17 ก.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
ย้อนไปเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน อีกหนึ่งบทบาทของ ‘ปุ่ย-สุภัชชา ชวาลเวชกุล’ นอกจากการเป็นพนักงานประจำที่แบงก์ชาติ คือการเป็น ‘คุณแม่ลูกหนึ่ง’ ที่พบว่าการที่จะดูแลลูกอย่างเต็มที่พร้อมกับการทำงานเต็มเวลาตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ไปด้วย ไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่วิธีไหนล่ะ ที่จะทำให้เธอสามารถเป็นได้ทั้งคุณแม่ที่มีเวลามากกว่านี้ ‘เพื่อลูก’ และยังคงมีอาชีพ ‘เพื่อตัวเอง’ และครอบครัวต่อไปได้
คำถามเหล่านี้คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้สุภัชชาไม่ลังเลที่จะตอบตกลงเมื่อมีโอกาสเข้ามาเชื้อเชิญ และตัดสินใจเริ่มต้นเดินทางในเส้นทางใหม่ในฐานะ ‘คุณแม่ผู้ประกอบการ’ ร่วมกับอดีตหุ้นส่วนอีกคน ร้อยเรียงเรื่องราวออกมาเป็น ‘Mala Tara’ ธุรกิจชาดอกไม้ไทยที่นำเรื่องราวของชา - ดอกไม้ - และวัฒนธรรมไทยไปเบ่งบานไกลถึงสหรัฐอเมริกา โดยนำเสนอการดื่มชาในมิติใหม่ที่มากกว่าการเป็นเครื่องดื่ม แต่คือช่วงเวลาแห่งการชื่นชมความงามและดื่มด่ำสุนทรียภาพ ผ่านประสบการณ์อย่างพิธีชงชาดอกไม้ที่ทำได้ง่าย ๆ ในทุกวัน
ก่อนจะก้าวมาสู่แวดวงธุรกิจ ‘ปุ่ย-สุภัชชา ชวาลเวชกุล’ คือลูกสาวคนโตของบ้าน และมีน้องชายอีก 2 คน สามพี่น้องเติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจที่ปลูกฝังให้ลูก ๆ เห็นถึงความสำคัญของการศึกษา คุณพ่อของเธอคือ ‘สมโภช ชวาลเวชกุล’ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท สก๊อตอินดัสเตรียล (Scotch Industrial) หรือที่คนไทยรู้จักกันว่า ‘สก๊อตรังนก’ แต่ถึงอย่างนั้น ในความฝันวัยเด็กของเธอกลับไม่เคยปรากฏภาพของการเป็นเจ้าของธุรกิจอยู่เลย
“ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาเป็นเจ้าของธุรกิจ ตอนเด็ก ๆ ได้แต่ manifest ตัวเองอยู่ 2 อย่าง คืออยากเป็นคนที่เก่ง อยากจะเก่งขึ้น และอีกอย่างคือแค่รู้สึกชื่นชอบอะไรเกี่ยวกับต่างประเทศ เช่น การไปทำงานองค์กรต่างประเทศ”
ด้วยความฝันข้อแรก ทำให้เธอตั้งใจเรียนอย่างหนักถึงขั้นที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘เด็กเนิร์ด’ คนหนึ่ง การเป็นคนเรียนเก่งพาให้เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบจึงได้ไปเป็นวิศวกรประเมินความเสี่ยงอยู่ที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง
ทว่าหลังจากได้งานเพียงไม่นาน เด็กเนิร์ดคนนี้ก็พาตัวเองไปลองลงสนามที่ท้าทายกว่าเก่า นั่นคือการสอบชิงทุนแบงก์ชาติ และสุดท้ายเธอก็ได้รับทุนจนได้ไปเรียนต่อระดับปริญญาโทด้านวิศวกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ (University of Illinois) สหรัฐอเมริกา
หลังสำเร็จการศึกษา เธอได้เข้าทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 5 ปี เกี่ยวกับด้านกลยุทธ์วางแผน ในส่วนงานโรงพิมพ์ธนบัตรที่สายออกบัตรธนาคาร (สอบ.) ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ซึ่งเธออยู่ในทีมที่ดูแลและพัฒนาระบบการชำระเงินผ่านการบริการ ‘พร้อมเพย์’ (PromptPay)
