‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

เมื่อ ‘ความไม่เป็นธรรม’ กลายเป็นเรื่องปกติที่ผู้บริโภคเลือกทำใจและยอมจำนน นิทรรศการ ‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ จึงเปลี่ยนเสียงร้องเรียนให้กลายเป็นงานศิลปะ ผ่านชาร์โคลสีดำที่ตีแผ่ด้านมืดของปัญหา และภาพพอร์ตเทรตสีสันจัดจ้านที่บันทึกเสียงของผู้เสียหายจริง เพื่อชวนทุกคนกลับมาทวงคืนสิทธิ์และอำนาจต่อรองของตัวเอง

KEY

POINTS

คุณเคยรู้สึกไหมว่า ในประเทศนี้... การมีชีวิตรอดในฐานะผู้บริโภคแต่ละวันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล?

สายสื่อสารที่ห้อยระโยงระยางพาดผ่านถนนประหนึ่งเพชฌฆาตเงียบที่พร้อมจะเกี่ยวคอหรือกระชากเราตกจากมอเตอร์ไซค์ไปสู่ความตายในเสี้ยววินาที 

ค่าเดินทางสาธารณะที่ขูดรีดขูดเนื้อจนทำงานหลังขดหลังแข็งมาทั้งเดือนแต่แทบไม่เหลือเงินซื้อข้าวกิน 

ค่าไฟหอพักที่แพงระยับอย่างไร้กลไกควบคุม จนผู้เช่าต้องอพยพย้ายหอหนีซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

และภัยจากมิจฉาชีพบนหน้าจอสมาร์ตโฟนที่หลอกลวงดูดเงินเก็บก้อนสุดท้ายของเราไปอย่างลอยนวล

เราโกรธไหม? 

แน่นอนว่าเราโกรธ แต่ทำไมในท้ายที่สุด คำว่า ‘ทำใจ’ หรือ “เราโง่เอง” กลับกลายเป็นกลไกปกป้องตัวเองและประโยคปลอบใจยอดฮิตที่เราใช้พร่ำบอกตัวเอง?

ความจริงอันแสนชินชาเหล่านี้คือ ‘ความอยุติธรรม’ ที่ห่มเคลือบด้วยคำว่า ‘ปกติ’

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ นิทรรศการศิลปะเพื่อสิทธิ์ผู้บริโภคครั้งแรกของประเทศไทย โดย ‘สภาองค์กรของผู้บริโภค’ จึงถูกจัดขึ้นเพื่อทำหน้าที่ส่งเสียงเตือนสติ ทลายกำแพงแห่งความเงียบงัน และเปลี่ยน ‘เสียงร้องเรียน’ ให้กลายเป็น ‘แรงขับเคลื่อนสังคม’ 

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

นิทรรศการนี้ไม่ได้พาเรามาเพื่อเสพศิลปะจรรโลงใจ แต่ชวนมาปอกเปลือกความจริงอันแสนอึดอัดผ่านการเชือดเฉือนด้วยงานศิลปะสองขั้วที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง 

‘ขั้วสีดำ’ ผลงานภาพลายเส้นสตอรีบอร์ดชาร์โคลอันหม่นหมอง มืดมน และดิบเถื่อนจำนวน 45 ภาพ โดย ‘พี่เชิด’ บุญเชิด เข็มเงิน สตอรีบอร์ดอาร์ติสต์โฆษณาแถวหน้าของประเทศ

‘ขั้วสีสัน’ ผลงานภาพสเก็ตช์ใบหน้าและเฉดสีจัดจ้านสะดุดตากว่า 150 ภาพ บันทึกข้อเท็จจริงและเสียงตะโกนของผู้เสียหายจริง โดย ‘พี่เปิ้ล’ จาริณี เมธีกุล ศิลปินและโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์สะท้อนสังคม

