รางวัลสำหรับการแสดงแบบนี้ ผมน่าจะได้ (ยิ้ม) แต่เรามีสุพรรณหงส์ โทรทัศน์ทองคำ สาขานี้ไม่มี เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่ได้รางวัลที่นี่ มันไม่ใช่เรื่องการยอมรับหรือไม่ยอมรับ แต่ว่ามันไม่มีที่นี่ครับ ถ้ามันมี ผมคงได้แหละ อย่างศิลปาธรเห็นไหม มันมี เขาก็ให้ผม

จริง ๆ รางวัลศิลปาธรก็เพิ่งเป็นที่รู้จัก ก่อนหน้านี้ทุกคนก็ไม่เข้าใจว่ารางวัลนี้มีไว้ทำไม แม้วันนี้คนก็ยังไม่ค่อยรู้ (หัวเราะ) คนรู้แค่ว่ามีศิลปินแห่งชาติ ได้เงินเดือน ส่วนศิลปาธรได้เข็มกลัดแล้วก็ได้เงิน ไปรับรางวัลแล้วก็ไม่มีอะไรแล้วครับ นิ่ง ๆ เงียบ ๆ กันไป แล้วแต่ว่ากระทรวงจะมีความเมตตากลับคืนมาเมื่อไหร่

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

The People : โครงการ PKDC Remapping Tradition คืออะไร และมีเป้าหมายอย่างไร

Remapping tradition มันเป็นความฝันของผมตั้งแต่เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว กลับไปที่ผมเห็นว่าโขนมันถูกบังคับอยู่ตลอดเวลา เราไม่มีนักออกแบบท่าเต้นในประเทศนี้ แต่เรากลับมีสาขาที่สอนการเต้นเยอะแยะไปหมด สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรานำชุดคิดแบบตะวันตกมาสอน พอนำชุดคิดแบบตะวันตกมาสอนทับ คนที่อยู่ในระบบไทยก็ไม่ได้เข้าใจระบบตัวเอง หลักการวิธีการใช้ร่างกายแบบไทยกลับใช้วิธีคิดแบบฝรั่งมาวาง เพราะฉะนั้นคนเรียนก็ไม่เข้าใจว่าจะทำอะไรหรือเกิดอะไรขึ้น

ในขณะเดียวกัน พอเราพูดถึงคำว่าศิลปิน เราพูดถึงการสร้างงานศิลปะ พูดถึงบริษัทที่มีนักเต้นที่ต้องขายของ แล้วถ้าของที่เราขายมันวางอยู่เต็มไปหมดทุกที่ ทุกงานศพก็เห็นคนเล่นโขน ทุกร้านอาหารก็เห็นคนรำไทย คำถามคือการจ่ายเงินเพื่อซื้องานของผมมันจะเกิดขึ้นได้ยังไง ก็นำไปสู่การหาชุดคิดของตัวเองใหม่ องค์ความรู้ใหม่ แต่ชุดคิดใหม่นี้มันต้องเติบโตมาจากระบบเดิม ก็เป็นการตั้งคำถามว่าอะไรคือหัวใจสำคัญที่สุดของนาฏศิลป์ไทยที่ทุกตัว ไม่ว่าตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ ตัวลิง ต้องใช้ร่วมกัน เราค้นพบว่าคือท่ารำที่อยู่ในแม่บทใหญ่ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 59 ท่า ถ้าผมเข้าใจมันทั้งหมด ผมน่าจะคิดเพิ่มได้

มันเหมือนเชฟคนหนึ่งอยากทำอาหาร ก็ไปเรียนรู้อาหารจากภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ เพื่อผลิตอาหารจานใหม่ ผมก็เรียนรู้กระบวนการทั้งหมดในท่ารำแม่บทใหญ่ เพื่อคิดท่าที่ 60 ขึ้นมา อันนี้เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมนั่งเขียนสเก็ตช์ ทำทุกอย่างมาเรื่อย ๆ แล้วเรียกมันว่า remapping tradition คือการเขียนแผนที่ทางวัฒนธรรมใหม่ เริ่มเขียนตั้งแต่ราวปี 2004-2005 แล้วเสร็จในปี 2010

