ขอลุยอีกครั้ง เพื่อชาวลาดกระบัง ให้ชีวิต Better ‘ดร.จอห์น’ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา

ขอลุยอีกครั้ง เพื่อชาวลาดกระบัง ให้ชีวิต Better ‘ดร.จอห์น’ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา

จาก ส.ก. หน้าใหม่ที่กวาดคะแนนสูงสุดของกรุงเทพฯ สู่ประธานสภา กทม. ในเวลาไม่นาน ‘ดร.จอห์น’ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา กลับมาลงสนามอีกครั้งพร้อมทีม Better Bangkok และแนวคิดพัฒนาเมืองที่เน้นแก้ปัญหาใกล้ตัวประชาชน ตั้งแต่สุขภาพ สวัสดิการสัตว์ การศึกษา ไปจนถึงระบบขนส่งของลาดกระบัง

KEY

POINTS

38,130 คือคะแนนเสียงที่ ‘สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา’ หรือ ‘ดร.จอห์น’ ได้รับจากพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้ง ส.ก. เมื่อปี 2565

ที่ไม่เพียงทำให้ได้เป็น ‘ส.ก. สมัยแรก’ เขตลาดกระบัง ภายใต้สังกัดพรรคเพื่อไทย ยังทำให้เขาได้รับขนานนามว่าเป็นผู้สมัครที่ “ได้คะแนนสูงสุด” จากการเลือกตั้งครั้งนั้น

ที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่า แม้จะเข้าทำงานไปอาคารไอราวัตพัฒนา ในฐานะ ส.ก. เป็นครั้งแรก แต่สุรจิตต์กลับก้าวไปถึงตำแหน่งสูงสุด ‘ประธานสภา กทม.’ ด้วยเวลาไม่นาน

จากคนหลังฉากที่คอยรับเรื่องร้องทุกข์จากชาวบ้านในเขตรอยต่อกรุงเทพฯ กับ 2 จังหวัดข้างเคียง จนทำให้เพื่อนรัก ‘อิ่ม’ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ได้รับเลือกเป็น สส. หลายสมัย เมื่อออกมาหน้าฉากก็มีบทบาทอันโดดเด่น คอยแก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่อย่างกระตือรือร้น ใต้มอตโต้ “จอห์นมาปัญหาหมด”

ขอลุยอีกครั้ง เพื่อชาวลาดกระบัง ให้ชีวิต Better ‘ดร.จอห์น’ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา

ดร.จอห์นบอกกับ The People ว่า เขามีความตั้งใจจะรับใช้ชาวลาดกระบังอีกสมัย พร้อมเล่าถึงหลาย ๆ ผลงานที่ภาคภูมิใจ จากการเป็น ส.ก. สมัยแรก ทั้งการผลักดันงบประมาณลงมาในเขตได้ถึง 800 ล้านบาทในระยะเวลา 4 ปี, ผลักดันให้สร้างศูนย์การแพทย์ชุมชน, การตัดถนนสายสำคัญให้เชื่อมต่อกัน, การพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ให้ทันสมัย, การติดไฟแดงแบบมีปุ่มกดลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ ฯลฯ

“ถ้าประชาชนเห็นผลงาน แล้วอยากให้ไปต่อ ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง เพราะเราลงมาทำงานก็เพื่อพ่อแม่พี่น้องชาวลาดกระบังเป็นหลัก แต่ถ้าไม่ได้ไปต่อก็พร้อมยอมรับ”

จากเคยเป็นสมาชิกคนหนึ่งของพรรคการเมืองใหญ่ วันนี้ ดร.จอห์นพร้อมนำผู้สมัคร ส.ก. อีก 6 คน มาลุยสนามเลือกตั้งท้องถิ่นของเมืองกรุงด้วยตัวเอง ภายใต้ชื่อกลุ่ม ‘Better Bangkok’ หรือ ‘กรุงเทพฯ ที่ดีกว่า’ น่าสนใจว่า นักการเมืองหนุ่มที่เติบโตทางเส้นทางการเมืองได้ไวรายนี้ จะไปได้ไกลเพียงใดในสนาม กทม.

