11 ส.ค. 2569 | 13:22 น.

KEY
POINTS
เรามักเคยได้ยินว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”
แต่เคยไหมที่เราจะหันไปถามต้นไม้ต้นที่คอยแผ่ร่มเงาปกป้องเราว่า
ครั้งหนึ่งเขาเคยอยากผลิดอกออกผลเป็นอะไร?
วันแม่ปีนี้ ‘จิม ทอมป์สัน’ (Jim Thompson) ร่วมกับ ‘ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล’ ชวนทุกคนกลับมาทบทวนสายใยรักอันลึกซึ้งผ่านคอลเลกชันลิมิเต็ดเอดิชัน ‘Weaving Hearts’ ที่ไม่ได้วาดขึ้นเพื่อนำเสนอเพียง ‘ภาพแม่ในอุดมคติ’ แต่ตั้งใจโอบกอด ‘มนุษย์แม่ในชีวิตจริง’ มนุษย์ธรรมดาผู้ยอมพับเก็บเศษเสี้ยวความฝันและความชอบส่วนตัว เพื่อทำหน้าที่ดูแลและเย็บปักถักร้อยสายใยครอบครัวอย่างสุดความสามารถ
เบื้องหลังลวดลายแม่สิงโตที่กัดหางลูก เพราะเกรงว่าลูกจะร่วงตกขณะกำลังปีนป่ายไปคว้าผีเสื้อแห่งความฝัน ซ่อนบทสนทนาเปิดอกอันอบอุ่นที่คลอไปด้วยน้ำตา เมื่อลูกเอ่ยปากถามแม่ตรง ๆ เหมือนเพื่อนสนิทว่า “ฉันถามจริง ๆ ว่าเธอกลัวอะไร” ไปจนถึงปรัชญาการปล่อยวางแสนน่ารักเมื่อของจะร่วงหล่นจากมือว่า “ปล่อยให้มันตกแตกไปเลยแม่ ดีกว่าเราเอามือไปรับแล้วมือเราต้องเจ็บจนเป็นแผล” เพื่อบอกแม่ว่าชีวิตเราล้มเหลวได้ พังได้ และเราพร้อมจะเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกันเสมอ
ต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์ที่จะปลดล็อกความกลัวในใจผู้เป็นแม่ และคืนลมหายใจให้ความฝันของแม่ได้กลับมาโลดแล่นบนผืนผ้าใบแห่งชีวิตอีกครั้ง
ThePeople : สำหรับเด็กยุค 90s ที่ไม่มีโซเชียลมีเดีย ความสุขของเรามักจบลงที่การวาดรูป แต่พอโตขึ้น หลายคนกลับลืมความชอบนั้นไป แต่ทำไมศิลปะถึงยังอยู่กับคุณยูนมาตั้งแต่เด็กจนโต?
ยูน-ปัณพัท : ยูนคิดว่าตัวเองเป็นคนสื่อสารไม่เก่งมาตั้งแต่เด็กค่ะ ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกกังวล เสียใจ หรือโมโหของตัวเองอย่างไรดี เพราะภาษาพูดปกติมีข้อจำกัดด้านมิติอารมณ์ อย่างคำว่า ‘ชอบ’ มันก็บอกระดับความลึกซึ้งไม่ได้ เวลาที่เราโมโหใครสักคนแล้วระบายมันไม่ออก เราก็ไม่รู้จะหาทางออกหรือโซลูชันตรงกลางเพื่อรับมือกับมันอย่างไร
ตอนเด็ก ๆ ยูนแค่วาดรูปไปเรื่อย ๆ เพราะชอบ แต่พอเริ่มโตขึ้นช่วงมัธยม เวลาที่เราชอบใครสักคนก็อยากจะเขียนการ์ดให้เขา เพราะหากเขียนบรรยายเป็นคำพูดในหัวมันจะรู้สึกเขิน ๆ แบบจั๊กกะจี้ หรืออยากจะอ้วกขึ้นมา ยิ่งสมัยก่อนเราชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชนและหนังสือแปล รวมถึงนิยาย เรารู้สึกว่าภาษาเหล่านั้นถ้าเอามาใช้ในชีวิตจริงมันจะเยอะเกินไป ศิลปะและการวาดรูปเลยกลายเป็นฟังก์ชันและทางออกหลักที่ยูนใช้ในการสื่อสารสิ่งที่มีอยู่ภายในหัวออกมาค่ะ
พอโตขึ้น ศิลปะก็เข้ามาอยู่ในฟังก์ชันอื่น ๆ ในชีวิต อย่างตอนเรียนแฟชั่น มันมีวิชาชื่อ Wearable Art หรือศิลปะที่สวมใส่ได้ ยูนเชื่อมาตลอดว่าเสื้อผ้าไม่ใช่แค่สิ่งที่สวมใส่แล้วจบไป แต่มันบอกเล่าเรื่องราวของยุคสมัย สะท้อนช่วงเวลาของแบรนด์ และตัวตนของดีไซเนอร์ที่ทำอยู่ในขณะนั้น พอเรานำมิติของการดีไซน์และการวาดลายผ้ามารวมกัน มันทำให้เรามีภาษาที่ชัดเจนขึ้น คนฟังก็เข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อสารได้ดีขึ้น ศิลปะสำหรับยูนจึงเป็นทั้งภาษาและเป็นโซลูชันในการแก้โจทย์ชีวิตค่ะ
The People : การสร้างงานศิลปะช่วยให้คุณยูนมีเวลาสื่อสารกับตัวเองอย่างไรบ้างในโลกปัจจุบัน?
