10 ส.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
8,115 คือจำนวนผู้ป่วยที่กำลังนอนรอคอยอวัยวะด้วยความหวัง แต่ปาฏิหาริย์กลับเกิดขึ้นกับคนเพียง 666 คนเท่านั้น ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะสำเร็จในครึ่งแรกของปี 2569
เมื่อไล่นิ้วตามกราฟสถิติของสภากาชาดไทย กลับพบว่ายอดผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะที่เคยสูงถึง 1.5 แสนรายในปีที่แล้วร่วงลงมาเหลือเพียง 8.4 หมื่นรายในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
ถึงตัวเลขจะดูริบหรี่เพียงใด แต่ก็ใช่ว่าจะไร้หวังเสียทีเดียว เพราะไม่แน่ว่าตัวเลขผู้ให้อาจก้าวพรวดขึ้นอีกในครึ่งปีหลังก็เป็นได้ แต่การมีอวัยวะในมือเป็นเพียงครึ่งทางของปาฏิหาริย์ อุปสรรคที่แท้จริงคือ ‘เงื่อนไขของเวลา’ โดยเฉพาะ ‘หัวใจ’ ที่มีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง หากช้ากว่านั้น ความหวังทั้งหมดจะกลายเป็นศูนย์ทันที
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ‘หมอต้วง’ กัปตันนายแพทย์กรพรหม แสงอร่าม ศัลยแพทย์หัวใจ และอดีตกัปตันการบินไทยผู้มีชั่วโมงบินทะลุหมื่นชั่วโมง ตัดสินใจก้าวเข้ามาเป็น CEO พ่วงด้วยตำแหน่งกัปตันแห่ง Air AMB สายการบินที่นำความเชี่ยวชาญทั้งสองโลกมาผนวกรวมกัน พาข้ามขอบฟ้าไปส่งต่อลมหายใจให้ทันก่อนที่เข็มนาฬิกาชีวิตจะหยุดเดิน
หมอต้วงเป็นลูกชายของ ‘แอ้ - กรรณิกา ธรรมเกษร’ นักจัดรายการและพิธีกรโต้วาทีระดับตำนานของไทย ในวัยเด็กเขาเติบโตมาพร้อมกับความหลงใหลในระบบเครื่องกล ปุ่มควบคุม และท้องฟ้าอย่างเป็นพิเศษ อาจเพราะทั้งคุณพ่อ อา และอาเขย ต่างอยู่ในเส้นทางนักบินทั้งหมด ความฝันเดียวในวัยเยาว์ของเขาจึงหนีไม่พ้นการทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่ในฐานะ ‘ลูกชายคนโต’ ของบ้าน เขาจำต้องเลือกเดินบนเส้นทางที่ครอบครัววาดหวังไว้
“เราเป็นลูกคนโตแบบ Big Brother จริง ๆ เลย ทวดก็เป็นลูกคนโต ปู่ก็เป็นลูกชายคนโต พ่อก็เป็นลูกชายคนโต ตัวเองก็เป็นลูกชายคนโต ก็คือเราเป็น Big Brother หมดเลย คือทั้งรุ่นเจเนอเรชั่นเดียวกัน ไม่มีใครที่โตกว่า เราไม่ต้องเรียกใครพี่เลย เพราะว่ามีแต่คนที่เป็นน้องเราหมดเลย”
ในหลายครอบครัว การเป็นลูกชายคนแรกมักมาพร้อมความกดดัน แต่สำหรับหมอต้วงแล้ว เขากลับบอกว่าความกดดันเหล่านั้นกลับพุ่งไปตกที่บรรดาน้อง ๆ ในตระกูลเสียมากกว่า ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาเลยแม้แต่น้อย
“เราไม่กดดัน จะเป็นน้อง ๆ มากกว่าที่กดดัน แต่เราไม่ได้มีเจตนาจะทำให้น้องลำบาก นึกออกไหม เราไม่รู้หรอกว่าแต่ละคนอยากจะเป็นอะไร อยากทำอะไร กลายเป็นว่าน้องก็จะถูกบอก เนี่ยดูพี่สิ พี่ทำได้แบบนี้ เราก็สงสารน้อง ๆ”
บอกตามตรงว่าคำตอบของหมอต้วงเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน ทั้งเรียบง่ายและเข้าอกเข้าใจ แต่กว่าเขาจะผ่านมาจนถึงจุดนี้ได้ ชีวิตวัยเด็กของชายตรงหน้าก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
