'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

คุยกับ 'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' ภารกิจหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะเชื่อว่าทุกพรรคคต่างมีบาดแผลไม่ต่างกัน

พรรคเพื่อไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วเกือบสามทศวรรษนับแต่เป็นพรรคไทยรักไทย ซึ่งก่อตั้งโดยทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ดำรงตำแหน่งนายกฯ ในปี 2544-2549 โดยมีอีกตระกูลสำคัญที่อยู่กับพรรคมาตั้งแต่ยังเป็นไทยรักไทยคือ ‘อมรวิวัฒน์’ โดย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในปี 2562-2564

ล่าสุดนอกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะสืบทอดโดยตระกูลชินวัตร คือแพทองธาร ชินวัตร ในปี 2566-2568 แล้ว ตระกูลอมรวิวัฒน์ ก็มีเจนเนอเรชั่นที่ 2 ที่มานำพรรคเพื่อไทยต่อจากแพทองธาร บุตรสาวคนสุดท้องของทักษิณ ชินวัตร

ปัจจุบันในปี 2568 เป็นยุคที่บุตรชายคนเล็กของสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในวันเวลาที่ความหนักหน่วงของสถานการณ์ทางการเมืองยากลำบากแตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะอดีตนายกฯ ทักษิณ ผู้ก่อตั้งพรรคเองยังอยู่ในเรือนจำ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาด้วยคดีเก่าก่อน

The People สัมภาษณ์ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้มองว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะกลับมายืนอย่างเข้มแข็ง พร้อมจะเป็นสถาบันทางการเมือง เป็นสถาบันแห่งการลงมือทำ เพื่อให้ประชาชนพ้นจากความลำบากจากเศรษฐกิจตกต่ำ พ้นจากปัญหาต่างๆ ในสังคม

'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย 2025(2568)

The People: คุณจุลพันธ์ชื่อเล่น หนิม แปลว่าอะไร ทำไมจึงได้ชื่อนี้

จุลพันธ์: หนิมเป็นภาษาเหนือ แปลว่าเรียบร้อย อย่าง “เด็กหนิม” นี่ก็คืออุ้มไปวางตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น ไม่ทราบทำไมคุณพ่อคุณแม่ตั้งชื่อนี้

จริงๆ แล้วชื่อนี่ก็เป็นเรื่องแปลก เพราะที่ครอบครัวมีพี่ชายพี่สาว 3 คน ชื่อ ก.ไก่หมดเลยครับ ‘กิ๊ก กิ๋ง ก๋อย’ แล้วผมคนสุดท้องชื่อ ‘หนิม’ ไม่รู้ถือเคล็ดอะไรหรือเปล่าเหมือนกัน (หัวเราะ)

The People: เป็นคนเรียบร้อยตามชื่อไหม

จุลพันธ์: ก็เรียบร้อยอยู่ครับ เป็นคนไม่ค่อยมีเรื่องมีราวกับใคร

เป็นสส. มาตั้งแต่ปี 2548 ผ่านการรัฐประหารมาแล้ว 2 ครั้ง ผ่านการยุบพรรคมาแล้ว 2 รอบ มองว่าการที่พรรคต้องรับมือช่วงนี้ทั้งเรื่องสส.ย้ายพรรค กับเรื่องคะแนนนิยมพรรค หนักหน่วงมากที่สุดหรือเทียบเท่ากับครั้งไหนที่ผ่านมา

The People: คุณจาตุรนต์เคยเข้าไปในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ด้วยหลังรัฐประหาร 2557

จุลพันธ์: ถูกต้องครับ ผมก็เคยครับ ช่วงรัฐประหารมีการเรียกไปรายงานตัว ก็ถูกกักบริเวณกันหลายคนครับ

The People: คุณจุลพันธ์ ถูกคุมขังทั้งปี 2557 แล้วตอนปี 2549 ถูกคุมขังด้วยไหม

จุลพันธ์: ไม่ครับ ผมถูกคุมตัวเฉพาะปี 2557 ส่วนปี 2549 เพิ่งเข้ามาเป็นสส. ใหม่ๆ อาจจะยังไม่เป็นเป้าหมาย (หัวเราะ)

The People: โดนอย่างไรบ้างตอนถูกคุมตัว

ก็ไปอยู่ในบ้านทหารกันครับ คุณพ่อก็อยู่ หลายคนอยู่ในบ้านกัน โดนกันถ้วนหน้า ไม่มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นครับ (หัวเราะ)