The People: ที่ผ่านมา มีเสียงวิจารณ์ว่า สภาฯ กทม. กับผู้บริหาร กทม. ทำงานด้วยกันไม่ค่อยราบรื่น เกิดจากสาเหตุอะไร

เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะสภา กทม. เป็นฝ่ายนิติบัญญัติของกรุงเทพฯ ต้องติดตามตรวจสอบการทำงานและความคุ้มค่าของงบประมาณที่ฝ่ายบริหารของ กทม. เป็นคนเสนอ  อาจจะมีบางโครงการที่เห็นขัดแย้งกันก็เป็นเรื่องปกติ เพราะถ้าจะเห็นพ้องต้องกันทั้งหมดคือเป็น ‘สภาพิเศษ’ ถูกต้องไหมครับ ส.ก. เขาก็มีองค์ความรู้ของเขา เช่นเดียวกับ ผู้ว่าฯ กทม. ผมคิดว่านี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย ถ้าฝ่ายบริหารเสนออะไรแล้วสภาอนุมัติหมด ก็ไม่ต้องมีสภา กทม. แล้ว มันเป็นการถ่วงดุลอำนาจกันและกัน

The People: การทำงานของคุณชัชชาติ ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. 4 ปีที่ผ่านมา มีจุดแข็ง-จุดอ่อนอะไร

ผมว่า อดีตผู้ว่าฯ กทม. ท่านเป็นคนตรงไปตรงมา เป็นคนลุยงาน แล้วนโยบายที่ผมชอบคือ ‘นโยบายเส้นเลือดฝอย’ 9 ดี 9 ด้าน ซึ่งตอบโจทย์ประชาชนมากในแต่ละเขต เนื่องจากผู้ว่าฯ กทม. ที่ผ่านมา ไม่ใช่ไม่ดี แต่ท่านโฟกัสที่โครงการขนาดใหญ่ ส่วนอาจารย์ชัชชาติโฟกัสเส้นเลือดฝอย ก็จะมีงบประมาณลงพื้นที่มากหน่อย อย่างเขตลาดกระบัง ที่ผ่านมาจะได้งบปรับปรุงถนนปีละ 10-15 ล้านบาท พอยุคอาจารย์ชัชชาติก็เพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อยล้านบาท มันเห็นเป็นรูปธรรม 

ตอนที่กลุ่ม Better Bangkok ประกาศนโยบายของตัวเอง 4 ข้อ ก็ประกาศชัดว่าอยากได้นโยบายเส้นเลือดฝอย เพราะจากที่เราไปถามชาวบ้าน หลายคนก็ชอบเรื่องนี้ เพราะมีหลายจุดในกรุงเทพฯ ที่อยากได้การปรับปรุงถนนหนทาง ฟุตพาธ หรือโรงเรียน

ส่วนจุดอ่อน อาจจะเป็นเรื่องความประนีประนอม มีความประนีประนอมสูง เหมือนข่าวเกี่ยวกับการลงโทษข้าราชการ กทม. (ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ที่บทลงโทษเบื้องต้นคือปรับเงิน 600 บาท แต่ทีมงานของคุณชัชชาติชี้แจงภายหลังว่า คดียังไม่สิ้นสุด) อาจเพราะต้องการทำงานร่วมกับทุกคน แต่มองอีกด้านอาจเป็นคาแรกเตอร์ในการทำงาน ซึ่งถ้าผู้ว่าฯ กทม. มาจากสายทหารหรือตำรวจก็อาจจะอีกแบบ

The People: ในช่วงเลือกตั้งมีการพูดถึง ‘ระบบอากง’ ที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายข้าราชการ กทม. โดยเฉพาะ ผอ.เขต ในฐานะที่อยู่ในสภา กทม. มา 4 ปี เคยได้ยินเรื่องนี้หรือไม่

ส่วนตัวไม่เคยเจออะไรโดยตรง เพราะอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่หลักการโยกย้ายทั่วไปก็คือ put the right man on the right job สุดท้ายก็ต้องไปดูเกณฑ์ในการเลือก ผอ.เขตแต่ละท่านว่าทำงานเป็นอย่างไร 

ผมว่าระบบนี้จะมีจริงหรือไม่ ก็ต้องติดตามตรวจสอบกัน แต่เท่าที่เคยทำงานกับท่านที่ถูกพาดพิง ก็ทำงานร่วมกันได้ดี ไม่มีปัญหาอะไร

The People: บทบาทของคุณต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. สมัยอาจารย์ชัชชาติเป็นอย่างไรบ้าง

ท่านไม่ได้มาก้าวก่ายการทำงานการทำงานของ ส.ก. ในฝั่งผม เพราะผมมีอะไรก็จะประสานกับอาจารย์ชัชชาติโดยตรง อันไหนท่านเห็นด้วยก็บอกว่า เห็นด้วยนะ จอห์น อันไหนไม่เห็นด้วยก็บอกว่า “ไม่เอาโครงการนี้ไม่ได้เหรอ เอ็งรอก่อนได้ไหม” สามารถคุยตรงได้ ส่วนพี่ต่อ ผมก็ไปปรึกษาแกหลายเรื่อง ด้วยความที่เป็นคนมีความรู้ท่านหนึ่งในด้านการบริหาร การประสานงาน 