เมื่อวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 หมอต้วงได้แชร์ประสบการณ์การถูกรังแกในวัยเด็ก ซึ่งน้อยคนนักจะได้รับรู้ผ่านทางหน้าเฟซบุ๊ก Kornprom Saengaram เล่าถึงการถูกบูลลี่อย่างหนักเนื่องจากการเรียนข้ามชั้นจนตัวเล็กกว่าเพื่อนร่วมชั้นไปมาก ในวัยเพียง 4 ขวบก็ได้เรียนอยู่ชั้น ป. 1 พออายุ 10 ขวบก็กระโดดเข้าเรียน ม.1
แน่นอนว่าเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น เพื่อนคนอื่นเริ่มสูงชะลูด แต่เขากลับสูงเพียง 150 ซม. จนตกเป็นเป้าของการถูกรังแก ทั้งโดนล้อชื่อพ่อแม่ ตบหัว ไถเงิน ประสบการณ์ที่เขาบอกเล่าผ่านทางโลกออนไลน์นั้นก็ทำให้เห็นว่า กว่าชายคนนี้จะเลือกยืนบนเส้นทางที่เป็นทั้งแพทย์และกัปตัน เขาเองก็ผ่านเหตุการณ์ที่ไม่น่าพิสมัยในรั้วโรงเรียนมาหนักไม่แพ้ใคร
“...เพื่อความอยู่รอด เราก็ต้องแสดงออกว่าเราเข้ากลุ่มกับพวกเขาได้นะ เขาทำอะไรเราก็ต้องทำกะเขาบ้าง จะสูบบุหรี่ กินเหล้า หนีโรงเรียน เกเร ก้าวร้าว ชกต่อยทะเลาะวิวาท เคยแม้กระทั่งเอามีดคัตเตอร์จ่อคอเพื่อนที่จะมารังแก...
“แต่ผมโชคดีที่มีคุณตาคุณยายที่ประเสริฐที่สุดในโลก เด็กไม่ต้องการอะไรมาก แค่มีผู้ใหญ่อย่างน้อยคนนึงที่เข้าใจและรับฟัง ขอแค่คนเดียวเท่านั้น” — ข้อความส่วนหนึ่งของหมอต้วงที่โพสต์ผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว
หลังจากย้ายมาเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตอนนั้นหมอต้วงเรียนอยู่ชั้น ม.5 อายุเพียง 15 ปี ระหว่างเรียนเขายอมรับว่าไม่ค่อยตั้งใจเรียนมากนัก โดดเรียนเป็นประจำ แต่พอเห็นว่าเพื่อน ๆ ไปสอบเทียบกันก็เลยลองสอบกับเขาด้วย
แน่นอนว่าหมอต้วงสอบเทียบผ่านฉลุย สนามต่อไปคือเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย และเขาก็ไม่ทำให้ที่บ้านผิดหวัง สามารถสอบเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (รุ่น MDCU44) ตามที่บ้านคาดหวังได้ตั้งแต่อยู่ชั้น ม.5 โดยเขาบอกว่าด้วยความที่บ้านขอร้อง (แกมบังคับ) อยากให้เป็นหมอ เลยเลือกคณะแพทยศาสตร์ 6 อันดับติด หากไม่ติดในปีนี้ก็รออีกทีปีหน้าเมื่อเรียนจบชั้น ม.6 ก็ยังไม่สาย แต่ดูเหมือนว่าที่บ้านไม่ต้องรอนานขนาดนั้น เพราะว่าที่คุณหมอต้วงคนนี้เอ็นท์ฯ ติดตั้งแต่รอบแรก
“หลังเรียนจบ ม. ปลายจากเตรียมอุดมฯ ก็เรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พอเรียนจบแพทย์ก็ไปใช้ทุนอีก 3 ปี เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ปราจีนบุรีน่ะ อำเภอบ้านสร้าง ได้ตำแหน่งนี้ไม่ใช่เก่ง แต่เป็นเพราะว่าทั้งโรงพยาบาลเราเป็นหมอคนเดียว ก็เลยให้เป็นผู้อำนวยการ แล้วก็ใช้ทุนเสร็จก็กลับมาเรียนต่อผ่าตัดทั่วไป จบผ่าตัดทั่วไป เรียนต่อผ่าตัดหัวใจอีก 2 ปี จบผ่าตัดหัวใจอีกก็เลยได้เป็นหมอผ่าตัดหัวใจ”
หมอต้วงสรุปไทม์ไลน์ชีวิตจบลงในเวลาไม่กี่นาที