'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

ทักษิณ ชินวัตร กับพรรคเพื่อไทย

The People: ครั้งนี้คุณทักษิณ ชินวัตร ผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เข้าไปอยู่ในเรือนจำ น่าจะส่งผลต่อสถานการณ์ของพรรคแน่ๆ แต่คุณจุลพันธ์มองอย่างไร

จุลพันธ์: ท่านก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารพรรค ในส่วนของพรรคก็ยังเดินหน้าตามปกติ ในส่วนความผูกพันกับท่าน แน่นอนเราไม่ปฏิเสธความผูกพันที่เรามีทางใจทางความรู้สึก แล้วก็ส่งความห่วงใย ส่งกำลังใจให้กับท่านและครอบครัว โดยเฉพาะผ่านทางท่านนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร นี่เป็นสิ่งที่พวกเรามี

แต่ในส่วนการทำงาน ในส่วนพรรคการเมือง มันไม่ได้ทำให้อะไรสะดุดติดขัด เรามีหน้าที่เดินหน้าเตรียมการเลือกตั้ง เราก็เตรียมทุกอย่างให้ครบถ้วน ซึ่งจุดนี้ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ

'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

ในส่วนของการเลือกตั้ง ถามว่ากระทบหรือไม่ ผมยังมองว่าอาจจะมีบางส่วนที่เป็นคะแนนบวกด้วยซ้ำถ้าจะคิด เพราะว่าคนที่เป็นแฟนคลับของพรรคเพื่อไทย ไปพูดที่ไหนในเรื่องนี้ น้ำตาไหลนะครับ เพราะเห็นใจท่านนายกฯ ทักษิณที่ถูกกระทำมาเยอะ

คนรุ่นใหม่ๆ เด็กๆ รุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 30 ปี บางทีอาจจะไม่รู้ แต่คนรุ่นกลางรุ่นเก่าจะรู้ว่านโยบายที่ท่านทำในอดีตคืออะไรบ้าง ทั้งเรื่องกองทุนหมู่บ้าน ทั้งเรื่องสามสิบบาทรักษาทุกโรค เป็นคนริเริ่มและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศมากแค่ไหน

ในขณะเดียวกันคนรุ่นกลางรุ่นเก่ารุ่นก่อนหน้า อย่างน้อยยังทราบว่า กระบวนการที่ท่านถูกคดีความ จนกระทั่งนำมาสู่การจำขังในวันนี้ มันเริ่มต้นจากกระบวนการปฏิวัติรัฐประหาร ตั้งคนที่มีอคติและเป็นอริกันมาเป็นคณะกรรมการ เช่น คตส. ก็ตั้งคดีความกันขึ้นมาจนกระทั่งมาจบแบบนี้

เพราะฉะนั้นคนรุ่นที่ทันเหตุการณ์นั้น จะมองด้วยความเห็นใจ เราเชื่อว่าเราจะสามารถไปพูดคุยกับเขา ทำความเข้าใจได้ในเรื่องการทำงานของพรรคเพื่อไทย เพื่อที่จะกลับมาเป็นกำลังของพรรคได้อีกครั้งหนึ่งในการเลือกตั้ง

'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

The People: ท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ ชอบพูดบ่อยๆ บนเวทีหาเสียงว่า “เป็นผู้ช่วยหาเสียง ได้ค่าแรงสามร้อย” แต่การเลือกตั้งรอบนี้ท่านอาจจะไม่ได้มาเป็นผู้ช่วยหาเสียงแล้ว จะส่งผลกระทบอย่างไรไหม

จุลพันธ์: เราไม่ได้เตรียมการจะให้ท่านทักษิณเป็น 1 ในมือปราศรัยอยู่แล้ว ด้วยความเคารพจริงๆ เราไม่ได้วางแผนใดๆ เลย เพราะเรื่องที่ท่านเข้าไปสู่เรือนจำ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เราก็เห็นภาพเป็นเดือนๆ แล้ว ขณะเข้าสู่ช่วงเตรียมการเลือกตั้งทุกพรรคก็เห็น พวกผมก็เห็น

ต่อให้มีกระบวนการที่ท่านสามารถดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้ออกมาก่อนกำหนด ผมก็เชื่อว่า อยู่ในช่วงเวลาที่คงจะมีกระบวนการจำกัดความเคลื่อนไหวอยู่ เพราะฉะนั้น คงไม่สามารถเตรียมเพื่อให้ท่านมาร่วมขึ้นเวทีได้อยู่แล้ว

