‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ สส. GenX นักการเมืองอาชีพ มองรัฐประหารกับการยุบพรรค

‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ สส. GenX นักการเมืองอาชีพ มองรัฐประหารกับการยุบพรรค

‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ มองการเมืองไทยผ่านประสบการณ์ตรงของคนที่อยู่กับรัฐประหาร การยุบพรรค และความไม่ต่อเนื่องของประชาธิปไตยมาตลอดกว่า 2 ทศวรรษ

KEY

POINTS

การรัฐประหารในไทยเฉลี่ยเกิดขึ้นในทุกทศวรรษ หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากการยึดอำนาจคือ นักการเมืองและพรรคการเมือง เพราะกติกาที่ตามมาในยุคทหารครองเมืองมักจะไม่เอื้อต่อการเติบโตของแต่ละพรรค ดังนั้น ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลไทยจึงมักเป็นรัฐบาลผสมมากกว่าเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่การเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ก็ไม่ได้รับประกันความมั่นคงของฝ่ายบริหารเสมอไป เพราะอาจนำพาไปสู่การใช้อำนาจที่ถูกมองว่ามีลักษณะเป็นเผด็จการและถูกต่อต้านตามมาได้

The People สัมภาษณ์ ‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ นักการเมืองวัย 46 ปี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2, อดีตประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักการเมืองจากจังหวัดอ่างทอง อดีตสส.เขต 4 สมัย บุตรชายของ ‘สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล’ นักการเมืองรุ่นคุณพ่อซึ่งเป็นอดีตสส. 9 สมัย และอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1

ภราดร เกิดมาในครอบครัวการเมืองท้องถิ่นที่ขึ้นสู่การเมืองระดับชาติ เขามีประสบการณ์สังกัดมาแล้ว 2 พรรคการเมือง คือพรรคชาติไทยและล่าสุดพรรคภูมิใจไทย

เขาอยู่ในบรรยากาศที่พรรคการเมืองซึ่งคุณพ่อเป็นกรรมการบริหารพรรคถูกยุบคือพรรคชาติไทย เขามองว่ากติกาบ้านเมืองที่การยุบพรรคทำได้โดยง่าย เป็นตัวถ่วงรั้งประชาธิปไตย และถ่วงรั้งการเติบโตของพรรคการเมือง

ส่วนพรรคการเมืองใหม่อย่างพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน (ส้ม) ซึ่งมีแกนนำพรรคเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับภราดร ผู้แทนราษฎร 4 สมัยผู้นี้มองพรรคการเมืองใหม่อย่างชื่นชมที่ทำให้สังคมสนใจการเมือง แต่เขาไม่ได้มีแนวคิดจะเข้าร่วมพรรคใหม่เพราะเชื่อในแนวทางของพรรคภูมิใจไทยเรื่องการทำการเมืองแล้วสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้มากกว่าวาทกรรม

ชีวิตวัยรุ่น90s

ภราดร: ผมว่าเราเห็นโลกในอีกแบบหนึ่งที่คนยุคหลังยากที่จะเห็น เราเป็นคนยุคสุดท้ายที่ค่อนข้างดิบกับเทคโนโลยี เราเกือบจะเป็นรุ่นแรกที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของผู้คน เราอยู่ในยุคสมัยที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต เราอยู่ในยุคสมัยที่การพบเจอเพื่อนต้องไปพบเจอกันที่บ้าน เมื่อก่อนนี้โทรศัพท์ก็ไม่มี จะไปเจอเพื่อนทีก็ต้องไปเคาะประตูบ้าน แล้วไปลุ้นกันว่าอยู่หรือไม่อยู่ ซึ่งผมว่าก็เป็นเสน่ห์ของยุคสมัย ถ้ามองย้อนกลับไปก็ยังระลึกถึงอยู่

‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ สส. GenX นักการเมืองอาชีพ มองรัฐประหารกับการยุบพรรค

The People: ได้เห็นทั้ง 2 บรรยากาศในยุคก่อนและหลังมีโซเชียลมีเดีย มองว่าการใช้โซเชียลมีเดียทำให้การทำงานการเมืองง่ายขึ้นหรือเปล่า

ภราดร: ไม่เชิงว่าง่าย แต่เป็นช่องทางที่ทำให้ประชาชนเห็นการทำหน้าที่ของเรามากขึ้น จากเดิมปกติถ้าไม่มีโซเชียลมีเดีย การติดตามการทำงาน การติดตามข่าวสารของผู้แทนตัวเราเอง ทำได้ยากมาก ใครไม่ได้ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิดก็ไม่รู้ว่าตัวแทนที่เลือกแล้ว เข้าไปทำหน้าที่แบบไหนในสภา หรือไปลงมติในเรื่องสำคัญแบบไหนบ้าง

สมัยผมเมื่อก่อนจะติดตามการเมืองได้ ก็ต้องดูทีวี เมื่อก่อนก็ไม่ได้ถ่ายทอดทุกครั้งที่มีการประชุม จะถ่ายทอดเฉพาะการประชุมที่สำคัญ เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ กระทู้ถามสดก็เพิ่งจะถ่ายทอดช่วงหลัง ๆ มานี้ หลัก ๆ อย่างที่บอก ก็คือ ถ่ายทอดเฉพาะเรื่องใหญ่ ๆ อภิปรายไม่ไว้วางใจ อภิปรายงบประมาณอะไรแบบนี้

การติดตามข่าวสารการเมือง ก็ต้องติดตามทางหน้าหนังสือพิมพ์บ้าง ติดตามทางหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์บ้าง ซึ่งวิเคราะะห์ข่าวรายสัปดาห์ เมื่อก่อนมี 2-3 ค่ายใหญ่ สยามรัฐ, มติชน, เนชั่น

สมัยนี้พอมีโซเชียลมีเดีย ก็ทำให้ประชาชนติดตามการทำหน้าที่ผู้แทนของเขา สามารถที่จะติดตามได้ง่าย สะดวกมากขึ้น เป็นข้อได้เปรียบของยุคสมัย