The People : อะไรทำให้มี passion กับการทำสิ่งนี้ในระยะเวลานานขนาดนี้

อยู่รอด ไม่ต้องซับซ้อนเลย อยู่รอดแล้วพรุ่งนี้มีข้าวกิน ผมอยู่กับศิลปะอาจจะไม่ได้เลิศเลอเหมือนคนอื่น ผมต้องอยู่ด้วยการที่ต้องมีข้าวกิน คอมพะนีต้องอยู่รอดให้ได้เท่านั้นเลย 

ใช้เวลาอยู่ประมาณสิบกว่าปี เขียนออกมาจนเป็นไดอะแกรมเสร็จ 59 รูป เขียนเสร็จมานั่งดูว่าเขียนอะไรออกมา ตัวผมเองก็ยังไม่เข้าใจ มานั่งไล่เรียงอีก ทำงานกับนักเต้นอีกจนถึงปี 2019 จึงสร้างโปรดักชันขึ้นมาชื่อว่า No.60 ตั้งแต่ปี 2019 โปรดักชันนี้ on tour อยู่ทั่วโลก เดือนหน้าจะไปเล่นที่จีน ตั้งแต่ปี 2019 นี่มันยังเล่นอยู่เลย กลายเป็นงานคลาสสิกไปแล้ว

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

The People : อะไรทำให้คิดว่าหลักคิดของ No.60 ที่เคยใช้ถอดรหัสโขนไทยอย่างเดียว สามารถนำไปต่อยอดกับนาฏศิลป์ชาติอื่นได้ด้วย

ผมมองเห็นว่านี่เป็นหลักการและวิธีการที่จะสร้างท่าเต้นชุดใหม่ขึ้นมาได้ ก็ไปเจอน้อง ๆ ในส่วนของวิศวะคอมพิวเตอร์ เขียนโค้ดเกี่ยวกับ AI คุยกันไปคุยกันมา เด็กพวกนี้เก่งมากเลย ผมให้เขาดูในฝั่งนาฏศิลป์ไทย เด็กพวกนี้บอกว่า พี่ มันดีว่ะ เอาไปเขียนโค้ดให้ผมหมดเลย สร้างเป็นโค้ดในระบบคอมพิวเตอร์ สร้าง AI ขึ้นมา จนเกิดอีกหนึ่งโปรดักชันชื่อว่า Cyber Subin โดยใช้รหัสทางพันธุกรรมของนาฏศิลป์ไทยที่เราถอดออกมาได้ เอามาให้ AI ประมวลผลออกมาให้เราเต้นได้ ซับซ้อนมากแล้วก็เยอะมาก

พอเสร็จแล้วผมมองว่า อันนี้มันมีประโยชน์ ทำยังไงดีเราถึงจะทดลองมันกับรูปแบบของงานศิลปะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราที่มันมีฟอร์มเหมือนกัน สิ่งที่เราค้นพบคือ ในนาฏศิลป์ไทยมี 6 องค์ประกอบหลักที่เอามาปรุงกันแล้วเป็นนาฏศิลป์ไทย เหมือนอาหารไทยต้องเปรี้ยว หวาน เผ็ด มันคือวัตถุดิบหลักเลย ต้องขอบคุณกรมส่งเสริมวัฒนธรรมที่ให้งบประมาณมาทำ เพื่อที่จะดูว่าถ้าเรามองในภูมิภาคนี้ มันจะมีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นมาอีกไหม เราก็ได้ทั้งหมดมาเป็น 8 องค์ประกอบในเซาท์อีสต์เอเชีย แล้วก็เขียนไดอะแกรม สร้างภาพขึ้นมาใหม่ของตัวเอง ซึ่งจะเป็นโปรเจกต์ที่จะเกิดขึ้นอีก 2 อาทิตย์ต่อจากนี้

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

The People : ครั้งแรกที่นำ No.60 ไปทดลองกับนาฏศิลป์ที่ไม่ใช่โขน เจออะไรที่คาดไม่ถึงบ้าง