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์จากศิลปินทั้งสองท่าน ที่จะพาผู้อ่านร่วมเดินทางข้ามผ่านอุโมงค์แห่งหายนะอันดำมืด เพื่อไปสบตากับความหวังผ่านเฉดสี และลุกขึ้นประกาศอำนาจต่อรองของผู้บริโภคไปพร้อม ๆ กัน

สตอรีบอร์ดสีดำ ตีแผ่เงาปีศาจที่รุมทึ้งชีวิตผู้บริโภค

พี่เชิด บุญเชิด เข็มเงิน สตอรีบอร์ดอาร์ติสต์ผู้คุ้นเคยกับวงการโฆษณามาอย่างยาวนาน ครั้งนี้เขาก้าวออกมาร่วมงานกับสภาองค์กรของผู้บริโภคเพื่อถ่ายทอดความเหลื่อมล้ำทางสังคมผ่าน ‘ชาร์โคล’ ผงถ่านสีดำสนิทที่แหลมคมและไร้การประนีประนอม

The People : จุดเริ่มต้นที่ทำให้พี่เชิดตัดสินใจเข้ามาร่วมงานในโปรเจกต์ ‘SPEAK UP’ คืออะไร?

บุญเชิด : จุดเริ่มต้นมาจากคุณเปิ้ล (จาริณี) ชวนผมมาร่วมงาน พอคุณเปิ้ลเล่าถึง 4 หัวข้อหลักที่สภาผู้บริโภคกำลังขับเคลื่อนในปีนี้ (อุบัติเหตุจากสายสื่อสาร, ค่าขนส่งสาธารณะราคาแพง, สัญญาเช่าหอพักไม่เป็นธรรม และภัยมิจฉาชีพออนไลน์) ผมก็รู้สึกทันทีว่าทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ๆ เป็นเรื่องที่เราสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันและเข้าใจมันได้ทันที เราจึงมานั่งคุยรายละเอียดกัน แล้วผมก็นำประเด็นเหล่านั้นมาตีความและวาดเป็นเรื่องราวทีละภาพ โดยเลือกใช้สัญลักษณ์เพื่อสื่อความหมาย

The People : ทราบมาว่าพี่เชิดวาดผลงานชุดนี้ด้วย ‘ชาร์โคล’ ทั้งหมด ทำไมถึงต้องเป็นเทคนิคนี้ และความยากของมันคืออะไร?

บุญเชิด : ที่เลือกใช้ชาร์โคลในการวาดทั้งหมด เพราะมันให้ความรู้สึกตรงไปตรงมา และมีน้ำหนักขาว-ดำที่ชัดเจนมากครับ แต่ความยากของมันคือคุณต้องฝึกฝนและมีความแม่นยำสูงมาก เพราะชาร์โคลพลาดไม่ได้เลย พลาดคือลบไม่ได้ เลอะเทอะ และต้องเริ่มวาดใหม่หมดตั้งแต่ต้น ผลงานทั้ง 4 เรื่องนี้ ผมใช้เวลาวาดทั้งหมด 4 วันเต็ม ๆ ตกวันละเรื่อง และทำงานเฉลี่ยวันละ 10 กว่าชั่วโมงเลยครับ

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

The People : ช่วยเล่าเรื่องราวและการใช้สัญลักษณ์เปรียบเทียบในผลงานทั้ง 4 ซีรีส์ให้ฟังหน่อย

บุญเชิด: เรื่องแรกคือ ‘อสุรกายเหนือเมือง’ เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากโศกนาฏกรรมจริงในสังคม มีคู่รักคู่หนึ่งที่เหลือเวลาอีกเพียงสัปดาห์เดียวจะเข้าพิธีวิวาห์กัน แต่เจ้าบ่าวเกิดอุบัติเหตุขณะขี่รถจักรยานยนต์ชนกับสายไฟหรือสายสื่อสารที่ร่วงลงมาพาดถนนจนเสียชีวิต ในสตอรีบอร์ดจะมีภาพเจ้าสาวยืนร้องเพลงเดี่ยว ๆ จากนั้นจะมีอีกภาพที่ซูมเอาต์ออกมาให้เห็นว่าเธอกำลังยืนร้องเพลงในงานศพของคนรัก ซึ่งมันเป็นภาพที่สะเทือนใจมาก 