The People: โพสต์คลิปลงโซเชียลมีเดีย รีวิวก๋วยเตี๋ยวกับเสียงเหน่ออ่างทอง

ภราดร: (หัวเราะ) เป็นสำเนียงภาคกลางปกตินี่ล่ะครับ เพียงแต่ว่าอาจจะมีเหน่ออ่างทองบ้างเล็กน้อย

จริง ๆ การไปรีวิวให้เขาก็เริ่มมาจากจุดเล็ก ๆ นิดเดียวว่าปกติเราก็กินข้าวทุกมื้อ ถ้าชีวิตประจำวันของเราสามารถไปสร้างประโยชน์ให้ใครได้แม้เป็นเพียงบางส่วนไม่มากนัก ผมว่าก็เป็นการสร้างโอกาสเพิ่มเติมให้เขา

บางคลิปบางอันคนดูเป็นหลักแสน แล้วหลังจากดู เขาก็ไปอุดหนุนตามที่เรารีวิว ผลประโยชน์ที่ได้ก็เป็นผลประโยชน์กับประชาชนคนหาเช้ากินค่ำ ทำให้เขามีรายได้มากขึ้น เราก็มีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นจากอาชีพค้าขายที่ได้ value มากขึ้น

‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ สส. GenX นักการเมืองอาชีพ มองรัฐประหารกับการยุบพรรค

The People: ดูในคลิปเหมือนไม่ได้เตรียมกันล่วงหน้า ชาวบ้านยินดีโบกมือทักทายแล้วก็ดีใจเวลาคุณภราดรลงพื้นที่หรือไปร้านก๋วยเตี๋ยว

ภราดร: เราอยู่กับเขา ผมเป็นคนค่อนข้างจะติดพื้นที่หน่อย สมัยเป็นผู้แทนราษฎรสมัยแรก ๆ ภารกิจหน้าที่ในด้านอื่นยังมีไม่มากนัก ทำให้มีเวลาที่จะไปอยู่กับชาวบ้าน มีเวลาที่จะไปอยู่ในพื้นที่ เราเป็นนักการเมืองอาชีพ

เพราะฉะนั้น นอกจากการประชุมสภาแล้ว เราก็อยู่ในพื้นที่ ไปรับฟังความเห็นเขาบ้าง ไปกินข้าวบ้านเขาบ้าง ไปนอนเล่นบ้านเขาบ้าง เพราะฉะนั้น ระยะเวลาที่ผูกพันต่อเนื่องกันมาเป็นสิบปี ผมว่าเขารู้จักตัวตนเรา แล้วเขาก็ใกล้ชิดกับเรา พอเขาใกล้ชิดกับเรา ความผูกพันมันจึงไม่เหมือนกับผู้แทนกับชาวบ้าน แต่เหมือนเป็นญาติกัน เป็นเพื่อนกัน เป็นคนในบ้านเดียวกัน เพราะฉะนั้น ความเป็นกันเอง ก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย

เวลาที่เขาเจอผมไม่ว่าผมจะมีสถานะอยู่ในหัวโขนใดก็แล้วแต่ จะเป็นรัฐมนตรี จะเป็นรองประธานสภา ผมก็เป็นไอ้ลูกแบดของคนอ่างทอง ผมก็เป็นลูกหลานเขา เป็นน้อง เป็นเพื่อนเขา

สส.เขต 4 สมัย

The People: คุณภราดรเรียนจบวิทยาศาสตร์กับเศรษฐศาสตร์ ถ้าไม่เป็นนักการเมือง อยากทำอาชีพอะไร

ภราดร: ไม่ได้คิดครับ ไม่เคยคิดครับ เพราะหลังจากที่เรียนจบมาก็เหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้ต้องตัดสินใจทางการเมือง จึงตัดสินใจลงสู่สนามเลือกตั้ง ผมจำได้ว่าน่าจะเป็นปี 2548 ก่อนรัฐประหาร 2549 ตอนนั้นตั้งใจจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคชาติไทย

แต่ด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองขณะนั้น พรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา บอยคอตการเลือกตั้ง บอยคอตรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ยุบสภาปี 2548 แล้วประกาศให้มีการเลือกตั้งอย่างรวดเร็วมาก ก็จะทำให้พรรครัฐบาลขณะนั้นเกิดความได้เปรียบ

พรรคฝ่ายค้านขณะนั้นจึงตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนั้นก็เป็นโมฆะไป ผมก็ไม่ได้ลงเลือกตั้งครั้งนั้น

The People: เคยอยู่พรรคคุณทักษิณไหมคะทั้งคุณพ่อสมศักดิ์และคุณคุณภราดร

ภราดร: ไม่เคยครับ ไม่คิดด้วยครับ เพราะอย่างที่บอกครับ พรรคการเมืองเป็นที่รวมกันของคนที่มีแนวทางหลักคิดทางการเมืองคล้ายๆ กัน พอดีความคิดทางการเมืองของผมไม่เหมือนพรรคคุณทักษิณ ก็เลยไม่คิดที่จะอยู่ด้วยกันครับ ไม่ได้โกรธเกลียดกันเพียงแต่ว่าแนวทางไม่ตรงกันเท่านั้นเอง

The People: คุณภราดรทำงานการเมือง เพื่อสืบทอดงานของคุณพ่อหรือมีเป้าหมายที่ตั้งใจเองว่าจะทำงานการเมือง

ภราดร: หลักใหญ่เลยคือความตั้งใจ ความสนใจทางการเมือง แต่ผมว่าพ่อก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น เพราะว่า เราอยู่ในครอบครัวนักการเมือง พ่อผมเป็นผู้แทนราษฎร ก่อนจะเป็นผู้แทนฯ ก็เป็นนักการเมืองท้องถิ่นมาก่อน ตั้งแต่ผมจำความได้ ตั้งแต่ผมเกิด ก็เห็นพ่อเป็นนักการเมืองแล้ว เพราะฉะนั้นก็ผูกพันและได้ซึมซับสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอด เมื่อเติบโตพอเริ่มมีวุฒิภาวะ เริ่มเข้าไปอยู่ในสังคมที่หล่อหลอมแนวคิดหลักการด้านการเมือง แล้วเรามีพื้นฐานอยู่แล้ว ก็ทำให้ผสมผสานกัน