จริง ๆ เราไม่ได้เจออะไรที่ต้องแก้ไข แต่มันช่วยตอบคำถามเราว่าเราคิดอะไรอยู่ และอะไรคือความแตกต่างระหว่างหลักคิดของนักออกแบบท่าเต้นคนนี้กับคนนั้น มีคนโต้เถียงกลับมาว่า No.60 มันไม่มีความซับซ้อน มันเปิดช่องว่างไว้เยอะมาก เพราะมันมีแค่ 6 องค์ประกอบ และไม่ยอมเขียนด้วยว่ามันทำงานยังไง ผมบอกว่านี่แหละคือหัวใจของ No.60 มันต้องการให้คนคนนั้นใช้สัญชาตญาณของความเป็นมนุษย์ จินตนาการ พื้นฐานการฝึกฝนของเขา และความเป็นตัวตนของเขา เข้ามารวมกับหลักการที่เป็นระบบแบบคณิตศาสตร์

อันนี้จะทำให้ความเชื่อกับความจริงทำงานคู่กัน ในระบบฝรั่งมันทำงานกับชุดความจริงอย่างเดียว ไม่มีชุดความเชื่อ ในระบบเอเชียมันทำงานกับความเชื่อแต่ไม่มีชุดความจริง No.60 คือการเอาสองสิ่งนี้เข้ามาหากัน

The People : เวลาเรียนนาฏศิลป์แบบดั้งเดิม ถ้าเต้นผิดครูก็จะชี้บอกได้ทันที แต่พอมันกลายเป็นไดอะแกรม จะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรถูกอะไรผิด

Diagram ของ No.60 ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนนั้นรำถูก แต่ผมสร้างมันขึ้นมาเพื่อให้คนนั้นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ วัตถุประสงค์ของมันคือสร้างสิ่งใหม่ ไม่ได้ทำซ้ำกับสิ่งเก่า ถูกผิดไปว่ากันกับครูที่สอน ไดอะแกรมไม่ได้ทำหน้าที่นี้เลย ถ้าตอบแบบง่าย ๆ มันทำให้คุณทำผิดทั้งหมดในระบบพื้นฐานที่มีอยู่ เพราะมันต้องการให้คุณสร้างสิ่งใหม่

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย The People : เมื่อต้องทำงานพร้อมกับนักเต้น นักวิจัย และนักเทคโนโลยีในโครงการเดียว สามกลุ่มนี้มองนาฏศิลป์ต่างกันแค่ไหน

จริง ๆ ศิลปะมันเป็นเรื่องของระบบ เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ มันเป็นระบบ แต่คนในวงการอาจจะยังเข้าไม่ถึงจุดนั้น เขามองมันเป็นจิตวิญญาณกับความเชื่อ ในขณะที่ถ้าคุณไม่เข้าใจระบบในเชิงวิทยาศาสตร์ คุณก็ล้ม 

เวลาเราพูดกับคนทำงานศิลปะที่เข้าใจและไปถึงจุดของศิลปะจริง ๆ มันคือระบบคอมพิวเตอร์ คนยังไม่รู้อีกเหรอว่า AI หรือคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้ที่เราใช้กันอยู่ มันเลียนแบบมาจากสมองของเรา พฤติกรรมของเรา จริง ๆ มันแค่จำลองเราลงไปไว้ในวัตถุหนึ่ง ถ้าเราคิดกับมันดี ๆ จริง ๆ เรากำลังมองตัวเราเองออกไปข้างนอก เหมือนที่พระบอกให้แยกตัวเองออกจากตัวเองแล้วนั่งมอง ถ้ามองแบบนี้ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย The People : คุณมองว่าตัวเองเป็นแกะดำ หรือเป็นคนนอกของวงการนี้บ้างไหม

เป็นคนนอกของวงการบ้างไหม… ผมยังไม่เคยเข้าไปเลย (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นผมไม่รู้เลยว่ามันอยู่ตรงไหน ผมอยู่รอบ ๆ ผมเห็นเขา เขาเห็นผม มันอยู่กันแบบนี้ เพราะเมื่อไหร่ที่ผมเข้าไป มันเละเลยนะ เพราะผมจะไปรับวัฒนธรรม ชุดคิด วิธีการ ความเชื่อแบบนั้น เมื่อเราอยู่ในสังคมหนึ่ง เราต้องคิดเหมือนเขา ต้องเชื่อเหมือนเขา ถ้าเชื่อเหมือนเขา คิดเหมือนเขา วันนี้จะไม่มีผมแบบนี้

