29 ส.ค. 2568 | 09:30 น.
KEY
POINTS
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ของคณะรัฐประหารคสช. ที่ร่างโดยเนติบริกรระดับลายคราม ‘มีชัย ฤชุพันธุ์’ ผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญให้เผด็จการมา 3 รุ่น ตั้งแต่ รสช. คมช. จนมาถึงคสช. มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือเปิดโอกาสให้พรรคการเมือง ให้พรรคต่าง ๆ ที่ลงสมัครเลือกตั้งเสนอแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีได้ 3 คน โดยที่พรรคที่มีเสียงเกิน 25 ที่นั่งจะมีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี
น่าสนใจว่าพรรคการเมืองใหญ่อย่าง ‘พรรคเพื่อไทย’ ในการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566 มีชื่อของ ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ ผู้คร่ำหวอดในวงกฎหมายประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ติดสอยห้อยตามใน 3 รายชื่อ และดูเหมือนจะเป็นชื่อที่มีเสียงพูดถึงดังขึ้น ๆ
ชัยเกษม นั้นไม่ใช่ชื่อใหม่เพราะถ้าหากย้อนไปเมื่อปี 2567 หลัง ‘อุบัติเหตุทางการเมือง’ ของนายกรัฐมนตรี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ จากกรณี ‘มาตรฐานทางจริยธรรม’ ที่แต่งตั้ง ‘ทนายถุงขนม’ พิชิต ชื่นบาน ที่เป็นรัฐมนตรีได้เพียง 24 วัน แล้วโดน สว. ชุดที่แต่งตั้งโดยคสช. จำนวน 40 คน ยื่นเรื่องประเด็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าพิชิตขาดคุณสมบัติตาม มาตรา 160 (4) ส่งผลให้พิชิต ต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะมีพฤติกรรมในอดีตอันเกี่ยวข้องกับคดี กรณีที่เขาหิ้วถุงขนม ใส่เงินสด 2 ล้านบาท ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระหว่างการพิจารณาคดีที่ดินรัชดาฯ ที่ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ เป็นจำเลย และศาลมีคำสั่งจำคุก พิชิต ชื่นบาน 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ฐานละเมิดอำนาจศาล
เมื่อเศรษฐาหลุดจากตำแหน่ง เริ่มมีการพูดถึงชื่อของชัยเกษมในทันที ก่อนที่จะมีการพลิกในนาทีสุดท้ายก่อนจะโหวตโดยพรรคร่วมรัฐบาลขณะนั้นเสนอชื่อ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ ลูกสาวของทักษิณ ชินวัตรขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 31
อันที่จริงจักรวาลของชัยเกษมนั้นโคจรมาเจอกับทักษิณ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ในยุคหลังรัฐประหารคมช. โดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ได้ทำการรัฐประหาร 19 กันยา 49 จากนั้นในฐานะหัวหน้าคมช. พล.อ.สนธิ แต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งล้วนเป็นขั้วตรงข้ามกับอดีตนายกฯทักษิณ
ครั้งนั้นชัยเกษม ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดและมีคำสั่งไม่ฟ้องตามที่คตส. ฟ้องทักษิณ กรณีหวย 2 ตัว 3 ตัว และกรณีถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนที่จะเกษียณราชการที่ตำแหน่งดังกล่าว ในยุครัฐบาล ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ จนมาถึงการเลือกตั้งปี 2554 หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม 2553 ทำให้พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ชัยเกษมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ชะตาของเขาพลิกผันให้กลับมาพบกับวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารอีกครั้ง เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่หัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาล ในการร่วมเจรจาหาทางออกวิกฤติการณ์ทางการเมือง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 กับ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้นที่สโมสรทหารบก วิภาวดีรังสิต พร้อมกับกลุ่มที่เป็นคู่กรณีอย่าง ‘พรรคประชาธิปัตย์’ และ ‘กลุ่มกปปส.’ ท้ายที่สุดนำไปสู่การยึดอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ และควบคุมตัวไปปรับทัศนคติ
ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของคสช. ชัยเกษมก็ยังทำกิจกรรมร่วมกับพรรคเพื่อไทย ไม่ได้หนีหายไปไหนเหมือนเพื่อนสมาชิกบางคนที่ถูกใช้คดีมาต่อรองเพื่อให้เตรียมตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารในนาม ‘พรรคพลังประชารัฐ’ และเมื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อแคนดิเดท 3 คนได้แก่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และชัยเกษม
ครั้งนั้นแม้พรรคเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เนื่องจากมีกลไก สว.250 คน มาร่วมโหวตนายกฯตามบทเฉพาะกาลที่การทำประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 ได้ทำคำถามพ่วงไว้ ชัยเกษมเองก็ไม่ได้รับเลือกเป็นสส.บัญชีรายชื่อ ด้วยสูตรพิสดารที่คำนวณอัตรา สส.พึงมีตามกลไกที่มีชัยวางไว้ด้วย