ผมเป็นสส.เขตครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2550 แล้วเป็นสมัยที่ 2 ในการเลือกตั้งปี 2554 ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2557 การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

พอหลังรัฐประหารปี 2557 ในการเลือกตั้ง 2562 ผมเป็นสส.เขตสมัยที่ 3 และล่าสุดเป็นสส.เขตในการเลือกตั้งปี 2566 รวมแล้วก็เลือกตั้ง 5 ครั้ง ได้เป็นผู้แทนราษฎร 4 ครั้งครับ ไม่เคยเป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ ส่วนการเลือกตั้ง 2569 ครั้งนี้ก็ลงสมัครรับเลือกตั้งสส.แบบแบ่งเขต

ส่วนการสังกัดพรรคการเมือง สังกัดมา 2 พรรคคือพรรคชาติไทย และปัจจุบันพรรคภูมิใจไทย

‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ สส. GenX นักการเมืองอาชีพ มองรัฐประหารกับการยุบพรรค

พรรคภูมิใจไทยกับความเป็น 'บ้านใหญ่'

The People: พรรคภูมิใจไทย เหมือนจะมีความภูมิใจในการรวมบ้านใหญ่ สิ่งนี้จะสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

ภราดร: ความเป็นประชาธิปไตย เกิดขึ้นจากศรัทธาของประชาชน เพราะฉะนั้นเมื่อประชาชนตัดสินใจในคูหาเลือกตั้ง เราไม่รู้หรอกครับว่าการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ผู้สมัครทั้งหลายที่สังกัดพรรคภูมิใจไทย จะได้รับเลือกตั้งกลับมามากน้อยแค่ไหน เราไม่รู้หรอกครับ

ทั้งหมดทั้งสิ้นอยู่ที่พี่น้องประชาชนเป็นคนตัดสินใจ เพราะฉะนั้น เรามีผู้สมัครอาจจะครบทั้ง 400 เขต แต่ถ้าสุดท้ายพี่น้องประชาชนไม่ได้เลือกเรามาเป็นเสียงข้างมาก หรือไม่ได้เลือกเรามาเป็นพรรคอันดับ 1 เราก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน ไม่ได้หมายความว่าการรวมเอาคนที่มีชื่อเสียงมาอยู่ด้วยกันแล้วจะต้องได้รับชัยชนะเสมอไป

ในประวัติศาสตร์ทางการเมือง ก็สอนให้นักการเมืองได้เห็นแล้วว่า ใครจะนามสกุลใหญ่ ใครจะเป็นบิ๊กเนม สุดท้ายแล้ว ถ้าประชาชนเขาตัดสินใจที่จะไม่เลือกคุณกลับเข้ามาทำหน้าที่ คุณก็ไม่มีทางกลับเข้ามาทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น ผมว่า บ้านใหญ่ บ้านเล็ก คนมีชื่อเสียง คนไม่มีชื่อเสียง ไม่เกี่ยวหรอกครับ อยู่ที่ว่าเราจะไปนำเสนอตัวตน ไปนำเสนอนโยบายแล้วสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเขาเลือกกลับมาได้อย่างไร

เนวินชวนมาอยู่พรรคภูมิใจไทย

The People: สังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีคุณเนวิน ชิดชอบ เป็นผู้นำจิตวิญญาณพรรค คุณภราดร ช่วยเล่าความสัมพันธ์คุณภราดรกับคุณเนวินได้ไหม สนิทสนมกันไหม คุยกันอย่างไร

ภราดร: จริง ๆ ท่านเนวินสนิทกับพ่อผมมาเป็นเวลานานมาก น่าจะเป็นผู้แทนราษฎรรุ่นใกล้ ๆ กัน แล้วก็ไปมาหาสู่กัน เคยอยู่พรรคเดียวกัน เคยทำงานร่วมกัน แล้วก็ส่งผ่านมาถึงรุ่นลูกก็คือพวกผม ผมเรียกท่านว่าอา ผมก็ได้ใกล้ชิดกับอาตั้งแต่สมัยที่มาช่วยพ่อผมหาเสียง ตอนนั้นก็รู้จักกัน ผมยังเป็นเด็ก ยังเด็กมาก ก็ได้รู้จักท่าน

หลังจากนั้นพบกันอีกครั้งช่วงรัฐประหารปี 2557 ท่านทำทีมฟุตบอล พวกผมก็ทำทีมฟุตบอล ก็ได้อาศัยพึ่งพาท่านเยอะมากสมัยนั้น ยืมตัวนักฟุตบอลมาเล่นให้อ่างทองไปลงทีม ยืมโค้ช อะไรแบบนี้ ก็ทำให้มีความสนิทคุ้นเคยกันในช่วงนั้น เมื่อสนิทสนมกัน แล้วเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับผม ขณะนั้นผมย้ายออกมาจากพรรคชาติไทย ก็ได้พูดคุยกับท่าน ท่านก็ได้ชวนมาอยู่ที่พรรคภูมิใจไทย

The People: คุณภราดรได้พูดคุยกับคุณไชยชนก ชิดชอบ บ่อยไหม

ภราดร: บ่อยครับ คุณไชยชนกเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรในสมัยการเลือกตั้งปี 2566 ก็ได้มีการพูดคุยกัน ท่านเป็นเลขาธิการพรรค ผมก่อนที่จะไปเป็นรองประธานสภา ผมเป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นกรรมการบริหารพรรคร่วมกัน ก็ได้มีโอกาสทำงานให้กับพรรคด้วยกัน ทั้งในบทบาทพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งในบทบาทพรรคฝ่ายค้าน ทั้งในบทบาทคณะรัฐมนตรี

เมื่อก่อนนี้ก่อนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ทำงานอยู่ด้วยกัน แต่พอมาเป็นรัฐมนตรีแล้ว ต่างคนก็ต่างมีภาระหน้าที่ เมื่อไปอยู่ที่พรรคก็ได้พูดคุยกันแลกเปลี่ยนเรื่องงานกัน

‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ สส. GenX นักการเมืองอาชีพ มองรัฐประหารกับการยุบพรรค

