24 ก.พ. 2569 | 17:00 น.

“ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาทำงานด้านการเมือง”
คือคำพูดที่ ‘ธนา - ธนาธาร ประมูลพงษ์’ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่น่าจับตามองจาก เขต 10 จังหวัดชลบุรี แห่งพรรคประชาชน เล่าถึงความจริงในเส้นทางในชีวิตที่ไม่ได้ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าจากผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุด (แบบไม่เป็นทางการ) ทำให้ธนาได้ก้าวขึ้นมาเป็น สส.หน้าใหม่ไฟแรงที่เอาชนะใจคนสัตหีบไปเต็ม ๆ แต่ตัวเขาเองได้มองว่าคะแนนเสียงที่ได้รับ ไม่ได้สะท้อนความนิยมเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นสัญญาณว่า ‘ชาวสัตหีบ’ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่
The People ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ‘ธนาธาร ประมูลพงษ์’ เพื่อย้อนดูเส้นทางชีวิตเบื้องหลังว่า อะไรคือปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมให้เขาก้าวเข้ามาสู่สนามการเมือง และตัดสินใจรับบทบาทผู้แทนราษฎรในวันนี้
แม้วันนี้จะอยู่ในสถานะผู้แทนราษฎร แต่เส้นทางชีวิตของเขาไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งใจจะเข้าสู่สนามการเมือง หากย้อนกลับไปในวัยเด็ก การเมืองแทบไม่เคยอยู่ในแผนชีวิตเลย
“ถ้าย้อนไปตอนเด็ก ๆ ก็ไม่ได้คิดหรอกครับ คิดอย่างเดียวว่า ต้องทำงานต่อจากที่บ้าน เป็นผู้รับเหมา ทำบริษัทต่อ แล้วก็รวมไปถึงก็อยากมีความฝันของตัวเอง ในอีกด้านนึงก็คือด้านการทำอาหาร แล้วก็เป็นดีเจ”
การเมืองสำหรับธนา ไม่ได้มาในรูปของอุดมการณ์หรือความฝันตั้งแต่แรก ในทางกลับกัน มันค่อย ๆ แทรกเข้ามาจากประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้เขาเห็นปัญหาเดิมซ้ำ ๆ จนไม่สามารถทำเป็นไม่เห็นได้อีกต่อไป หนึ่งในภาพจำแรก ๆ ที่เขาพูดถึง ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน แต่เกิดขึ้นที่สี่แยกหน้าบ้านในพัทยา
“บ้านเราอยู่ตรงสี่แยก ซึ่งจะมีอุบัติเหตุทุกวันเลย
“คนที่เข้าไปช่วยคนแรกคือพ่อผม เราเคยถามเขาว่า ไอ้ไซเรนเนี่ยไปติดไว้ทำไมในรถ ตอนนั้นเราใช้รถกระบะ ก็ถามว่าพ่อว่าติดไว้ทำไม พ่อก็ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่อาสาด้วย ตอนนั้นเราเป็นเด็กเราก็ตั้งคำถาม พ่อบอกว่าก็เผื่อฉุกเฉินไว้ช่วยคนไงลูก
“ผมคิดว่าเนี่ยน่าจะเป็นจุดหนึ่งนะ ที่ทำให้ผมเป็นผมในวันนี้ ก็คือว่าผมเจอคนที่ประสบอุบัติเหตุหรือเจออะไร ซึ่งหน้าคือผมไม่ปล่อยผ่านนะ ผมใส่ใจกับรายละเอียดทั้งหมด”
ผลพวงจากการเห็นสิ่งที่ ‘ไม่ปกติ’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เขามองว่าเมื่อมีปัญหาอยู่ตรงหน้า ใครสักคนต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ภาพเหล่านี้ไม่ได้ผลักเขาเข้าสู่การเมืองในทันที แต่ทำให้เขาไม่สามารถมองปัญหาแล้วเดินผ่านไปได้ง่าย ๆ
แนวคิดแบบเดียวกันนี้ตามเขาไปถึงช่วงหนึ่งที่เขาก้าวเข้าไปอยู่ในบทบาทครูฝึกสอนระดับชั้น ป.5 ในโรงเรียนกระดิ่งทอง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และประสบการณ์ในครั้งนี้ทำให้เขาเห็นความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนมันมากเกินจนต้องลุกขึ้นมาทำบางอย่าง