ยูน-ปัณพัท : ทุกวันนี้คนเรามีเวลาคุยกับตัวเองน้อยมากค่ะ วัน ๆ หนึ่งเราต้องรับสารจากคนอื่นเยอะมาก การวาดรูป การทำอาหาร หรือการเล่นดนตรี มันคือการเปิดโอกาสให้เราได้กลับมาใช้เวลากับตัวเอง คล้าย ๆ เวลาที่เราชอบคิดอะไรออกตอนอาบน้ำหรือเข้าห้องน้ำ เพราะมันเป็นช่วงเวลาของการตกผลึก ซึ่งโชคดีที่งานของยูนเอื้อให้เราได้คิดถึงสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลาค่ะ
และในแง่การทำงานร่วมกับคนอื่น ยูนก็จะเน้นการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาเสมอ เวลาทำงานกับทีมหรือน้อง ๆ ยูนจะไม่แค่ส่งทางเลือก 2 ทางให้เจ้านายหรือคนตรวจงานแล้วปล่อยให้เขาสุ่มเลือกโดยไม่บอกความหมาย แต่ยูนจะอธิบายด้วยว่าแต่ละทางเลือกมีความหมายอย่างไร ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรตามประสบการณ์ของเรา และเรากังวลเรื่องไหน เพื่อที่เราจะได้หาทางออก (Solution) ร่วมกันและพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดีที่สุดค่ะ
The People : ลายเส้น รูปสัตว์ และดอกไม้ในงานของคุณยูน ได้รับอิทธิพลหรือถูกหล่อหลอมมาจากอะไรในวัยเด็ก?
ยูน-ปัณพัท : หลัก ๆ มาจากคุณพ่อและคุณแม่ค่ะ คุณพ่อชอบเลี้ยงสัตว์และปลูกต้นไม้มาก ตอนเด็ก ๆ พ่อชอบพาเดินตลาดนัดซันเดย์ที่จตุจักร ซึ่งสมัยก่อนเป็นแหล่งขายสัตว์แปลกประหลาดและพืช ทำให้ยูนได้เห็นสัตว์แปลก ๆ ที่คนทั่วไปไม่ค่อยเห็น เช่น ปลากระเบน หรืองูงวงช้างตัวใหญ่ ๆ ที่อยู่ในน้ำพร้อมกับฟังเรื่องเล่าของพ่อไปเรื่อย ๆ ว่าสมัยก่อนพ่ออยู่ริมน้ำจะมีงูพวกนี้เยอะมาก หน้าตาเหมือนงวงช้างแต่มันกินแค่ปลา ไม่กัดคน เราก็เดินดูนู่นดูนี่ไปด้วยกัน
ส่วนคุณแม่ทำเสื้อผ้า ยูนจึงเห็นช่างเย็บผ้า เห็นการสอยผ้า เนาผ้า และตัดผ้ามาตั้งแต่เด็ก ยูนซึมซับและเริ่มหัดเรียนรู้การติดกระดุมเสื้อเชิ้ตและเนาผ้ามาตั้งแต่อายุประมาณ 10 ขวบ (ช่วง ป.4 - ป.5) ซึ่งความจริงแล้วจุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากที่บ้านโดยตรง แต่เริ่มมาจากวิชา กพอ. (การงานพื้นฐานอาชีพ) ที่โรงเรียนกำหนดให้เรียน จากนั้นคุณแม่เลยช่วยสอนเทคนิคต่าง ๆ ให้ค่ะ
ต่างจากเด็กสมัยนี้ อย่างหลานของยูนที่ไม่ได้เรียน กพอ. แล้ว แต่เขาดู YouTube และเรียนรู้ได้เร็วมาก สามารถซื้อดินเบามาผสมสีเองเก่งกว่ายูนเสียอีก เขาสามารถผสมสีออกมาปั้นเป็นโปเกมอนได้ ซึ่งยูนมองว่าเป็นความสามารถในการสังเกตและความอดทนในการหาโทนสีที่ตรงกับใจของเขาค่ะ
The People : ‘การอ่านหนังสือ’ ก็เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญในการพัฒนาจินตนาการและลายเส้นของคุณยูนด้วย?