The People: มีเป้าหมายร่วมกันอย่างไรในฐานะคนเจนเนอเรชั่นเดียวกัน

ภราดร: ในฐานะสมาชิกพรรคก็อยากจะเห็นพรรคมีความเข้มแข็งมากขึ้น มีความเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งมากขึ้นกว่าปัจจุบัน อยากจะทำพรรคของเราให้เติบโตเข้มแข็งมีรากฐานมั่นคงมากขึ้นในอนาคต

ประสบการณ์ถูกยุบพรรค

The People: คุณพ่อสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กับคุณภราดร เคยได้รับผลกระทบจากการยุบพรรคใดไหมคะ

ภราดร: พรรคชาติไทย สมัยนั้นหลังรัฐประหาร 2549 มาแล้ว พรรคชาติไทยถูกยุบปี 2551 เหตุของการถูกยุบก็คือว่า มีกรรมการบริหารพรรคท่านหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่าไปดำเนินการซื้อเสียงที่จ.ชัยนาท

ทางกกต. สรุปความเห็นว่า การกระทำมีความเชื่อได้ว่าเป็นการทุจริตเลือกตั้ง กกต.ก็ส่งไปที่ศาล ศาลก็เชื่อตามที่กกต.ว่า

สรุปสุดท้ายนำไปสู่การยุบพรรคชาติไทยพร้อมกับพรรคพลังประชาชน (รวมถึงพรรคมัชฌิมาธิปไตย) ขณะนั้น มีผู้ถูกตัดสิทธิ์ รวม 109 คนแต่ท้ายที่สุด กรรมการบริหารพรรคคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการผิดกฎหมายเลือกตั้ง สุดท้ายก็ไปสู้คดีชนะในศาลอาญา

ผมกำลังจะบอกว่า กระบวนการยุติธรรมปกติ แม้ดำเนินการไปแบบล่าช้า แต่เขาตรวจสอบหลักฐานเหตุผลอย่างรอบด้าน สรุปสุดท้ายไม่ผิด แต่พรรคถูกยุบไปแล้ว แล้วก็ไม่สามารถที่จะไปเรียกร้องอะไรกลับคืนมาได้ อันนี้ก็คือประวัติศาสตร์สมัยพรรคชาติไทยถูกยุบ

ขณะนั้นพรรคชาติไทยมีกรรมการบริหารพรรคประมาณสัก 30 กว่าคน ท่านบรรหาร ศิลปอาชา, ท่านนิกร จำนง, พ่อผม(สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล) ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ หรือเพื่อนผม สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ, เสมอกัน เที่ยงธรรม ล้วนเป็นกรรมการบริหารพรรค ได้รับผลกระทบจากกติกาที่ในความเห็นผม บนสังคมประชาธิปไตยเรื่องการยุบพรรคไม่ควรที่จะถูกใส่ไว้ในกติกา เพราะพรรคการเมืองเกิดขึ้นจากผู้คนรวมตัวกันทางความคิด เติบโตขึ้นจากความศรัทธาของประชาชน

เพราะฉะนั้นวันที่พรรคการเมืองจะถูกยุบ มันก็ควรจะต้องถูกยุบด้วยศรัทธาของประชาชนเหมือนกัน นั่นหมายความว่า ไม่มีประชาชนศรัทธาในหลักคิดแบบพรรคการเมืองนั้นแล้ว ผมคิดว่ามันควรจะเกิดขึ้นและดับไปจากประชาชน คือไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอีก

‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ สส. GenX นักการเมืองอาชีพ มองรัฐประหารกับการยุบพรรค

The People: ปัญหาหนึ่งของการเมืองไทยคือพรรคการเมืองไม่สามารถสร้างความเป็นสถาบันทางการเมืองได้สำเร็จ ส่วนใหญ่จะเป็นพรรคเฉพาะกิจ คุณภราดรมองปัญหาเรื่องนี้เกิดจากอะไร

ภราดร: ผมคิดว่า อยู่ที่ความต่อเนื่องของประชาธิปไตยแบบบ้านเรา เราจะเห็นว่า 7- 8 ปี เฉลี่ยรัฐประหาร 1 ครั้ง รัฐธรรมนูญก็เฉลี่ยพอๆ กัน อันนี้เป็นตัวถ่วงรั้งประชาธิปไตย และถ่วงรั้งการเติบโตของพรรคการเมือง

การยุบพรรคโดยง่ายของกติกาบ้านเมือง เป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตของพรรคการเมืองเช่นเดียวกัน พรรคการเมืองเป็นที่รวมของคนที่มีความคิดมีหลักคิดใกล้เคียงกัน เมื่อมีแนวทางอุดมการณ์ทางการเมืองที่คล้ายกัน ก็จะมารวมตัวอยู่ในบ้านเดียวกัน

ครั้งหนึ่งจำได้ก่อนรัฐประหารปี 2549 พรรคการเมืองเติบโตมากนะครับ พรรคการเมืองเริ่มเป็นบ้านหลังใหญ่ ให้กับผู้คนทั้งประเทศ เราไม่แยกนะครับว่าใครชอบแบบไหน ใครมีรสนิยมแบบไหน แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นคือบ้านที่ทำให้คนที่มีรสนิยมเดียวกันมาอยู่ด้วยกัน

ผมจำได้ว่าสมัยก่อนรัฐประหาร 2549 พรรคการเมืองเติบโตมาก บางพรรคมีสมาชิกหลายล้านคน แม้กระทั่งพรรคที่ผมเคยสังกัดก่อนพรรคจะถูกยุบ ก็คือพรรคชาติไทย มีสมาชิกถึง 2 ล้านคนขณะนั้นแม้เป็นพรรคขนาดเล็ก

ยังไม่พูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรักไทยสมัยนั้นที่มีสมาชิกหลายล้านคนมาก นี่คือการฟูขึ้นของการเมืองที่มีพรรคการเมืองเป็นศูนย์กลางของความคิด

แต่หลังจากที่มีการรัฐประหารเมื่อปี 2549 กติกาของบ้านเมืองถูกเขียนขึ้นมาใหม่ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เขียนขึ้นจากการรัฐประหาร เขียนจากความคิดและเจตนาที่จะกดฝ่ายการเมือง กดพรรคการเมือง ไม่อยากให้คนการเมืองเติบโตก็พยายามที่จะกดเอาไว้