ขณะที่ในอีกมุมหนึ่ง ความฝันในวัยเด็กเรื่องการเป็นนักบิน ความชอบในระบบเครื่องกล และความรู้สึกอิสระเวลามองโลกจากบนท้องฟ้าก็ไม่เคยจางหาย ย้อนกลับไปเมื่อ 32 ปีก่อนหมอต้วงใช้เวลาว่างเสาร์-อาทิตย์ และกำเงินจำนวน 215,000 บาท ไปสมัครเรียนหลักสูตรนักบินส่วนบุคคลที่สถาบันการบินพลเรือน หัวหิน ลุยเรียนภาคพื้นราว ๆ 200 ชั่วโมง และเก็บชั่วโมงบินภาคอากาศอีก 60 ชั่วโมง เพียง 1 ปี เขาก็สอบได้ใบอนุญาตนักบินส่วนบุคคล (Private pilot licence) ได้สำเร็จ
“ตอนไปเรียนบินก็ยังไม่ได้คิดจะประกอบอาชีพเลย กะว่าจะเป็นหมอไปตลอดชีวิตนี่แหละ
“แล้วก็คิดว่าเสาร์-อาทิตย์ค่อยไปเช่าเครื่องบินคนอื่นขับ คิดแบบนั้นมาตลอด พอทำงานหมอไปได้สักพัก เวลาว่างช่วงเสาร์-อาทิตย์ไปเรียนบิน เก็บชั่วโมงบินไปเรื่อย ๆ แล้วตอนนั้นการบินไทยเขาเปิดรับสมัครก็เลยลองไปสอบดู ก็สอบได้ สอบได้เสร็จ ทางโรงพยาบาลก็ยังเรียกไปช่วยผ่าตัด ก็เลยกลายเป็นทำมันทั้งคู่เลย วันไหนไม่มีไฟลต์บินก็เข้าห้องผ่าตัดหัวใจ วันไหนไม่มีเคสผ่าตัดก็ขึ้นบินรับ-ส่งผู้โดยสาร”
หมอต้วงทำงานสลับบทบาทเป็นทั้งนักบินพาณิชย์ของการบินไทย (นักบินผู้ช่วย 12 ปี และกัปตัน 12 ปี) แถมยังเชี่ยวชาญเครื่องบินพาณิชย์หลายรุ่น ได้แก่ Airbus A300-600, A330 และ Boeing 777 รวมถึงเป็นครูฝึกภาคพื้นเครื่องบิน Airbus A380 ควบคู่กับศัลยแพทย์ผ่าตัดหัวใจอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปี
“ผ่าตัดหัวใจมันยากที่ต้องใช้ทักษะมือ เส้นเลือดหัวใจมนุษย์มันเล็กนิดเดียว ต้องเย็บยังไงไม่ให้รั่ว เลือดต้องไหลเวียนได้ปกติ แต่การบินมันยากที่การตัดสินใจ ทั้งสองอย่างใช้สมาธิ และสติไม่แพ้กัน เพราะเป้าหมายสูงสุดของทั้งสองอาชีพมันคือเรื่องเดียวกัน นั่นคือ ‘การรักษาชีวิตคนให้รอด’”
แน่นอนว่าการทำสองอาชีพที่ต้องดูแลชีวิตคนพร้อมกัน ต้องแลกมาด้วยวินัยในการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด และสิ่งที่หมอต้วงยึดถือเสมอ คือ ต้องไม่เอาเปรียบใคร
“การแบ่งเวลาทั้งอาชีพหมอและการบิน ต้องใช้วินัยมากในการดูแลตัวเองสุด ๆ ชั่วโมงบินเนี่ยเราก็บินเหมือนคนอื่นเขา เราไปเอาเปรียบนักบินคนอื่นไม่ได้ เพราะการที่เราไปช่วยที่โรงพยาบาลอย่างจุฬาฯ หรือโรงพยาบาลเด็ก คือเราไปทำด้วยจิตอาสาไม่ได้ไปหาเงิน ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง
“ทางสายการบินเขาก็เข้าใจ ผู้ใหญ่สมัยนั้นเลยบอกว่า บินให้ชั่วโมงเท่าคนอื่น แต่ให้วันหยุดตามที่เราต้องการ เราขอบินเสาร์-อาทิตย์แทนคนอื่น ซึ่งคนอื่นเขาอยากหยุดเสาร์-อาทิตย์ไปเที่ยวกันอยู่แล้ว เราก็ไปบินให้เขา แล้วเราขอหยุดวันจันทร์-อังคาร เพราะวันจันทร์เราจะได้ไปผ่าตัด วันอังคารพักสักวัน แล้วพุธ พฤหัส ศุกร์ ก็กลับไปบิน
“คนเขาก็ถามแล้วอย่างงี้ ชั่วโมงพักคุณจะพอเหรอ ผมบอก อ้าว แล้วที่พวกคุณลงมาแล้วคุณไปตีกอล์ฟกันน่ะ ไม่เหนื่อยกว่าผมอีกเหรอ ไปเดินตากแดดด้วย ผมยืนผ่าตัดอยู่เฉย ๆ พอวันรุ่งขึ้นผมก็นอนพักนะ เขาก็เถียงเราไม่ออก”