ยูน-ปัณพัท : ใช่ค่ะ สำคัญมาก ตอนเด็ก ๆ พ่อกับแม่ทำงานทุกวัน ยูนเป็นลูกคนเดียวและไม่ค่อยได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหนเลย ปัจจุบันก็ยังไม่ใช่คนรักการเดินทางผจญภัยเท่าไรนัก หนังสือจึงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ยูนได้เห็นโลกกว้างในมุมที่เราไม่เคยรู้จักผ่านวรรณกรรมเยาวชนและหนังสือแปลต่าง ๆ
หนังสือเล่มโปรดที่ชอบมากคือ เจ้าหญิงน้อย (A Little Princess) ที่เล่าถึงเด็กผู้หญิงที่พ่อส่งตัวจากอินเดียมาทิ้งไว้ที่โรงเรียนประจำในลอนดอน แล้วเธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับจินตนาการของตัวเอง และอีกเรื่องคือ จิ้งหรีดน้อยผจญภัย (The Cricket in Times Square) ที่เล่าเรื่องจิ้งหรีดที่ผจญภัยในสถานีรถไฟใต้ดินนิวยอร์ก ผสมผสานกับความเชื่อแบบจีนที่ว่าการพบจิ้งหรีดจะนำโชคดีมาให้
ความพิเศษของการอ่านหนังสือในยุคที่ไม่มี Google ให้เราคอยเสิร์ชหาภาพประกอบ คือมันบังคับให้สมองของเราต้องจินตนาการสร้างภาพจำลองของโรงเรียนประจำในอังกฤษ หรือสถานีรถไฟใต้นิวยอร์กขึ้นมาเองในหัวตามประสบการณ์และมุมมองของตัวเรา วัตถุดิบเหล่านี้มันตกผลึกและฝังลึกอยู่ในใจยูนมาโดยตลอดค่ะ
The People : มุมมองต่อ ‘แรงบันดาลใจ’ ของคุณยูนในปัจจุบัน แตกต่างจากสมัยเรียนอย่างไรบ้าง?
ยูน-ปัณพัท : แตกต่างมากค่ะ สมัยเรียนแฟชั่นเรามักจะคิดว่าต้องออกไปขุดหาแรงบันดาลใจเก๋ ๆ จากภายนอก เช่น เรื่องราวของดวงดาวหรือสิ่งที่แปลกใหม่ เพื่อให้งานออกมาดูน่าทึ่ง และแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราฉลาดหรือทำรีเสิร์ชเก่ง แต่พอได้ทำงานจริงยูนพบว่า วัตถุดิบทุกอย่างมันมาจากตัวเราเองทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะส่องสะท้อนมุมมองของเราต่อสิ่งตรงหน้าอย่างไร
ยูนมักพูดเสมอว่า ศิลปินไม่ได้ทำหน้าที่เหมือน ‘เครื่องโปรเจกเตอร์’ ที่แค่เอาแผ่นใสมาวางแล้วฉายภาพออกไปตรง ๆ แต่เราทำหน้าที่เป็น ‘เครื่องแปลภาษา’ ที่ต้องดูดซับ ตกผลึกสิ่งในหัว แล้วแปลมันออกมาเป็นภาษาศิลปะและอารมณ์ความรู้สึกในแบบฉบับของตัวเราเองค่ะ
The People : ความหมายและแนวคิดเบื้องหลังชื่อคอลเลกชัน ‘Weaving Heart’ ที่ร่วมมือกับแบรนด์ Jim Thompson คืออะไร?