กติกาเรื่องการยุบพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร 2549 ก็ทำให้พรรคการเมืองเกิดยาก แล้วถูกยุบถูกย่อยสลายได้ง่าย

เราจะเห็นพรรคการเมืองถูกยุบหลังปี 2549 มากมาย เริ่มต้นก็พรรคคุณทักษิณ พรรคไทยรักไทย กลุ่ม 111 ถูกตัดสิทธิ์ ต่อมาก็กลุ่ม 109 มี 3 พรรคถูกยุบ

สมัยหลังมานี้พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล ถูกยุบไป จากกติกาที่ไม่เอื้อให้กับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมากนัก ผมคิดว่าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองไม่เติบโตเท่าที่ควร เพราะกติกาที่บีบรัดแบบนี้

คนอยากจะมาสังกัดพรรคการเมืองก็คิดแล้วว่า เมื่อสังกัดพรรคการเมือง มีแนวคิดที่แตกต่างกัน จะมีภัยต่อไปในอนาคตไหม คนที่จะแสดงความคิดเห็นทางการเมืองออกมา ก็ไม่แน่ใจว่า ความคิดเห็นทางการเมืองของตัวจะไปขัดแย้งหรือไม่ตรงกับใครหรือเปล่า ก็ทำให้การแสดงออกทางการเมือง บางครั้งถูกกดทับมากเกินไป

รัฐบาลพรรคเดียวไม่ได้แปลว่าจะครบเทอมเสมอไป

The People: ในการเมืองไทย หลังเลือกตั้งมีน้อยครั้งที่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค คุณภราดรมองว่ารัฐบาลผสมมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร ความเป็นไปได้ที่จะผลักดันนโยบายให้เกิดได้จริงจะเป็นไปได้อย่างไร

ภราดร: แน่นอนมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน สำหรับรัฐบาลผสมกับรัฐบาลพรรคเดียว รัฐบาลพรรคเดียวน่าจะมีเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ ก็คือรัฐบาลคุณทักษิณเมื่อปี 2548

ใคร ๆ ก็คิดว่าการเป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ได้ สส. ถึงสามร้อยกว่าเสียงขณะนั้นซึ่งถือว่าเยอะมาก สังคมก็คิดว่าน่าจะเป็นรัฐบาลที่อยู่ได้ยาวนานตลอดระยะเวลา 4 ปี

แต่ด้วยความใด ๆ ก็แล้วแต่ มีผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจจะฮึกเหิม จากคะแนนเสียงที่ได้จนเกินไป จนไม่ฟังเสียงทักท้วงหรือท้วงติงจากใคร ก็ทำให้เกิดการล่มสลายของอาณาจักรได้เร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้

แต่อย่างไรก็ดี แน่นอน การขับเคลื่อนนโยบายจากรัฐบาลพรรคเดียว ก็สามารถที่จะขับเคลื่อนได้มากกว่าและง่ายกว่ารัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองหลายพรรค เพราะต้องไม่ลืมว่า ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นก็คือพรรคการเมืองเป็นแหล่งรวมของคนที่มีหลักการแนวคิดเดียวกัน

ฉะนั้นเวลาการร่วมรัฐบาลกันของหลายพรรคที่บางครั้งอาจจะมีแนวทางนโยบายที่ไม่เหมือนกัน การจะทำนโยบายรัฐบาลออกมา ก็ต้องฟังจากทุกพรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล

เมื่อเป็นอย่างนั้นบางครั้งนโยบายของพรรคการเมืองบางพรรคที่มาร่วมอยู่ด้วยกัน ไม่ตรง หรือขัดแย้งกัน ก็ไม่สามารถที่จะเอามาใส่ไว้ในนโยบายรัฐบาลได้ ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนนโยบายของพรรคการเมืองหรือของนักการเมืองที่ได้ไปหาเสียงเอาไว้ในสนามเลือกตั้งได้

ดังนั้นจุดอ่อนก็คือว่า ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อน นโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างที่ได้ออกแคมเปญหาเสียงเอาไว้

แต่ว่าความได้เปรียบของรัฐบาลหลายพรรคก็คือว่าอย่างน้อยมีเพื่อนที่จะแลกเปลี่ยนกัน รับฟังความเห็นแนวทางนโยบาย อาจจะมีการท้วงติงกันได้บ้าง ก็อาจจะมีความเข้มแข็ง ถ้าพรรคเดียวเปรียบเหมือนเก้าอี้ขาเดียว ถ้ามีหลายพรรค อย่างน้อยเหมือนเก้าอี้มีสี่ขาน่าจะมีความเข้มแข็งมากกว่า

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมว่าสุดท้ายอยู่ที่ผู้นำของรัฐบาลนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพรรคร่วมหรือรัฐบาลพรรคเดียว ถ้าคนที่เป็นผู้นำมีหัวใจของความเป็นประชาธิปไตยคือรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่เย่อหยิ่งจนเกินไปนัก ผมก็เชื่อว่าจะสามารถประคับประคองไปได้

ได้รับคำชื่นชมควบคุมการประชุมสภา

The People: ภาพจำหนึ่งของคุณภราดรต่อสาธารณะก็คือเหตุการณ์ที่ควบคุมการประชุมสภา โดยคุณภราดรลุกขึ้นยืนแล้วควบคุมความสงบได้ ตอนตัดสินใจตอนนั้นเป็นอย่างไร แล้วเมื่อได้รับคำชื่นชมแล้วรู้สึกอย่างไร

ภราดร: วันนั้นมีเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้น มีการประท้วงกันมีการถกเถียงกันในเรื่องที่ไม่เป็นสาระสักเท่าไหร่ จึงใช้อำนาจของคนที่ทำหน้าที่ประธาน ให้ทุกฝ่ายตั้งสติ แล้วพยายามทำหน้าที่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนอยากจะเห็นจากการเป็นผู้แทนราษฎร

ผมว่าจริง ๆ การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรองประธานสภา หน้าที่หลักก็คือการควบคุมการประชุมให้อยู่ในสถานการณ์ปกติให้ได้มากที่สุด ทำให้การประชุมดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่นมากที่สุด เพราะในระเบียบวาระการประชุมในแต่ละวันก็จะมีระเบียบวาระเยอะมาก