ระบบอากงจะมีจริงหรือไม่ ต้องดูกันต่อไป แต่ส่วนตัวไม่มีข้อมูลในด้านลบ หรือด้านที่ว่าท่านทำอะไรที่เสียหาย

The People: มีคนบอกว่า คุณต่อศักดิ์จะคอยเป็นกันชนให้อาจารย์ชัชชาติหลายเรื่อง

ผมว่าเป็นตามหน้าที่ เพราะท่านเป็นเป็นประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. มีหน้าที่ให้คำปรึกษา แต่ถ้ามีโครงการอะไร ท่านก็จะคอยสกรีนให้ก่อน แต่ก็ไม่ถึงกันเป็นกันชนอะไร ก็เป็นธรรมดาที่เวลาผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจเวลาจะขอพบผู้ว่าฯ กทม. ก็จะต้องผ่านที่ปรึกษาก่อน แล้วถ้ามีอะไรที่ผิดกฎหมาย สังคมก็จะคอยตรวจสอบอยู่แล้ว

The People: มาถึงกลุ่มกรุงเทพฯ ที่ดีกว่า (Better Bangkok) ของ ดร.จอห์น มี 4 นโยบายสำคัญที่ชูในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ก. รอบนี้ มีอะไรบ้าง

หนึ่ง เรื่อง รพ.สัตว์ ปัจจุบันไม่มีหมอสัตว์ชุมชน คล้าย ๆ กับนโยบายรักษาอุ่นใจสบายกระเป๋า เวลาเราเลี้ยงสัตว์แล้วเกิดป่วย จะไปเข้าคลินิกหรือ รพ.รัฐ มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ในเมื่อ กทม. มีศูนย์บริการสาธารณสุขอยู่แล้ว 69 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 50 เขต ทำไมไม่เริ่มทำจากตรงนี้ก่อน แล้วผลักดันไป รพ.สัตว์ ซึ่งถ้าสำเร็จก็จะเกิดประโยชน์ทั้งกับสัตว์และคน เพราะจะช่วยควบคุมโรคติดต่อบางอย่างได้ด้วย รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพราะความเจริญของเมือง เราไม่ได้มองแค่อาคารบ้านเรือน แต่ยังรวมถึงสวัสดิการของคนและสัตว์

สอง เรื่องหมอประจำบ้าน เราจะ upskill อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพฯ (อสส.) เป็นผู้ช่วยพยาบาล ปัจจุบัน อสส. มีอยู่ราว 13,000 คน ถ้าใครสมัครใจก็ฝึกอบรมให้เป็นผู้ช่วยพยาบาล เพื่อลดความแออัดใน รพ. เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ในอีกทางหนึ่งก็เพิ่มค่าตอบแทน อาจจะเป็นเงินเดือน ๆ ละ 12,000 – 15,000 บาท ปีหนึ่งก็เป็นเงิน 200-300 ล้านบาท เทียบกับงบของ กทม. กว่า 100,000 ล้านบาท ก็ไม่มากมาย

สาม โรงเรียน กทม.ทันสมัย ปัจจุบัน กทม.มีโรงเรียนในสังกัด 437 แห่ง หลายแห่งก็มีศักยภาพน่าจะอัพเกรดให้รองรับระดับการศึกษาได้สูงขึ้น จะได้ไม่ต้องไปเข้าเรียนที่โรงเรียนสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เกิดการแย่งชิงที่เรียน หรือต้องเดินทางไกล กลายเป็นค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง

สี่ ทางเดินเท้าปลอดภัย หรือทางม้าลายปลอดภัย คือทางม้าลายหลายจุดในกรุงเทพฯ สัญญาไฟไม่ชัดหรือไม่มีเลย บางที่ก็ไม่มีไฟส่องสว่าง เวลาคนข้ามก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ ผมเลยคิดว่า ในเมื่อเรามี Adaptive Traffic Signal Control (ATSC) ใช้เทคโนโลยีมาควบคุมไฟเขียวไฟแดงตามสี่แยก ทำไมไม่นำมาใช้กับทางม้าลายด้วย รวมถึงการนำ AI มาใช้กับรถยนต์ที่ฝ่าฝืนสัญญาณจราจร เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุเหมือนเคสหมอกระต่าย (พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล ถูกรถจักรยานยนต์ชนระหว่างข้ามทางม้าลาย ปี 2565) โดยเชื่อมสัญญาณกับตำรวจจราจร