ยูน-ปัณพัท : คำว่า Weaving คือการทอผ้าค่ะ ยูนเคยไปลองทอผ้าจริง ๆ มาแล้ว และพบว่ามันยากมาก ในหัวเราทุกคนย่อมจินตนาการอยากทอผ้าผืนหนึ่งให้ออกมาตรง สวยงาม เรียบกริบ และสง่างามตามบรรทัดฐาน แต่ในความเป็นจริง น้ำหนักมือที่เพี้ยนไปแค่นิดเดียวก็ทำให้ผ้าผืนนั้นเบี้ยวได้ทันที
ความสัมพันธ์ของมนุษย์ก็เหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก คุณแม่ก็เพิ่งเคยมีเราเป็นลูกคนแรก ส่วนเราเองก็เพิ่งเคยมีเขาเป็นแม่คนแรกเช่นกัน ต่างคนต่างไม่มีประสบการณ์มาก่อน เส้นด้ายพุ่งและด้ายยืนที่ทอร่วมกันจึงไม่มีทางตรงเป๊ะสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่คีย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าผ้าจะเบี้ยวหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราทั้งสองคนยังเลือกที่จะนั่งทอผ้าผืนนี้ร่วมกันต่อไปจนกว่าด้ายจะหมดกี่ทอผ้า หรือจะลุกหนีหายไปเลยต่างหาก คอลเลกชันนี้จึงสื่อถึงหัวใจของการเลือกที่จะจับมือและร่วมทอความสัมพันธ์ต่อไปค่ะ
The People : ทราบมาว่าลายพิมพ์หลักในคอลเลกชันนี้มีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวในอดีตของคุณยูนด้วย?
ยูน-ปัณพัท : ใช่ค่ะ ยูนเคยร่วมงานกับ Jim Thompson เมื่อ 10 ปีที่แล้วในลายชื่อ Leo De Janeiro พอกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งในรอบ 10 ปี ลายพิมพ์สิงโตในคอลเลกชันนี้จึงทำให้ยูนนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาตอนที่ลาออกจากงานประจำมาเป็นศิลปินอิสระ
ช่วงนั้นยูนทะเลาะกับแม่บ่อยมาก ทะเลาะกันแบบจริงจัง เพราะแม่เขาเป็นห่วงเรา แต่ความห่วงของเขาชอบแสดงออกในมุมที่คาดเดาถึงสิ่งแย่ ๆ หรืออุปสรรคเชิงลบไว้ก่อนเพื่อเตือนเราด้วยความกลัว ซึ่งพอยูนได้ยิน ยูนก็เกิดความกลัวและไม่อยากฟัง จนทำให้เกิดการปะทะอารมณ์กันบ่อยครั้งค่ะ
The People : คุณยูนแก้ไขความขัดแย้งตรงนั้นอย่างไร และได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเกี่ยวกับคุณแม่บ้าง?
ยูน-ปัณพัท : วันหนึ่งยูนรู้สึกว่าเราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เราต้องหันหน้ามาคุยกันอย่างเปิดอก ยูนเลยถามแม่ตรง ๆ เลยว่า “ฉันถามจริง ๆ ว่าเธอกลัวอะไร” (ที่บ้านยูนจะเรียกกันว่า ‘เธอ’ และ ‘ฉัน’ เหมือนเป็นเพื่อนกัน ทั้งพ่อและแม่เลยค่ะ) แม่เงียบไปพักใหญ่ก่อนจะยอมสารภาพความจริงในมุมที่ยูนไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต
แม่พูดว่า “ฉันกลัว เพราะเวลาที่ฉันทำอะไรที่มันเกือบจะสำเร็จหรือเกือบจะดีแล้ว อยู่ดี ๆ มันก็มักจะมีอันต้องพังหรือทำไม่ได้ขึ้นมาเสมอ ฉันเลยกลัวว่าสิ่งแย่ ๆ นั้นจะเกิดขึ้นกับเธอ”
วินาทีนั้นยูนถึงได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า แม่ไม่ใช่คนไม่เก่งเลย แม่น่ะแก้ปัญหาทุกอย่างได้หมด แต่ปัญหาคือที่ผ่านมาในชีวิตเขา ไม่มีใครเคยเอ่ยปากชมเขาเลย ยูนเลยบอกแม่ว่า “ถ้าเธอไม่ดีจริง ฉันจะอยากเป็นเหมือนเธอทำไม (เธอคือไอดอลของฉันนะ) ถ้าเธอกลัว ฉันก็กลัวเหมือนกันเวลาต้องเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ แต่จากนี้ไปขอให้เธอเลิกพูดเรื่องน่ากลัวแล้วช่วยอวยพรให้ฉันก็พอ เพราะถ้าฉันทำสำเร็จ มันก็แปลว่าเธอทำสำเร็จเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ฉันสำเร็จคนเดียว”
The People : เรื่องราวความเข้าใจนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์บนลายผ้าอย่างไรบ้าง?