ฉะนั้น ถ้าไม่สามารถควบคุมการประชุมได้แล้วปล่อยให้ที่ประชุมวุ่นวาย เราก็ไม่สามารถเดินหน้าการประชุมได้อย่างราบรื่น จะทำให้ใช้เวลามากเกินความจำเป็นในวาระที่พิจารณาอยู่

เพราะฉะนั้นคนที่เป็นประธานในที่ประชุมก็มีบทบาทที่สำคัญมากในการกำหนดทิศทาง ทำให้การประชุมเดินหน้าไปด้วยความราบรื่น

‘ภราดร ปริศนานันทกุล’ สส. GenX นักการเมืองอาชีพ มองรัฐประหารกับการยุบพรรค

สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น เพียงแต่ทำหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุม เป้าหมายก็คือตั้งใจที่จะทำให้การประชุมเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย ให้ประชาชนได้เห็นมุมของการอภิปรายอย่างครบถ้วนรอบด้าน ทั้งของฝ่ายค้านและของฝ่ายรัฐบาล ไม่อยากให้ประชาชนเห็นภาพจำการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทะเลาะกันหรือการประท้วงกันไป-มา อยากให้เห็นมุมการนำเสนอเนื้อหาสาระทั้งฝ่ายอภิปรายทั้งฝ่ายกล่าวหาและฝ่ายชี้แจง อันนี้เป็นหลักใหญ่ ๆ

The People: การยืนแบบนั้นไม่ค่อยได้เห็นบ่อยเวลาใครทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

ภราดร: มีข้อบังคับของการประชุมบอกว่า ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุม เมื่อไหร่ก็ตามที่ประธานเคาะฆ้อน ก็ขอให้ทุกคนหยุด และถ้าประธานยืน ทุกคนก็ต้องนั่งลง เป็นไปตามข้อบังคับ ไม่ใช่ยืนเพราะแสดงอารมณ์หรือแสดงความไม่พอใจแต่อย่างใด

ชี้แจงไม่ต้องการให้เป็นประเด็นการเมือง หลังถูกวิจารณ์ไม่ตอบคำถาม

The People: มีเหตุการณ์ที่ถูกวิจารณ์ตอนลุกเดินออกจากที่แถลงข่าวเรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่ ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นกับคุณภราดรและได้อธิบายต่อสาธารณะอย่างไร

ภราดร: วันนั้นเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ก็ได้มีการแถลงข่าวประจำวันรายงานสถานการณ์และการดำเนินการของทางภาครัฐ แนวทางการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและการติดต่อระหว่างพี่น้องประชาชนกับรัฐบาลเรื่องการร้องเรียน เรื่องการช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งในแต่ละวันจะมีประเด็นที่ต้องแถลงข่าวเพื่อทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนเยอะมาก สิ่งที่เราอยากสื่อสารไปถึงพี่น้องประชาชนคือเนื้อหาสาระเหล่านี้ เป็นสาระสำคัญที่พี่น้องประชาชนต้องรู้

ฉะนั้นเมื่อมีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเป็นคำถาม ซึ่งเรารู้ดีครับว่าถ้ามีประเด็นทางการเมืองเข้ามา พาดหัวข่าวสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นประเด็นทางการเมือง ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะสื่อสารกับประชาชน สิ่งที่ประชาชนควรรู้ก็จะไม่รู้ไป ก็จะไปมีแต่ข่าวโต้เถียงกันทางการเมือง

ฉะนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการโต้เถียงทางการเมือง เมื่อมีการถามประเด็นทางการเมืองมา ผมก็เลยพยายามไม่ตอบประเด็นทางการเมืองในวันนั้น ต่อมาเมื่อสังคมไม่สบายใจ ผมก็ได้ขอโทษไปว่าพฤติกรรมของผม อาจจะไม่เหมาะสม ผมก็ได้ขอโทษแล้วก็ชี้แจงให้ฟังว่าเพราะอะไรผมจึงไม่ตอบคำถามที่ว่า อย่างที่บอกเมื่อสักครู่

มุมมองต่อพรรคประชาชน (ส้ม) พรรคซึ่งโหวตอนุทินเป็นนายกฯ

The People: หลังปี 2560 มีพรรคการเมืองใหม่คือพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน หรือพรรคส้ม ซึ่งแกนนำเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับคุณภราดร มีความเห็นอย่างไรต่อพรรคใหม่พรรคนี้ซึ่งการเลือกตั้ง 2566 พรรคนี้ได้จำนวนสส.มาอันดับ 1 ในสภา

ภราดร: ก็ตั้งแต่ปี 2562 หลังจากการรัฐประหารและการอยู่ในอำนาจรัฐประหารยาวนานมากในการเมืองยุคใหม่ ถ้าย้อนกลับไปการอยู่ในอำนาจยาวนานขนาดนั้นคือสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร โน่นนะครับ ส่วนการเมืองสมัยใหม่ ไม่มีใครคิดหรอกครับว่าการรัฐประหารจะอยู่ยาวนานถึง 5 ปี

สมัยรัฐประหารปี 2534 ก็อยู่แค่ปีกว่า ๆ สมัยรัฐประหารปี 2549 ก็อยู่แค่ปีเดียว แล้วก็จะมีรัฐประหารปี 2557 นี่แหละที่อยู่ถึง 5 ปี

เพราะฉะนั้น เมื่อสังคมถูกกดทับจากการปกครองของคณะรัฐประหาร แน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ คนที่ถูกกดทับจากระบอบแบบนี้มารวมตัวกันเยอะขึ้น เมื่อรวมตัวกันเยอะขึ้นจนเกิดพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา 1 พรรค ผมว่าก็เป็นการเกิดขึ้นคล้ายกับเหตุการณ์เดือนตุลา คือหลังจากถูกปกครองด้วยการปกครองที่ไม่เป็นปกติ ผู้คนในสังคมก็ไม่สามารถที่จะทนกับการปกครองที่ไม่เป็นปกติแบบนั้นได้

