20 ก.ค. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
Stelliers Asia คือเวทีประกาศรางวัลระดับทวีปที่ก่อตั้งขึ้นมา เพื่อส่องไฟสปอตไลท์ไปยัง ‘คนเบื้องหลัง’ ผู้เป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความประทับใจให้เหล่าแขกผู้มาเยือน
ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะอยู่ในตำแหน่งใด จะเป็นพนักงานต้อนรับ แม่บ้าน เชฟ หรือฝ่ายดูแลรักษาความปลอดภัย เวทีรางวัลอันทรงเกียรตินี้ก็พร้อมจะทำให้ความทุ่มเทในการทำงานของทุกคนได้รับการมองเห็น
และเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นการแข่งขันบนเวทีระดับเอเชีย แน่นอนว่าประเทศไทยเราเองก็ไม่เคยน้อยหน้าไปกว่าใคร ยิ่งในปีนี้มีการเปิดตัวหมวดหมู่รางวัลใหม่ขึ้นมาถึง 3 สาขา อย่างฝ่ายรักษาความปลอดภัย (Security) เจ้าของธุรกิจ (Owner) และเชฟขนมหวาน (Pastry Chef) เพียงปีแรกของการเปิดตัว หนึ่งในรายชื่อผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศก็มีชื่อของคนไทยปรากฏอยู่ทันที
ชื่อของเขาคนนั้น คือ ‘บอล-พงษ์เทพ ปัญญาสาระคุณ’ ผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัย (Director of Security) จากโรงแรม Rosewood Bangkok ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ สาขา Security ชายผู้ทำให้เห็นและเข้าใจว่างานรักษาความปลอดภัย ไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินตรวจความเรียบร้อย แต่คือศาสตร์แห่งการบริหารความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ที่ต้องอาศัยความช่างสังเกต พร้อมกับมอบความอุ่นใจในแบบ Ultra-Luxury ไปพร้อมกัน
และนี่คือเรื่องราวการเดินทางของเขา ชายผู้เปลี่ยนภาพจำของคำว่า 'ผู้ปกป้อง' ให้กลายเป็นความอุ่นใจ ผ่านมุมมองคู่ขนานร่วมกับ ‘สเตฟาน เดอ มงโกรส’ (Stéphane de Montgros) ผู้ร่วมก่อตั้งรางวัล Stelliers ที่เชื่อมั่นในจิตวิญญาณของคนโรงแรมไม่แพ้กัน
“ผมมีโอกาสเดินทางไปเรียนที่ประเทศออสเตรเลียตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยมีน้องชายอายุ 13 ปีเดินทางไปด้วยกัน ตอนนั้นเรายังเด็กมากและแทบไม่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตเท่าไรนัก เมื่อไปถึงก็ไม่มีคนใกล้ชิดคอยช่วยเหลือ ก็เลยต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งพากันและฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ไปด้วยกัน”
พงษ์เทพเล่าถึงชีวิตวัยเด็กที่ทำให้เขาและน้องชาย ต้องออกเดินทางไกลตั้งแต่อายุยังน้อย ประสบการณ์ในครั้งนั้นยังฝังลึกอยู่ในตัวตนของชายคนนี้ไม่จางหาย
และเพราะถูกส่งไปไกลลัดฟ้า เขาจึงต้องเรียนรู้ เฝ้าสังเกต และปรับตัวให้ชินกับสังคมให้ได้ไวที่สุด เรียกได้ว่าทักษะเหล่านี้ได้หล่อหลอมตัวตนของเขา ให้เติบโตมาเป็นคนที่พร้อมจะคลายสถานการณ์ที่คลุมเครือให้มีความกระจ่างได้ไวที่สุด
“ผมต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง ทำให้ได้เรียนรู้การเคารพความแตกต่าง การสื่อสาร และทำงานร่วมกับผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ รวมถึงต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ
“ประสบการณ์ครั้งนั้นสอนให้ผมมีความอดทน รับผิดชอบตัวเอง และกล้าที่จะเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งเป็นทักษะที่มีคุณค่าและนำมาใช้ในการทำงานจนถึงปัจจุบัน”