ตลอด 5 ปีที่แบงก์ชาติ เธอมีหน้าที่การงานที่มั่นคง แต่เมื่อกลายมาเป็น ‘แม่’ การทำงานตรงนี้กลับไม่ตอบโจทย์บทบาทใหม่ของชีวิตที่เธอเพิ่งได้รับมา
“ตัดสินใจมาทำธุรกิจเพราะอยากมีเวลาที่ flexible ให้ลูก อยากไปรับไปส่งลูก อยากจะใช้เวลาอยู่กับลูก อยากเติบโตไปพร้อมกับลูก”
หลังกลายเป็นคุณแม่ สุภัชชาพบว่า ‘เวลาที่ลูกงีบ’ คือช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เธอสามารถมีเวลาเป็นของตัวเองได้ จึงเริ่มมองหาหนทางที่จะสร้างอาชีพที่ไม่ผูกติดกับเวลาทำงานแบบเดิม เพราะสำหรับเธอ การทำธุรกิจเป็นหนึ่งในไม่กี่ทางเลือกที่เปิดโอกาสให้บริหารเวลาได้ด้วยตัวเอง สามารถดูแลครอบครัวไปพร้อมกับสร้างรายได้และคุณค่าในงานที่ทำ
เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ยังมีเรื่องราวของผู้หญิงอีกคนที่เธอนึกถึงเสมอ นั่นคือคุณแม่ของเธอ
“เราอยากจะทำความฝันนี้ให้คุณแม่เห็น แม้ว่าตอนนี้คุณแม่จะเสียไปแล้ว แต่ก็อยากทำให้เห็นว่ามันเป็นไปได้นะ เราเลี้ยงลูกไปด้วยและทำธุรกิจไปด้วยได้ ถึงจะยากมากก็ตาม (หัวเราะ) ก็น่าจะเป็นเหตุผลนี้แหละ คนที่เป็นโรลโมเดล หรือคนที่เราอยากจะทำให้เขาเห็นว่ามันสามารถทำได้ ก็คงจะเป็นคุณแม่”
สำหรับสุภัชชา การสร้าง Mala Tara จึงไม่ใช่เพียงการสร้างแบรนด์ชา แต่ยังเป็นการสานต่อความฝันที่คุณแม่ผู้เป็นเสมือนโรลโมเดลของเธอ และเป็นคำยืนยันว่า ผู้หญิงสามารถเติบโตในบทบาทของแม่และในฐานะผู้ประกอบการไปพร้อมกันได้
จุดเริ่มต้นของ Mala Tara มาจากความหลงใหลในสิ่งเรียบง่ายของสุภัชชา เธอเป็นคนรักดอกไม้ ชื่นชอบการดื่มชา และหลงเสน่ห์วัฒนธรรม Afternoon Tea มาโดยตลอด
เมื่ออดีตหุ้นส่วนชวนเธอมาวางแผนสร้างแบรนด์ชาที่มุ่งเจาะตลาดสหรัฐอเมริกา โดยนำ ‘ชา’ มาผสานกับคอนเซปต์ของ ‘ดอกไม้’ พร้อมตั้งชื่อแบรนด์ว่า ‘Mala Tara’ ซึ่งมาจากคำว่า ‘มาลา’ ที่หมายถึงดอกไม้ และ ‘ธารา’ ที่หมายถึงสายน้ำ
เมื่อสองสิ่งที่เธอหลงใหลมาบรรจบกัน สุภัชชาจึงมองว่านี่อาจเป็นโอกาสที่เธอจะร้อยเรื่องราวของสิ่งที่เธอรักและสานต่อไปเป็นอาชีพ โดยหยิบเอาทั้งชีวิตและหน้าที่การงานลงไปเดิมพันในเส้นทางนี้
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลาออกจากงานประจำไม่ใช่เรื่องง่าย เธอใช้เวลาประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องอายุ โอกาสในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน และความเป็นไปได้ของธุรกิจ ก่อนจะตั้งเงื่อนไขให้ตัวเองว่า
“ลองดูสักประมาณ 3 ปี ถ้ามันไม่เจ๊ง ฉันยังอายุไม่เกิน 35 ปี ฉันก็ยังมีโอกาสสมัครงานอยู่”
จากพื้นเพของการเป็นลูกหลานชาวจีนอพยพ การดื่มชาจึงไม่ใช่เพียงกิจวัตรในชีวิตประจำวันของสุภัชชา แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและรากเหง้าที่หล่อหลอมเธอมาตั้งแต่วัยเยาว์
เธอเล่าว่า เหตุผลที่เลือกเริ่มต้นธุรกิจด้วย ‘ชา’ มาจากความหลงใหลและความผูกพันที่มีต่อชามาอย่างยาวนาน อีกทั้งเธอยังกล่าวอีกว่า “คนเราต้องดื่มน้ำอยู่แล้ว เพียงแต่จะเลือกดื่มอะไร” เธอมองว่าในตลาดชายังมีโอกาส เพราะชาเป็นเครื่องดื่มที่มีฐานผู้บริโภคอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของคน เพียงแต่ต้องทำให้ชาของแบรนด์มีความหมายมากกว่าเครื่องดื่มทั่วไป