“สนามฟุตบอลอะ เราพาเด็กทำ เอาปูนโรย เอาตาข่ายมา
“แต่เราเห็นถึงความเหลื่อมล้ำ แค่รองเท้าจะใส่ไปโรงเรียนยังไม่มี ยูนิฟอร์มที่ต้องใส่คือมันไม่มีจริง ๆ”
เราจึงถามต่อว่าจากที่ประสบการณ์ฝึกสอนทำให้ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเปลี่ยนแปลง แล้ว แต่ว่ามันกลายมาเป็นรากฐานในการอยากทำงานการเมืองด้วยไหม
“มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งนะ แต่ก็เป็นส่วนหลักเหมือนกัน”
เขาเล่าต่อว่าส่วนตัวแล้วได้มีโอกาสไปอยู่ที่ต่างประเทศ เนื่องจากมีธุรกิจร้านอาหารอยู่ที่ประเทศเบลเยี่ยม และเมื่อเขาได้ออกไปสัมผัสโลกกว้าง ก็พบว่าการศึกษาทางนั้นมี ‘สิ่งที่แตกต่าง’ จนต้องเอามาเปรียบเทียบกับที่บ้านเรา
“เรามองเห็นว่า โห เขาใส่ด้านการศึกษาแบบแน่น ๆ เลย แน่น ๆ และเฉพาะทางด้วย เขาเฉพาะด้านนี้จริง ๆ ใส่ใจด้านการศึกษา นั่นคือสิ่งที่เขาลงทุนกันจริง ๆ”
หลังจากช่วงเวลานั้น จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตก็มาถึง เมื่อธนาต้องเข้าสู่ระบบเกณฑ์ทหาร ประสบการณ์อีกช่วงหนึ่งที่เขาไม่เคยเตรียมใจไว้ และทำให้เขาเห็น ‘ระบบ’ และ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ จากภายใน ธนาเล่าแบบติดตลกว่าตอนที่เขาจับได้ใบแดงนั้น ทุกคนข้างหลังเขาร้องเฮลั่นเพราะเขาจับได้ใบแดงเป็นใบสุดท้ายพอดี
“เศร้านะ ก็นั่งคิด คือมันคิดอยู่ในหัวตัวเองว่า เราต้องเจอกับอะไร แล้วที่เราเรียนมาล่ะ แล้วที่เรากำลังจะไปต่อล่ะ แล้วที่เราจะอันนู้นอันนี้ นี่คือคำถามจริงๆ เลยนะ ณ วันที่ยังไม่ได้เป็นทหาร”
ธนาได้เข้ามาในสังกัดบ้านเกิดของตัวเองที่สัตหีบ เป็นพลทหารเรือ กองยุทธศึกษา แต่ความคิดและคำถามที่เคยตั้งไว้ก็เปลี่ยนไป เพราะเขาได้รับประสบการณ์ที่ดีหลังจากเข้าไป
“ก็สนุกนะครับ เราจะบอกทุกๆ คนแบบนี้ เพราะว่ามันหลากหลาย มีทั้งประเทศ ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคกลาง อีสาน มีครบหมดเลย ร้อยพ่อพันแม่ คนจบปริญญา คนจบแค่ ป.6 คือมีทุกระดับชั้น มีคนที่รวย จน กลาง มีหมด แต่สิ่งนึงที่มีเหมือนกันคือ ทุกคนเท่ากันหมดเลย ต่อให้คุณมีเงินเข้ามาข้างในหมื่นบาท มีค่าเท่ากันหมด คุณจะกินเยอะแค่ไหนก็สิทธิ์ของคุณ แต่คุณต้องฝึกเท่ากัน คุณต้องวิ่งเท่ากัน คุณต้องเคารพทุกคนเท่ากัน มันสอนได้หลายอย่างนะ
“ความเหลื่อมล้ำมันเห็นแน่นอนในนั้น ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่พลทหาร หรือข้าราชการประจำ”
ธนายังกล่าวต่ออีกว่า การที่ได้รับประสบการณ์การเกณฑ์ทหารในครั้งนั้น ทำให้เข้าใจในระบบกองทัพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงแนวคิดถึงการปฏิรูปกองทัพ
“ต้องเข้าใจคำนี้ก่อนว่าปฏิรูปมิใช่ล้มล้าง ปฏิรูปคือเพิ่มเติมศักยภาพของเขา จิ้มไปที่โครงสร้าง เราต้องการให้ปฏิรูปกองทัพ นั่นคือการเมิร์จร่วมกันระหว่าง 3 เหล่าทัพ บก เรือ อากาศ พอมันเมิร์จร่วมกันในเรื่องของยุทโธปกรณ์ การแบ่งหน้าที่ก็จะสมดุล
“ถ้าทุกอย่างมันโปร่งใส มันสามารถตรวจสอบได้ และงบประมาณต่างๆ มันสามารถเติมสวัสดิการท่านได้ นี่คือระยะยาว”