ในแผนที่เราวางไว้เตรียมการเลือกตั้ง เรามีการจัดชุดสำหรับเตรียมปราศรัยนะครับ เพราะเพื่อไทยในอดีตที่ผ่านมา เราเน้นการเข้าถึงประชาชน การจัดเวทีปราศรัยในหัวเมืองในจุดต่างๆ การปราศรัยย่อยเราทำเป็นประจำ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งเรามีทีมที่ทำในส่วนนี้อยู่ เราเตรียมทีมไว้แล้ว ไม่ได้เตรียมสำหรับท่านทักษิณ เพราะฉะนั้น ไม่มีผลกระทบกับการเตรียมการของพวกเรา

'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

‘อมรวิวัฒน์’ รุ่น 2 ที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

The People: คุณจุลพันธ์เป็น ‘อมรวิวัฒน์’ รุ่น 2 ที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะพิสูจน์ตัวเองอย่างไรว่าคู่ควรกับตำแหน่งนี้ไม่ใช่เพราะนามสกุล

จุลพันธ์: มันก็ไม่น่าใช่เพราะนามสกุลอยู่แล้วครับ เพราะว่าผมอยู่ในการเมืองมาเป็นยี่สิบปี การทำงานของผม ผมว่าคนตามการเมืองจะเห็นทั้งงานในสภา ทั้งงานในพื้นที่ที่เราไปทำงานให้กับประชาชน การอภิปรายในสภา ถ้าติดตามก็รู้ว่าอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจ ขึ้นมาก็รู้แล้วต้องพูดเรื่องเศรษฐกิจ และเป็นคนอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้งที่มีเวทีในฐานะฝ่ายค้าน เป็นคนที่ทำงานเรื่องงบประมาณมาตลอด เพราะฉะนั้น การทำงานของผมน่าจะพิสูจน์ตัวตนได้ระดับหนึ่ง

ส่วนที่สอง เพราะนามสกุลหรือไม่ วันที่ผมขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเนี่ยคุณพ่อผมไม่ได้อยู่ในพรรคแล้วนะครับ เพราะเพิ่งมีเหตุ ซึ่งตรงนั้นเหมือนการกระตุกแรงๆ จากผู้ใหญ่คนหนึ่งให้พรรคได้ตื่น ได้มองกลับมาว่ากระบวนการบริหารจัดการ กระบวนการเดินหน้าควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร

แต่สุดท้ายสมาชิกพรรคก็ให้ความไว้วางใจผม ก็ได้มาทำงานในส่วนนี้ซึ่งผมมองว่า กระบวนการในการพิสูจน์ตัวเองมีอยู่แล้ว

อย่างที่ผมบอกว่า ตรงนี้คนที่รับตำแหน่งก่อนหน้า คือท่านนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป็นที่รักของสมาชิกพรรคอยู่แล้วอันดับต้นเลย และอดีตหัวหน้าพรรคแต่ละคน ก็เคยผ่านช่วงเวลาซึ่งยากลำบากและท้าทาย

'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

ในส่วนของผมเองต้องเรียนว่า เมื่อดูหัวหน้าพรรคคนก่อนหน้าผม เป็นตำแหน่งที่ไม่ง่าย ที่จะต้องทำงานแล้วไปเปรียบเทียบกับเขาเพื่อให้ประชาชนเห็นว่า เราสามารถทำได้ดีกว่าในอดีต เราสามารถทำได้เทียบเท่ากับในอดีตไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นาทีนี้ก็ต้องใช้เวลา ของอย่างนี้ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์

ผมเชื่อว่า อย่างแรกเวทีที่ 1 ก็คือการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในต้นปีหน้า (ปี 2569) อันนี้เป็นเวทีพิสูจน์สำคัญสำหรับพรรค สำหรับผมเอง ในการที่จะให้ประชาชนเห็นว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะกลับมายืนอย่างเข้มแข็งแล้วก็จะเป็นสถาบันทางการเมือง เป็นสถาบันแห่งการลงมือทำ เพื่อที่จะทำให้ประชาชนพ้นจากความลำบาก พ้นจากเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ พ้นจากสังคมที่มีปัญหา

The People: ตอนคุณจุลพันธ์ขึ้นมาเป็นหัวหน้า คุณพ่อก็มีเรื่องกับพรรค ล่าสุดเป็นอย่างไร

จุลพันธ์: ไม่ได้มีเรื่องครับ อย่าใช้คำว่ามีเรื่อง (หัวเราะ)

The People: ตอนนั้นท่านออกจากพรรค แล้วตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อกับพรรคเป็นอย่างไร