“สิ่งที่เราต้องทำคือการผูกเรื่องราว” สุภัชชาอธิบาย ชาของเธอจึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงชาสำหรับดื่ม แต่เป็นประสบการณ์ที่มอบทั้งรสชาติ สุนทรียภาพ และช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายให้กับผู้ดื่ม
อีกแรงบันดาลใจสำคัญมาจากการเติบโตในครอบครัวธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (Fast-Moving Consumer Goods) ที่ขายสินค้าสำเร็จรูป สุภัชชาคิดว่าแนวทางนี้จะสามารถพัฒนาสินค้าให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้าง และสามารถส่งต่อคุณค่าไปถึงผู้บริโภคได้จริง เธอจึงเลือกวางตำแหน่งแบรนด์ไว้ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม เพราะมองว่ากระแสการดูแลสุขภาพและการมีสุขภาพดีแบบองค์รวม (wellness) เป็นตลาดที่ยังมีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง และไม่น่าจะเป็นเทรนด์ที่ถดถอยลงในระยะยาว
“ยิ่งไปทำการบ้านกับดอกไม้ไทยมากขึ้นเท่าไร ปุ่ยก็พบว่าดอกไม้ไทยของเราน่าสนใจมากเลย เคยกินไข่เจียวดอกขจรไหมคะ หรือดอกโสน ดอกไม้ไทยสามารถไปอยู่ได้ทั้งในน้ำแกง หรือขนมจีนน้ำเงี้ยว ยำดอกดาหลา มันมีทั้งคุณสมบัติของสมุนไพรอยู่ในตัว และที่สำคัญคือยังอยู่รอบ ๆ ตัวเราอีกด้วย”
นอกจากนี้ สุภัชชายังลงพื้นที่ไปยังท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย ระนอง เพื่อคัดสรรดอกไม้ไทยที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติและของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งดอกไม้ไทยแต่ละชนิดล้วนสะท้อนถึงความงามและประเพณีที่ถักทออยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย
อีกหนึ่งความพิเศษของชา Mala Tara คือการใช้ดอกไม้ ‘ทั้งดอก’ แทนการดื่มชาแบบเบลนด์ (blend) หรือการบดเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อมอบสุนทรียภาพ (aesthetic) ผ่านประสบการณ์การดื่มชาอย่างแท้จริง
ผู้ดื่มจะไม่ได้เพียงลิ้มรสชาติน้ำชาอันหอมละมุนที่ช่วยให้ทั้งจิตใจและร่างกายผ่อนคลาย แต่ยังจะได้ชมความงามของดอกไม้ที่ค่อย ๆ คลี่กลีบและผลิบานทีละนิดในถ้วยชาใบน้อยไปพร้อม ๆ กัน
เบื้องหลังของดอกไม้แต่ละดอกคือการคัดเลือกอย่างพิถีพิถันโดยเกษตรกรท้องถิ่น ที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกด้วย ‘เกษตรอินทรีย์’ หรือ ‘เกษตรแบบออร์แกนิก’ ตลอดจนกระบวนการเก็บเกี่ยวดอกไม้ทีละดอกที่ล้วนมาจากความใส่ใจของเกษตรกร สิ่งเหล่านี้คือปรัชญาหลักที่ Mala Tara ยึดถือ และเป็นคำตอบของการเกษตรที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและดีต่อสุขภาพ
ในการทำเกษตรอินทรีย์ แม้จะหมายถึงการต้องเผชิญข้อจำกัดมากมาย ทั้งผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ ต้นทุนที่สูงกว่า ปัญหาสภาพอากาศ และการใช้เวลานานกว่าจะได้ดอกไม้ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานของแบรนด์ แต่สำหรับสุภัชชา ความท้าทายเหล่านี้คือราคาที่คุ้มค่าหากแลกกับการเติบโตของทั้งผู้คนและผืนดินไปพร้อมกัน และยังเป็นโจทย์ของการพัฒนาแบรนด์ไปในอีกขั้น