หลังจากทำงานที่การบินไทยได้ระยะหนึ่ง เมื่อวิกฤตการณ์โควิด-19 โถมเข้ามาทำให้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกต้องหยุดชะงักลง หมอต้วงจำใจลาออกจากบทบาทนักบินของการบินไทย ก่อนจะตัดสินใจจัดหาเครื่องบินเล็กส่วนตัวไว้สำหรับการบินผ่อนคลายและสอนหนังสือ และก็ได้หันมารับบทบาทบริหารทางการแพทย์ ผ่านมาแล้วหลายบทบาททั้งตำแหน่งรองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มาจนถึงผู้อำนวยการทางการแพทย์ ณ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์
ระหว่างนี้ เขายังนำหลักการบริหารจัดการทรัพยากรในห้องนักบิน หรือ CRM (Crew Resource Management) มาประยุกต์ใช้ในวงการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยรับหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง Non-Technical Skills ให้แก่แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขในโรงพยาบาล เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการทำงานและลดข้อผิดพลาดทางการแพทย์
เหตุผลที่เขานำหลักของนักบินมาใช้ในวงการแพทย์ เป็นเพราะหัวใจสำคัญของการบินไม่ใช่แค่ทักษะการบังคับเครื่อง เช่นเดียวกับการแพทย์ที่ไม่ใช่แค่ความเชี่ยวชาญในการผ่าตัด แต่คือทัศนคติและการสื่อสารที่ต้องปราศจากทิฐิ
“นักบินเขาจะถูกสอนให้ไม่เอาธงไปปักไว้ก่อน นักบินจะค่อย ๆ approach ไปตามที่ข้อมูลในปัจจุบันนี้ว่าจะต้องยังไง แล้วสุดท้ายจะนำไปสู่คำตอบ แต่หมอเนี่ยหลาย ๆ คนไม่ได้ถูกฝึกแบบนั้น คิดหาเหตุผลตามที่ใจต้องการ เขาเรียกว่า Bias (อคติ) และยังมีอีโก้อีก ทั้ง Bias เอย อีโก้เอย ‘ข้าเก่ง ข้าแน่’ หมอบางคนมีอีโก้เยอะต้องผ่าเร็ว บางคนอีโก้คือเวลาผ่าแผลต้องเล็ก แผลใหญ่ไม่ได้อีก คือที่ผ่านมาหลักสูตรเราไม่ได้ฝึกหมอมาให้เป็นแบบนั้น อย่างของนักบินจะมี CRM ซึ่งพัฒนามา 50 ปีได้แล้ว
“เป็นคอร์สที่เอา case study มาให้ดู คือจะเอาภาพ เหตุการณ์ สถานการณ์ต่าง ๆ คิดเห็นยังไง ทำยังไง ถ้าทำแบบนี้ตายนะ คือสอนให้รู้จักโง่เป็น แต่หมอไม่มี หมอเขาถูกบิ้วท์อีโก้มาเรื่อย ๆ พอมันมาเรื่อย ๆ อีโก้ก็หลุดออกนอกจักรวาล
“เราเลยพยายามนำหลักคิดแบบนักบินมาช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ เรียนรู้การสื่อสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่ใช้คำพูดกำกวมในระหว่างปฏิบัติงาน เพื่อลดความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด”
ใครจะไปคิดว่าในเวลาไม่นาน หมอต้วงจะยกระดับเส้นทางอาชีพของตัวเองอีกครั้ง ด้วยการผนึกกำลังร่วมกับกลุ่มนักลงทุน และจดทะเบียนก่อตั้ง บริษัท แอร์ เอเอ็มบี จำกัด ขึ้นในเดือนมกราคม 2566 ปักหลักเป็นผู้ให้บริการเครื่องบินพยาบาลและเที่ยวบินเช่าเหมาลำส่วนตัวมืออาชีพ (Air Ambulance & Private Air Charter) โดยนักบินทุกคนจะต้องมีชั่วโมงบินมากกว่าหมื่นชั่วโมง (ทุกเที่ยวบินจะมีกัปตัน 2 คนบินคู่กันเสมอ) และยังเป็นรายแรกในประเทศไทยที่นำเครื่องบินรุ่น Pilatus PC-12 NG มาใช้งาน