จุลพันธ์: จริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรครับ ท่านก็ไม่ได้ไปไหน แล้วท่านตัดสินใจวันนั้นก็คือการคืนตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ให้กับพรรค เพื่อให้ตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อเลื่อนขึ้นมา พรรคมีการดันสส.บัญชีรายชื่อลำดับต่อไปเข้ามาในสภา เพราะฉะนั้น ไม่ได้ทำให้สัดส่วนสส.ของพรรคเปลี่ยนไปแต่อย่างใด

แต่วันนั้นเป็นการสะท้อนให้ฟังดังๆ ว่า กระบวนการบริหารจัดการ จะต้องเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งวันนี้มีโอกาสเข้ามาทำเองร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน

เราพยายามปรับเปลี่ยนให้พรรคมีรูปแบบเป็นทางการและมืออาชีพมากขึ้น มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุดในการพิจารณา มีผู้หลักผู้ใหญ่อีกหลายคน มีการผสมรุ่น รุ่นใหม่คนเจนเนอเรชั่นถัดไป เข้าไปอยู่ในองค์ประกอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้วย ไม่ใช่ยุทธศาสตร์แต่เพียงผู้ใหญ่เท่านั้น แต่มีการผสมรุ่นเล็กเข้าไปอยู่ข้างใน

มีการผสมคนซึ่งมาจากพื้นเพภูมิภาคต่างๆ เข้าไปอยู่ในยุทธศาสตร์ มีการเชื่อมต่อระหว่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์ กับคณะกรรมการบริหาร เพื่อให้ยุทธศาสตร์กำหนดทิศทางการทำงาน การต่อสู้ทางการเมือง ส่งการบ้านมาให้กรรมการบริหารเพื่อนำไปขับเคลื่อน

เพราะฉะนั้น มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบที่ค่อนข้างชัดและเป็นรูปธรรม ซึ่งในขณะนี้ ผมมองว่า กระบวนการขับเคลื่อนพรรคก็ราบรื่นดีครับมาถึงวันนี้ และผมเชื่อว่าจะทำให้พรรคเข็งแรงขึ้น

'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

The People: คุณจุลพันธ์คิดว่าภาพจำที่ตัวเองมีต่อสาธารณะคืออะไร และอยากถูกจดจำแบบไหน

จุลพันธ์: ภาพจำที่คิดว่ามี ต้องให้คนอื่นมองเราดีกว่า คิดว่าตัวเองก็คงเป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย เพราะว่าคนก็รู้จักพอสมควรนะครับ เวลาไปเดินตลาดไปที่ไหนถ้าอยู่เชียงใหม่ อาจจะรู้จักในฐานะสส.

ถ้าอยู่ที่อื่น เป็นภาพจำตอนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตอนนี้ไปไหนในสังคมทั่วไปคนก็เริ่มทักว่าเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

แน่นอนคนเราก็ปรับเปลี่ยนไปตามบทบาท แต่การทำงานเรายังยึดมั่นอยู่ในกรอบอุดมการณ์แนวความคิดที่เป็นกรอบของพรรคเพื่อไทยอยู่ ไม่ได้เปลี่ยน ไม่ได้สั่นไหวนะครับ เพราะฉะนั้นการเดินหน้าในการทำงานคงไม่แตกต่างจากเดิม

ส่วนอยากจะให้จดจำว่าอะไร ก็คงเป็นคนคนหนึ่งที่พยายามทำเต็มที่ในภารกิจหน้าที่ที่รับผิดชอบ และทำได้สำเร็จก็คือการนำพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง สามารถที่จะพาพรรคไปจัดตั้งรัฐบาลให้เกิดนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมว่า การมาเป็นหัวหน้าพรรคครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จ

The People: เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขณะนโยบายเรือธงสมัยนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน และนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ดิจิทัลวอลเล็ต แจกหมื่นไม่สำเร็จ จะเป็นอุปสรรคต่อการหาเสียงอย่างไรไหม

จุลพันธ์: ไม่เป็นอุปสรรคเพราะต้องชี้แจงกันไป แต่อย่างไรก็ตาม การมองว่าไม่สำเร็จ ขึ้นอยู่กับมองจากมุมไหนด้วย ในส่วนของเพื่อไทยต้องเรียนว่าแน่นอนยังทำไม่เสร็จ เพราะเราเป็นรัฐบาลอยู่ 2 ปี มีกระบวนการเปลี่ยนนายกฯ 2 ครั้ง มีความสะดุดติดขัดระหว่างทาง มีพรรคร่วมรัฐบาล มีฝ่ายค้าน มีองค์กรสถาบันหน่วยงานที่เขาเกี่ยวข้อง เขาก็มีกระบวนการซึ่งทำให้เกิดการติดขัด ไม่เป็นไปในแนวทางของรัฐบาลในขณะนั้นก็เห็นได้ชัด ไม่ได้เป็นความลับ คนก็เห็นกัน ใช่ไหมครับ