ภาพสุดท้ายของซีรีส์นี้คือภาพเสาไฟฟ้าที่สายระโยงระยาง และมีศพคนห้อยติดอยู่บนสายไฟเหล่านั้น สื่อว่า ‘สายสื่อสาร’ ได้กลายเป็นคำว่า ‘สุสาน’

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว ‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

ต่อมาคือซีรีส์ ‘ราคาของการเดินทาง’ สตอรีนี้สื่อถึงระบบที่เอื้อต่อนายทุนใหญ่ที่ดูดกินเลือดเนื้อของพวกเราผู้บริโภค การต้องทนทำงานหลังขดหลังแข็งมาทั้งเดือน แต่ต้องเอาเงินเก็บเกือบทั้งหมดไปจ่ายค่าเดินทางเพื่อไปทำงาน มันเป็นเรื่องที่แย่มากและไม่ยุติธรรมเลย ผมจึงเปรียบเปรยกลุ่มทุนใหญ่เหล่านี้เป็นยักษ์ เป็นปีศาจ และเป็นอมนุษย์ 

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

ต่อมาคือซีรีส์ ‘ห้องเช่าใต้เงาสัญญา’ เป็นเรื่องราวของนักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่เข้าไปเช่าหอพักพักอาศัย ความเจ็บปวดคือเมื่อเราเซ็นสัญญาเช่าไปแล้ว มันเท่ากับว่าเราต้องก้มหัว ‘ยอมจำนน’ ยอมรับกฎเกณฑ์และค่าใช้จ่ายตามแต่เขาจะเรียกเก็บ มารู้อีกทีก็คือเราต้องจ่ายเงินค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าส่วนต่างต่าง ๆ ไปเป็นจำนวนมาก สัญลักษณ์ที่ผมใช้อธิบายความสัมพันธ์ในสัญญานี้คือ ‘ปรสิต’ ที่คอยเกาะกิน ค่อย ๆ สูบวิญญาณและรอยยิ้มไปจากใบหน้าของเธอจนหมดสิ้น

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

สุดท้ายคือซีรีส์ ‘ผีหน้าจอ’ เป็นภัยจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ปล่อยให้มิจฉาชีพเข้ามาตั้งร้านโกงเงินประชาชน ปัญหาใหญ่คือผู้บริโภคหลายคนพอโดนโกงไป 100 บาท หรือจำนวนเงินไม่เยอะ ก็มักจะเลือกปล่อยผ่านเพราะไม่อยากเสียเวลาดำเนินคดี แต่ลืมไปว่าถ้าโดนหลอกเป็นร้อยคน พันคน มูลค่าความเสียหายรวมกันมันมหาศาลมาก ผมเลือกใช้สัญลักษณ์เป็นชาวต่างชาติคนหนึ่งเพื่อเป็นตัวแทนของเจ้าของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ และในภาพสุดท้าย ผมวาดให้ผู้บริโภคลุกขึ้นมา ‘ตบโต๊ะ’ เผชิญหน้าคุยกับฝรั่งคนนั้น เพื่อบอกว่าเราจะไม่ยอมให้คุณเอาเปรียบอีกต่อไปแล้วนะ

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

The People : ในฐานะคนวาด วิธีการเล่าเรื่องแบบ ‘สตอรีบอร์ด’ จะทำงานและส่งผลต่อความรู้สึกของผู้เข้าชมอย่างไร?