อีกอย่างโรงเรียน Kingsgrove High School ที่ครอบครัวของเขาเลือกส่งไปเรียนนั้น ได้ทำให้โลกการศึกษาของเขาเปิดกว้างอยู่ไม่น้อย เพราะโรงเรียนแห่งนี้ไม่มีแนวกำแพงหรือรั้วแสดงเขตแดน ยิ่งทำให้เขารู้สึกทึ่งมากขึ้นไปอีก
“วันแรกที่ได้เดินเข้าไปเรียนวันแรกมันสร้างความประหลาดใจปนสงสัยให้กับผมมากว่า โรงเรียนนี้ทำไมไม่มีรั้วรอบขอบชิด เขาไม่กลัวนักเรียนโดดเรียนหรือไม่กลัวคนภายนอกเข้ามาก่อความวุ่นวายภายในเหรอ เพราะแม้แต่บ้านคนก็ยังต้องมีรั้ว
“ผมก็เลยเริ่มสังเกตผู้คน และสิ่งที่พวกเข้าประพฤติปฏิบัติ จึงได้เข้าใจว่าในสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกัน เราต้องดูแลตัวเองเป็น ต้องเคารพกฎระเบียบ และการคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ประสบการณ์เหล่านี้สร้างวินัยในการทำงาน และทำให้ผมเข้าใจว่าระบบที่ดีจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนมีความรับผิดชอบร่วมกัน”
การต้องออกไปใช้ชีวิตต่างประเทศตั้งแต่เด็ก คงทำให้ความทรงจำที่มีต่อ ‘บ้าน’ ในความทรงจำเลือนลางลงไม่น้อย แต่ไม่ใช่กับพงษ์เทพ เขาบอกว่าเมืองไทยคือทุกสิ่งทุกอย่าง เขาไม่มีทางที่จะลืมความทรงจำแสนสุขของบ้านในความทรงจำทิ้งไปได้
“ประเทศไทยคือบ้าน คือรากเหง้า คือตัวตนของผม ที่ผมเรียนรู้และเติบโต แต่ว่าการไปออสเตรเลียทำให้ผมได้รับประสบการณ์และวิธีคิดที่ไม่เคยได้เห็นในประเทศไทยบ้านเรา เจอทั้งประสบการณ์ที่ดีและไม่ดี ได้นำกลับมาพัฒนาตนเอง ดังนั้นทั้งสองประเทศจึงมีความหมายกับชีวิตผม”
ซึ่งเขาก็ได้เสริมนิยามคำว่าบ้านเข้ามาอีกว่า ไม่ว่าโชคชะตาจะพัดพาให้เขาไปอยู่มุมใดของโลก คงไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าการได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวอีกแล้ว “สำหรับผม บ้านไม่ใช่สถานที่ แต่คือผู้คน เมื่อคิดถึงบ้าน ผมจะคิดถึงพ่อแม่ ความอบอุ่น การสนับสนุน และความรู้สึกปลอดภัย เพราะสิ่งเหล่านี้คือพลังสำคัญที่ทำให้เราก้าวผ่านทุกอุปสรรคในชีวิตได้ อยู่ที่ไหนก็ไม่สำคัญเท่ามี พ่อ แม่ และ ครอบครัว”
นอกจากความรักที่ครอบครัวมอบให้มาโดยตลอดแล้ว สิ่งหนึ่งที่เขาค้นพบและรักมากขึ้นไม่แพ้กันคือความรักในการออกเดินทางไกล ผ่านรถมอเตอร์ไซด์คันโปรดที่ไม่ได้มอบแค่ความสุขและอิสระเท่านั้น แต่ยังทำให้เขาได้ทำประโยชน์ต่อชุมชนที่กระจายตัวอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ในไทยอีกด้วย
“การเดินทางเปิดโอกาสให้ผมได้พบผู้คน สถานที่ และประสบการณ์ใหม่ ๆ รวมถึงได้มีส่วนร่วมในการทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เติมพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้ผมอยู่เสมอ”
ก่อนที่พงษ์เทพจะเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมโรงแรม ครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ในสายงานรักษาความปลอดภัยและการบริหารความเสี่ยง จากการเป็นพนักงานภาคพื้นดินที่สนามบินดอนเมืองมาก่อน อย่างที่รู้ดีว่าการทำงานในสนามบินขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยขั้นสุด พงษ์เทพเก็บเกี่ยวความรู้เรื่อยมาจนได้ก้าวเข้ามาร่วมงานกับ Rosewood Bangkok ในปี 2019 จากผู้ช่วยผู้จัดการตัวเล็ก ๆ จนกลายมาเป็นผู้อำนวยการในปี 2024
“จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเปลี่ยนจากการบริหารตนเองในระดับปฏิบัติการ ไปสู่การกำหนดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของทั้งแผนกในฐานะผู้นำ การที่เราจะต้องคิดแบบ 360 องศาเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์นั้น ๆ ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจเพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่อยู่ที่การสร้างรากฐานระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด และยังต้องผลิตผู้นำรุ่นต่อไปเพื่อให้เติบโตเรียนรู้”
และอย่างที่รู้กันดีว่าในช่วงปี 2019 เกิดเหตุการณ์ช็อกโลกขึ้น โดยพงษ์เทพก็ได้เล่าย้อนถึงช่วงเวลาครั้งนั้นว่าการเกิดสภานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มุมมองเรื่องการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่เพียงการบริหารจัดการงาน แต่เป็นการดูแลขวัญกำลังใจและความเป็นอยู่ของพนักงาน เพราะทุกคนต่างมีความกังวลทั้งเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย และความมั่นคงในอาชีพการงาน หลักคิดที่ช่วยให้ผมก้าวผ่านช่วงเวลานั้นมาได้คือ ควบคุมสิ่งที่เราควบคุมได้ และเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ผมพยายามโฟกัสกับการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ การดูแลทีมงานอย่างใกล้ชิด และการปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
“ผมเชื่อว่าภาวะผู้นำในช่วงวิกฤตไม่ได้หมายถึงการมีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง แต่หมายถึงการสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ทีมรู้ว่าพวกเขาไม่ได้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง เราต้องรับฟัง สนับสนุน และช่วยกันหาทางออกไปด้วยกัน ประสบการณ์จากโควิดสอนให้ผมเห็นความสำคัญของการปรับตัว ความยืดหยุ่น และการให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นอันดับแรก เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อทีมงานเข้มแข็ง องค์กรก็จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตและกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง”
“ผมมองว่างานด้านความปลอดภัยเป็นอาชีพที่สร้างความสบายใจ ลดความวิตกกังวลให้กับผู้คนได้โดยตรง เพราะทุกองค์กร ทุกธุรกิจ และทุกชีวิตต้องการความปลอดภัย องค์กรไหน ๆ ที่ให้ความสำคัญกับแผนก Security ก็นำพาให้พนักงานในองค์กรนั้น ๆ ได้ใช้ความสามารถหรือความมุ่งมั่นในสายงานของตัวเองได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องความปลอดภัย เพราะเขาจะรู้ว่ามีแผนก Security คอยให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอยู่
“ยิ่งศึกษาและทำงานในสายนี้มากขึ้น ผมยิ่งเห็นว่างาน Security ไม่ได้เกี่ยวกับการป้องกันเหตุเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรทั้งหมด”
ซึ่งในบริบทของแบรนด์ระดับ Ultra-Luxury โจทย์ที่ยากที่สุดคือทำอย่างไรให้แขกผู้มาเยือนรู้สึกปลอดภัยสูงสุด โดยพงษ์เทพมักจะยกปรัชญาการทำงาน Professionalism, Vigilance, and Care เน้นย้ำถึงความเป็นมืออาชีพ มีความตื่นตัวอยู่เสมอ และไม่ลืมว่าหัวใจของงานนี้คือการดูแลความปลอดภัยให้กับผู้คน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้สึกอิสระและผ่อนคลายอย่างเต็มที่