แต่ในส่วนของตัวนโยบาย เราเป็นรัฐบาล 2 ปี ยังขาดอีกครึ่งหนึ่ง (2 ปีหลังตามวาระ 4 ปี) แต่เราก็แจกเงินไปได้แล้วครึ่งหนึ่งเช่นเดียวกัน

คือเราแจกไปแล้ว 20 ล้านคน ยังขาดอีก 20 ล้านคน แต่กลุ่ม 20 ล้านคนที่เงินถึงมือแล้วเป็นกลุ่มเปราะบาง คือคนที่อ่อนแอและมีความจำเป็นกับเม็ดเงินหมื่นมากที่สุด เงินถึงมือเขาแล้ว กลุ่มผู้สูงอายุอีกหลายล้านคน 2-3 ล้านคน เงินก็ถึงมือเขาแล้ว เพราะฉะนั้นนโยบายยังไม่เสร็จ ซึ่งเรามีระยะเวลาที่จำกัดอย่างที่ได้เห็นกับสถานการณ์การเมืองที่เป็นอยู่

มองว่ายังเหลืออีกครึ่งหนึ่งก็ได้ มองว่าดำเนินการไปแล้วครึ่งหนึ่งก็ได้เช่นเดียวกัน

The People: เตรียมอธิบายบนเวทีหาเสียง 

จุลพันธ์: เป็นเรื่องปกติครับ เป็นนักการเมืองก็ต้องมีคำถามจากประชาชน เราต้องพร้อมตอบ มีคำถามจากสื่อ พวกผมก็ต้องตอบตามหน้าที่ เพราะเราถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ เรื่องคำถามมีทุกมิติอยู่แล้ว เราก็มีหน้าที่ในการชี้แจงไปตามข้อเท็จจริงที่เรามี

'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

พรรคเคยได้เสียงสูงสุด 377 สส.ในยุคพรรคไทยรักไทย

The People: อย่างไรแล้วคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย คงไม่ได้เท่ากับไทยรักไทยที่เคยทำได้สูงสุด 377 เสียง เรื่องนี้จะเป็นข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายอย่างไรไหม

จุลพันธ์: ต้องใช้เวลาครับในการพิสูจน์ตัวเอง แน่นอนพรรคการเมือง ไม่มีพรรคไหนที่อยู่มาระยะเวลาหนึ่งแล้วจะไม่มีข้อติ พรรคเพื่อไทยรู้ว่าเราเดินหน้าแล้วเราทำประโยชน์ให้ประชาชนเยอะ ไปดูนโยบายที่อยู่ในสังคมปัจจุบัน จำนวนมากเกือบทั้งหมด ผมว่าที่ติดหูติดตาประชาชน เป็นนโยบายตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย เราทำประโยชน์ให้กับประชาชนมากครับ

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รับทราบว่ามีกระบวนการหรือเรื่องอะไรก็ตามที่ดำเนินการแล้วเป็นสิ่งที่อาจจะยังติดค้างในใจประชาชน อาจจะยังทำไม่สำเร็จ อาจจะยังทำได้ไม่ดีพอ เป็นเรื่องปกติของคนทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม เราเอาความสำเร็จเป็นแบบอย่างเพื่อที่จะเดินหน้าสู่ความสำเร็จต่อๆ ไป แต่ในส่วนความผิดพลาด ในส่วนของอะไรก็ตามที่อาจจะมีข้อบกพร่อง เหล่านั้น เราเรียนรู้เพื่อที่จะเป็นบทเรียนแล้วเราก็จะได้ปรับแก้ เพื่อให้การทำงานในอนาคตปิดช่องโหว่ สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ดีขึ้น เป็นสิ่งซึ่งพวกเราในฐานะพรรคการเมืองต้องเรียนรู้เช่นเดียวกัน

‘พรรคสีแดง’ ไปอวยพร ‘แกนนำเสื้อเหลือง’