หลังผ่านกระบวนการตรวจประเมินอย่างเข้มข้น ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน 2569 Air AMB ก็ได้รับใบอนุญาตดำเนินการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ก่อนเปิดน่านฟ้าประเดิมภารกิจแรกเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา และในปัจจุบันก็ได้รับความไว้วางใจในการปฏิบัติภารกิจไปแล้วถึง 17 เที่ยวบิน
Air AMB ออกเดินทางครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งการสแตนด์บายรับมือเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนการจัดวางโครงสร้างภายในห้องโดยสารที่ติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ขั้นสูง พร้อมปฏิบัติภารกิจกู้วิกฤตได้ทันทีอีกด้วย
“สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจและอยากให้เราทำมาก ๆ คือ เราอยากให้คนไทยเข้าถึงบริการทางทางด้านบริการขนส่งผู้ป่วยทางอากาศได้ง่ายขึ้น
“เพราะว่าการเช่าเหมาลำในไทยค่อนข้างแพง แพงเกินเอื้อมไปมาก ก็เลยจะมีแต่คนรวย ๆ ที่มีฐานะเท่านั้นที่เข้าถึงได้ แต่เราคุยกับสภากาชาด คุยกับ สพฉ. (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) ว่าเราสามารถคุมงบได้ อาจจะเป็นบิน CSR ครึ่งนึง 50% ของค่าใช้จ่ายทุนเราออก กับอีกครึ่งนึงที่เหลือเป็น สพฉ. หรือสภากาชาดออกในราคาที่มี
“ซึ่งถ้าจะไปบินเครื่องบินลำอื่นด้วยงบนั้นน่ะ มันแทบจะเป็นไปได้ยาก แล้วระบบที่เราเซ็ตอัพ เราลีนทุกอย่างให้มันได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพ แล้วก็มีราคาที่ไม่แพง เราอยากทำตรงนี้ให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ก็เลยอยากจะเพิ่มตลาดของธุรกิจตรงนี้”
หลังจากหมอต้วงเล่าถึงแรงบันดาลใจจบ เขาก็เปิดภาพเครื่องบินรุ่น Pilatus PC-12 NG เครื่องบินสมรรถนะสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มูลค่า 200 ล้านบาท ขึ้นมาให้ชม พร้อมไล่เรียงคุณสมบัติให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นความคล่องตัวขั้นสุดที่สามารถวิ่งขึ้นและลงจอดบนรันเวย์ขนาดเล็ก รันเวย์ดิน หรือสนามบินต่างจังหวัดได้มากกว่า 40–50 แห่งทั่วประเทศ มีตั้งแต่เพชรบูรณ์, นครราชสีมา, จันทบุรี, ลพบุรี, นครสวรรค์ ไปจนถึงแม่สะเรียง ซึ่งเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ไม่สามารถลงจอดได้ ทำให้ Air AMB สามารถเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลและเข้าถึงตัวผู้ป่วยได้รวดเร็วที่สุด โดยไม่ต้องเสียเวลาเคลื่อนย้ายทางบกเป็นระยะทางไกล
และมีระบบ Zero Cabin Altitude พร้อมปรับแรงดันภายในห้องโดยสารให้มีความรู้สึกไม่ต่างจากอยู่บนพื้นดิน ซึ่งหมอต้วงเน้นย้ำว่ามีความสำคัญขั้นสุด เพราะอย่าลืมว่าเครื่องบินลำนี้บินรับ-ส่งผู้ป่วย หากผู้ป่วยมีภาวะเลือดออกในสมอง หรือผู้ป่วยผ่าตัดปอดที่ไม่สามารถเดินทางด้วยเที่ยวบินปกติได้ เพราะการลดลงของความดันอากาศอาจส่งผลให้แผลในปอดฉีกขาดจนอันตรายถึงชีวิต