อีกเรื่องถ้าเฉพาะเขตลาดกระบัง คืออยากเพิ่ม feeder คือเขตนี้คลองเยอะ แต่จุดเชื่อมต่อกับคลองยังไม่มี ผมจะผลักดัน taxi boat เรือโดยสารไฟฟ้า ซึ่งเคยอภิปรายเรื่องนี้ในสภา กทม. ไปแล้ว ก็อยากให้ผู้บริหาร กทม. ชุดใหม่ให้ความสำคัญ เขตลาดกระบังมีคลอง 60 กว่าคลอง ถ้าทำ taxi boat จะเพิ่มตัวเลือกในการเดินทาง รวมไปถึงการผลักดันเพิ่มจำนวนและความถี่ของรถโดยสารจากแอร์พอร์ตลิงก์ รวมถึงในหลายพื้นที่ที่ไม่มีเลย เช่น ฝั่งทับยาวหรือหลวงแพ่ง หรือที่มายังเคหะร่มเกล้า บางช่วงก็น้อยเกินไป จนคนแน่นเป็นปลากระป๋อง 

อีกจุดคือ feeder ระหว่าง 2 สนามบิน คือระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิกับสนามบินดอนเมือง ที่ตอนนี้เวลาไปสนามบินดอนเมืองต้องนั่งแอร์พอร์ตลิงก์ไปลงที่สถานีพญาไทแล้วต่อไปอีก ทั้งที่จริง ๆ มีรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่ห่างจากแอร์พอร์ตลิงค์แค่ 10 กิโลเมตร ถ้ามี feeder อาจจะเป็นรถโดยสารหรือรถรางมันก็จะช่วยเชื่อมสนามบินทั้ง 2 แห่งได้ 

หากเพิ่ม feeder ในพื้นที่ก็จะเกิดการค้าขาย กระทั่งการท่องเที่ยว SME ก็จะได้ประโยชน์ด้วย อยากให้มองแบบนี้ เพราะลาดกระบังเป็นหน้าด่านของประเทศอีกเขตหนึ่ง เพราะออกจากสุวรรณภูมิปุ๊บก็จะมาเจอเขตนี้ก่อนเขตอื่น

ขอลุยอีกครั้ง เพื่อชาวลาดกระบัง ให้ชีวิต Better ‘ดร.จอห์น’ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา

The People: ทีมส่งผู้สมัคร ส.ก. 7 คน คาดหวังอะไรบ้าง

เรารวมตัวกันด้วยคอนเซปต์อยากเห็นเมืองพัฒนาไปได้ดีกว่านี้ หรือ Better Bangkok โดยคนที่มารวมกันไม่มีใครสังกัดพรรคเลย เพื่อไม่ให้มีใครมาครอบงำ ไม่ถูกฝาชีมาครอบไว้ แต่ละคนก็อยากจะเข้ามาช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนทั้ง 7 เขต ก็อยากขอโอกาสให้ทีมนี้ทั้ง 7 คนเข้ามาทำงาน ตรวจสอบ ผลักดันแก้ปัญหาในพื้นที่ของแต่ละคน ไม่ว่าจะได้เป็น ส.ก. กี่คน ก็จะทำให้ดีที่สุด อย่างผมเองก็เคยได้คะแนนมากที่สุดในการเลือกตั้ง ส.ก. ปี 2565 ที่ 3.8 หมื่นคะแนน คิดเป็น 51% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ครั้งนี้ก็ทำเต็มที่ เพราะอยากจะทำงานต่อเพื่อพี่น้องประชาชนครับ

The People: ดร.จอห์นสนิทกับคุณอิ่ม (ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์) ความสัมพันธ์นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

รู้จักกันตอนเรียนปริญญาโท-เอกที่ออสเตรเลีย ประมาณปี 2545-2546 หลังเรียนจบ ผมก็มาที่ลาดกระบังเปิดสอนพิเศษ แต่ก็ไม่ได้เปิด เพราะคุณอิ่มถูกเชิญให้ลง สส. ผมก็ไปช่วย ที่ตั้งสอนพิเศษก็กลายเป็นศูนย์ประสานงานเลือกตั้งของ สส. ของคุณอิ่มไป 