The People: ในการเคลื่อนไหวหรือการทำอะไรแต่ละครั้งจะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จะจัดลำดับความสำคัญในการเอาใจใครอย่างไร ล่าสุดมีคนไม่เห็นด้วยมากที่คุณจุลพันธ์ไปอวยพรคุณสนธิ ลิ้มทองกุล

จุลพันธ์: (หัวเราะ) สำหรับพรรคการเมืองเนี่ย ผมชี้แจงอย่างนี้ วันนั้นเป็นวันที่ไปพบท่านสนธิ เป็นวันเกิดของหนังสือพิมพ์หัวหนึ่ง (สำนักข่าวหนึ่ง) วันเกิดเนชั่นผมก็ไปครับ

ในฐานะพรรคการเมือง เราไปทุกสื่ออยู่แล้ว เวลาสื่อมีกิจกรรมเราก็ต้องไปทุกหัว ก็จะส่งตัวแทนไปบ้างหรือถ้าตัวเองว่างก็ไป เป็นเรื่องปกติครับ

สองคือ ประชาชนเลือกพรรคได้ สื่อยังเลือกสีได้ สื่อยังชอบพรรคไหนได้ แต่พรรคการเมืองเลือกประชาชนไม่ได้ เลือกสื่อไม่ได้

The People: อย่างนี้จะอธิบายอย่างไรกับเหตุการณ์ช่วงปี 2548-2549 เป็นต้นมา

จุลพันธ์: นาทีนี้เราต้องมองถึงความเป็นสื่อ นั่นก็เป็นสื่อสื่อหนึ่ง สำหรับพรรคการเมือง เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำงานกับสื่อให้ได้ทุกสีทุกพวก ถึงแม้ว่า ทราบว่าเขาอาจจะมีจิตใจฝักใฝ่หรือว่า อาจจะไม่ได้เห็นชอบกับแนวทางของพรรคเรา หรืออุดมการณ์ของพรรคเรา ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องไปพูดคุย

ใครก็ตามที่มีฐานแฟนคลับอยู่กลุ่มหนึ่ง ถ้าเราสามารถไปพูดคุยได้ แล้วสามารถทำให้คนที่ติดตามเขาหันกลับมามองย้อนแล้วมาคิดกับพรรคเพื่อไทยในทางที่ดีขึ้น ผมว่า 1-2 คน ก็เป็นประโยชน์ที่ผมจะไม่ปฏิเสธและต้องทำ เพราะฉะนั้น การเพิ่ม exposure ของตัวพรรคต่อสังคมในทุกๆ กลุ่ม เป็นสิ่งซึ่งพรรคการเมืองควรต้องทำ เราจะได้สื่อสารกับประชาชนให้มากขึ้น ไม่ใช่ว่า ถ้าผมมีแฟนคลับอยู่ตรงนี้ แล้วผมก็สื่อสารกับกลุ่มนี้ ทำทุกอย่างเพื่อกลุ่มนี้

'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

The People: แน่นอนว่าคนกลุ่มนี้ก็ยังคงเป็นเสียงที่ภักดีของพรรคเพื่อไทย แต่ว่า เราจะขยายฐานคะแนนได้อย่างไร

เราจะเดินหน้าสู่ความเป็นรัฐบาลรวบรวมเสียงข้างมากได้อย่างไร ถ้าเราไม่สามารถจะไปพบปะไปดึงคะแนนใหม่ๆ ไปพบปะกับคนใหม่ๆ ที่เขายังไม่เคยแบ่งใจให้กับพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้น ในฐานะพรรค โจทย์ของพวกผมคือการเพิ่มยอดผู้คนที่จะมาร่วมในแนวความคิดในอุดมการณ์ของพรรค

คุณจุลพันธ์ทราบว่าสัญลักษณ์สีแดง (หลังถูกรัฐประหาร 19 กันยา 2549 และเหตุการณ์ปี 2553 ) ที่พรรคชูขึ้นมาในปัจจุบันมีที่มาอย่างไร ไม่รู้สึกว่ากระทบกับที่มาสัญลักษณ์สีแดงของพรรค

จุลพันธ์: เราไม่ได้ละทิ้งอุดมการณ์ เราไม่ได้ละทิ้งพี่น้องประชาชนในกลุ่มที่เขาเคยสนับสนุนเรานะครับ วันนี้ก็ยังอยู่กับพรรคก็ยังมาพบปะกัน ในส่วนของกรรมการบริหารเองมีตัวแทนที่เป็นคนเสื้อแดงอดีตผู้ขับเคลื่อนถึง 3 คนเป็นอย่างน้อย มีพี่ก่อแก้ว พิกุลทอง พี่อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด มีพี่หมอเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เป็นต้น  ผมเองเป็น 1 ในนั้นแต่ไม่ได้นับตัวเองเป็นผู้ขับเคลื่อนนะครับ ผมเป็นคนเสื้อแดง