ยูน-ปัณพัท : ในลายพิมพ์หลักจะมีรูปแม่สิงโตที่กำลังกัดหางลูกสิงโตเอาไว้ เพราะกลัวว่าลูกสิงโตที่กำลังปีนป่ายขึ้นไปจับผีเสื้อจะตกลงมา ลายนี้สะท้อนเรื่องราวของ Mother Wound หรือแผลทางใจในความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ซึ่งทุกคนน่าจะมีประสบการณ์ร่วมที่ลิงก์กันได้ค่ะ
โดยด้านหลังของภาพสิงโตจะมีรูปผีเสื้อและหัวใจ ผีเสื้อนั้นสื่อถึงความฝัน ยูนอยากบอกเล่าว่า แม้ความฝันของคุณแม่ส่วนใหญ่จะมีลูกบรรจุอยู่ในนั้นเสมอ แต่ตัวคุณแม่เองก็ต้องไม่ลืมความฝันและความชอบส่วนตัวของตัวเองเช่นกันค่ะ
นอกจากนี้ ยูนเพิ่งมารู้อีกเรื่องว่า แจกันเซรามิกจีนสวย ๆ ในบ้านที่ยูนคิดว่าเป็นของอาม่ามาตลอด แท้จริงแล้วเป็นของคุณแม่ที่สะสมไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน มีชิ้นหนึ่งเป็นเซรามิกรูปนางฟ้าเปลือยสองตัวที่หน้าตาสวยมาก ซึ่งแม่เคยยกให้ยูนตอนเด็ก ๆ แต่พอแม่มีครอบครัว มีภาระหน้าที่ เขาก็ต้องละทิ้งความฝันและความชอบส่วนตัวเพื่อมาดูแลพวกเราจนไม่ได้สะสมต่อ พอยูนรู้ความจริง ยูนเลยบอกแม่ว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรอกนะ เธอก็ชอบของสวยงามและสะสมเซรามิกเหมือนฉันนั่นแหละ” ยูนเลยตั้งใจใส่เรื่องราวความชอบและตัวตนของพ่อกับแม่ลงไปในคอลเลกชันนี้เพื่อเติมเต็มความฝันของพวกเขาค่ะ
The People : คุณยูนได้แบ่งพื้นที่ในคอลเลกชันนี้ให้กับคุณพ่อด้วย?
ยูน-ปัณพัท : (หัวเราะ) แน่นอนค่ะ ยูนเป็นลูกคนเดียว ถ้าพูดถึงแต่แม่เดี๋ยวคุณพ่อจะน้อยใจ ยูนเลยออกแบบ ‘สัญลักษณ์รูปช้าง’ นำไปใส่ไว้ในคอลเลกชันฝั่งผู้ชาย เพื่อเป็นตัวแทนของคุณพ่อด้วยค่ะ นอกจากนี้ในระบบสัญลักษณ์ของคอลเลกชัน Weaving Heart ยังมีลวดลายเชิงลึกอื่น ๆ อีก เช่น ลายพ่อนก แม่นก และไข่ ที่สื่อถึงจุดกำเนิดจักรวาลและความอบอุ่น รวมถึงลายปลาตะเพียนที่ช่วยเสริมความเป็นไทยและความรักของแม่อีกด้วยค่ะ
The People : ฟังดูแล้วพลังแห่งคำชมและการยอมรับในครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคุณยูนเลยใช่ไหม?
ยูน-ปัณพัท : สำคัญที่สุดค่ะ ยูนเชื่อว่าคำชมในชีวิตประจำวัน เช่น ชมว่าแต่งตัวสวย หรือทำอาหารอร่อย มันช่วยหล่อเลี้ยงและขับเคลื่อนหัวใจคนเราได้จริง
พูดตรง ๆ เลยว่า ยูนอาจจะเลิกวาดรูปไปตั้งนานแล้ว ถ้าตอนเด็ก ๆ เวลาที่เอารูปวาดไปอวดแม่ แล้วแม่ไม่ตอบกลับมาด้วยคำตอบเดียวเสมอว่า “สวยมาก” แม้ตอนนั้นคุณพ่อจะเคยบอกแม่ว่าควรติเพื่อก่อบ้างเพื่อให้คนอื่นสอน แต่ยูนบอกพ่อแม่เสมอว่า สำหรับยูนแล้วเรื่องคำแนะนำการติเพื่อก่อให้คนภายนอกสอนก็พอ แต่สำหรับคนในบ้าน ยูนขอให้ทำหน้าที่มอบพลังใจและคอยสนับสนุนเราก็พอแล้ว ยูนไม่ได้เป็นคนโดนชมแล้วจะเหลิงจนเลิกพัฒนาตัวเองหรอกค่ะ แต่ถ้าคนในบ้านพูดจาบั่นทอน ยูนจะเสียใจมาก
ซึ่งความโชคดีของครอบครัวยูนคือ พ่อแม่ไม่เคยเอาความฝันของตัวเองมาครอบงำหรือบังคับให้ยูนต้องเดินตามเลย และในตอนที่ยูนลาออกจากงานประจำ แม่เขาก็ไม่ได้กังวลเรื่องการหาเลี้ยงชีพของยูนเลยเพราะยูนเรียนจบมาก็ดูแลตัวเองและครอบครัวได้มาตลอด สิ่งเดียวที่เขากลัวคือกลัวว่าลูกจะเสียใจหากล้มเหลวเท่านั้นเองค่ะ
The People : นอกจากการร่วมงานกับ Jim Thompson และ Gucci แล้ว ทราบมาว่าคุณยูนยังมีผลงานออกแบบร่วมกับแบรนด์อื่น ๆ อีกมากมาย ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยค่ะ?