นับแต่ปี 2553 ผมก็ทำงานร่วมกับคุณอิ่ม คุณอิ่มไปประชุมสภา ผมก็ลงพื้นที่รับเรื่องร้องทุกข์ต่าง ๆ ประสานงานต่างๆ ก่อนรัฐประหารในปี 2557 ผมก็เดินหาเสียงอยู่ 4 ปี แต่พอยึดอำนาจก็จบเลย ก็เลยหยุด จนช่วงปี 2561 คุณอิ่มมาลง สส. อีกครั้ง ก็ได้มาคุยกัน กระทั่งเกิดโควิด ผมก็เข้าไปช่วยชุมชนต่าง ๆ พอเลือกตั้ง ส.ก. ปี 2565 ผมก็ลงแล้วได้รับความไว้วางใจจากประชาชน แล้วคุณอิ่มก็ลง สส.กรุงเทพฯ ในนามพรรคเพื่อไทยอีกที แล้วชนะเลือกตั้งเป็น ส.ส.คนเดียวของพรรคในกรุงเทพฯ

ก็เป็นอะไรหลาย ๆ อย่างที่เพื่อนให้ความไว้วางใจ รวมถึงผู้ใหญ่ไว้วางใจ จึงผลักดันได้เป็นประธานสภา กทม. กระทั่งเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ตัดสินใจลาออก

The People: ปัจจุบันความสัมพันธ์กับคุณอิ่มเป็นอย่างไร

ก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกัน ต่างคนต่างทำงาน ต่างปฏิบัติหน้าที่ ผมก็สมัคร ส.ก. ในนามอิสระ เขาก็ส่งหลานลงในนามพรรคเพื่อไทย

ขอลุยอีกครั้ง เพื่อชาวลาดกระบัง ให้ชีวิต Better ‘ดร.จอห์น’ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา

The People: ดร.จอห์น เป็น ส.ก. สมัยแรก ก็ได้เป็นประธานสภา กทม. ถือว่าเติบโตค่อนข้างเร็ว วางเส้นทางการเมืองของตัวเองไว้อย่างไร

เป้าหมายของผมก็คือเป็นตัวแทนของประชาชนไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ยึดติดตำแหน่งว่า เดี๋ยวจะต้องหวังเป็นประธานสภา กทม. หรือเป็นอะไร ตราบใดที่ประชาชนยังให้ความไว้วางใจ ดูผลงานมากกว่าอย่างอื่น ถ้าผมมีผลงานแล้วจะให้ไปต่อ ก็จะเป็นอะไรที่เป็นพระคุณอย่างสูง แต่ถ้าคิดว่าผมไม่มีผลงาน จะไม่ให้ไปต่อ ก็ยอมรับ

The People: จะไประดับชาติไหม

ผมก็คงเป็น ส.ก. ไปเรื่อย ๆ เพราะการที่จะได้อยู่กับประชาชนแล้วได้แก้ปัญหาให้อย่างรวดเร็ว ก็อยากจะทำงานในสภา กทม. มากกว่าไปสภาผู้แทนราษฎร

The People: แปลว่าสักวันหนึ่งก็อาจจะไปสมัครเป็นผู้บริหารของ กทม.

แล้วแต่บุญวาสนา

ขอลุยอีกครั้ง เพื่อชาวลาดกระบัง ให้ชีวิต Better ‘ดร.จอห์น’ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา

The People:  หากวันหนึ่ง ดร.จอห์นวางมือ อยากให้คนจดจำอย่างไร

สโลแกนของผมที่ใช้ เนื่องจากมีประชาชนตั้งใจ คือการที่ผมเข้าถึงปัญหาเร็ว และแก้ไขปัญหาค่อนข้างสำเร็จ ฉายาที่ผมได้รับก็คือ “จอห์นมาปัญหาหมด” ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะให้คนมองผมเหมือนเป็นยาสามัญประจำบ้าน ชาวลาดกระบังมองผมเป็นยาพารา ที่มีอะไรเกิดขึ้นก็กินไว้ก่อน มีปัญหาอะไรก็นึกถึงจอห์นไว้ก่อน จอห์นช่วยได้-ไม่ได้ก็ขอโทรหาหน่อย แล้วผมก็รับโทรศัพท์เองทุกสาย ถ้ารับไม่ได้ก็จะโทรกลับ 

แต่ถ้าเป็นตอนกลางคืนตี 2 ตี 3 ผมไม่ได้รับ เพราะส่วนใหญ่ 99% จะเป็นเรื่องเมาแล้วขับ เจอด่านตรวจ ครับ

 

สัมภาษณ์: พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์

ถ่ายภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์