ในเมื่อมีระบบที่เอื้อผู้ป่วยขนาดนี้ แน่นอนว่าย่อมมีห้องกู้ชีพเคลื่อนที่ติดตั้งเตียงย้ายผู้ป่วยมาตรฐานสากล พร้อมถังออกซิเจนขนาด 3,500 ลิตร และระบบจ่ายไฟที่รองรับอุปกรณ์วิกฤตเต็มรูปแบบ ทั้งเครื่องช่วยหายใจ เครื่องดูดเสมหะ หรือเครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด (ECMO) โดยสามารถรองรับทีมแพทย์ ผู้ป่วย และผู้ติดตามได้รวมกันสูงสุดถึง 6 คน
“ผู้ป่วยวิกฤตมาก ๆ อย่างคนที่ต้องใช้เครื่อง ECMO หรือมีเลือดออกในสมอง จะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของแรงดันอากาศบนฟ้ามาก ระบบ Zero Cabin Altitude จะช่วยรักษาแรงดันในห้องโดยสารให้เสมือนว่าเขายังนอนอยู่บนพื้นดิน ปลอดภัยที่สุดสำหรับการย้ายเคสวิกฤต”
แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของ Air AMB ช่วยย่นระยะเวลาและเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะได้ทันเวลา แต่ความสำเร็จของภารกิจไม่ได้เริ่มต้นที่คมมีดของหมอในห้องผ่าตัด และไม่ได้จบลงที่ความเร็วของเครื่องบินบนท้องฟ้าแต่อย่างใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ก็ย้อนกลับมายังหัวจิตหัวใจแห่งการเป็นผู้ให้ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาตั้งแต่แรก
“แต่ก่อนตอนบินพาณิชย์แล้วมองลงมาเนี่ย ผมก็ชอบหันหน้าบ๊ายบายผู้โดยสารว่าเขาถึงปลอดภัย ตรงเวลานะ แฮปปี้กับไฟลต์นี้ของเรานะ แล้วเราได้กลับบ้านไปหาครอบครัวก็ภูมิใจแล้วก็มีความสุข แต่การมาทำ (บินรับ-ส่งผู้ป่วยและอวัยวะ) เพราะว่ามันไม่ได้ให้เขามาอย่างเดียว มันคือเขามาถึง แล้วเขาได้รับการรักษาที่ดีขึ้น แล้วเขาหายจากการป่วย รอดชีวิตกลับมา ทำให้เรารู้สึกดีกว่าเยอะมาก ๆ”
พลังแห่งการเปลี่ยนผ่านชีวิตไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวาระสุดท้ายของร่างกาย และไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อกาวน์ในห้องผ่าตัด เพราะในทุก ๆ วัน ทุกคนสามารถร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทย และส่งต่อโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยวิกฤตทั่วประเทศได้จริง
เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนวงการแพทย์ไทย KTC (เคทีซี) เปิดโอกาสให้สมาชิกบัตรเครดิต KTC ร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนคะแนนสะสม KTC FOREVER เป็นเงินบริจาคสมทบทุนให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ และสภากาชาดไทย เพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย สนับสนุนทุนการรักษาผู้ป่วยยากไร้ และพัฒนาระบบการขนส่งและปลูกถ่ายอวัยวะให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ย้ำอีกสักครั้งว่า ทุกคะแนนที่ทุกคนร่วมบริจาค หรือการร่วมลงชื่อแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะในวันนี้ อาจไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบเงินหรืออวัยวะ แต่คือการช่วยต่อเวลาให้อีกหลายชีวิตได้มีโอกาสตื่นขึ้นมามองเห็นเช้าวันใหม่ และอยู่เพื่อคนรัก และถูกรักต่อไปอีกจนกว่าจะสิ้นอายุขัย