ยูน-ปัณพัท : ยูนทำงานร่วมกับหลากหลายแบรนด์เลยค่ะ เช่น กระเป๋าเดินทางแบรนด์หรูจากอิตาลีอย่าง Bric's, แบรนด์นาฬิกา Swatch ในแคมเปญ Destination Watch, งานดีไซน์เสื้อผ้าคอลเลกชัน New Year ร่วมกับ Wacoal ซึ่งเราทำกันเป็นประจำทุกปี, ร่วมงานกับแบรนด์สปอร์ตอย่าง Fila, แก้วดีไซน์หรูของ Lucaris รวมถึงการทำสไตล์ลิ่งสีกับสี TOA และก็ยังมีโปรเจกต์อื่น ๆ ที่ยังเป็นความลับ บอกไม่ได้ในตอนนี้อีกหลายงานเลยค่ะ
The People : จุดเริ่มต้นของการได้ร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Gucci เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ยูน-ปัณพัท : ต้องขอบคุณ Alessandro Michele อดีต Creative Director ของ Gucci ค่ะ ย้อนกลับไปช่วงนั้น ยูนเพิ่งขึ้นมารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ (Creative Director) ของ Kloset (คลอเซ็ท) ตั้งแต่อายุยังน้อย ยูนต้องเผชิญกับคำถาม ข้อกังขา และแรงกดดันมากมายจากคนรอบข้างที่มองว่าเรายังเด็กเกินไป
ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้น Alessandro ก็เพิ่งขึ้นมารับตำแหน่งที่ Gucci และปฏิวัติรูปลักษณ์ของแบรนด์ใหม่ทั้งหมด คอลเลกชันแรกของเขาเป็นงานที่โรแมนติกและสวยมากในสายตายูน เป็นชุดซีทรูใส่คู่กับกางเกงในตัวใหญ่ทรงคุณยาย แต่กระแสในอินเทอร์เน็ตตอนนั้นคนกลับไม่เข้าใจและเข้าไปคอมเมนต์ต่อว่าเขาแย่ ๆ เยอะมากใน YouTube เพราะภาพจำเดิมของกุชชี่คือความเซ็กซี่หรูหรา
ยูนเข้าใจความรู้สึกของเขาดีว่าเวลาที่เราต้องเผชิญกับคำวิจารณ์ด้านลบเยอะ ๆ มันบั่นทอนจิตใจขนาดไหน ยูนไม่อยากให้เขาถอดใจ เลยวาดรูปผลงานดีไซน์คอลเลกชันนั้นของเขาเป็น Fan Art แล้วโพสต์แท็กหาเขาทาง Instagram เพื่อส่งกำลังใจให้เขารู้ว่ายังมีคนที่ชื่นชอบงานของเขาอยู่นะ ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นาน ทีมงานของเขาก็ติดต่อกลับมาหาเพื่อชวนมาร่วมงานกันในหลายแคมเปญ ยูนรู้สึกขอบคุณเขาเสมอที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตและเปิดโอกาสให้ยูนก้าวสู่เวทีระดับโลกค่ะ
The People : ในฐานะเจ้าของบริษัทขนาดเล็ก (ทีมงาน 5 คน) คุณยูนมีปรัชญาและวิธีบริหารงานอย่างไรให้ทุกคนมีความสุข?