“โรงแรมระดับ Ultra-Luxury มีความท้าทายตรงที่แขกต้องรู้สึกปลอดภัยสูงสุด และมีความเป็นส่วนตัว โดยไม่รู้สึกว่าถูกควบคุมหรือถูกรบกวน ดังนั้นระบบความปลอดภัยจึงต้องทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างแนบเนียน มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับประสบการณ์ระดับโลกที่แขกคาดหวัง”
ความสำเร็จเชิงประจักษ์ที่เขาภูมิใจที่สุด คือการลบภาพจำเดิม ๆ ของงาน Security ที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงงานเฝ้ายาม ให้กลายเป็นวัฒนธรรมความปลอดภัยที่อยู่ในหัวใจของทุกคน
“หัวใจหลักของการเปลี่ยนมุมมองของผู้คนคือการสื่อสารให้เขาเหล่านั้นเห็นถึงผลที่อาจเกิดจากการกระทำ หรือการละเว้นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน... สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดคือการสร้าง ‘วัฒนธรรมความปลอดภัย’ ให้เป็นความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะฝ่าย Security ทำให้พนักงานทุก ๆ คนรู้สึกได้ว่าการมีอยู่ของ Security ไม่ได้มีไว้เพื่อจับผิดหรือบังคับใคร แต่มีไว้เพื่อลดความกกลัวใจในความเสี่ยง ปลอดภัยและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข” เขาเสริมด้วยการชวนตั้งคณะกรรมการความปลอดภัยจากทุกแผนก และดึงเจ้าหน้าที่อาชีวอนามัยเข้ามาวางมาตรฐานร่วมกัน
หลังจากเตรียมตัวมาได้ระยะหนึ่ง เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อประเทศไทยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี 2025 แผนเผชิญเหตุของ Rosewood Bangkok ก็ถูกนำมาใช้ทันที โชคดีที่พนักงานทุกคนได้รับการฝึกฝนรับมือสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้มาอย่างดี ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้โดยปราศจากความวุ่นวาย
“สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนั้นคือการสื่อสารที่ชัดเจน การตัดสินใจสั่งการที่รวดเร็วเพื่อลดความวุ่นวายตื่นตระหนกของผู้คน แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่เคยมีการฝึกซ้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินมาก่อน เหตุการณ์ครั้งนั้นตอกย้ำว่าการฝึกซ้อมอพยพที่เราทำกันทุกปีอย่างต่อเนื่อง คือปัจจัยที่ช่วยลดความตื่นตระหนก... บทเรียนสำคัญที่ได้จากวิกฤตในครั้งนั้นคือ การซ้อมบ่อย ๆ ยิ่งซ้อมยิ่งทำให้เราทุกคนมั่นใจและตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
นอกจากงานด้านการรักษาความปลอดภัยแล้ว เพื่อตอบรับเทรนด์ของโลกที่ดึงเอาความยั่งยืนมาใช้ในแทบทุกมิติ พงษ์เทพก็ไม่รอช้า เขาปรับเปลี่ยนระบบรายงานและ Checklist ทั้งหมดให้อยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ 100%
“ในอดีตจะมีการใชักระดาษเยอะมากในแต่ละวัน เราได้เอาข้อมูล checklist ทุกอย่างใส่เข้าไปในระบบออนไลน์ ซึ่งสามารถเรียกดูหรือย้อนดูได้ตลอดเวลา โดยที่ไม่ต้องมานั่งเก็บกระดาษต่าง ๆ ให้เปลืองทรัพยากร ลดค่าใช้จ่ายและพื้นที่ในการจัดเก็บ ซึ่งตัวกระดาษเองก็เป็นความเสี่ยงในด้านเพลิงไหม้ด้วยเพราะเป็นเชื้อเพลิงอย่างนึง”
จากความทุ่มเทที่พงษ์เทพมีให้กับโรงแรม Rosewood Bangkok มาโดยตลอด ผ่านวิกฤตมาครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มาจนถึงแผ่นดินไหวในประเทศไทย และเขาก็ทำให้ทั้งพนักงานและแขกผู้มาเยือนรับรู้ได้ถึงความปลอดภัย ส่งผลให้ชื่อของ ‘พงษ์เทพ ปัญญาสาระคุณ’ ถูกเสนอเข้าชิงรางวัลบนเวทีระดับสากลอย่าง Stelliers Asia 2026