วิถีการชงชาสไตล์ Mala Tara ไม่ได้เป็นแค่การเตรียมเครื่องดื่ม แต่เป็นการสร้างช่วงเวลาแห่งความสงบเล็ก ๆ ท่ามกลางวิถีชีวิตอันเร่งรีบของคนยุคใหม่ เธอมองว่า ยิ่งผู้คนใช้ชีวิตเร็วเท่าไร ก็ยิ่งโหยหาช่วงเวลาที่ได้กลับมาอยู่กับโลกออฟไลน์อันเรียบง่าย ปล่อยให้เวลาค่อย ๆ ไหล และมีสติอยู่กับตัวเองในปัจจุบัน คล้าย ๆ กับบรรยากาศการชงมัทฉะในตอนเช้า แม้จะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ได้หยุดอยู่กับตัวเอง ก่อนออกไปเผชิญความวุ่นวายของทั้งวัน
สุภัชชาเรียกช่วงเวลานี้ว่า ‘mindful ritual’ หรือพิธีกรรมเล็ก ๆ ที่ช่วยดึงผู้คนกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านการเฝ้ามองดอกไม้ที่ค่อย ๆ เบ่งบานในถ้วยชา และการดื่มด่ำกับทุกประสาทสัมผัสอย่างไม่เร่งรีบ นั่นคือคุณค่าที่ Mala Tara ต้องการมอบให้มากกว่าชาหนึ่งถ้วย
ทั้ง wellness, aesthetic และ mindful ritual ที่มีเบื้องหลังมาจากการเพาะปลูกที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อหลอมคุณค่าของ Mala Tara ซึ่งสุภัชชาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ และมอบมิติใหม่ให้การดื่มชาในชีวิตประจำวันเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น
สุภัชชาเชื่อว่า ดอกไม้ไทยแต่ละชนิดล้วนมีเรื่องราวและวัฒนธรรมที่มีคุณค่า สอดแทรกอยู่ในทุกองค์ประกอบของวิถีชีวิตของคนไทย ไม่ว่าจะอาหาร เครื่องดื่ม หรือการบูชาในพิธีกรรมต่าง ๆ และนี่คือดอกไม้ 4 ชนิดซึ่งเป็นก้าวแรกของ Mala Tara ที่จะเล่าขานเรื่องราวเหล่านั้นไปถึงผู้หลงใหลการดื่มชาทั่วโลก
เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงรู้จักดอกกุหลาบ แต่จะมีคนมากน้อยแค่ไหนที่รู้จัก ‘กุหลาบมอญแดงประเสริฐ’ สุภัชชาจึงมองว่าดอกไม้ชนิดนี้คือตัวเลือกที่ดีในการแนะนำให้ลูกค้าต่างชาติให้มารู้จัก Mala Tara ด้วยสีสันที่สะดุดตาและกลิ่นที่หอมอันเป็นเอกลักษณ์ เรียกได้ว่าคงจะห้ามใจไม่ให้ไปหลงเสน่ห์ดอกไม้ชนิดนี้ได้ยากเป็นแน่
ดอกเก๊กฮวย (Yellow Chrysanthemum) จากจังหวัดเชียงใหม่
สุภัชชากล่าวถึง ‘ดอกเก๊กฮวย’ ว่า เป็นตัวเลือกที่ดีในการดึงดูดลูกค้าชาวตะวันออก เพราะเป็นดอกไม้ที่เป็นสมุนไพรโบราณที่ใช้กันในวัฒนธรรมตะวันออกหลาย ๆ ประเทศมาช้านาน แบรนด์จึงนำสิ่งที่คุ้นเคยนี้มาตีความใหม่ ผ่านการดื่มชาแบบที่มอบทั้งรสชาติและประสบการณ์
ดอกบัวเผื่อนเหลือง (Water Lily) จากจังหวัดนครปฐมและสระแก้ว
‘ดอกบัวเผื่อนเหลือง’ เป็นดอกที่ทำให้เกิดสุนทรียภาพที่โดดเด่นมากที่สุด เพราะเมื่อดอกสัมผัสน้ำร้อน กลีบดอกจะค่อย ๆ คลี่บานอย่างสวยงาม นอกจากความงามที่มองเห็นได้แล้ว ดอกบัวยังสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย และเชื่อมโยงกับความหมายของความสงบ สมาธิ และพิธีกรรม
ดอกกาแฟ (Coffee Flower) จากจังหวัดตากและระนอง