ยูน-ปัณพัท : ช่วงโควิดยูนเคยฟังพอดแคสต์เกี่ยวกับการบริหารองค์กรเยอะมากค่ะ แต่พอเอาแนวคิดทฤษฎีเหล่านั้นมาปรับใช้จริง ยูนพบว่ามันขัดแย้งกับความเป็นจริงของบริษัทขนาดเล็กแบบเราอย่างสิ้นเชิง
ทฤษฎีที่บอกให้ลดชั่วโมงทำงานลงแต่ต้องเพิ่มเงินเดือนตามลำดับสเต็ปในแต่ละปีนั้น บริษัทใหญ่ ๆ อาจจะทำได้ แต่สำหรับเรา ถ้าต้องขึ้นเงินเดือนพนักงานทุกคนตามระบบแบบนั้นไปอีก 5 ปี ยูนคำนวณแล้วว่าบริษัทต้องวิ่งหางานเพิ่มขึ้นมหาศาลเพื่อความอยู่รอด ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลให้ทั้งยูนและน้อง ๆ ในทีมเครียดและกดดันกันไปหมดค่ะ
ยูนเลยเลือกที่จะหันหน้าคุยกับน้อง ๆ ตรง ๆ แล้วตกลงร่วมกันว่าจะใช้ระบบ Soft Model คือรับงานเป็นโปรเจกต์ ๆ แทน น้องคนไหนที่พึงพอใจกับชีวิตจุดนี้ ไม่ได้อยากพัฒนาทักษะ หรือปรับเปลี่ยนทักษะอะไรเพิ่ม แต่อยากเน้นความสมดุลและมีเวลาไปใช้ชีวิตในมิติอื่นที่นอกเหนือจากงาน เขาก็เลือกรับเฉพาะงานชิ้นที่เขาถนัดและมีความสุขที่จะทำ ยูนก็จ่ายเงินให้ตามเนื้องานนั้น ๆ
วิธีนี้ทำให้ยูนไม่ต้องแบกความเครียดเรื่องการรักษาเงินทุนหมุนเวียนระยะยาวของบริษัท และทำให้พนักงานแฮปปี้ ยูนคิดเสมอว่านี่คืองานที่เกิดขึ้นจากความฝันของเรา ยูนจึงไม่อยากไปขโมยเวลาและความฝันของคนอื่นเพื่อมาสร้างความฝันของตัวเองค่ะ
และหากมีปัญหาหรือเรื่องที่คาดเดาไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างทำงาน ยูนก็จะจัดประชุมสุมหัวกันเพื่อช่วยกันระดมหาทางออก เสมอ โดยไม่ปล่อยให้เป็นปัญหาของใครคนใดคนหนึ่งค่ะ
The People : ในมุมมองของคุณยูน ศิลปะช่วยบำบัดและเยียวยาจิตใจในยามที่เผชิญความเครียดได้อย่างไรบ้าง?
ยูน-ปัณพัท : ยูนมองว่าการทำศิลปะเหมือนพิธีกรรมส่วนตัวเพื่อสร้าง Closure (การปิดฉากหรือการจบเพื่อเริ่มต้นใหม่) ค่ะ คล้าย ๆ กับเวลาที่เราตัดใจทิ้งของของแฟนเก่า หรือพิธี funeral (งานศพ) ที่ช่วยให้เราตระหนักรู้ว่าเรื่องราวนั้นได้จบลงอย่างเป็นทางการแล้วนะ เพื่อให้เราพร้อมก้าวต่อสู่สิ่งใหม่
มีช่วงหนึ่งที่ยูนรู้สึกจิตใจย่ำแย่แหลกเหลวและว้าวุ่นสุด ๆ ยูนเลือกใช้วิธีทำภาพตัดแปะหรือคอลลาจ (Collage) สำหรับยูนแล้วการฉีกกระดาษหรือตัดกระดาษคือการสร้าง Closure ปลดปล่อยอารมณ์ฉีกมันทิ้งไป แต่ด้วยความที่ยูนเป็นคนที่ไม่ยอมปล่อยให้มันพังแล้วจบไป ยูนจึงเลือกที่จะเอาเศษกระดาษที่ฉีกกระจัดกระจายเหล่านั้นกลับมาปะติดปะต่อเชื่อมโยงขึ้นมาใหม่เป็นงานชิ้นใหม่ กระบวนการนี้มันช่วยบำบัดและจัดระเบียบใจของยูนขึ้นมาได้อย่างอัศจรรย์ค่ะ
ยูนอยากบอกทุกคนว่า งานศิลปะเพื่อการบำบัดไม่จำเป็นต้องออกมาสวยงามเลิศเลอตามนิยามของสังคมเลย อย่าไปตั้งกรอบควบคุมมันมากนัก ขอแค่ให้มองว่ามันคือพิธีกรรมที่คุณได้ระบายและตอบโจทย์อารมณ์ข้างในใจของตัวคุณเองก็เพียงพอแล้วค่ะ
The People : ทราบมาว่าคุณยูนก็เคยใช้วิธีปั้นเซรามิกเพื่อบำบัดความเป็นคนชอบควบคุมของตัวเองด้วย?