จากหลาย ๆ เหตุการณ์ในชีวิตที่เกิดขึ้น เมื่อมองย้อนกลับไป ไม่ว่าจะเป็นสี่แยกหน้าบ้าน โรงเรียนในชนบท หรือกรมทหาร เขาก็เห็นรูปแบบเดียวกันปรากฏซ้ำ ๆ คือเสียงของคนธรรมดามันไปไม่ถึงรัฐหลายปัญหาไม่ได้หายไป แต่ถูกปล่อยให้คนในพื้นที่จัดการกันเอง บางคนไม่รู้จะไปบอกใคร บางคนเคยบอกแล้วแต่ไม่เคยเห็นความเปลี่ยนแปลง และในจุดนี้เองที่ธนาเริ่มมองการเมืองในฐานะเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมายที่เกินเอื้อม แต่เป็นช่องทางที่อาจเชื่อมเสียงของประชาชนเข้ากับรัฐได้จริง
นี่คือจุดเปลี่ยนที่เขาลงมาเล่นในสนามการเมืองแบบเต็มตัว
“จากเบื้องหลัง มาสู่เบื้องหน้า ผมขับเคลื่อนนโยบายมาตลอด 6 ปี ผมขับเคลื่อนด้วยสิทธิประชาชนมาตลอด ผมอยากให้ทุกท่านได้เห็นว่า สส. มันสามารถทำอะไรได้เยอะเลย ไม่ใช่แค่ในสภา”
การคว้าชัยชนะในครั้งนี้ก็กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่หลายคนไม่คาดคิดมาก่อน จากการชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็น ‘บ้านใหญ่’ มาอย่างยาวนาน โดยผู้สมัครหน้าใหม่ที่ไม่ได้เติบโตมาจากตระกูลการเมืองและไม่ได้มีเครือข่ายอำนาจมาก่อน
สำหรับหลายคน ผลการเลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนที่สะเทือนโครงสร้างการเมืองท้องถิ่นอย่างชัดเจน เพราะมันไม่ใช่แค่การชนะของผู้สมัครรายหนึ่ง แต่คือการพ่ายแพ้ของความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า พื้นที่สัตหีบเปลี่ยนไม่ได้ และยังสะท้อนว่าคะแนนเสียงจำนวนไม่น้อยนี้ เลือกตัดสินจากนโยบาย วิธีคิด และจุดยืน มากกว่าชื่อที่คุ้นหูมานาน
“เราอยากทำงานการเมืองที่สุดท้ายแล้ว คำว่าบ้านใหญ่ คำว่าบ้านใหม่ จะไม่เหลือ เพราะเขาจะถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นบ้านของทุกคนที่จะอยู่ร่วมกันได้
“ต่อให้บ้านหลังไหนมาก็เถอะ และถ้าทำคอร์รัปชันหรือกดทับประชาชน ก็เจอผมเหมือนเดิม และผมจะสลายพวกเขาเหล่านั้นให้กลายเป็นคนทำงาน วันนี้ผมเห็นแล้วแอ็กชันทุกหน่วยงานแอ็กชันหมด วันนี้เราถึงบอกว่าเราโอบรับด้วยกันและกัน ผมไม่ได้มาเพื่อประหัตประหารท่าน ผมมาทำงานการเมืองแบบสร้างสรรค์ ทำการเมืองแบบโอบรับ
“การทำงานการเมืองแบบระบบอิทธิพล ไม่ตอบโจทย์สัตหีบแน่นอน และการเมืองแบบภายใต้เสียงผู้คนอะ ภาพมันจะชัด วันนี้เราจะเห็นภาพชัด รอไปหลังจากนี้จะภาพชัดมากขึ้นนะครับ ผมคิดว่าภาพจะชัดมากขึ้น ไม่กลัวครับในเรื่องนี้ (หัวเราะ)”
ในตอนนี้ เมื่อสถานะของเขาไม่ใช่แค่ ‘ผู้สมัคร’ อีกต่อไป แต่คือ สส. เต็มตัวที่ต้องเริ่มลงมือทำทันที คำถามที่เราถามต่อคืออะไรจะเป็นสิ่งแรกที่อยากลงมือแก้ไขโดยที่ไม่ต้องรอแก้กฎหมายในสภาคืออะไร
“ผลักดันถ่ายโอนกิจการไฟฟ้า ทร. ให้กับผู้เชี่ยวชาญมากที่สุด นั่นคือ กฟภ. นะครับ แล้วก็ผลักดันเรื่องการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ์ ที่ดินในพื้นที่ทั้งอำเภอสัตหีบรวมถึงทั้งประเทศไทย ให้เกิดการออกโฉนดได้ ซึ่งมันไม่ต้องรอ มันทำได้เลย แล้วเรามาดูกันว่าจะทำได้ไม่ได้”
เนื่องจากอำเภอสัตหีบมีพื้นที่ที่ทับซ้อนกับเขตทหารมายาวนาน ปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จึงเป็นปมใหญ่ที่กดทับชาวสัตหีบมาโดยตลอด