จึงทำให้มีแนวคิดที่จะต่อต้านระบบการปกครองแบบนี้เพิ่มขึ้น จะเป็นแบบนี้ทุกครั้งถ้ามีการปกครองแบบผิดปกติเป็นเวลานาน ๆ ก็จะมีพรรคการเมืองใหม่ ๆ แบบนี้เกิดขึ้น

ซึ่งการเกิดขึ้นของเขาแน่นอนที่สุด คนที่เห็นด้วยหรือมีแนวความคิดแบบนั้นในสังคมขณะที่ถูกปกครองโดยระบอบที่ไม่ปกติ มีจำนวนไม่น้อย จึงเป็นที่มาของผลการเลือกตั้งในปี 2562 และเกิดปรากฏการณ์ที่เกินความคาดหมายของสังคม ที่พรรคการเมืองพรรคใหม่พรรคหนึ่งที่มีแนวทางแนวคิดแบบก้าวหน้า แล้วสามารถปักธงทางการเมืองได้ถึง 80 ที่นั่ง ซึ่งวันนั้นสร้างความตกใจอย่างมากให้กับสังคม

แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ เมื่อเขาได้เริ่มมีโอกาสเข้าไปทำงาน โดยรัฐบาลเผด็จการก็ยังสืบทอดอำนาจต่อมา แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่ด้วยกติกาที่ให้นายกรัฐมนตรีมาจาก สว.ด้วย (ปี 2562) ทำให้สังคมถูกกดทับเพิ่มขึ้น จึงเป็นที่มาของผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่เห็นพรรคก้าวไกล ซึ่งคืออนาคตใหม่เดิมหลังถูกยุบ

พรรคก้าวไกลเติบโตแบบดับเบิ้ล จาก 80 เป็น 150 กว่า ผมเชื่อว่าจากประโยคเดียว ว่า "มีลุงไม่มีเรา" ทำให้การเติบโตของพรรคการเมือง จาก 70-80 คน ก็ถือว่าเป็นความมหัศจรรย์แล้ว เติบโตขึ้นมาเป็น 151 คน ถือว่าเป็นความมหัศจรรย์กว่า

ทั้งหมดทั้งสิ้นเกิดขึ้นจากการถูกกดทับของผู้คนในสังคม ที่สืบทอดและต่อเนื่องมาจากการปกครองที่ไม่ใช่ระบอบปกติ

The People: ส่วนตัวคุณภราดร มอง ‘พรรคส้ม’ เป็นฝ่ายเดียวกันหรือเป็นฝ่ายตรงข้ามในขณะที่พรรคนี้ก็โหวตให้คุณอนุทินได้เป็นนายกฯ ซึ่งคุณภราดรเป็นรัฐมนตรีในครม.ชุดนี้ด้วย

ภราดร: การโหวตให้คุณอนุทินก็เป็นการโหวตแบบมีเงื่อนไข อย่างที่ทราบ มี MOA ร่วมกันทั้งเรื่องการยุบสภาภายใน 4 เดือน เรื่องการที่พรรคประชาชนเมื่อโหวตแล้วจะไม่ร่วมรัฐบาลจะขอเป็นฝ่ายค้าน บอกว่าพรรคภูมิใจไทยจะต้องไม่รวมเสียงเพื่อเป็นเสียงข้างมาก จะพยายามผลักดันแก้รัฐธรรมนูญและทำประชามติ

อันนี้ก็เป็นการโหวตให้บนเงื่อนไขเฉพาะกิจ ให้อยู่แค่ 4 เดือน ภารกิจหลักมาแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการลงมติให้จากหลักการหรืออุดมการณ์ที่ไปด้วยกันได้ แต่โหวตให้กันโดยเงื่อนไขพิเศษ คือการแก้รัฐธรรมนูญและการเดินหน้าสู่การยุบสภา

ในฐานะนักการเมือง ผมชื่นชมพรรคการเมืองแบบพรรคอนาคตใหม่ ที่กล้านำ pain point ของสังคมมาตีแผ่ และทำให้ผู้คนในสังคมตื่นรู้และมีความสนใจและใส่ใจการเมืองมากขึ้น ทำให้ประชาชนรู้จักการตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารมากขึ้น ทำให้ประชาชนได้เห็นว่า การทำหน้าที่ของผู้แทนฯ ในฐานะผู้ตรวจสอบ เป็นแบบไหน เป็นส่วนที่เราในฐานะนักการเมืองเราก็ชื่นชมการทำหน้าที่ของเขาในฐานะนักการเมืองและพรรคการเมือง

แต่ถามว่าผมจะไปอยู่ร่วมกับพรรคเขาไหม ส่วนตัวคงไม่ เพราะผมเชื่อในแนวทางการเติบโตขึ้นของพรรคภูมิใจไทย แล้วผมเชื่อในแนวทางของพรรคภูมิใจไทยมากกว่าในเรื่องการปฏิบัติ ในเรื่องของการทำการเมืองแล้วสร้างประโยชน์ให้ประชาชนมากกว่าวาทกรรม

The People: มองว่าพรรคภูมิใจไทยพูดแล้วสามารถทำได้

ภราดร: ใช่ครับ เพราะก็ทำให้เห็นมาแล้ว เราเป็นรัฐบาล ซึ่งจริงๆ ท่านนายกฯ ตั้งใจจะเป็น 4 เดือนตาม MOA แต่ก็อยู่ไม่ถึง อยู่แค่ 2 เดือนกว่า แต่สิ่งที่ได้รับปากกับทั้งพรรคประชาชนและรับปากกับพี่น้องประชาชนเอาไว้ เราได้ทำครบเงื่อนไขทุกข้อ

ในเรื่องการบริหาร เราบอกว่าเราจะเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤต 4 เรื่องในเวลา 2 เดือน ใช้เวลา 70 วันเท่านั้น ก็ทำให้เกิดมรรคผลได้ ทำให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ เรื่องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จะเห็นนโยบายที่ถูกใจพี่น้องประชาชนมาก และสามารถที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ๆ ก็คือคนละครึ่งพลัส