“ความรู้สึกแรกคือทั้งตกใจ ดีใจ และเป็นเกียรติมาก เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสได้เป็น Finalist บนเวทีระดับเอเชีย การได้รับการยอมรับครั้งนี้ทำให้รู้สึกว่าความทุ่มเทในการทำงานตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า... สิ่งที่ผมรู้สึกมากที่สุดไม่ใช่ความภาคภูมิใจส่วนตัว แต่เป็นความรู้สึกขอบคุณที่ได้เป็นตัวแทนของทีมและองค์กรบนเวทีระดับเอเชีย และได้เห็นว่าสิ่งที่เราทุ่มเททำอยู่ทุกวันสามารถสร้างคุณค่าและได้รับการยอมรับในระดับสากล”
ในมุมมองของ ‘สเตฟาน เดอ มงโกรส’ ผู้ผันตัวจากสายวิศวกรรมศาสตร์ในปารีสข้ามทวีปมาเติบโตในอุตสาหกรรม Hospitality ของเอเชียกว่าสองทศวรรษ ตั้งแต่ตัดสินใจมาอยู่เซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2003 จนตัดสินใจทำงานอยู่เคียงข้างคนโรงแรมมาตั้งแต่ปี 2007 เขาเล่าว่า
“หลังจากเรียนจบที่ปารีส ผมอยากเลือกเส้นทางชีวิตที่ท้าทายและแปลกใหม่ มากกว่าที่จะเดินตามกรอบอาชีพที่เป็นเส้นตรงและคาดเดาได้ด้วยการปักหลักทำงานอยู่ที่ฝรั่งเศสต่อไป... ผมตัดสินใจตอบรับงานประจำครั้งแรกที่เซี่ยงไฮ้ และตกหลุมรักพลังขับเคลื่อนอันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ของประเทศนี้ในทันที
“ปัจจุบัน แรงงานราว 10% จากทั้งหมดทั่วโลกถูกจ้างงานอยู่ในภาคการท่องเที่ยวและการบริการในภาพรวม โรงแรมจึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างโอกาสให้แก่ผู้คนจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ซึ่งหลายคนอาจไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษามาก่อน
“ธุรกิจบริการและการต้อนรับเป็นหนึ่งในไม่กี่อุตสาหกรรมบนโลกนี้ ที่เปิดโอกาสให้คน ๆ หนึ่งสามารถเริ่มต้นทำงานได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น จากตำแหน่งเล็ก ๆ ในฝ่ายปฏิบัติการหลังบ้าน (Heart-of-house) และด้วยความทุ่มเททำงานหนัก ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว บวกกับจังหวะโอกาสและโชคนิดหน่อย พวกเขาก็สามารถสร้างเส้นทางอาชีพที่เติบโตขึ้นสู่ระดับบริหารระดับกลาง ก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับสูง และได้รับโอกาสเดินทางไปทำงานในต่างแดนข้ามทวีปได้
“สำหรับผมแล้ว สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่มาก และนี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมของเรามีความพิเศษและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”
ความรักในผู้คนทำให้สเตฟานร่วมก่อตั้งบริษัท Riviera Events ที่เซี่ยงไฮ้ขึ้นมาในปี 2007 จนกระทั่งในปี 2014 เขาเริ่มมองเห็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่ขาดหายไปในวงการโรงแรม ว่าโลกใบนี้มีรางวัลชื่นชมความสวยงามของตัวอาคารหรือรสชาติของอาหารมากมาย แต่กลับไม่มีพื้นที่ไหนเลยที่มองเห็น 'คนเบื้องหลัง' ผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างแท้จริง
“พวกเราเริ่มตระหนักได้ว่า ในขณะที่คนทำงานโรงแรมอุทิศชีวิตและอาชีพการงานเพื่อบริการและดูแลผู้อื่น แต่กลับมีการยกย่องและแสดงความขอบคุณต่อความทุ่มเทของพวกเขาน้อยมาก... พวกเราเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Stelliers ถือกำเนิดขึ้นมา