โดยปกติแล้ว เราจะดื่มกาแฟได้จากการคั่วเมล็ดเท่านั้น ทำให้ส่วนอื่น ๆ ของต้นกาแฟไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อ สุภัชชาจึงเลือกนำ ‘ดอกกาแฟ’ มาทำชาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร อีกทั้งดอกไม้ชนิดนี้ยังมีลูกเล่นและทำให้ผู้ดื่มตั้งคำถามว่าจะเป็น ‘ชา’ หรือ ‘กาแฟ’ กันแน่ แต่คำตอบก็คือ ‘เป็นทั้งคู่’
แม้วัตถุดิบแต่ละชนิดจะมีเรื่องราวและความซับซ้อนในการผลิตแตกต่างกัน แต่ Mala Tara กลับตั้งราคาชาทั้ง 4 ชนิดเท่ากันทั้งหมด เพราะสุภัชชาไม่ต้องการให้ ‘ราคา’ เป็นปัจจัยที่กำหนดการตัดสินใจของลูกค้า เธออยากให้ผู้ดื่มเลือกชาแต่ละชนิดจากความอยากรู้อยากลอง และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสเสน่ห์ของดอกไม้แต่ละชนิดได้โดยไร้ข้อจำกัด
ทุกวันนี้คำว่า ‘wellness’ และ ‘sustainability’ กลายเป็นคำที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกธุรกิจ หลายแบรนด์หยิบยกสองแนวคิดนี้มาเป็นหัวใจของการสื่อสาร จนแทบกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการสร้างแบรนด์ ผู้เขียนจึงอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า สำหรับ Mala Tara แล้ว สองคำนี้มีความหมายแตกต่างจากนิยามที่เราคุ้นเคยอย่างไร
“หากคนเราอยากสุขภาพดี ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ wellness ก็คือสุขภาพดีโดยองค์รวม … พอสุขภาพดีอะไร ๆ มันก็จะดีไปหมด”
สำหรับสุภัชชา Wellness ไม่ได้หมายถึงแค่การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่คือการมี ‘สุขภาวะที่ดี’ ในทุกมิติของชีวิต ทั้งร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัว แนวคิดนี้จึงสะท้อนออกมาในวิธีที่ Mala Tara มองบทบาทของตัวเองที่ไม่ได้ต้องการเพียงขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเท่านั้น หากแต่ยังต้องการสร้างพื้นที่ที่ผู้คนได้เชื่อมโยงถึงกัน ผ่านการดื่มชา การแบ่งปันเรื่องราว และการใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน
“เราอยากจะสร้าง connection ที่เป็น healthy community หรือก็คือการมีสุขภาพดีโดยองค์รวมไปด้วยกัน”
ในมุมมองของสุภัชชา ความสัมพันธ์ระหว่าง Mala Tara กับเกษตรกรไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ผู้ซื้อ’ และ ‘ผู้ขาย’ หากแต่เป็นการเติบโตไปพร้อมกับผู้คนรอบข้าง เพราะเมื่อผู้คนมีสุขภาวะที่ดี ทั้งตัวเรา ชุมชน และสังคมก็ย่อมเติบโตไปด้วยกัน
“ปุ่ยชอบคอนเซปต์ของ social enterprise เพราะนี่คือธุรกิจที่สร้าง social impact สร้างผลกระทบเชิงบวกไปด้วย ไม่ได้หวังแค่เรื่องของผลกำไรเพียงอย่างเดียว”
ส่วน Sustainability สุภัชชากล่าวว่า วิธีที่ธุรกิจจะสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมไม่ได้ทำได้แค่บริจาคเพื่อช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังมีวิธีอื่นที่สามารถช่วยเหลือชาวบ้านในชุมชนได้อย่างยั่งยืน
เธอใช้เวลาลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรในแต่ละจังหวัด เพื่อทำความเข้าใจข้อจำกัด วิธีการเพาะปลูก และศักยภาพของดอกไม้ท้องถิ่น เพราะเชื่อว่าการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากปลายทางเติบโตเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ต้นทางยังคงเผชิญข้อจำกัดเดิม ๆ