บุญเชิด: ผมมองว่าการเล่าแบบสตอรีบอร์ดมันเข้าใจง่ายและเข้าถึงผู้คนได้ดี เพราะมันมีลำดับเรื่องราวที่ต่อเนื่องเหมือนการชมภาพยนตร์สั้น วิธีชมผลงานของผมคือต้องไล่สายตาดูจากด้านบนลงมาด้านล่าง ทีละแถว ๆ สลับกันไป เหมือนเวลาเราอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ศิลปะในรูปแบบนี้จะช่วยข้อมูลที่ซับซ้อนดู soft ลง

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

The People : หลังจากที่ได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสิทธิ์ผู้บริโภคชุดนี้ มันได้เปลี่ยนมุมมองชีวิตส่วนตัวของพี่เชิดบ้างไหม?

บุญเชิด: เปลี่ยนไปเยอะเลยครับ (ยิ้ม) ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าก่อนหน้านี้เวลาผมเจอความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม หรือถูกโกงเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนใหญ่ผมก็เลือกที่จะจำนน และยอม ๆ มันไปเพื่อซื้อความสะดวกสบายให้กับชีวิต บางทีโดนหลอกโดนโกง ก็ยังหันมาโทษตัวเองขำ ๆ ว่า “เราโง่เองที่ไปหลงกล”

แต่หลังจากผ่านการทำโปรเจกต์นี้มา ผมคิดว่ามันไม่ใช่ความโง่หรือความผิดของเราเลยนะ แต่มันเป็นความผิดของผู้ให้บริการหรือผู้ควบคุมกฎต่างหากที่ไร้ความรับผิดชอบ ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า อะไรบางอย่างที่เราไม่ควรยอม เราก็ต้องไม่ยอม และเราต้องปล่อยให้กฎหมายทำงานไป ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด

จุดเชื่อมโยงอารมณ์จากความมืดมนสู่การปฏิวัติตนด้วยเฉดสี

ภาพจำลองจากถ่านชาร์โคลของพี่เชิดส่งกลิ่นอายความอึดอัด ความโศกเศร้า และความแค้นเคืองของผู้บริโภคที่พ่ายแพ้ให้กับเงื้อมมือของระบบทุนนิยมและโครงสร้างสาธารณูปโภคที่ชำรุดผุพัง หากแต่ความมืดนั้นไม่ใช่ปลายทางสุดท้ายของนิทรรศการนี้...

เมื่อคุณเดินหลุดพ้นจากโซน ‘ขั้วสีดำ’ อันแสนอึดอัด อารมณ์ของคุณจะถูกเหวี่ยงและฉุดกระชากเข้าสู่พื้นที่ของ ‘ขั้วสีสัน’ อย่างรวดเร็ว เบื้องหน้าคือภาพพอร์ตเทรตขนาดเล็ก 150 ภาพที่ระเบิดตัวด้วยเฉดสีแดง เหลือง ฟ้า และชมพูอันแสบสัน จัดจ้าน สะดุดตาอย่างถึงที่สุด ผลงานของ พี่เปิ้ล  จาริณี เมธีกุล

หากเส้นสายของพี่เชิดคือการแฉกระบวนการ ‘บดขยี้’ ของระบบ สีสันของพี่เปิ้ลก็คือการ ‘ลุกขึ้นยืนหยัดสบตา’ ของเหล่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ไม่ขอเป็นเบี้ยล่างอีกต่อไป จากเศษผงถ่านชาร์โคลอันไร้ชีวิต สู่หยาดเหงื่อและเฉดสีที่พ่นคำรามคำว่า “ฉันไม่ยอมจำนนอีกต่อไปแล้วโว้ย!” ลงบนผืนผ้าใบ

ระเบิดเฉดสีแห่งเสียงสะท้อน เพื่อทวงคืนอำนาจต่อรอง

พี่เปิ้ล จาริณี เมธีกุล ผู้เป็นทั้งโปรดิวเซอร์รายการสังคมและศิลปินใจรัก ผู้ก้าวเข้ามารับหน้าที่วาดภาพพอร์ตเทรตสีสันฉูดฉาดกว่า 150 ชิ้นงาน เพื่อบอกเล่าเสียงสะท้อนที่ไม่มีใครเคยได้ยิน

The People : ก่อนที่คุณจะก้าวเข้ามาทำโปรเจกต์ ‘SPEAK UP’ พี่เปิ้ลทำอะไรมาก่อน และเส้นทางสู่การเป็นศิลปินของพี่เปิ้ลเริ่มต้นอย่างไร?