ชื่อของชัยเกษมกลายเป็นที่จับตาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อม็อบเยาวชนได้เกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านพล.อ.ประยุทธ์ นายกฯที่สืบทอดอำนาจและการบริหารประเทศที่ไม่ตอบโจทย์สังคมขณะนั้นตั้งแต่ช่วงปี 2563 - 2564 พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งซึ่งกลายเป็นที่ถกเถียงของสังคม โดยลงนาม ชัยเกษม นิติสิริ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทยขณะนั้น ใจความสำคัญมีว่า
“ปัญหาการใช้กฎหมายอาญาดำเนินคดีเพื่อจำกัดความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างอย่างล้นเกิน ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาตรา 116 พระพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หรือความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน สร้างผลกระทบให้ประชาชนเสียหายจากกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนสงสัยว่า ไม่เป็นไปตามหลักนิติรัฐนิติธรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวโดยมิชอบด้วยหลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ซึ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในหลักกฎหมายและหลักความยุติธรรมของประเทศ ตามที่ภาคประชาชนได้เรียกร้องและเสนอร่างแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว
“พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคที่มีเสียงสมาชิกมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภา เพื่อตรวจสอบระบบการทำงานของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่หรือใช้ดุลยพินิจไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ และตรวจสอบการสั่งการโดยรัฐบาล รวมถึงการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้นักโทษทางความคิดได้รับการปล่อยตัว และไม่ให้เกิดนักโทษทางความคิดเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศไทย”
นับเป็นแถลงการณ์ที่มีความก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่งที่พูดถึงการใช้ ม.112 และ ม.116 จัดการผู้เห็นต่าง ที่ต่อมาแม้จะมี ‘เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ’ ไปร้องเรียนว่าตามมาตรา 49 ว่า การกระทำของพรรคเพื่อไทย ตามคำแถลงการณ์ของนายชัยเกษม นิติสิริ เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2564 เกี่ยวกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีตราพรรคเพื่อไทยอยู่ด้วย มีลักษณะเป็นการสนับสนุนการกระทำ ที่อาจนำไปสู่การยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในลักษณะที่ไม่ใช่กระบวนการทางนิติบัญญัติโดยชอบ แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยกคำร้อง ในมิติการเมืองครั้งนั้นคือครั้งที่พรรคเพื่อไทยนำเสนออะไรที่ก้าวหน้ามากที่สุดครั้งหนึ่งของพรรค
ในช่วงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง 2566 ระหว่างหาเสียงที่จังหวัดน่าน ชัยเกษมในฐานะแคนดิเดทของพรรคเกิดอาการวูบจนต้องส่งโรงพยาบาลแพทย์ทำซีทีสแกน พบก้อนเลือดแห้งในสมอง ส่งรักษาต่อ รพ.ในกรุงเทพฯ ก่อนที่จะหายจากการทำกิจกรรมของพรรคต้องพักรักษาตัวจากอาการสโตรก แต่การเมืองดำเนินต่อจนเกิดการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ฉีก MOU โดยพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมพร้อมเสียงสนับสนุนจากสว.สายของพล.อ.ประวิตร ส่งให้เศรษฐา ทวีสินก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ
ทุกอย่างดูจะราบเรียบแต่ในวัย 76 ปี ชื่อของชัยเกษมกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งในฐานะ ‘นายกอะไหล่’ ในกรณีถ้าหากแพทองธารถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยศาลรัฐธรรมนูญจาก ‘กรณีคลิปอังเคิล’ จนหลุดออกจากตำแหน่ง สปอตไลท์กลับมาส่องอีกครั้ง เพราะถือเป็นแคนดิเดทและไพ่ใบสุดท้ายของเพื่อไทยที่ไม่ต้องการเสียการนำรัฐบาลให้พรรคอื่น เริ่มมีการปล่อยภาพชัยเกษมออกรอบตีกอล์ฟเพื่อโชว์ความแข็งแรงว่าพร้อมดำรงตำแหน่ง มีการเดินสายออกรายการต่าง ๆ ครั้งหนึ่งไปออกรายการ ‘คนดังนั่งเคลียร์’ ทางช่อง 8 โดยพูดทำนองว่าถ้าหากไม่มีปัญหาก็คงมาไม่ถึงผม และก็ไม่แน่ใจว่าจะเสนอชื่อของชัยเกษมขึ้นไปหรือไม่ หรือในรายการ ‘ปิดไมค์ถาม’ ทาง PPTV โดยกล่าวว่า ถ้าหากเป็นนายกฯก็จะไม่ได้อยู่ภายใต้เงาใครเพราะผมอยู่ข้างประชาชน ถ้าใครคิดว่าจะมาคุมผมแล้วผมทำให้ไม่ได้ ผมก็ขอตัวบ๊ายบาย
นี่คือบางแง่มุมของชัยเกษม (ว่าที่)นายกฯอะไหล่ ฝรั่งมีคำกล่าวที่ว่า 3 times good หรือ “โอกาสครั้งที่ 3 ก็อาจจะดี” ก็ต้องดูว่าโอกาสครั้งนี้จะเป็นของชัยเกษมหรือไม่?
เรื่อง: พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ
ภาพ: ศูนย์ภาพเครือเนชั่น (Nation Photo)