ความเชื่อเป็นเรื่องส่วนตัว ในขณะที่เราต้องทำงานสื่อสารกับคนอื่น เราเอาความเชื่อไปยัดใส่บังคับคนอื่นไม่ได้ แต่อะไรที่เป็นข้อมูล เป็น fact เราสื่อสารกันได้ พูดกันได้ โต้เถียงกันได้ วิพากษ์วิจารณ์กันได้ ผมชอบเรื่องนี้มากกว่า ส่วนเรื่องความเชื่อส่วนตัวให้มันกลับมาอยู่กับผมที่บ้าน

The People : การเติบโตมาในระบบความเชื่อและจิตวิญญาณอย่างเข้มข้น สอนอะไรคุณบ้าง

ครูผมเป็นแบบแทบจะหมอผีเลยแหละ เรียนอยู่ มีคนเอาลูกที่โดนผีเข้ามาให้ ครูไล่ผีอะไรอย่างนี้ วันหนึ่งไปกับพ่อ พ่อขับรถกลับบ้าน มีผู้หญิงคนหนึ่งโบกรถอยู่ให้พ่อเห็น พอไปถึงวัดที่บางบัวทอง ก็ไปถามสัปเหร่อว่ามีผู้หญิงแบบนี้ไหม สัปเหร่อบอกว่า อ๋อ…มี สามวันที่แล้วถูกรถชน ศพเก็บอยู่ในซอง

ผมโตมาด้วยระบบความเชื่อและจิตวิญญาณหมดเลย แต่ผมเองรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ผมว่าประเด็นนี้เองที่ทำให้ผมหาความจริงอยู่ตลอดเวลา เพราะผมเริ่มต้นด้วยชุดความเชื่อแบบเชื่อหนักมาก แล้วสิ่งที่ครูแสดงให้ผมเห็นหลายเรื่องมันเป็นเรื่องจิตวิญญาณที่แทบจะหาคำตอบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

บางครั้งผมยังถามตัวเองเล่น ๆ เคยลองดูดวงจากคอมพิวเตอร์ว่าชาติที่แล้วเป็นใคร มันบอกว่าเป็นฝรั่งที่ทำงานศิลปะแล้วเดินทางมาอยู่ในสยาม เลยเป็นเหตุผลเล่น ๆ ว่าทำไมผมเดินทางไปต่างประเทศตลอดเวลา สงสัยผมจะเป็นฝรั่งจริง ๆ (หัวเราะ) อันนี้เป็นมุกสำหรับบางโมเมนต์ที่ผมนั่งเล่นสนุก ๆ ชุดความเชื่อเป็นเรื่องส่วนตัว เราคุยให้คนฟังได้ แต่ต้องไม่ให้สาระกับมันเกินไป มันต้องถูกอธิบายได้ว่าทำไมมันถึงส่งผลกับความจริงที่เกิดขึ้น

The People : การศึกษาประวัติศาสตร์สำคัญกับคุณอย่างไร

คนที่อยู่กับศิลปะแบบประเพณีส่วนใหญ่มักจะอยู่กับการอธิบายด้วยความเชื่อครูบาอาจารย์ จิตวิญญาณ ให้เป็นตัวปกป้องตัวเอง เมื่อสิ่งเหล่านี้ปกป้องตัวเองได้แล้ว มันก็ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องสร้างเพิ่มหรือทำใหม่ เพราะฉะนั้นมันก็อยู่กันไปวัน ๆ  แต่ผมไม่ต้องการอยู่ไปวัน ๆ ผมต้องการสร้างเพิ่ม ต้องการอธิบาย เพราะผมต้องสื่อสารกับนักเต้นที่เขาอธิบายร่างกายเขาได้ทั้งหมด แต่ผมกลับอธิบายสิ่งที่ผมทำไม่ได้เลย นอกจากว่าครูให้มา โบราณให้มา ประวัติศาสตร์เป็นแบบนี้ วัฒนธรรมเป็นแบบนี้ เท่ากับผมตัดโอกาสอาชีพและอนาคตของผมด้วยตัวเอง 