“Value ที่พี่ปุ่ยอยากทำคืออยากที่จะช่วยเกษตรกรรายเล็กในหลาย ๆ จังหวัด เพราะดอกไม้แต่ละที่ก็ย่อมมีเรื่องเล่าของตัวเอง เราอยากจะให้คนที่เขาเป็นคนเพาะปลูก รู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำมีคุณค่านะ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่เราอยากจะทำให้เกิดเป็น Win-win Situation”
นี่ไม่ใช่แค่การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าในตลาดโลก แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรท้องถิ่นได้เข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ที่ใหญ่ขึ้น และสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของพวกเขาเองได้ในระยะยาว
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Mala Tara ไม่ได้มองความสำเร็จจากยอดขายของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ยังวัดจากวันที่เกษตรกรในชุมชนสามารถเติบโต มีมาตรฐานการผลิตที่สูงขึ้น และก้าวเดินไปพร้อมกับแบรนด์ได้อย่างมั่นคง เพราะความยั่งยืนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งต้นน้ำและปลายน้ำต่างเติบโตไปด้วยกัน
ตลอดเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา การสร้าง Mala Tara ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างแบรนด์ชา แต่เป็นบททดสอบของ ‘วินัย’ ที่เป็นคุณสมบัติติดตัวมาตั้งแต่เด็กของสุภัชชา
เธอยอมรับว่า เส้นทางของการเป็นนักธุรกิจไม่ได้มีแต่วันที่ยอดขายเติบโตเสมอไป เพราะตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจสร้างแบรนด์ เธอเลือกใช้เงินทุนส่วนตัวทั้งหมดโดยไม่ได้พึ่งพาที่บ้าน แถมยังต้องลงมือลุยเองแทบทุกบทบาท ตั้งแต่การปลุกปั้นแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ออกบูธแนะนำสินค้า ชิมชา และปรับรสชาติด้วยตัวเองจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน
สิ่งที่ประคับประคองให้เดินต่อคือ ‘ความเชื่อมั่น’ ในสิ่งที่กำลังทำ ขณะเดียวกันก็ต้องมีวินัยมากพอที่จะเรียนรู้จากทุกปัญหาและหาทางแก้ไขอยู่เสมอ
หมุดหมายของการทำธุรกิจสำหรับสุภัชชา คือการก้าวข้ามจากบทบาทของ ‘เถ้าแก่เนี้ย’ ที่นั่งเฝ้าโต๊ะเงิน ไปสู่การเป็นการเป็น ‘CEO’ ที่สามารถวางระบบให้กับธุรกิจได้อย่างมั่นคง สร้างทีม และทำให้องค์กรเดินหน้าต่อได้ แม้ในวันที่เจ้าของไม่ได้อยู่หลังโต๊ะทำงาน
“ถ้าให้เปรียบเทียบชอบเทียบกับการวิ่งค่ะ เราต้องวิ่งแบบระยะยาวด้วยนะ เส้นชัยมันอยู่ตรงนั้น แต่ตอนนี้เราต้องห้ามหยุดเดิน เราต้องเชื่อแล้วเราก็ต้องไปต่อ ล้มก็ได้หรือจะเดินก็ได้แต่เราต้องไปต่อ”
ปัจจุบัน Mala Tara ยังคงเป็นสตาร์ทอัปขนาดเล็กที่มีทีมงานเพียง 3 คน โดยแบ่งโครงสร้างออกเป็นสองฝั่งชัดเจน คือฝั่งสหรัฐฯ ที่เน้นงาน Client Facing หรือการเจอทีมเซลส์และพาร์ตเนอร์ B2B เพราะตัวสินค้าจำเป็นต้องสร้างประสบการณ์ตรงให้ลูกค้าได้ลองดม ลองชิม และพูดคุยกับคนที่มีความเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องราวได้ดีที่สุด ส่วนงานระบบหลังบ้านและปฏิบัติการอื่น ๆ จะรันจากฝั่งไทยทั้งหมด นั่นก็คือตัวเธอเอง