แก้ไขปัญหาเรื่องภัยสังคมเรื่องสแกมเมอร์ไม่มีรัฐบาลไหนใช้เวลาเพียงแค่ 70 วันแล้วสามารถทลายแกงค์สแกมเมอร์ได้ขนาดนี้ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผลการดำเนินการตามนโยบาย ออกมาเป็นที่ประจักษ์ เรายึดอายัดทรัพย์ได้เป็นหมื่นล้าน แล้วมีคนที่อยู่ในขบวนการอีกมาก

ในเรื่องความมั่นคง ผมเชื่อว่าผลของการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ อนุทินที่ร่วมมือกับกองทัพ ก็ได้รักษาอธิปไตยของชาติไว้ได้อย่างมั่นคง ผมเชื่อว่าเราทำให้เห็นแบบชัดเจนและใช้เวลาเพียงแค่ 70 วัน

The People: ในฐานะคนเจนเนอเรชั่นเดียวกัน คือคุณภราดรกับแกนนำพรรคประชาชน(ส้ม) เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่คุณภราดรมีประสบการณ์การเมืองมากกว่า ถ้ามองในเชิงวิพากษ์วิจารณ์มองอย่างไร

ภราดร: คงไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์เขา แต่ว่าอย่างที่บอกคือชื่นชมความกล้าหาญทางการเมือง และแนวทางทางการเมือง ผมเชื่อว่าพรรคเขาเป็นพรรคแรกที่เอาแนวทางทางการเมืองแบบใหม่เข้ามา แล้วทำให้พรรคการเมืองอื่นต้องตื่นตัว แล้ววันนี้พรรคการเมืองอื่นก็เริ่มปรับตัวแล้ว ฉะนั้น จะไปวิพากษ์วิจารณ์เขาคงไม่กล้าจะไปวิพากษ์วิจารณ์

ผมว่าสิ่งที่จะขอกันก็คือว่า ในฐานะนักการเมืองด้วยกัน สิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลยก็คือว่า เราสาดโคลนใส่กัน เมื่อต่างคนต่างสาดโคลนใส่กัน สิ่งที่สังคมจะเห็นก็คือ นักการเมืองที่เปื้อนโคลนหมดทุกคน ทั้งที่เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เรื่องจริงหรือไม่ ผมว่ากระบวนการตรวจสอบ กระบวนการยุติธรรมก็มีอยู่

ถ้าจะเป็นการเมืองแบบใหม่ เรื่องการสาดโคลน หรือการชี้นิ้วใส่เพื่อนว่าคนอื่นชั่ว ตัวเองเป็นคนดี ผมว่ามันเป็นการเมืองแบบเก่า ส่วนการเมืองแบบใหม่ สร้างสรรค์ นำเสนอสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ ไม่ต้องไปใส่ร้ายเพื่อน ไม่ต้องไปว่าเพื่อน ผมว่า เรานำเสนอสิ่งที่เราอยากจะทำแล้วให้ประชาชนเขาตัดสิน ใครชั่ว ใครดี สูงต่ำดำขาว ผมเชื่อว่าเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ประชาชนเขารู้ เขาตัดสินใจกันเอง อย่าให้นักการเมืองต้องสาดโคลนใส่กันเพราะจะไม่มีใครที่สะอาดเลย ทุกคนจะเปื้อนโคลนเหมือนกันหมด

และจริง ๆ ฝ่ายการเมืองเอง ในการทำหน้าที่ เรามีมุมมองที่แตกต่างกัน เรามีหมวกสวมใส่ที่แตกต่างกัน บางครั้งเราสวมใส่หมวกฝ่ายบริหารเราก็ทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ถ้าใส่หมวกของฝ่ายตรวจสอบ คนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบก็ต้องทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ตรงไปตรงมา

The People: ประสบการณ์พรรคฝ่ายค้านยังไม่เคยเป็นรัฐบาล จึงยังไม่เห็นผลงานบริหาร ?

ภราดร: ผมว่าอยู่ที่ประชาชนว่าครั้งนี้จะให้โอกาสกับพรรคไหนแบบใด ถ้าอยากจะทดลองกับคนใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านการบริหารมาเลย แล้วให้มาบริหารประเทศในสถานการณ์แบบนี้ ในสถานการณ์ความมั่นคงที่เราก็ไม่สามารถที่จะไว้ใจกับประเทศเพื่อนบ้านได้ เมื่อเราไว้ใจประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ เราจะเลือกผู้นำแบบไหนมาบริหารประเทศในสถานการณ์แบบนี้

ในเรื่องของภัยเศรษฐกิจซึ่งกำลังอยู่ในช่วงการต่อสู้แย่งชิงกันอย่างมาก โดยเฉพาะกับทางสหรัฐอเมริกาเรื่องการต่อรองกัน เรื่อง tariff ก็ต้องเลือกผู้นำที่มีความกล้าเจรจา ไม่ใช่ยอมอ่อนข้อให้เขาเสียทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า คุณอนุทิน ชาญวีรกูลสามารถที่จะแข็งขืน คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ สามารถที่จะแข็งขืนกับมหาอำนาจได้แบบไหน สามารถที่จะต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของชาติได้แบบไหน

หรือจะไปทดลองกับของใหม่ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหาร ไม่แน่ใจ หรือยังไม่รู้ เขาอาจจะทำดีก็ได้ แต่ who knows ใครจะไปรู้ว่าจะทำได้หรือทำไม่ได้ บนสถานการณ์ที่ล่อแหลมแบบนี้ ผมเชื่อว่าสังคมนี้ต้องการมืออาชีพในการบริหารสถานการณ์ 2 เรื่องที่ว่า

The People: คุณภราดรมองว่า พรรคภูมิใจไทยได้พิสูจน์แล้วว่า ทำได้

ภราดร: พิสูจน์หรือไม่ ผมว่าให้ประชาชนตัดสินว่า 2 เดือนกว่าๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา ในเรื่องของความมั่นคง เราทำหน้าที่ได้ดีมากน้อยแค่ไหน ในเรื่องการต่อรองภาษีกับทางสหรัฐอเมริกา เราคานอำนาจกับเขาได้แบบไหน หรือเรามีเทคนิคในการต่อรองแบบไหน ผมเชื่อว่าพอตอบคำถามได้

 

สัมภาษณ์: ฟ้ารุ่ง ศรีขาว

ถ่ายภาพ: จุลดิศ อ่อนละมุน