จาริณี: อาชีพหลัก ๆ ของเปิ้ลเลยคือเป็นเจ้าของบริษัทผลิตคอนเทนต์ออนไลน์ และเป็นโปรดิวเซอร์ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ให้กับทางสถานีโทรทัศน์ Thai PBS ค่ะ ซึ่งรายการที่เปิ้ลทำจะเน้นเจาะจงเฉพาะประเด็นทางสังคมเป็นหลัก แต่อีกพาร์ตหนึ่งของชีวิตคือเปิ้ลเป็นคนชอบวาดรูปมาก เปิ้ลไม่ได้เรียนจบด้านศิลปะมาโดยตรง แค่ชอบวาดรูปเป็นงานอดิเรก จนกระทั่งวันหนึ่งมีโอกาสได้พบกับอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ แล้วท่านเห็นแววเลยชวนเปิ้ลไปแสดงผลงานศิลปะ พอแสดงงานเสร็จ คนก็เริ่มหันมาเรียกเราว่า ‘ศิลปิน’ เปิ้ลก็หันตามเลยค่ะ (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็เริ่มทำงานศิลปะอย่างจริงจัง มีโอกาสจัดแสดงงานศิลปะอีกประมาณ 2-3 ครั้ง ทั้งแบบนิทรรศการเดี่ยวและนิทรรศการกลุ่มค่ะ

นอกจากนี้ ด้วยความที่เราทำงานรายการสะท้อนปัญหาสังคม เปิ้ลเคยลงพื้นที่ไปทำประเด็นคนพิการ และได้ไปสัมผัสคลุกคลีกับสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย ไป ๆ มา ๆ เลยร่วมกันจัดตั้งสตูดิโอศิลปะที่นั่น และเปิ้ลกลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง (Founder) ของสถาบันศิลปะ ‘20/3 Studio’ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านี้ผ่านงานศิลปะบำบัดด้วยค่ะ

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

The People : อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดไอเดียอยากเปลี่ยนเรื่องร้องเรียนของสภาองค์กรของผู้บริโภคมาเป็นงานศิลปะนิทรรศการในครั้งนี้?

จาริณี: ย้อนกลับไปคือเปิ้ลได้มีโอกาสผลิตรายการไลฟ์สตรีมให้กับทางสภาองค์กรของผู้บริโภคมาประมาณ 3-4 ปีแล้วค่ะ ชื่องานตอนนั้นคือ ‘รายการสภาองค์กรของผู้บริโภค Live’ ซึ่งเป็นรายการแนว hard talk ที่พูดคุยกันด้วยประเด็นปัญหากฎหมาย สิทธิ์ และข้อมูลสถิติที่ดุเดือดเคร่งเครียด เปิ้ลทำงานตรงนี้ไปสักพักแล้วรู้สึกว่ารายการข้อมูลแน่น ๆ แบบนี้มันเข้าไม่ถึงคนบางกลุ่มที่เขาไม่ได้ต้องการเสพเนื้อหาที่หนักหน่วงขนาดนั้น แต่อยากรู้วิธีการปกป้องสิทธิ์ของตนเองอย่างเข้าใจง่าย

เปิ้ลก็เลยมาคิดว่าเราจะสื่อสารประเด็นสิทธิ์ผู้บริโภคอย่างไรดีให้ผู้คนเข้าใจง่ายและรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเอง จนกระทั่งปีนี้เปิ้ลเลยตัดสินใจเดินไปเสนอไอเดียกับ พี่สารี อ๋องสมหวัง (เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค) ว่า “พี่สารีคะ เรามาจัด art exhibition สื่อสารเรื่องผู้บริโภคกันไหม?” ปรากฏว่าพี่สารีตอบทันทีเลยว่า “โอเค เอาเลย” นั่นแหละค่ะคือจุดเริ่มต้นและที่มาของนิทรรศการครั้งนี้

The People : กระบวนการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวาดภาพ ‘ขั้วสีสัน’ ทั้ง 150 ภาพนั้นมีเบื้องหลังและรายละเอียดอย่างไรบ้าง?