เราไม่ละทิ้งอดีตครับ พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคซึ่งมีประสบการณ์ มีเกียรติประวัติยาวนาน มีการผ่านการต่อสู้มาเยอะ เหล่านั้นเราบันทึกไว้ในใจ แล้วเราพร้อมที่จะโอบรับคนที่ต่อสู้ร่วมกันมาโดยตลอด

แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนการทำงานพรรคการเมือง มิติที่เราจะเดินหน้าสู่การเป็นรัฐบาล เราต้องการที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งประเทศ เราคงไม่เจาะไปเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เราไม่ละทิ้งอดีตแต่เราต้องเดินไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน

ทุกพรรคการเมืองล้วนมีแผล

The People: หลังเลือกตั้งปี 2566 ตอนแรกเหมือนพรรคเพื่อไทยจะจับมือกับ ‘พรรคส้ม’ ต่อมาก็ร่วมรัฐบาลกับพรรคต่างขั้ว คือพรรคร่วมรัฐบาลเดิมของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ทำรัฐประหาร 2557 ดังนั้น นับแต่ยุครัฐบาลนายกฯ เศรษฐา จนไปถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะอธิบายจุดยืนพรรคว่าอย่างไร

จุลพันธ์: อันนั้นเหตุการณ์ชัดเจน ไม่มีอะไรซับซ้อน สำหรับตัวพรรคเราดำเนินการในการโหวตเลือกแคนดิเดตให้พรรคก้าวไกลถึง 2 ครั้ง เราลงคะแนนให้เต็ม 100% เท่าที่เรามี เราลงคะแนนให้เขาครบจำนวนที่เรามี 141 เสียง 2 ครั้งเต็มๆ

แต่สุดท้ายไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ที่บอกว่ามีสว. แล้วสว. ไม่มาตามนัด ก็เกิดปัญหาขึ้นไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ด้วยจำนวนเสียงซึ่งจำเป็นต้องมี เพราะวันนั้นสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ยังมีสิทธิในการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรีอยู่ (เลือกตั้ง 2566)

อีกหนึ่ง option ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ก็คือบอกว่าจะให้รออีก 10 เดือน เพื่อให้สว.ชุดนั้นหมดวาระ แล้วตั้งรัฐบาลกันใหม่ ซึ่งเหตุการณ์ก็ชี้พิสูจน์ชัด อย่างแรกถ้ารอ 10 เดือน แคนดิเดตคงจะอยู่ไม่ถึง เพราะว่าคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดนตัดสิทธิทางการเมือง ก็คงจะอยู่ไม่ถึง 10 เดือน

ถ้าตัดสินใจรอ 10 เดือน สถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจซึ่งกดทับประชาชน โดยเฉพาะภาวะการณ์ของโลกที่แวดล้อมเราอยู่ มีสงครามยูเครน อิสราเอลยิงกัน อเมริกันมีปัญหากับประเทศมหาอำนาจคือจีน ในขณะที่ประเทศไทย หนี้ครัวเรือนสูง ประชาชนเดือดร้อน

'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' เมื่อทุกคนมีบาดแผล และทุกการตัดสินใจไม่เป็นไปตามโลกอุดมคติ

ผมถามว่า 10 เดือน ถ้าเป็นรัฐบาลในลักษณะรักษาการไปเรื่อยๆ ไม่มีกระบวนการสั่งการที่เป็นรูปธรรม ผมมองว่า สถานการณ์ประเทศไทยในวันนี้อาจจะแย่กว่านี้อีกหลายเท่า

ในขณะที่วันนั้นเราตัดสินใจเลือกเพื่อให้คุณเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ปรากฏว่า 1 ปีของคุณเศรษฐาก็สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศไปได้จำนวนมาก เจออุปสรรคคือศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเป็นนายกฯ แพทองธาร เราก็ขับเคลื่อนต่อมาจนกระทั่งถึงวันที่นายกฯ ถูกศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

เพราะฉะนั้น ผมก็มองว่าวันนั้นก็เป็นการตัดสินใจทางการเมืองอย่างหนึ่ง ไม่ได้แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ทุกพรรคก็ต้องมีทางเลือก มีการตัดสินใจที่อาจจะแตกต่างกัน