“Stelliers ถูกสร้างขึ้นบนรากฐานและเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์มาตั้งแต่แรก โดยเรายึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ประการแรกคือ ‘การส่งรายชื่อเข้าชิงรางวัลไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น’ เพราะเราไม่ต้องการให้เรื่องของเม็ดเงินเข้ามาเปรียบเปรยหรือเป็นตัวแปรในระบบการตัดสิน เป้าหมายเดียวของเราคือการเชิดชูเกียรติบุคลากรในธุรกิจนี้จากเนื้อแท้ และความสำเร็จของพวกเขาจริง ๆ
“ประการที่สองคือ ‘กระบวนการตัดสินที่โปร่งใสและเป็นอิสระที่สุด’ ในทุก ๆ ปี คณะกรรมการตัดสินของเรา ซึ่งล้วนเป็นผู้นำระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมที่ได้รับความนับถืออย่างสูง จะสละเวลาอันมีค่ามาร่วมพิจารณาใบสมัครทุกฉบับอย่างละเอียดถี่ถ้วนผ่านการคัดกรองอันเข้มงวดถึง 2 ขั้นตอน ก่อนจะร่วมประชุมอภิปรายอย่างเปิดเผย เพื่อเฟ้นหาว่าสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษท่านใดคือผู้ที่คู่ควรกับรางวัลในแต่ละสาขาอย่างแท้จริง
“และประการสุดท้ายคือ ‘ความชัดเจนในตัวตนที่ไม่พยายามเป็นทุกสิ่งสำหรับทุกคน’ คำว่า Stelliers มาจากการผสมคำระหว่าง Stellar (ดวงดาวที่เปล่งประกาย) และ Hoteliers (คนทำงานโรงแรม) แพลตฟอร์มของเราจึงมุ่งมั่นแบบ 100% เต็มในการยกย่องคนทำงานในธุรกิจนี้โดยเฉพาะ โดยไม่มีวัตถุประสงค์อื่นใดแอบแฝง
“ผมเชื่อว่าการรักษาและปฏิบัติตามหลักการทั้ง 3 ข้อนี้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องปีแล้วปีเล่า คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราได้รับความไว้วางใจและความเคารพจากคอมมูนิตี้คนทำงานในธุรกิจบริการและการต้อนรับทั่วทั้งเอเชีย”
นอกจากหลักการทั้งสามข้อ สเตฟานยังได้บอกเล่าถึงปรัชญาที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรีของพนักงานทุกคนไว้ว่า
“ฮอร์ส ชูลต์ซ (Horst Schulze) เคยกล่าวประโยคอันเป็นตำนานไว้ว่า ‘เราคือสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ที่ให้บริการแก่สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ’ ผมเชื่อมั่นในปรัชญานั้นเสมอมา... บุคลากรคนโรงแรมไม่ได้เป็นเพียงแค่บริกร พนักงานแม่บ้าน หรือพนักงานต้อนรับส่วนหน้าเท่านั้น แต่พวกเขาคือสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษผู้อุทิศตนให้กับ ‘ศาสตร์และศิลป์แห่งการบริการ’ เพื่อดูแลผู้อื่นอย่างแท้จริง
“ส่วนสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครคือความโอบอ้อมอารีที่มาจากใจจริง และจิตวิญญาณแห่งการดูแลเอาใจใส่ของคนไทย ผมโชคดีมากที่มีโอกาสได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอยู่บ่อยครั้ง... และทุก ๆ ทริปก็ตอกย้ำให้ผมระลึกถึงการต้อนรับอันยอดเยี่ยมและเหนือระดับที่ผมได้รับเสมอ ซึ่งเป็นการบริการที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น นอบน้อมสง่างาม และงดงามมาจากเนื้อแท้อย่างแท้จริง”
“ผมมองว่า คุณค่าที่แท้จริงของอาชีพรักษาความปลอดภัย ไม่ได้อยู่ที่การจับคนผิดหรือการป้องกันเหตุการณ์เท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และได้รับบริการได้อย่างมั่นใจและไร้ความกังวลครับ ไม่ต้องคอยระแวงระวังสิ่งใด ซึ่งการเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความอุ่นใจของผู้คน ทำให้แขก พนักงาน และองค์กรสามารถดำเนินชีวิตและธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยและยั่งยืน คือคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้”