จาริณี: เปิ้ลใช้วิธีสัมภาษณ์และพูดคุยกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจริง ๆ ผ่านระบบ Zoom ค่ะ ซึ่งเปิ้ลพบว่า ความดีงามของการพูดคุยผ่าน Zoom คือผู้เสียหายจะรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย และเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่าการที่ทีมงานเอาไมค์สัมภาษณ์ไปจ่อหน้าพวกเขาตรง ๆ พอเขาสบายใจ เขาก็จะพรั่งพรูความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดไว้อออกมาอย่างจริงใจที่สุด

ระหว่างที่นั่งฟังพวกเขาเล่าเรื่อง เปิ้ลจะหยิบกระดาษขึ้นมา ลงมือสเก็ตช์ใบหน้าและโครงร่างของพวกเขา ณ เดี๋ยวนั้นเลย แล้วค่อย ๆ ลงสีสันจัดจ้าน แสบทรวงตามจินตนาการและอารมณ์ในตอนนั้น และเพราะกลัวว่าสัมภาษณ์เสร็จแล้วเปิ้ลจะลืมว่าเจ้าของใบหน้าแต่ละคนพูดถึงปัญหาอะไรบ้าง เปิ้ลเลยใช้ปากกาเขียนช็อตโน้ตคำพูดของพวกเขาลงบนพื้นที่ว่างข้าง ๆ ภาพวาดนั้นเลยค่ะ (หัวเราะ)

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว ‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

The People : ภาพเหล่านั้นมีความน่าสนใจและสะท้อนเรื่องราวของผู้บริโภคไทยอย่างไรบ้าง?

จาริณี: ลายเขียนหนังสือยิบ ๆ รอบภาพวาดเหล่านั้นคือเสียงสะท้อนจริง และมีประโยคเด็ดหลายประโยคที่เปิ้ลชอบมากจนต้องเขียนเน้นไว้ตัวใหญ่ ๆ เช่น มีผู้ประกอบการรายย่อยคนหนึ่ง เล่าให้เปิ้ลฟังว่า เดิมทีเขาขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ดี ๆ วันหนึ่งอยากเพิ่มเมนูใหม่เป็นขนมครกเพื่อหารายได้เสริม แต่กลับโดนเจ้าหน้าที่เก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพียงเพราะว่าขายขนมครกมีรายได้เข้ามาเพิ่มขึ้น เขาเล่าไปและพูดคำหนึ่งออกมาว่า “ไม่ไหวแล้วโว้ย คลั่งจนอยากกรีดร้อง ขายจนท้อ แคะจนท้อจริง ๆ” เปิ้ลก็เขียนประโยคนี้ลงในภาพเลยค่ะ

หรือเรื่องราวของคนธรรมดาที่ต้องย้ายหอพักถึง 12 ครั้งในชีวิตเพราะทนแบกรับค่าไฟหอพักที่เจ้าของเรียกเก็บไม่ไหว รวมถึงประโยคคำพูดจากเด็กคนหนึ่งที่พูดว่า “ผู้บริโภคเมืองไทยเนี่ย รู้แต่โปรโมชัน แต่ไม่เคยรู้สิทธิ์ของตัวเองเลย!” เปิ้ลชอบประโยคนี้มากจนต้องนำมาเขียนลงไปในผลงานทันที