“นี่คือโครงสร้างพื้นฐาน นี่คือฐานของประชาชนอะ ไฟฟ้า ประปา ถนน สามสิ่งนี้ แต่กลับกลายเป็นทำไมมันถูกกดทับได้ขนาดนี้”
ธนามองว่าปัญหาทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันด้วยแนวคิดเดียวว่าถ้าต้นทุนชีวิตของประชาชนลดลง ไฟฟ้าถูกลง น้ำเข้าถึงได้ ที่ดินมีความมั่นคง ประชาชนก็จะมี ‘กำไรชีวิต’ เหลือไปคิดเรื่องอื่น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว หรือสิ่งแวดล้อม
“ทุกอย่างมันต้อง ต้องเท่าเทียมกันก่อน ทำไมเราต้องถูกเลือกปฏิบัติ เราต้องถูกแยก ทั้งๆ ที่มันสามารถขับเคลื่อนไปได้ ด้วยภาษีของประชาชนด้วยซ้ำ
“ต่อให้ท่านจ่าย 1 บาท หรือจ่าย 1 ล้าน มีค่าเท่ากันเพราะท่านจ่ายภาษี”
ย้อนกลับไปช่วงที่ธนาหาเสียง เขายอมรับว่ามีเหนื่อยบ้างและมีอุปสรรคไม่น้อย แต่สุดท้ายแล้วเมล็ดพันธุ์ที่เขาตั้งใจหว่านไปก็เริ่มผลิดอกออกผล กลายมาเป็นความหวังของชาวสัตหีบ
“แล้วมันท้อไหม มันมีนะ แต่มันไม่มากพอกับความหวังของผู้คน มันไม่มากพอ มันมีสะดุดบ้างอะไรบ้าง มีเรื่องปัจจัย ทุนทรัพย์อะไรอย่างเงี้ย หลายๆ ด้าน
“เหนื่อย เหนื่อยแต่ไม่มากพอกับความหวังของผู้คน มันก็เลยทำให้ภาพมันออกมาเป็นแบบนี้ เรามีความสุขกับมันมาก ผมรู้สึกว่าผมปลื้มใจกับแบบแผนที่ชาวสัตหีบช่วยออกแบบด้วย เห็นไหม มันมีการออกแบบ มันมีส่วนร่วม แล้วผมกล้าที่จะถาม ผมกล้าที่จะตอบ”
‘ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีความท้าทายทางการเมืองยังไงบ้าง?’
คำถามนี้เป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยที่ The People อยากทราบถึงวิสัยทัศน์ในบริบทการเมืองไทยของธนา
“ความท้าทายคือเหล่าขั้วอำนาจที่รู้แล้วว่าเรากำลังจะมา เขารู้ว่าเราเตรียมพร้อมแล้ว เขาจะค้านเรา แล้วผมรู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ผมต้องท้าทาย
“ผมห่วงว่าขั้วอำนาจทั้งนั้นเลย ขั้วอำนาจทั้งนั้นจะทำลายเรา พร้อมที่จะทำลายเราทุกทาง รวมถึงหนึ่งในนั้นมีทหาร เพราะว่าเราอยู่พื้นที่ทหาร เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมกลัวที่สุด กังวลที่สุด ผมกลัวการกดทับที่มากขึ้นของที่นี่ เพราะเขารู้แล้วว่าพี่น้องทหาร เอาผมมาได้ แล้วเขาจะมองว่าที่นี่ไม่ต้องให้อะไร ยกเลิกนู่นนี่นั่น อย่าทำแบบนี้กับพวกเรานะครับ ผมจะสู้ยิบตาเรื่องนี้แหละ”
ก่อนจบการสัมภาษณ์นี้ ธนาได้ฝากถึงคติในการทำงาน (ที่คล้ายกับคำมั่นสัญญา) กับพี่น้องชาวสัตหีบรวมไปถึงประชาชนคนไทยทุกคนว่า
“ยืนเคียงข้างประชาชนแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนคือประชาชนนะครับ พร้อมโอบรับทุกความต่าง หาจุดร่วมและเดินเคียงข้างกัน อย่างที่สองก็คือผลักดันการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม ทุกนโยบาย ทุกการขับเคลื่อน ทุกการแก้ไข ต้องมาจากเสียงของประชาชน และอย่างที่สาม ชัดเจน ตรงไป ตรงมา โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องมีสัจจะในการทำงานการเมือง
“ธนาจะไปทุกที่เพื่อทุกคน ไม่ใช่แค่สัตหีบเท่านั้น แต่คือประเทศไทยนี้ทั้งหมด ขอบคุณทุกท่าน ขอบคุณจากใจครับ มาขับเคลื่อนร่วมกันต่อไปนะครับ”