ก่อนจะจบบทสนทนา เราอดถามไม่ได้ว่าการที่คนคนหนึ่ง จะก้าวมาทำงานในสายงานดูแลความปลอดภัย เขาคนนั้นมีแรงบันดาลใจอย่างไรในการก้าวสู่เส้นทางนี้ หรือมีความฝันอื่นซ่อนอยู่บ้างไหม
“วัยเด็กผมอยากโตขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัว และมีโอกาสดูแลปกป้องพ่อแม่” เขาบอกถึงความฝัน
“แต่ใครจะไปรู้ได้ว่า ผมเติบโตขึ้นมา จะได้มีความรับผิดชอบมากกว่าการที่ได้ดูและบุพการี นั่นคือการดูแลพนักงาน และแขกของโรงแรม ถ้ามองว่าการตื่นมาทำงานแล้วมีความสุขในทุกๆวัน ก็คงถือได้ว่าความฝันเป็นจริงแล้ว”
คำตอบที่แสนพิเศษของพงษ์เทพทำให้เห็นแล้วว่า เขาให้ความสำคัญกับหน้าที่ที่ได้รับมากเพียงใด และดูเหมือนว่าชายคนนี้จะยิ่งดึงศักยภาพของตัวเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ผ่านการสนับสนุนของ Rosewood Bangkok
พงษ์เทพยังบอกอีกว่าการทำงานในสายงานนี้ อยากให้คนรุ่นใหม่มองในมุมที่ต่างออกไป เพราะนี่ไม่ใช่แค่การดูแลรักษาความปลอดภัยเท่านั้น หากแต่ยังสามารถขยับขยายเส้นทางอาชีพให้เข้าสู่ระดับผู้บริหารกลยุทธ์ได้เช่นกัน
“อยากบอกว่าการทำงานด้าน Security ในวันนี้ไม่ใช่เพียงงานรักษาความปลอดภัย แต่เป็นสายอาชีพด้านการบริหาร การวางกลยุทธ์ และการเป็นผู้นำ จงเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เปิดรับการเปลี่ยนแปลง พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และอย่าลืมว่าเทคโนโลยีสำคัญ แต่หัวใจของงานนี้ยังคงเป็น ‘ผู้คน’ หากคุณสามารถดูแลผู้คนได้อย่างมืออาชีพและจริงใจ โอกาสในการเติบโตจะไม่มีขีดจำกัด”
ซึ่งคำตอบของพงษ์เทพก็สอดคล้องกับสเตฟาน เพราะเขามองว่าสายงานโรงแรม สามารถเติบโตได้มากกว่าที่คิด
“ธุรกิจบริการและการต้อนรับไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนทำงานได้ขับเคลื่อนและยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่อัศจรรย์ใจอีกด้วย ไม่ว่าแพสชันของคุณจะอยู่ในส่วนไหน ทั้งการออกแบบภายใน ฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม การตลาด การขาย เทคโนโลยี การเงิน หรือบทบาทผู้นำ อุตสาหกรรมนี้ก็มีโอกาสมากมายนับไม่ถ้วนให้คุณได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ และเติบโตไปตลอดเส้นทางอาชีพการทำงาน”
โดยเขาเองก็คาดหวังว่า Stelliers จะเป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่ตระหนักว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ ‘งาน’ เพื่อเลี้ยงชีพเท่านั้น แต่เป็น ‘วิชาชีพ’ ที่พวกเขาสามารถเรียนรู้ พัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างความแตกต่างที่มีคุณค่าให้แก่ชีวิตของผู้อื่น
“รากฐานของ Stelliers เติบโตและถูกขับเคลื่อนด้วย ‘ผู้คน’ มาโดยตลอด เราจึงเชื่อมั่นว่าเราอยู่ในจุดที่พร้อมและมีศักยภาพเฉพาะตัวที่จะช่วยตอบสนองความต้องการตรงนี้ได้ โดยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เรากำลังจะเปิดตัวโปรเจกต์และความคิดริเริ่มใหม่ ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของบุคลากรในธุรกิจบริการและการต้อนรับให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น เรารับรองว่าน่าตื่นเต้นแน่นอน ฝากติดตามตอนต่อไปกันด้วยนะครับ”
เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง
ที่มาภาพ : พงษ์เทพ ปัญญาสาระคุณ และ Stelliers Asia