ตอนแรกเปิ้ลตั้งใจจะวาดให้ได้ 100 ใบหน้า ซึ่งพอน้องที่เป็นภัณฑารักษ์ (Curator) ได้มาเห็นงานสเก็ตช์ชุดนี้ก็ตัดสินใจทันทีว่าจะต้องเปิดแสดงให้คนทั่วไปได้ดู พอนำแผนงานนี้ไปคุยกับสภาองค์กรของผู้บริโภค พี่สารีก็ตกปากรับคำทันทีโดยแทบไม่ฟังรายละเอียดเลย เพราะแกมองเห็นทันทีว่านี่คืออาวุธชิ้นใหม่ของการต่อสู้เพื่อสิทธิ์ผู้บริโภคไทย ตอนนั้นเปิ้ลวาดได้แค่ 100 รูป แต่น้องภัณฑารักษ์บอกว่ามันน้อยเกินไป อยากให้วาดมาเลย 150 รูป เปิ้ลเลยต้องวาดเพิ่มอีก 50 ใบหน้า ซึ่งกลุ่มหลังนี้เป็นกลุ่มของ active citizen หรือกลุ่มคนผู้ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนสังคมในมิติต่าง ๆ ค่ะ

The People : จากเสียงของผู้บริโภคที่พี่เพิ้ลได้สัมภาษณ์และลงมือวาด มีจุดร่วมหรือปมปัญหาใหญ่สุดอะไรบ้างที่หากคลายปมนี้ได้ จะสามารถคลี่คลายปัญหาทั้งหมดของผู้บริโภคไทยได้?

จาริณี: (กระซิบด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่า “รัฐบาล”) ก่อนจะอธิบายต่ออย่างจริงจังว่า จากการพูดคุยกับผู้เดือดร้อนจำนวนมาก สิ่งที่เปิ้ลค้นพบร่วมกันคือ ประชาชนไทยคิดว่า “ความไม่เป็นธรรมเป็นเรื่องปกติทั่วไป” และความเหลื่อมล้ำเเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว ทุกคนชินชาและเหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะลุกขึ้นมาร้องเรียน เลยพากันเลือกที่จะเงียบ 

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่เปิ้ลทำงานร่วมกับพี่สารี อ๋องสมหวัง แกมักจะพูดย้ำเตือนคำเดียวเสมอว่า “ผู้บริโภคต้องไม่ยอมจำนน และสภาองค์กรของผู้บริโภคต้องทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับประชาชน” เปิ้ลหลงรักคำนี้มาก เลยนำคำว่า “ไม่ยอมจำนน” มาตั้งเป็นชื่อหลักของนิทรรศการนี้ ดังนั้น ปมปัญหาใหญ่สุดที่จะแก้ทุกอย่างได้ คือการที่ประชาชนทุกคนเปลี่ยนทัศนคติ เลิกชินชากับความอยุติธรรม แล้วลุกขึ้นมาสู้เพื่อสิทธิ์ของตัวเอง 

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

The People : ในสังคมที่มักจะสอนให้เรา ‘ทำใจ’ และมองว่าการร้องเรียนเป็นเรื่องเสียเวลา พี่เปิ้ลอยากจะบอกอะไรผ่านภาพเขียน ‘ขั้วสีสัน’ เหล่านี้?

จาริณี: เปิ้ลสัมภาษณ์คนหลายคนในงานนี้ อย่างกรณีสายไฟระโยงระยางพาดเสาแล้วห้อยตกมาเกี่ยวขาจนได้รับบาดเจ็บ พอเปิ้ลถามเขา เขาตอบเปิ้ลว่า “ไม่เป็นไรหรอกพี่ โดนเกี่ยวแค่ขา ไปโรงพยาบาลก็ใช้สิทธิ์ประกันสังคมเอา ไม่ได้จ่ายเงินอะไรเพิ่ม พรุ่งนี้ก็ไปทำงานได้ปกติแล้ว” นี่แหละคือตัวอย่างของปัญหาร้ายแรงที่กลายเป็นเรื่องปกติในสายตาของเหยื่อ

เปิ้ลเลยบอกเขาไปตรง ๆ ว่า “พี่คะ พี่ร้องเรียนได้นะ สายนั้นมันมีหน่วยงานรับผิดชอบและตรวจสอบได้ว่าใครเป็นเจ้าของ แล้วปล่อยปละละเลยให้มันหย่อนลงมาเกี่ยวพี่ได้อย่างไร พี่บอกว่าพี่ไม่เป็นไรเพราะพี่โดนเกี่ยวแค่ที่ขา แต่พี่รู้ไหมว่ามีผู้บริโภคอีกหลายคนต้องสังเวยชีวิต เสียชีวิตเพราะถูกสายไฟพวกนี้เกี่ยวคอขาดเลยนะพี่!” 