เพราะสิ่งเหล่านี้ผมจะอธิบายใครได้หรือพูดกับใครได้ ผมก็พูดได้แค่คนในประเทศนี้ ที่มีประชากรอยู่ประมาณ 70 ล้านคนแค่นี้ แต่โลกมันกว้างใหญ่มาก การที่เราออกไปข้างนอกเราจะได้อะไรเยอะกว่านั้น มันก็นำพาให้เราต้องอธิบาย

The People : หลายคนกังวลว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่ศิลปิน แต่พิเชษฐกลับนำ AI มาใช้สอนนักเรียน มองอนาคตของเรื่องนี้อย่างไร

ทุกคนมีความกังวลกับ AI ทุกคนมีความกังวลกับเทคโนโลยี คำถามคือทำไมเราไม่มีความกังวลกับเตารีด ทำไมเราไม่มีปัญหากับไอแพด กับวิทยุ กับทีวี กับแอร์ ทำไมเราเริ่มมีปัญหาเยอะกับ AI เพราะมันเริ่มเหมือนเรา และมันดันคิดได้เหมือนเรา นี่คือปัญหาของมนุษย์ 

มนุษย์ไม่ชอบอะไรที่เก่งกว่าตัวเองหรือดูเหมือนจะทำให้ตัวเองแย่ลง แล้ว AI ปัญหาของมันคือฉลาด ทำไมเราไม่รู้สึกดีกับสิ่งที่มันฉลาดกว่าเรา แต่เรากลับมีปัญหากับมัน อันนี้เป็นเรื่องประหลาดมาก เพราะมันเหมือนเรา คิดได้เหมือนเรา ดูเหมือนจะฉลาดกว่าเรา เราจึงตั้งป้อมที่จะมีปัญหากับมัน

ทีนี้เราต้องทำความเข้าใจว่าอะไรคือหน้าที่ของเครื่องมือนี้ แล้วเราจะใช้เครื่องมือนี้เมื่อไหร่ หน้าที่ของมันคือช่วยทำบางอย่างหรือศักยภาพบางอย่างของเราที่เราไปไม่ถึงจุดนั้น หรือทำไม่ได้ ให้มันช่วย อย่างเช่นเราต้องใช้เวลา 5 นาทีในการพิมพ์ แต่มันใช้เวลาแค่ 30 วินาที ในการพิมพ์ก็ให้มันพิมพ์ไป

ในขณะที่ผมทำงานกับโปรเจกต์ Cyber Subin เรา generate AI ขึ้นมา ทำ algorithm ขึ้นมาแบบ real time ด้วยการเขียนโปรแกรมของ No.60 บอกมันเลยว่าทำเส้นโค้ง 50% ทำความเร็ว 80% แล้วดูว่ามันทำงานยังไง เท่ากับว่าเรามี sketch ออกมาก่อนที่นักเต้นจะทำงานจริง อันนี้ได้ อันนี้ไม่ได้ อันนี้น่าสนใจ นี่คือหน้าที่ของมัน แต่ทุกคนกลัวว่ามันจะแทนที่ครู ไม่ใช่เรื่องนั้นเลย มันเป็นเรื่องของเรากำลังมีแล็บอยู่แล็บหนึ่ง พยายามจำลองอะไรบางอย่างออกมา เหมือนที่เภสัชกรมีห้องแล็บ นักวิทยาศาสตร์มีห้องแล็บ ทดลองมาก่อน เพื่อเอามาให้เราใช้แล้วปลอดภัยกับชีวิต แค่นี้เลย ทำยังไงเราจะสร้างปัญญาของเราเองจากปัญญาประดิษฐ์ที่เราสร้างขึ้นได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์มาทำให้ปัญญาของเราแย่ลง

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

The People : ฐานข้อมูลเปิดแบบนี้ใครก็เข้าถึงได้ ไม่กลัวหรือว่าจะมีคนเอาไปใช้ในทางที่ไม่ได้ตั้งใจ

เราอยากให้คนเอาไปใช้ เราไม่ห่วงข้อมูลเลยแม้แต่นิดเดียว เราทำเพื่อให้คนอื่นเอาไปใช้ เราทำเพื่อให้มันกระจายออกไป