แต่สำหรับสุภัชชา ขนาดขององค์กรไม่ใช่สิ่งที่กำหนดศักยภาพในการเติบโต สิ่งสำคัญคือการกล้าลอง กล้าผิดพลาด และเรียนรู้จากทุกบทเรียน เพราะหากไม่มีความผิดพลาด ก็ย่อมไม่มีการเติบโต
เมื่อผู้เขียนถามว่า หากเปรียบ Mala Tara เป็นดอกไม้สักหนึ่งดอก วันนี้แบรนด์กำลังอยู่ในฤดูกาลไหนของการผลิบาน สุภัชชานิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
“คิดว่าเลย seed stage มาแล้ว ไม่ใช่ตอนที่เอาเมล็ดลงไปในดิน ตอนนี้เราค่อย ๆ งอกงาม กำลังจะแตกกิ่งก้าน หรือจะเป็นดอกตูมอ่อนที่เป็นแบบยังเขียวอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าแล้วเราจะ groom หรือ grow มันไปทางไหน กิ่งมันจะไปทางนี้ หรือมันจะเป็นยังไง ตอนนี้ก็คิดว่าเรากำลังเริ่มโตไปเรื่อย ๆ อยู่นะ”
ดอกไม้ของ Mala Tara อาจยังไม่เบ่งบานเต็มที่ แต่ได้ผ่านช่วงเวลาของการหว่านเมล็ดและหยั่งรากลงบนผืนดินเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่รออยู่ต่อจากนี้ คือการค่อย ๆ แตกกิ่งก้านและเติบโตอย่างมั่นคง
หลังจากพาเรื่องราวของชาดอกไม้ไทยไปเบ่งบานที่สหรัฐอเมริกา ปีนี้ Mala Tara ที่กำลังเป็นดอกเขียวตูมอ่อน จะพาเรื่องราวเหล่านั้นกลับมาผลิบานใหม่ในแผ่นดินเกิดอีกครั้งที่งาน Boutiques Asia: The Bangkok Edition 2026 อีเวนต์ไลฟ์สไตล์และดีไซน์ชื่อดังที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 26 กรกฎาคม ณ ศูนย์การค้า ICONSIAM ชั้น 7
Boutiques Asia คือการต่อยอดประสบการณ์อันยาวนานกว่า 24 ปี ของ Boutiques Singapore ที่มุ่งมั่นในการผลักดันและยกระดับแบรนด์อิสระที่โดดเด่นด้วยงานดีไซน์จากทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งสุภัชชามองว่างานอีเวนต์นี้คือโอกาสที่เหมาะสมสำหรับแบรนด์สินค้าไทยของเธอ และตอบโจทย์ทั้งเรื่องความเป็นตลาดสากล (International market) อีกทั้งยังสามารถเล่ารากเหง้าของความเป็นไทยได้ดี
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของ Mala Tara อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของแบรนด์ชาดอกไม้ไทยที่เติบโตไกลถึงต่างประเทศ แต่คือเรื่องราวของคุณแม่นักธุรกิจคนหนึ่ง ที่เลือกออกเดินตามความฝันโดยไม่ต้องละทิ้งบทบาทของการเป็นแม่
จากความรักในชาและดอกไม้ สู่การสร้างธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้คน เกษตรกร และวัฒนธรรมไทยเข้าด้วยกัน สุภัชชาทำให้เห็นว่า การเติบโตของธุรกิจไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการทิ้งคุณค่าที่เราเชื่อ แต่สามารถผลิบานไปพร้อมกับครอบครัว ชุมชน และผู้คนรอบตัวที่รักได้
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามเรื่องราวของ Mala Tara ได้ทาง Facebook Mala Tara, Instagram @malataratea และเว็บไซต์ www.malatara.com
เรื่อง: ดรัลพร อ่อนดี (The People Junior)
ภาพ: พิชญุตม์ คชารักษ์