พอพูดถึงจุดนี้ เขาถึงเริ่มตระหนักและถามเปิ้ลกลับมาว่า “แล้วพี่ต้องไปร้องเรียนที่ใคร พี่ต้องเสียเวลาดำเนินเรื่องไหม แล้วส่งเรื่องไปเขาจะรับเรื่องของพี่หรือเปล่า?”

เปิ้ลพยายามออกแบบนิทรรศการโดยมีโลโก้สภาองค์กรของผู้บริโภคน้อยที่สุด เพราะอยากให้ผู้คนได้มาสัมผัส และดื่มด่ำกับงาน เปิ้ลตั้งใจออกแบบเส้นทางการเดินชมนิทรรศการให้ทุกคนต้องเดินผ่านโซนชาร์โคลดำดิ่งของพี่เชิดก่อน แล้วค่อยหลุดมาเจอโซนภาพพอร์ตเทรตสีสันฉูดฉาดของเปิ้ล เพื่อส่งสารเย้ายวนและตั้งคำถามผู้ชมทุกคนว่า “สุดท้ายแล้ว คุณจะเลือกที่จะ ‘ปิดปากเงียบและจำยอม’ หรือจะลุกขึ้นมา ‘SPEAK UP’ สู้เพื่อชีวิตของคุณเอง?”

The People : สุดท้ายนี้ นิยามคำว่า “ไม่ยอมจำนน” ในมุมมองของ พี่เปิ้ล จาริณี คืออะไร?

จาริณี: นิยามของคำว่าไม่ยอมจำนนในความหมายของเปิ้ลคือ “เราต้องลุกขึ้นสร้างอำนาจต่อรองให้กับตัวเอง” ลุกขึ้นมาสู้ หรืออย่างน้อยที่สุด ตะโกนออกไปดัง ๆ เลยก็ได้ว่า “ฉันไม่ยอมแล้วโว้ย!” ซึ่งคำหลังนี้เปิ้ลก็เลียนแบบมาจากพี่สารี (หัวเราะ)  

‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ ปลุกพลังผู้บริโภคผ่านงานศิลป์สองขั้ว

ในท้ายที่สุด นิทรรศการศิลปะ ‘SPEAK UP : เราต้องไม่ยอมจำนน’ คือพื้นที่ปลอดภัยที่ส่งเสียงเตือนสติ ผ่านผงถ่านชาร์โคลสีดำของพี่เชิดและภาพพอร์ตเทรตหลากเฉดสีอันแสบสันของพี่เปิ้ล เพื่อตีแผ่ความจริงอันบิดเบี้ยวและปลุกเร้าให้ผู้บริโภคทุกคนลุกขึ้นมาสร้างอำนาจต่อรอง ปฏิเสธการปิดปากเงียบและสยบยอมต่อความอยุติธรรม

มาร่วมทลายความเงียบงันและเรียนรู้วิธีปกป้องสิทธิ์ของเราไปด้วยกัน ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ชั้น 3 บริเวณทางเชื่อม BTS สนามกีฬาแห่งชาติ จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 18 - 30 สิงหาคม 2569 (หยุดทุกวันจันทร์) เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย 

และจำไว้เสมอว่า... เมื่อใดที่เราเลือกที่จะเงียบ นั่นหมายถึงเรายอมเซ็นสัญญายอมจำนนไปตลอดกาล  

 

สัมภาษณ์: พาฝัน ศรีเริงหล้า

ถ่ายภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์