พิเชษฐเล่าว่าในอีกไม่กี่สัปดาห์ Chang Theatre จะต้อนรับทีมงานกว่า 50 คนจาก 15 ประเทศ ครอบคลุมทั้ง 9 ชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ ทีมงาน motion-capture จากเจนีวาเพิ่งมาถึงพร้อมอุปกรณ์กล้องโมแคปมูลค่าหลายสิบล้านบาท

มันเป็นกล้องโมแคปที่แคปเจอร์ตัวแอนิเมชัน (ชี้ไปยังกระเป๋าเก็บอุปกรณ์) จะมาอัดโมแคปศิลปิน 9 คนที่มาจากเซาท์อีสต์เอเชียในนี้ เพื่อทำเป็นตัวอวตาร์ขึ้นมา แล้วเข้าสู่เว็บไซต์ พอเสร็จจากโครงการนี้ ทั้งหมดฐานข้อมูลที่เราได้ ไดอะแกรมที่ได้จาก 9 ประเทศ ตัวอวตาร์ทั้งหมด ปีหน้าคอมพะนีจะไปอยู่ที่ MIT ที่บอสตัน ที่แล็บ หนึ่งเดือน ช่วยทำโปรเจกต์อีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ชื่อว่าต้นไม้แห่งการเต้น (Choreography of Dance in Southeast Asia) ว่านาฏศิลป์ในภูมิภาคนี้มันเชื่อมโยงกันยังไง แล้วมันทำงานร่วมกันได้ยังไง สิ่งที่คอมพะนีคิดมันไปไกลมากเลย มันบ้าบอมากเลย แล้วเราก็มีความสุข

The People : เทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมไปอย่างไร

ผมคิดว่ามันเป็นเหมือนความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่จะอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรม ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมผ่านกระบวนการของเครื่องมือนี้ คำถามคือทำไมเราจะต้องทำให้มันผ่านกระบวนการนี้ด้วยเทคโนโลยี ด้วย AI ด้วยระบบ เพราะเจนอัลฟ่ามันโตมากับเครื่องมือ การที่เครื่องมือนี้เข้าไปมีส่วนแล้วทำให้อัลฟ่าเชื่อมโยงได้ง่าย อัลฟ่าจะดูแลวัฒนธรรมต่อไปผ่านเครื่องมือของเขา เราต้องยอมรับเรื่องนี้ว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้

ถ้าเราถอยกลับไป สมัยก่อนกรมศิลปากรก็รำกันไป แต่พอมีวิดีโอ ก็บันทึกวิดีโอแล้วเอามาลงกัน คนก็มาดูกัน นั่นคือการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม นั่นคือศิลปวัฒนธรรมอยู่กับเทคโนโลยีแล้ว มันไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปี 1923 วันที่รัชกาลที่ 6 ให้กรมพระยาดำรงราชานุภาพถ่ายรูปท่ารำแม่บทใหญ่ นาฏศิลป์ไทยกับเทคโนโลยีทำงานคู่กันแล้ว ทำให้เรามีหนังสือสมุดภาพตำรารำมาจนถึงทุกวันนี้เพราะเทคโนโลยี อย่ามองว่ามันแอดวานซ์ มันเริ่มมาตั้งแต่นานมาแล้ว

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

The People : คำมั่นสัญญา หรือความเชื่ออะไรที่คุณยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน

ระหว่างผมกับครูเป็นพ่อลูกกัน ผมเรียกเขาว่าพ่อ ผมอยู่กับเขาตั้งแต่เด็กตั้งแต่อายุ 16 เป็นลูกในบ้าน ทั้งพ่อและแม่…ผมดูแลทั้งสองคนจนวันที่เขาตาย แม่นี่คือผมเป็นคนเอาเขาใส่เข้าไปในตู้แช่ด้วยตัวเอง มันเป็นความผูกพันมาก ๆ บอกไม่ถูกเลยว่ายังไง งานชิ้นแรก I Am a Demon (Solo) ก็เกิดขึ้นจากการที่อยากจะทำให้ครู แล้วก็ทำให้คนรู้จักผมทั้งโลกใบนี้ผ่านงานชิ้นนี้ มันเชื่อมโยงกัน จิตวิญญาณของเขาหรือร่างกายเขาส่งผ่านมาที่ผม เราเรียกมันว่า body archive คือการทำให้การเคลื่อนไหวของมนุษย์คนหนึ่งมาอยู่ในมนุษย์อีกคนหนึ่งให้ได้ ผ่านงานศิลปะประเภทนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะฉะนั้นความผูกพันระหว่างผมกับเขามันซับซ้อนเหลือเกิน