มองย้อนมิติกลับไป วันที่เรามองว่าจะปรับครม. ทางท่านนายกฯ แพทองธารก็บอกว่า จะเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทย การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยก็คือ ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เป็นเรื่องที่ทุกพรรคก็มีแนวทางในการตัดสินใจ ในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่าง

พรรคประชาชนในวันนี้ ก็มีการตัดสินใจซึ่งไม่ง่าย วันที่เขาตัดสินใจเลือกเอาคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ก็ยังเป็นแผลกันอยู่ ทุกคนก็มีแผลมีกระบวนการซึ่งอาจจะไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็น ideal ไม่ใช่โลกอุดมคติที่จะทำทุกอย่างได้สวยงามและเป็นไปตามที่คิด แต่ทุกคนต้องมีการตัดสินใจ และอยู่ได้กับการตัดสินใจนั้น

บางครั้งการตัดสินใจทางการเมืองของพรรคมันอาจจะไม่ได้สวยหรูโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เราต้องเลือกสิ่งที่เราคิด ณ ขณะนั้นว่ามันดีที่สุดกับประเทศและประเทศต้องเดินหน้าได้

The People: เนื่องจากพรรคมีอายุยาวนาน มีเหตุการณ์ที่เป็นข้อสงสัยว่า พรรคต้องการขึ้นมามีอำนาจเพื่อต่างตอบแทนหรือไปดีลอะไรหรือไม่

จุลพันธ์: ไม่หรอกครับอันนั้นเป็นข้อกล่าวหาก็ว่าได้ ซึ่งไม่จริงครับ

เรายึดมั่นในแนวทางของเราแล้วเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์ เราเตรียมทำนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน ส่วนเรื่องข้อสงสัย หากประชาชนถาม หากสื่อถาม ผมก็ตอบไปตามข้อเท็จจริง

การตัดสินใจสุดท้ายเป็นของประชาชนว่าจะเลือกพรรคใด จะเลือกอย่างไรในการเลือกตั้ง เป็นสิทธิโดยชอบของประชาชน ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติอะไร

The People: คุณจุลพันธ์ มองอย่างไรพรรคเพื่อไทยถูกโจมตีด้วยคำว่า “ข้ามขั้ว ตระบัดสัตย์” คำเหล่านี้

จุลพันธ์: เป็นวาทกรรมทางการเมือง ผมไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะในมิติวาทกรรม ก็สร้างกันได้ทุกคำ ในขณะเดียวกัน เรารู้ในใจ สำหรับตัวพรรคเอง เรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ การตัดสินใจที่เราทำไปเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศเดินหน้า เพื่อให้สามารถนำเอานโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนไปใช้ แล้วเกิดประโยชน์กับเขาได้ อันนั้นเป็นสิ่งซึ่งในฐานะพรรคการเมือง เราก็ต้องเดินหน้า

อย่างที่ผมเคยพูด ผมเคยให้สัมภาษณ์หลายเวทีบอกว่าถ้าเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคไม่มีทางละทิ้งโอกาสของการเป็นรัฐบาล เพราะการตั้งพรรคการเมืองคือการรวมเอาอุดมคติแนวความคิด มารวมกันเพื่อหวังว่า จะเปลี่ยนประเทศ จะขับเคลื่อนประเทศให้ดีขึ้น กระบวนการในการรวบรวมแนวความคิด อุดมการณ์และนโยบาย เป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อเรารวมมาแล้ว ถามว่าจะขับเคลื่อนให้ประเทศเป็นไปอย่างที่เราคิดและอุดมคติของเราได้อย่างไร กระบวนการเข้าสู่การเป็นรัฐเป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นเราไม่ทิ้งโอกาสในการเป็นรัฐบาล

วันนั้นเรามีความจำเป็น เราตัดสินใจว่าดีที่สุดสำหรับประเทศ ณ วันนั้น ทางแรกคือปล่อยให้ประเทศค้างในสุญญากาศอีก 10 เดือน กับอีกวิธีคือเราสามารถเดินหน้าประเทศมีนายกรัฐมนตรีชื่อเศรษฐา ทวีสิน ณ วันนั้น แล้วทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง

ส่วนกระบวนการในการป้ายสี ในการเมืองเป็นเรื่องปกติครับ คนอยู่ในการเมืองไม่น่าจะสั่นไหวในเรื่องพวกนี้

เรารู้ในใจว่าเราทำอะไร และเราเชื่อว่าสิ่งที่เราทำยังเป็นประโยชน์