ยูน-ปัณพัท : (หัวเราะ) ใช่ค่ะ จริงที่สุด เพราะปกติเวลาเราทำงานดีไซน์หรือศิลปะแขนงอื่น เราสามารถกำหนดกรอบและควบคุมผลลัพธ์ของชิ้นงานได้เกือบ 100% จนบางทีเราก็ติดนิสัยกลายเป็นคนบ้าการควบคุม
แต่การทำงานเซรามิกนั้นแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง มันทั้งเหนื่อยล้าทางร่างกาย และเราแทบจะควบคุมผลลัพธ์สุดท้ายไม่ได้เลย ปัจจัยเรื่องดิน อุณหภูมิ และเวลาในเตาเผามันทำให้ชิ้นงานออกมาเหนือความคาดหมายเสมอ การทำเซรามิกจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีที่สอนให้ยูนปล่อยวางและแก้ปมชอบควบคุมของตัวเองค่ะ
The People : ศิลปินหลายคนมักมองผลงานของตัวเองว่าศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ แต่ทำไมงานของคุณยูนถึงชอบเปิดโอกาสให้ผู้คน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ได้สัมผัสใกล้ชิดโดยไม่มีเส้นแดงกั้นคะ?
ยูน-ปัณพัท : เพราะยูนเชื่อว่าของทุกอย่างมันพังได้ค่ะ และต่อให้มันพังหรือมีรอยขีดข่วน คุณค่าและข้อความในใจของงานศิลปะนั้นก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย
ยูนให้ความสำคัญกับ Connection หรือปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างผู้คนมากกว่ารูปแบบพิธีกรรมความศักดิ์สิทธิ์ เวลาคนมาดูนิทรรศการ เขาอยากเข้ามาคุย อยากมีส่วนร่วมและสัมผัสความรู้สึกร่วมไปกับเรา เขาไม่ได้อยากมายืนกั้นอยู่อีกฝั่งหนึ่งโดยมีเส้นสีแดงกั้นเอาไว้
สำหรับยูน การเอาเส้นกั้นสีแดงมาล้อมงานศิลปะ มันเหมือนภาษากายของการยืนกอดอกหรือการยกมือห้ามปัดว่า “อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ” ซึ่งมันเป็นการผลักคนดูให้ออกห่างอย่างน่าเสียดาย
ยูนเข้าใจธรรมชาติว่าบางทีเด็ก ๆ อาจจะควบคุมตัวเองไม่ได้และเผลอแตะต้องงานเสียหาย แต่แทนที่เราจะกั้นเส้นสีแดง ยูนเลือกที่จะคิดหาโซลูชันเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าดีกว่า เช่น วางแผนว่าชิ้นไหนจัดแสดงกลางห้องแบบที่พังได้ วิ่งชนได้ ชิ้นไหนควรจัดวางแบบไหนเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้เข้าชม ดีกว่าเอาของเปราะบางไปตั้งกลางห้องแล้วคอยโยนความผิดให้คนดูเวลาชนพังค่ะ
The People : ปรัชญาเรื่อง ‘ของพังได้’ นี้ สะท้อนวิธีคิดและวิธีการดำเนินชีวิตของคุณยูนในมิติอื่นอย่างไรบ้าง?
ยูน-ปัณพัท : มันใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิตเลยค่ะ คุณแม่ของยูนเวลาเห็นของกำลังจะตกจากโต๊ะ แม่มักจะรีบเอาตัวและเอามือเข้าไปรองรับไว้เพราะกลัวของแตกเสมอ ยูนจะคอยบอกแม่ตลอดว่า “แม่... ถ้าของมันจะตก ก็ปล่อยมันตกไปเลย ค่อย ๆ ยืนมองมันหล่นลงพื้นและปล่อยให้มันแตกไปเถอะ ดีกว่าเราเอาตัวเอามือเข้าไปรับจนมือเจ็บเป็นแผล”
ชีวิตคนเราก็เหมือนกันค่ะ ของพังได้ แตกได้ ล้มเหลวได้ เราไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเจ็บปวดเพื่อยื้อยุดสิ่งที่มันจะพัง แค่ยอมรับความจริง เก็บกวาด แล้วเริ่มต้นใหม่กับมันก็เท่านั้นเองค่ะ
สัมภาษณ์: พาฝัน ศรีเริงหล้า
ถ่ายภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์