ผมไม่ค่อยได้เชื่ออะไรมากมาย สิ่งหนึ่งที่มันเป็นความสัมพันธ์มาก ๆ เลย มันเป็นคำมั่นสัญญาระหว่างผมกับครู เกิดขึ้นในวันที่ผมเป็นเด็ก ครั้งแรกที่ผมเล่นโขน ครูเป็นคนสวมหัวโขนด้วยกัน แล้วเขาบอกว่า ‘ใส่มันเอาไว้ อย่าถอดมันออก’ ผมคิดว่าประโยคนี้สำคัญมากเลย ในความหมายก็คืออย่าทิ้งสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นผมไม่มีความจำเป็นต้องเอาหัวโขนมาใส่ เอาเสื้อชุดโขนมาใส่ ผมต้องอยู่กับมันในชีวิตผม มันเป็นคำมั่นสัญญาระหว่างผมกับสิ่งที่ครูให้ คุณมาจากการประกอบอาชีพศิลปะ ทำงานศิลปะ มันก็ต้องไม่ทรยศ ไม่ละทิ้ง มันต้องเพียร ต้องปฏิบัติ ต้องฝึกฝน เพื่อตอบแทนสิ่งที่เขาให้กับเรา

The People : มีความเชื่อส่วนตัวไหมว่าอะไรเลือกให้เรามาเป็นศิลปิน

ไม่รู้ มันเป็นองค์ประกอบหลายองค์ประกอบ ผู้คน งาน จิตวิญญาณชาติที่แล้วด้วยมั้ง มีองค์ประกอบเยอะมากที่เราควบคุมไม่ได้ แต่มีอันเดียวที่เราควบคุมได้ในอาชีพนักเต้น คือควบคุมตัวเองทุกวันให้มาอยู่ในห้องนี้ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณควบคุมสิ่งนี้ได้ และเข้ามาอยู่ในห้องนี้ตั้งแต่วันที่คุณเรียนจบ อย่างน้อยวันละ 4 ชั่วโมง ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 5 ปี ผมการันตีได้ว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะเป็นได้

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย

The People : อะไรทำให้คุณเข้มแข็งได้ขนาดนี้

ผมเข้มแข็งด้วยเหตุผล เพราะผมต้องใช้ชีวิตคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก ผมเผชิญปัญหาด้วยตัวคนเดียว แก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียวมาตลอด มันเลยทำให้ผมพึ่งพาตัวเองมาทำงานและแก้ปัญหาด้วยตัวเองมาตลอด มันก็เลยเข้มแข็ง เพราะคนรอบตัวมันช่วยอะไรไม่ได้เลย เราก็มองเห็นว่า พระพุทธองค์ท่านบอกว่าให้ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะฉะนั้นมันต้องแก้ปัญหาเองและจัดการทุกอย่างเอง มันก็เลยนำพาไป

The People : จากการต้องพึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ความเป็นคนที่มีวินัยและดูแลตัวเองแบบนี้ถูกหล่อหลอมมาเป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวันของคุณอย่างไรบ้าง ถ้าให้เล่าหนึ่งวันของพิเชษฐ ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน คุณใช้ชีวิตอย่างไร

ผมตื่นประมาณตี 5 ครึ่ง แล้วนั่งสมาธิประมาณชั่วโมงหนึ่ง ประมาณ 7 โมงครึ่งหรือใกล้ ๆ 8 โมง ผมจะอยู่ในนี้เพื่อสอน เพื่อคลีนอัปตัวเอง ทำความเข้าใจร่างกายตัวเองให้หมด ประมาณชั่วโมงหนึ่ง ข้าวเช้าตอน 9 โมงถึงประมาณ 10 โมง ผมไม่กินข้าวตอนเช้าแบบข้าวแกง มีเฉพาะกาแฟ ผลไม้ โยเกิร์ต แล้วนักเต้นจะมา 10 โมงครึ่ง ทำงานกับนักเต้นไปจนถึงประมาณ 5 โมงเย็น ถ้ามีโปรดักชันที่ต้องทัวร์ที่ต้องเล่น ประมาณ 6 โมงจะเริ่มซ้อมใหม่ไปจนถึง 3 ทุ่ม แล้วก็เข้าบ้าน กลับบ้านปกติ ผมนอนประมาณห้าทุ่มถึงเที่ยงคืน นี่คือกิจวัตรของผม ถ้าอยู่บ้าน อยู่โรงละคร ก็จะเป็นแบบนี้ตลอด ออกไปข้างนอกบ้างถ้าต้องประชุมมีงาน หรือไม่ก็ไปต่างประเทศเลย”

The People : วันหยุดทำอะไร

อย่าตกใจนะ (ยิ้ม) ไปว่ายน้ำ ไปวิ่ง คนก็จะบอกว่า อ้าว ที่เต้นอยู่ทั้งวันนี่ไม่ได้ออกกำลังอีกหรอ มันคนละทักษะครับ เวลาไปว่ายน้ำไปวิ่งไม่ต้องคิด แต่อันนี้มันออกกำลังก็จริง แต่มันออกไปพร้อมกับระบบชุดคิดที่ถูกกำหนดว่าต้องทำอะไร มันคือทำงาน แล้วเวลาเดินทางไปต่างประเทศ มันก็ไปเที่ยวอยู่แล้วโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องเที่ยวอีก คือทำงานกับเที่ยวไปด้วยกัน

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย The People : สิ่งสุดท้ายที่คิดในหัวก่อนที่จะหลับตานอน คืออะไร

ส่วนใหญ่ผมจะเข้าสมาธิกลับไป ผมจะตื่นด้วยการรู้ว่าผมหายใจอยู่นะ แล้วก็ตรวจสอบนู่นนี่นั่น โดยเฉพาะตอนเช้า พอตื่นมาแล้วเข้าสมาธิ มันต้องตรวจสอบว่าอารมณ์มันเป็นยังไง จิตใจเราเป็นยังไง เราแยกได้ไหม อันนี้มันเข้ามา อันนี้มันยึดติดเมื่อไหร่ อันนี้มันเริ่มต้นอีกแล้ว มันเป็นกระบวนการเหล่านี้ ก่อนนอนก็คือนอนหลับด้วยลมหายใจแล้วก็หลับไป

The People : หากจะฝากข้อความถึงคนที่กำลังเรียนหรือทำงานด้านศิลปะการแสดง อยากบอกอะไร

เลิกได้ก็เลิกเถอะครับ อาชีพนี้มันไม่ได้ให้ความสำเร็จกับทุกคน ถ้าคุณอยากเป็นศิลปิน ถ้าเลือกได้ก็เลิกตั้งแต่เนิ่น ๆ อยู่ไปมันก็เจ็บปวด อยู่ไปก็ผิดหวัง เพราะคุณจะไม่รู้เลยว่าอะไรเลือกให้คุณเป็นศิลปิน และวิถีนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ

ถ้าเราอยากเป็นนักธุรกิจ เราอ่านหนังสือ นักธุรกิจร้อยล้าน เราไปตามวิธีการของเขา เป็นได้ แต่ศิลปินไม่ใช่ วิถีของคนทำงานศิลปะไม่ใช่แบบนั้น ถ้าเลิกได้ เลิก รีบตัดสินใจตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่าเสียเวลา เพราะมีคนเจ็บปวดแล้วร้องไห้กับอาชีพนี้มาเยอะแล้ว 

การทำอาชีพนี้มันมีองค์ประกอบเยอะมากที่เราควบคุมไม่ได้ แต่มีอันเดียวที่เราควบคุมได้ ในอาชีพนักเต้นอย่างผม คือควบคุมตัวเองให้มาอยู่ในห้องนี้ (สตูดิโอที่ฝึกซ้อม) ทุกวัน ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณควบคุมสิ่งนี้ได้ อย่างน้อยวันละ 4 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี ผมการันตีว่าคุณมีสิทธิ์ที่จะเป็นสิ่งนั้นได้

พิเชษฐ กลั่นชื่น :  สูตรของครู รสมือของศิษย์ สู่การปรุงใหม่นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย