สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ : เฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถามถึง ‘9 วัดสู่สวรรค์’

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ : เฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถามถึง ‘9 วัดสู่สวรรค์’

บทสัมภาษณ์ ‘สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์’ ผู้กำกัยบภาพยนตร์ ‘9 วัดสู่สวรรค์’ ว่าด้วยเฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถาม

KEY

POINTS

มนุษย์เราล้วนเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเชื่อบางอย่างที่รับมาก่อนจะเข้าใจมันเสียอีก ความเชื่อที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านครอบครัว ผ่านคนที่เรารัก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราโดยไม่ทันรู้ตัว ศรัทธาในวัยเยาว์จึงมักเป็นเรื่องของหัวใจมากกว่าเหตุผล เป็นสิ่งที่ยึดโยงเราไว้กับผู้คนและรากเหง้าของตัวเอง และเมื่อเราค่อย ๆ เติบโตขึ้น คำถามก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้นตามไปด้วย ว่าแท้จริงแล้วเราศรัทธาในสิ่งใด เราเชื่อเพราะเข้าใจ หรือเชื่อเพราะคุ้นเคย และการเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เชื่อนั้น มันคือการห่างออกจากศรัทธา หรือแท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของมันมาตลอด

‘9 วัดสู่สวรรค์’ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ ‘สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์’ พาเราไปนั่งอยู่ในรถคันเดียวกับครอบครัวหนึ่งที่ออกเดินทางทำบุญเก้าวัดให้จบภายในวันเดียว คนเก้าคนที่ต่างวัย ต่างความเชื่อ ต่างดีกรีของศรัทธา ทำพิธีกรรมเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่เช้าจรดค่ำ หนังไม่ได้ตัดสินว่าใครเชื่อถูกหรือเชื่อผิด แต่ค่อย ๆ เผยให้เห็นว่าความเชื่อที่ต่างกันแม้เพียงความเข้มข้น ก็สร้างรอยร้าวเล็ก ๆ ระหว่างคนที่รักกันได้ และในขณะเดียวกัน พิธีกรรมที่ดูไร้เหตุผลนั้นเอง กลับเป็นสิ่งเดียวที่ยังพาคนทั้งครอบครัวให้มานั่งอยู่ในรถคันเดียวกัน

สมพจน์เริ่มต้นจากเด็กที่ฝันอยากเป็นแอนิเมเตอร์ตั้งแต่ในวันที่ทุกเฟรมต้องถูกวาดด้วยมือ ทว่าตัวเขาเองก็เลือกเรียนสถาปัตยกรรมม ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปขอฝึกงานกับ ‘อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล’ ด้วยพอร์ตงานสถาปัตย์และประโยคเดียวว่า “ผมไม่มีความรู้เรื่องหนังเลย แต่อยากทำหนัง” จากเด็กฝึกงานที่ทำงานจิปาถะทุกแผนก เขาค่อย ๆ กลายเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ CalArts แล้วกลับมาทำหนังของตัวเอง

บทสนทนาครั้งนี้จึงไม่ได้ว่าด้วยหนังเพียงอย่างเดียว แต่ทอดยาวไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับความเชื่อ ศรัทธาที่อยู่ร่วมกับการตั้งคำถามได้อย่างไร บุญคืออะไร พิธีกรรมมีไว้เพื่อผลลัพธ์หรือเพื่อรวมใจคน และเราจะอยู่ร่วมกันในสังคมที่ทุกคนเชื่อไม่เหมือนกันได้อย่างไร โดยที่ทุกคนต่างก็มาด้วยความปรารถนาดีเหมือนกัน ปิดท้ายด้วยคำถามที่ร่วมสมัยที่สุดข้อหนึ่ง ว่าในวันที่ AI สร้างภาพและเสียงได้สมจริงขึ้นทุกที งานที่เกิดจากมือและประสบการณ์จริงของมนุษย์จะยังมีที่ยืนอยู่ไหม

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทสนทนา อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ได้ในบทความนี้

 

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ : เฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถามถึง ‘9 วัดสู่สวรรค์’

 

The People : อยากชวนคุยเรื่องชีวิตของคุณก่อน ถ้าย้อนกลับไปในอดีต พูดถึง ‘วัด’ คุณจะนึกถึงอะไร ไปวัดครั้งแรกตอนเด็ก ๆ จำได้ไหมว่าเป็นวัดแบบไหน?

วัดแรกสำหรับเรา คือวัดที่อยู่ใกล้โรงเรียนสมัยประถม ชื่อวัดกลางวรวิหาร เป็นวัดที่อยู่ติดโรงเรียนเลย เพราะฉะนั้นบางทีก่อนเข้าเรียน เราก็ไปกับย่า เพราะว่าเราโตมากับย่า คุณย่าก็พาเข้าวัดไปตักบาตรที่วัดก่อน แล้วก็เดินไปโรงเรียน ถ้าไม่ได้ตักบาตรที่บ้าน ก็มาตักบาตรที่วัด แล้วก็เข้าไปเรียน นั่นคือหนึ่งในความทรงจำแรกๆ ของเรา
แล้วบางทีถ้าเสาร์–อาทิตย์ไม่ติดอะไร ก็ตามย่าไปด้วย บ้านอยู่ปากน้ำ สมุทรปราการ แต่ย่าเดินทางขึ้นรถเมล์ไปไกลมาก คือไปสวดมนต์ที่วัดมหาธาตุในกรุงเทพฯ คือไกลมาก เพื่อไปสวดมนต์ที่นั่น เสาร์–อาทิตย์ก็เข้าไปที่นั่น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมย่าไปที่นั่น

ครอบครัวเราเข้าวัดทำบุญกันตลอด คุณย่า คุณพ่อคุณแม่ เพราะย่าชอบเข้าวัด คุณพ่อคุณแม่ก็พาย่าเข้าวัด ตามไปด้วย ก็เป็นเหมือนกิจกรรมครอบครัวโดยตลอด

The People : แสดงว่าคุณสนิทกับคุณย่าอยู่เหมือนกันใช่ไหม?

ก็โตมากับย่าเลย ช่วงเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ไปทำงานวันจันทร์ถึงศุกร์ เราก็อยู่กับย่า แล้วเสาร์–อาทิตย์ไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ท่านก็มาเยี่ยมตอนเย็นตอนกลางคืน แต่หลักๆ คืออยู่กับย่า

 

The People : ชีวิตตอนที่อยู่กับย่าเป็นยังไงบ้าง?
คุณย่าเป็นคนไม่ค่อยพูดเยอะ ไม่ได้บ่น ไม่ได้อะไร คุณย่าเป็นคนเย็น ๆ เรารู้สึกผูกพันกับคุณย่า แต่เราจะรู้สึกว่าคุณย่าไม่ได้เป็นคนแสดงออกอะไรเยอะมาก คือเป็นเซนส์แบบนั้น แต่รู้สึกใกล้ชิด เป็นความใกล้ชิดในแบบที่ไม่ได้ผ่านคำพูด พูดไม่ถูก สัมผัสได้อะไรอย่างนี้

 

The People : ตอนเด็กๆ คุณสนใจในสิ่งใดเป็นพิเศษ?

ชอบอ่านหนังสือ ชอบวาดรูป ตั้งแต่เด็ก ดูหนังก็ชอบ คุณพ่อคุณแม่ชอบพาไปดูหนัง แล้วก็ชอบพาไปร้านหนังสือด้วย เอาเข้าจริงเราเป็นคนเติบโตแบบ indoor นิดนึง ไม่ค่อยได้ไปวิ่งเล่นที่สวน หรือไปทำกิจกรรม outdoor อะไร คือเราจะอยู่อินดอร์เยอะ แต่มันเป็นความต้องการของเราเองด้วยมั้ง เวลาพ่อแม่พาออกไปข้างนอกเสาร์-อาทิตย์ ก็จะลงเอยด้วยการที่เราไปอยู่ร้านหนังสือ คือเขาสามารถปล่อยเราไปอยู่ร้านหนังสือ เราก็สิงตัวอยู่ในนั้นได้เป็นชั่วโมง หรือไม่ก็ไปดูหนังกัน ไม่ค่อยได้ไปทำกิจกรรมเอาต์ดอร์เท่าไหร่ โตมาแบบนั้น แล้วก็อยู่บ้านก็ชอบวาดรูป ชอบอ่านหนังสือ

 

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ : เฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถามถึง ‘9 วัดสู่สวรรค์’

 

The People : ที่ตัดสินใจเรียนสถาปัตยกรรมก็เป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ด้วยไหม?

ใช่ จริงๆ แล้วตอนเด็กๆ ชอบวาดรูป วาดจนอยากทำแอนิเมชัน ชอบแอนิเมชัน ตอนนั้นมั่นใจมากว่าโตขึ้นเราอยากเป็นแอนิเมเตอร์ ตอนนั้นในยุคนั้นของประเทศไทย เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เวลาที่เราบอกเพื่อนว่าเราอยากเป็นแอนิเมเตอร์ เพื่อนก็จะงงว่าแอนิเมเตอร์คืออะไร ในยุคนั้นมันไม่มีคำนี้ มันใหม่มาก แล้วก็ไม่ได้มีโรงเรียนสอนแอนิเมชันแบบจริงจังในเมืองไทยตอนนั้นด้วย แต่เรามุ่งมั่นมากว่าเราอยากเป็นแอนิเมเตอร์ อยากทำแอนิเมชัน พอมันไม่มีโรงเรียนสอน เราก็คิดว่าโอเค อนาคตเราคงขวนขวายหาทางไปเรียนเอง

แต่เราเรียนสายวิทย์มา พอจบมาเราก็มีความไม่มั่นใจ มีความเป็นห่วงว่าเราจะมีงานทำไหม ก็เลยเรียนสถาปัตย์ เพราะมันเป็นกึ่งกลางระหว่างวิทย์กับศิลป์ ตอนนั้นเราไม่กล้าไปเรียนสายศิลป์ หมายถึงไปเรียนนิเทศ หรือจิตรกรรม หรือศิลปศาสตร์ หรือศิลปกรรม อะไรที่เป็นทางศิลปะจริงๆ เราไม่กล้าพอ ตอนนั้นอาจจะมีความลังเลด้วยมั้งว่าจบไปจะมีงานทำยังไง แล้วเพื่อนเราก็มาทางสายวิทย์กันหมด เราก็รู้สึกว่าสถาปัตย์นี่อย่างน้อยเราได้ทำงานศิลปะ ได้ดีไซน์ ได้วาดรูป ก็เลยลงเอยที่ตรงนั้น มันเลยเหมือนเป็นจุดตรงกลางที่เรารู้สึกว่าเข้าทาง

 

The People : เมื่อกี้พูดถึงแอนิเมชัน อะไรที่กระตุ้นความอยากทำแอนิเมชันของคุณ มีเรื่องไหนที่เราชอบเป็นพิเศษไหม?

สิ่งที่กระตุ้นเราตอนแรกเลย ครั้งแรกที่เราตื่นเต้นว่า “เฮ้ย เราอยากเป็นคนทำ” คือตอนที่เราดู Aladdin ในยุคนั้น แต่ก่อนเราดูในฐานะคนเสพ แต่ Aladdin เป็นช่วงที่เราเปลี่ยนผ่าน เราอยากเป็นคนทำสิ่งนี้ เราชอบที่มันสร้างชีวิตขึ้นมาจากภาพนิ่ง จากภาพวาดได้ ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของวัยด้วย ที่เราไม่ได้เป็นผู้เสพอย่างเดียว เราเริ่มมองว่ามันมีกลุ่มคนที่ทำสิ่งนี้อยู่เบื้องหลัง ใครเป็นคนทำ ทำขึ้นมาได้ยังไง ทำไมภาพวาดมันถึงเคลื่อนไหวแล้วดูมีชีวิตได้ขนาดนั้น

 

The People : พอได้เรียนสถาปัตยกรรม ความรู้สึกอยากทำหนังมันเกิดขึ้นมาตอนไหน ความอยากทำแอนิเมชันกับความอยากทำหนังมันมาได้ยังไง?

เราคิดว่าสิ่งนี้มันก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ มันอยู่กับเรามาตลอด แค่รู้สึกว่าข้อหนึ่งคือมันไม่มีที่ลงให้เรา หมายถึงการเรียนแอนิเมชัน แต่ลึก ๆ เราก็ยังคิดอยู่ว่าถ้าเราจบสถาปัตย์ เราก็อยากไปสานต่อความฝันทางด้านแอนิเมชันหรือทำภาพยนตร์อยู่ดี

ระหว่างเรียนไปเรื่อย ๆ เราเริ่มรู้สึกว่าการทำงานแอนิเมชันก็ส่วนหนึ่ง แต่เราเริ่มสนใจว่าเราทำได้มากกว่านั้น แบบทำภาพยนตร์ไปเลยไหม เพราะเราเริ่มรู้สึกว่าแอนิเมชันมันใช้เวลาเยอะเหมือนกัน มันถึกเหมือนกัน ต้องเข้าใจว่ายุคของพี่มันยังเป็นแฮนด์ดรอว์ (วาดมือ) มันเริ่มมี 3D แต่มันยังใหม่มาก เราก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ใช้เวลา แล้วความสนใจของเราก็เริ่มขยายไปสู่ภาพยนตร์ทั่วไป ทั้งคนแสดง ฟิกชัน สารคดี หนังทดลอง อะไรก็ตาม เราเริ่มเห็นความเป็นไปได้เยอะขึ้น ก็เลยขยับตัวเองว่าโอเค ไม่ได้แค่แอนิเมชัน แต่อยากทำหนังทั่วไปเลย

เพราะฉะนั้นคำตอบก็คือมันอยู่กับเรามาตลอด มันไม่เคยหลุดจากความตั้งใจ สถาปัตย์ก็เป็นสิ่งที่เราชอบ รักขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งได้เรียนก็ยิ่งชอบขึ้นเรื่อย ๆ แต่เราก็ยังรู้สึกว่าถ้าให้เลือกจริง ๆ เราอยากมาทางภาพยนตร์มากกว่า

พอเรียนจบก็เลยรู้สึกว่าขอมาทางนี้ลองหน่อย เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราจบมาแล้วทำงานสถาปัตย์เลย เราเชื่อว่าเราจะทำยาวเลย เราคิดว่าเราทำได้ แล้วเราเชื่อว่าเราจะไม่กล้าพอที่จะออกมาลองทำหนัง สมมุติอาชีพเริ่มลงตัว เราเชื่อว่าเราจะไม่กล้าและตัดสินใจยากที่จะออกจากตรงนั้น เราก็เลยบอกว่า ถ้างั้นก็มาลองฝึกงานภาพยนตร์เลยดีกว่า ไปหาที่ฝึกงานทำภาพยนตร์ ให้มันรู้ไปเลยว่าชอบสิ่งไหน แล้วถ้าไม่ชอบก็ค่อยกลับไปสถาปัตย์อย่างที่เรียนมา ก็เรียนรู้ผ่านการทำงานนี่แหละ ลองเข้าไปอยู่ในนั้นดู เพราะเราไม่เคยรู้เลยว่าออกกองถ่ายจริงแล้วมันเป็นยังไง เราชอบจริงไหม เราไม่รู้เลย

 

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ : เฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถามถึง ‘9 วัดสู่สวรรค์’

 

The People : แล้วตอนนั้นคุณไปฝึกงานที่ไหน?

ก็ไปฝึกงานกับพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) เลย ตอนนั้นเริ่มอ่านนิตยสารเกี่ยวกับภาพยนตร์ ขวนขวายอ่านทุกเล่มที่มี แล้วก็ไปเห็นข่าวว่าพี่เจ้ยกำลังมีโปรเจกต์ใหม่แล้วก็รับเด็กฝึกงาน เราก็เลยอยากหาทางติดต่อไป

มันขำที่ว่า บังเอิญเพื่อนเราคนหนึ่งไปแคสต์หนังเขาไปแคสต์เรื่อง ‘สัตว์ประหลาด’  แล้วเขามาเล่าให้เราฟัง เราก็บอกว่า เฮ้ย ขอคอนแทกต์ได้ไหม คุณไปแคสต์มาได้ยังไง คุณติดต่อเข้าไปได้ยังไง เพราะเขาเองก็สนใจเรื่องภาพยนตร์เหมือนกัน เราก็เลยได้คอนแทกต์จากเขามา แล้วก็เข้าไป  ไม่ได้ไปแคสต์นะ แต่เข้าไปขอสมัครงาน (หัวเราะ)

ตอนนั้นเราไปเรียนคอร์สภาพยนตร์ชื่อ ‘ภาพยนตร์วิจารณ์’ ซึ่งหอภาพยนตร์กับมูลนิธิหนังไทย เป็นคนจัด จริง ๆ แล้วจากการไปเรียนที่นั่น เราก็ได้ยินชื่อพี่เจ้ยว่าเป็นคนทำหนังไทยที่น่าสนใจ ตอนนั้นพี่เจ้ยทำเรื่อง ‘ดอกฟ้าในมือมาร’ เป็นเรื่องแรก แล้วหลังจากนั้นเราก็ได้ไปดู ‘สุดเสน่หา’ เรารู้สึกว่าน่าสนใจ เป็นหนังไทยที่แปลกมาก ๆ ไม่เคยเจอหนังไทยแบบนี้มาก่อนในชีวิต พอได้ข่าวว่าเขารับเด็กฝึกงาน เราก็เลยขอคอนแทกต์จากเพื่อนแล้วขอไปทำงาน

ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีมากๆ เพราะเขาเปิดบริษัท เปิดรับเด็กฝึกงานพอดี เราก็เลยเข้าไปฝึกงานได้ โดยเราเอาผลงานสถาปัตย์ไปยื่น เราบอกว่าเราไม่มีความรู้เรื่องหนังเลย ผมแค่อยากทำหนัง ขอฝึกงานได้ไหม ให้ทำอะไรก็ทำได้หมดเลย
มองย้อนกลับไป ตอนนั้นไม่ได้คุยกับพี่เจ้ยตอนแรก คุยกับพี่ที่อยู่ในบริษัท ว่าทำไมถึงรับเด็กคนนี้ที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องหนัง เขาก็บอกว่า “ไม่รู้ น้องดูมีแพสชันดี ก็เลยรับมา” เราก็ขอบคุณพี่ ๆ ในบริษัทตอนนั้นที่รับเราไป

ก็เลยได้เริ่มทำงานโดยไม่รู้อะไรเลย คือช่วยจิปาถะจริง ๆ ในทุกแผนกที่เขาให้เราไปทำ ช่วยทำเอกสาร ไปช่วยฝ่ายอาร์ต ไปสายโลเคชัน ไปช่วยฝ่ายเสียง คือไปทุกที่ ซึ่งมันดีมากเลย เพราะเหมือนกับเป็นโรงเรียนหนังไปด้วย ได้เห็นรอบด้าน ได้เห็นทุกจุด ได้เห็นทุกกระบวนการ

กลายเป็นว่าพอเข้าไปปุ๊บ พี่เจ้ยหยุดกอง ‘สัตว์ประหลาด’ อยู่ เพราะมีปัญหาจุกจิกโน่นนี่ ก็เลยเปลี่ยนมาทำเรื่อง ‘หัวใจทรนง’ (The Adventure of Iron Pussy) ซึ่งเป็นหนังของพี่เจ้ยที่คนไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ แต่เป็นหนังที่แปลกออกไปเลย ตอนนั้นเป็นช่วงที่ตลาด VCD กำลังบูม แล้วมันก็เป็นหนังตลก ๆ สิ่งหนึ่งที่เราได้รู้คือเราอ่านบทแล้วรู้สึกว่ามันตลก จริง ๆ แล้วเรามั่นใจว่าพี่เจ้ยทำหนังตลาด ทำหนังเมนสตรีมได้ หนังมันตลกขนาดนี้

พี่เจ้ยบอกว่า “โบ๊ท ลองวาดสตอรี่บอร์ดดู เอาบทไปแล้วลองวาดสตอรี่บอร์ด” แล้วเขาก็เอาตัวอย่างมาให้เราดู เป็นหนังของ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก พี่เจ้ยก็ถามว่าวาดแบบนี้ทำได้ไหม เราก็พยายาม แล้วมันทำไม่ได้ เราทำแบบนั้นไม่ได้ ก็เลยถูกโยกย้ายไปช่วยแผนกอื่นแทน

เราทำจากเด็กฝึกงาน ค่อย ๆ กลายเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ 2 แล้วก็ไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ 1 แต่ก่อนที่จะไปเป็นผู้ช่วยฯ 1 เราไปเรียนต่อที่อเมริกาอยู่ช่วงหนึ่ง หลังจากทำงานกับพี่เจ้ยมา 4 ปี ก็ไปเรียนปริญญาโทด้านภาพยนตร์โดยตรง เพราะหลังจากที่เราครูพักลักจำมาโดยตลอด เราก็รู้สึกว่าอยากไปเรียนแบบจริงจัง ก็เลยบอกพี่เจ้ยว่า เดี๋ยวขอพักไปเรียนดีกว่า อยากได้ความรู้แบบเรียนจริงๆ

 

The People : พอไปเรียนแล้ว มันเติมช่องว่างที่เราคิดว่าเราต้องการไหม?    

เราว่ามันเติมมาก ๆ แล้วเราก็ขอบคุณการตัดสินใจที่เราได้ไปทำงานกับพี่เจ้ยก่อนแล้วค่อยไปเรียน เรารู้สึกว่าถ้าเราไปเรียนเลยตอนนั้น เราจะไปแบบงงๆ เราไม่รู้ว่าเราขาดอะไร พอเราไปเรียน โดยเฉพาะเรียนปริญญาโท ซึ่งต่างกับเรียนตรี เราไปเรียนโทตอนที่เรามีโฟกัสแล้ว เรารู้แล้วว่าการทำงานในกองมันเป็นยังไง สิ่งที่เรามีความรู้พื้นฐานคืออะไร และสิ่งที่เราขาด สิ่งที่เรามองหาคืออะไร เรารู้สึกมันมีไดเรกชันชัดเจน มีทิศทางชัดเจนขึ้น

แล้วพอเรียนโท มันมีการแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนที่มาเรียนเยอะ มี discussion มีคลาสอะไรของมันเยอะ ซึ่งเราก็มีอะไรไปแชร์ เรามีประสบการณ์ตรงของการทำงานไปแชร์ ไปแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้นมันทำให้การถกเถียงความคิดความรู้มันต่อยอดไปได้เยอะ แล้วเราก็จะไม่ค่อยหลงว่า สุดท้ายฉันจะทำอะไรยังไง คือมันเป็นการเรียนโดยที่เราคิดชัดเจนว่าโอเค เรายังสามารถกลับมาทำงานกับพี่เจ้ยได้ เรามีสิ่งที่เราอยากทำ มันไม่หลงเกินไป

แล้วสิ่งที่มันเติมมาก ๆ คือการเปิดหูเปิดตาให้เห็นว่าโห ในโลกนี้มันมีหนังอีกหลายแบบมากมายจริงๆ หรือแม้กระทั่งได้เจอเพื่อนๆ ที่ต่างแบ็กกราวด์กัน บางคนจบชีววิทยามา จบวิศวะมา จบเป็นแดนเซอร์มา แล้วมาเรียนปริญญาโทหนัง เพราะฉะนั้นทุกคนทำหนังได้แบบที่ต่างจากที่เราทำมาก วิธีการมองภาพยนตร์เขาไม่เหมือนเราเลย พอมันมารวมกันมันนำไปสู่อะไรที่ใหม่มาก ๆ

แล้วด้วยโรงเรียนที่เราไปเรียน ชื่อ CalArts (California Institute of the Arts) เป็นโรงเรียนศิลปะที่มีหลายศาสตร์ ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ มีแดนซ์ มีทัศนศิลป์ มีละครเวที มีดนตรี มีงานเขียน มีอีกหลายอย่าง แล้วเขาสนับสนุนให้ทำงานข้ามศาสตร์ เพราะฉะนั้นเราสามารถไปลงคลาสแดนซ์ได้ ลงคลาสเธียเตอร์ได้ แล้วแต่ละคนเรียนไม่เหมือนกันด้วย เพื่อนร่วมชั้นแต่ละคนเลือกเรียนวิชาไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาทุกคนทำงาน งานมันจะพิลึกมาก มันเหมือนกับเป็นงานที่มิกซ์กันเป็นงานศิลปะ ซึ่งตอนนั้นเราก็เปิดหูเปิดตามากๆ เห็นความเป็นไปได้ แล้วก็ได้รู้จักอาจารย์เก่ง ๆ หลายท่าน อันนี้ตอบโจทย์

 

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ : เฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถามถึง ‘9 วัดสู่สวรรค์’

 

The People : กลับมาเรื่องหนัง ‘9 วัด สู่สวรรค์’ ความรู้สึกหรือไอเดียที่อยากทำเรื่องนี้ มันเกิดมาจากอะไร?

มันเกิดจากการที่โตมากับการทำบุญเข้าวัดกับครอบครัว เรารู้สึกว่า ถ้าไปถึงความเป็นส่วนตัว เราอยากบันทึกอะไรที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตเราเอาไว้ มันมีเรื่องความผูกพันของเรากับย่า หรือเรื่องการที่เราโตมากับการทำบุญเข้าวัด แล้วมันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรามาโดยตลอด เราก็เลยอยากจะถ่ายทอดสิ่งนี้

แต่สิ่งที่กระตุ้นให้อยากทำในเชิงภาพยนตร์ด้วย เพราะเรารู้สึกว่าการทำบุญ 9 วัดที่ครอบครัวเราเข้าไปทำเนี่ย มันน่าสนใจ คือการที่คนเราต้องไปทำพิธีกรรมซ้ำ ๆ ในหนึ่งวัน เรารู้สึกว่ามันแปลก มันชวนให้ตั้งคำถาม ชวนให้คิดอะไรเยอะมาก

เราก็เลยรู้สึกว่าในแง่ของภาพยนตร์มันมีอะไรเกิดขึ้นน่าสนใจเยอะ การเดินทาง การมารวมตัวกันของคนในครอบครัว การไปเจอพื้นที่ สถาปัตยกรรม แลนด์สเคปของวัด หรือวิวริมทาง ของเมือง แล้วก็มีทั้ง indoor และ outdoor แล้วก็ไปเจอพระ เจอพระพุทธรูปในแต่ละวัดที่ไม่เหมือนกันอีก เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก แล้วมันก็ผ่านเวลา เช้ายันเย็นยันกลางคืนกลับบ้าน มันมีองค์ประกอบหลายส่วนที่เรารู้สึกว่าน่าสนใจในเชิงภาพยนตร์ 

เราก็เลยรู้สึกว่ามันพิเศษ ก็เลยรู้สึกว่าอยากลองพัฒนาเป็นภาพยนตร์ มันมีหลายมิติที่น่าจะสำรวจได้ผ่านเรื่องแบบนี้ คือมันมีองค์ประกอบพร้อมที่จะเอามาพัฒนาต่อได้ในรายละเอียด

 

The People : คำถามเหล่านี้ที่คุณสงสัยและตั้งขึ้นมามันติดอยู่กับคุณมาตลอดเลยหรือเปล่า?

เกิดจากที่เราโตมาตั้งแต่เด็ก เราก็ทำตามกิจกรรมทางพุทธศาสนา ทำพิธีกรรมต่างๆ ไปตามครอบครัว ตามคุณย่า ตามพ่อแม่ โดยไม่ได้ตั้งคำถามอะไร พอโตขึ้นมันก็เต็มไปด้วยคำถาม เต็มไปด้วยข้อสังเกต หลักๆ แล้วเราเข้าวัดตลอด เราเห็นคนที่มาทำบุญ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของวัด ของคน ของพระ หรือการเปรียบเทียบของแต่ละวัด หรือแม้กระทั่งเราเห็นข่าวต่าง ๆ ของศาสนา สังคม การเมือง อะไรที่มองศาสนา มองวัด มองพระสงฆ์ แน่นอนว่ามันตั้งคำถามอยู่แล้วแหละ

หรือแม้กระทั่งตัวเอง ที่ประสบการณ์ชีวิตโตขึ้น เรามีความทุกข์ ความสุข มีการหาที่พึ่งทางจิตวิญญาณในรูปแบบต่างๆ มันมีคำถามเยอะอยู่แล้ว ว่าการที่เราทำบุญเข้าวัดเพื่อสะสมบุญ หรือเพื่ออะไร มันชวนคิดเยอะ เพราะเรารู้สึกว่าคำสอนก็เป็นเรื่องหนึ่ง คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้ามองในแง่พุทธธรรม ในทางคำสอนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่วัดเป็นองค์กรหนึ่ง เป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นมาบริหารโดยกลุ่มคณะ มันก็จะเริ่มมีปัญหาหรือความท้าทายในเชิงองค์กร เรารู้สึกว่าเป็นคนละเรื่องกับคำสอน คือมันมีหลายระดับเหลือเกินในการตั้งคำถามหรือสำรวจ แล้วก็ยังไม่นับ ผลกระทบจากการเดินทางของชีวิตเราเองด้วย ที่มันมีขึ้นมีลงเหมือนชีวิตคนเรา

 

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ : เฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถามถึง ‘9 วัดสู่สวรรค์’

 

The People : คุณมองว่าศรัทธากับการตั้งคำถาม มันอยู่ด้วยกันได้ไหม?

เราว่ามันอยู่ด้วยกันมาโดยตลอดในทุกสังคมในโลกที่มีศาสนา เราเชื่อว่าไม่มีคนนับถือศาสนาคนไหนที่ไม่ตั้งคำถามเลย ถ้าใครที่ศรัทธาในศาสนาโดยไม่ตั้งคำถามเลย ไม่มีอะไร “เอ๊ะ” เลย เราว่าอันนี้ก็ยาก ทีนี้มันขึ้นอยู่กับว่าระดับไหนของการตั้งคำถามหรือศรัทธาของแต่ละคน ซึ่งเราว่ามันมีเฉดที่ไม่เท่ากัน

เราเชื่อว่าความศรัทธามันก็มีเฉดของมันในหลายรูปแบบ ว่าเราศรัทธาในอะไร บางคนอาจจะศรัทธาในคำสอน แต่ไม่ศรัทธาในองค์กร หรือบางคนก็ศรัทธาพระบางรูป บางวัดเท่านั้น ไม่ได้ศรัทธาทุกรูปทุกวัด หรือบางคนก็ศรัทธาในคำสอนบางอย่างเท่านั้น แล้วมันก็ถูกต้องด้วย เพราะเอาเข้าจริงพุทธมันก็มีหลายแบบมาก พุทธไทย พุทธเถรวาท พุทธมหายาน พุทธเซน ทุกคนสามารถเลือกได้ว่าอยากจะไปทางไหน เพราะฉะนั้นการเลือกนั้นมันก็มาจากการตั้งคำถาม เราพยายามหาคำตอบของตัวเองว่าตรงไหนที่มันจะเหมาะกับเราที่สุด

แล้วเราว่านี่มันก็ไม่ใช่แค่พุทธหรอก มันคือทุกศาสนา เราต้องอย่าลืมว่าคำสอนของศาสนาหรือแม้กระทั่งคัมภีร์ มันเป็นสิ่งที่บันทึกต่อๆ กันมาจากคำบอกเล่าของคนหลายคนเมื่อหลายพันปีก่อน การที่จะให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยไม่มีการตั้งคำถามอะไรบางอย่างเลย มันก็เป็นเรื่องแปลกนิดนึง เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ดีกรีแล้วว่าเราจะเข้าถึงศาสนาในระดับไหน อย่างไร

 

The People : วิธีที่คุณมองการทำบุญหรือแม้แต่คอนเซ็ปต์ของบุญ มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างไหม?

เปลี่ยนแหละ เพราะตอนเด็กๆ ก็มองว่าทำบุญแล้วได้บุญ สะสมบุญ พอค่อย ๆ เปลี่ยนไปก็เริ่มมีคำถามว่ามันสะสมยังไง ใครเป็นคนบันทึก แต้มบุญมียังไง มีระบบขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วมันก็จะมีคำถามว่าบุญมีจริงไหมด้วยซ้ำ

แต่สุดท้ายคำตอบคืออะไร ถ้าจะมองในเชิงตรรกะวิทยาศาสตร์กันเลย มันก็หาคำตอบตรงนี้ไม่ได้ แต่ถ้ามองในเชิงจิตวิญญาณ ซึ่งมันเต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่เข้าใจ มันก็ย้อนไปที่คำถามว่าความศรัทธา ความเชื่อตรงนี้เราใช้ตำราไหน เราใช้คำสอนไหน หรือเราจะยึดโยงตรงนี้แล้วเปลี่ยนความเข้าใจไป มันคือการทำดี เป็นกุศโลบายให้เราทุกคนทำดี ซึ่งแน่นอนมันก็ต้องส่งผลดีกับชีวิตอยู่แล้ว โดยการรู้จักให้ การรู้จักสละ มันก็เป็นกุศโลบายเพื่อให้คนเราได้ทำดี ได้รู้จักไม่ยึดติด คือมันสามารถตีความไปได้เยอะ เพื่อให้มันเข้ากับความเชื่อและการปฏิบัติของเรา

เพราะฉะนั้นเรารู้สึกว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงของเราเหมือนกัน หรือของอีกหลายคนเหมือนกันที่พยายามจะทำความเข้าใจสิ่งนี้ในแบบที่เราสบายใจหรือยอมรับได้ เพราะเรารู้สึกว่าด้วยตัวกิจกรรมของการทำบุญ มันไม่ได้มีข้อดีข้อเสียอะไร นอกจาก worst case คุณทำแบบทุ่มสุดตัวจนเดือดร้อน ซึ่งมันก็ผิดคำสอนอยู่ดี

จริง ๆ แล้วถ้ามองว่าคำสอนคือเราควรจะสละ เราควรจะปลดปล่อยทุกสิ่ง แล้วการสะสมบุญคืออะไร เพราะงั้นในแง่หนึ่งก็มีความตั้งคำถามเหมือนกันว่ามันขัดกัน มันมีความน่าสนใจตรงนี้แหละ ทีนี้มันขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะตีความตรงนี้อย่างไรให้การทำบุญมันตอบโจทย์ตรงนั้น เพราะถ้ามองว่ามันคือการให้ทาน ให้ไปโดยที่เราไม่ได้จำเป็นว่ามันต้องนำมาสู่อะไร อันนี้มันก็เป็นสิ่งที่ดีใช่ไหม

เราว่าเส้นทางที่บอกว่าเปลี่ยนแปลงยังไง คือเรามองเปลี่ยนไปอย่างนั้น แล้วเรามองหลายมิติมากขึ้น หรือแม้กระทั่งถ้ามองในเชิงว่าการทำบุญคือการสร้างคอมมูนิตี้ สร้างความสัมพันธ์ในเครือข่ายขึ้นมา มันก็น่าสนใจเหมือนกันว่า สมัยก่อน ชุมชนมันไม่ได้มีเหมือนเรา ไม่ได้มีอินเทอร์เน็ต มันก็คือการสร้างคอมมูนิตี้ สร้างพื้นที่ในการยึดโยง เป็นที่พักทางใจ แม้กระทั่งเป็นโรงเรียน เป็นที่ที่ผู้คนมาสร้างชุมชนกัน ในทางที่น่าจะมีประโยชน์ต่อชีวิต ไม่ได้ไปทำอะไรที่เสียหาย ก็คือมองได้หลายมิติมาก

 

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ : เฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถามถึง ‘9 วัดสู่สวรรค์’

 

The People : อีกประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นในหนังคือเรื่องความเชื่อที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าคนที่เชื่อแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็จะมีความขัดแย้ง เกิดความขัดแย้งได้ แต่ในหนังจะเห็นได้ว่าแม้ความเชื่อจะต่างกันแค่ความเข้มข้น อย่างเช่นบางคนเชื่อมาก บางคนเชื่อน้อย ก็เป็นคอนฟลิกต์ได้เหมือนกัน ตรงนี้คุณมองยังไงบ้าง เรื่องความเชื่อที่ต่างกัน และการที่คนจะคุยกันได้?

สุดท้ายมันก็เหมือนกันในสังคมเราแหละ ไม่ใช่แค่เรื่องของพุทธ เรารู้สึกว่าในครอบครัวนี้มันก็หลาย generation หลายวัย ทั้ง 9 คนอายุต่างกัน ประสบการณ์ชีวิตต่างกัน เพราะฉะนั้นตัวละคร 9 ตัวนี้ในแง่หนึ่งก็เหมือนสะท้อนสังคมโดยรวม ว่าทุกคนก็มาคนละแบบ ดีกรีความเชื่อ ความตั้งคำถาม ก็ไม่เหมือนกัน นั่นคือสิ่งที่สังคมเป็นอยู่

แต่สุดท้ายในเรื่องนี้ทุกคนก็เป็นครอบครัวเดียวกัน มันก็ต้องอยู่ด้วยกันให้ได้ ด้วยทางใดทางหนึ่ง และที่สำคัญคือทุกคนมาด้วยความปรารถนาดี ทุกคนไม่ได้มาเพื่อจะมาฆ่ากัน ทุกคนมาด้วยความปรารถนาดี และมีเป้าหมายเดียวกัน แต่วิธีการมันต่างกันจากความเชื่อความคิดที่ต่างกัน ซึ่งเรารู้สึกว่ามันคือสังคม เราเชื่อว่าทุกคน สมมติถ้ามองในเชิงประเทศหรือเชิงอะไรก็ตาม ทุกคนมีความปรารถนาดีทั้งนั้นแหละ ทุกคนอยากให้ทุกอย่างมันดีขึ้น เป้าหมายเดียวกันคือชีวิตที่ดีขึ้น แต่คนละวิธี วิธีการมันไม่เหมือนกัน ทีนี้จะอยู่กันยังไง เราว่ามันเป็นแบบนั้นมากกว่า

เอาเข้าจริงตัวละครในเรื่องก็คือทุกคนต่างกัน แต่ไม่ได้มีใครเอ็กซ์ตรีมจนไม่มีความเทา เรารู้สึกอย่างนั้น ซึ่งสำหรับเรา นั่นคือสังคมของเราที่เราคุ้นเคย เราเชื่อว่าทุกคนมีความ “เอ๊ะ” อยู่แล้ว แค่เอ๊ะด้านไหนแค่นั้นเอง

 

The People : ไม่ได้ขาวหรือดำไปเลย

ใช่ครับ แล้วทุกคนก็ทำสิ่งที่ต้องทำด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ถ้าเราพูดเรื่องความเชื่อ ความศรัทธา บางคนไม่ได้ทำเพราะความเชื่อความศรัทธา แต่ทำเพราะฉันแค่ทำเพื่อครอบครัว ฉันแค่ทำเพื่อให้มันไม่มาทะเลาะกัน มันมีเฉดอย่างอื่น เราจะทำเพราะว่าฉันจะอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวยังไง จะอยู่ร่วมกันในสังคมยังไง บางทีก็หลับหูหลับตาไปบ้าง มันมีดีกรีแบบนั้นด้วย

 

The People : ซึ่งครอบครัวนี้ก็เป็นภาพแทนของสังคมด้วย?

แบบนั้นเลยครับ แล้วมันไม่ใช่แบ่งง่ายขนาดที่ว่า คนที่อายุมากกว่าจะต้องมาทางนี้ และคนที่อายุน้อยกว่าจะมาทางนี้ด้วยนะ เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่แบบนั้น เด็กที่เด็กกว่า เราคิดว่าอาจจะมีหัวก้าวหน้าในเชิงหนึ่ง ไม่ว่าจะหมายความว่าอะไรก็ตามกับคำว่า ‘หัวก้าวหน้า’ แต่หมายถึงว่าเด็กรุ่นใหม่หลายคนก็มีความเชื่อในสิ่งที่เป็นเชิงจิตวิญญาณ หรือเหนือธรรมชาติมากกว่าผู้ใหญ่บางคนเหมือนกัน มันไม่ได้เด่นชัดอย่างนั้น

 

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ : เฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถามถึง ‘9 วัดสู่สวรรค์’

 

The People : ในการทำหนังเรื่องนี้ พอเดินมาถึงปลายทาง คุณได้คำตอบอะไรมากขึ้นไหม หรือได้ตกตะกอนอะไรกับสิ่งที่เราผ่านมา คิดมา หรือประสบการณ์ของตัวเราบ้างไหม?

เราว่าเราตกตะกอนในเชิงที่เราตั้งคำถามกับตัวเองเยอะขึ้น เพราะข้อหนึ่งคือการที่เราได้ทำงานกับนักแสดงเยอะๆ ที่ทุกคนมาจากหลายวัย มันเหมือนกับครอบครัวนี้เหมือนกัน นักแสดงทุกท่านก็มาพร้อมกับความเชื่อตัวเองที่ไม่เหมือนกัน ความคิดทางสังคมการเมืองก็ไม่เหมือนกัน วิธีที่เขามองศาสนาก็ไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนก็ต้องมาอยู่ร่วมกันเพื่อแสดงเป็นครอบครัวนี้ เราต้องอยู่กันให้ได้ แล้วเขาก็อยู่กันได้ แล้วเขาก็แฮปปี้กันด้วย เราก็อยู่กับเขาแล้วแฮปปี้มาก เราก็รู้สึกว่านี่คือภาพจำลองของครอบครัวนี้ ขณะที่เบื้องหลังก็เป็นภาพจำลองของการอยู่ร่วมกันของครอบครัวเหมือนกัน ครอบครัวจำลองต่างๆ ที่เบื้องหลังก็เหมือนเป็นครอบครัวอีกแบบหนึ่ง

แล้วเราก็ตั้งคำถามกับตัวเองเยอะ เพราะพอถ่ายวันแรกปุ๊บก็ฝนตกหนัก เราไปถ่ายหน้าฝน พายุเข้า แล้วก็ต้องเลื่อนกองไป 3–4 วัน สิ่งที่เราทำก็คือเราขึ้นธงแดง ไหว้ อะไรอย่างนี้ เพราะไม่ได้ทำอะไร ก็ลองทำทุกวิถีทางที่เขาให้ทำ เพราะเราไม่ได้บวงสรวง

ปกติเวลากองจะเปิดกล้องเขาจะบวงสรวง แต่เราไม่บวงสรวง ข้อหนึ่งคือมันแพงมากในการบวงสรวง ข้อสองคือจริงๆ แล้วบวงสรวงมันเป็นพราหมณ์ ทำไมเราจะต้องทำบวงสรวงด้วยพราหมณ์ล่ะ แล้วเราก็ไปวัดอยู่แล้ว เราก็ไหว้พระที่วัดที่เราไปถ่าย ขออนุญาต ขอบคุณท่าน ที่วัดก็พอ ส่วนตัวเราไม่ได้คิดว่าบวงสรวงมันจะช่วยหรือไม่ช่วยอะไร แต่แน่นอนว่าทีมงานหลายคนก็อยากจะทำ เราก็ลงมือด้วยกัน ก็ไหว้พระที่วัดที่เราไปถ่ายวันนั้น

แต่การขึ้นธงแดงเนี่ย เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่พุทธ มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ มันคือไหว้ผีหรือไหว้อะไรสักอย่างที่ไม่ใช่พุทธ ซึ่งเราทำไหม เราก็ทำ แล้วก็ไม่ใช่แค่เราไหว้ คือมีตากล้องที่เป็นคนฝรั่งเศสเขาก็ไหว้ด้วย ผู้ช่วยที่เป็นคนสิงคโปร์ก็ไหว้ด้วยกัน มันก็เหมือนกับว่า อันนี้คืออะไร เขาเป็นคริสต์หรือเขาศรัทธาในคริสต์หรือเปล่า เราก็อาจจะไม่ขนาดนั้นด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็มาพร้อมใจกันไหว้ เพื่อรวมใจกันทำสิ่งนี้

เราก็เลยมองว่า พิธีกรรมคืออะไร พิธีกรรมคือเพื่อจะได้ผลจริงหรือ หรือเป็นแค่เพื่อความสบายใจ หรือเป็นการมารวมตัวกันเพื่อตั้งสมาธิบางอย่าง เรามีเป้าหมายร่วมกันว่าจะทำหนังนี้ให้ดี แล้วมีอุปสรรคอะไรไม่เป็นไร เรามารวมตัวกันตรงนี้ได้ คล้ายๆ กับเรารู้สึกว่ามันก็มีความน่ารัก มีความงามอะไรบางอย่าง ทีมงานเห็นผู้กำกับ ผู้ช่วย ตากล้อง โปรดิวเซอร์ มารวมกัน เราว่าเขาก็แฮปปี้นะ เหมือนเป็น visual ที่ harmonise คนไปอีก

เราก็เลยตั้งคำถามได้เยอะมากว่าพิธีกรรมคืออะไร ในแง่นี้ เพราะนี่ก็ไม่ใช่พุทธ สำหรับเรานะ แต่ทำสิ่งนี้ในวันซึ่งมันดูธรรมชาติมากเลย ทุกคนไม่ตั้งคำถาม ทุกคนรู้สึกว่านี่คือไทยมากๆ เราก็รู้สึกว่ามันควรที่เราคิดถึงตัวเองเหมือนกันว่า คนเรามันมีทุกข์ คนทำอะไรไม่ได้ในอุปสรรค มันก็ต้องมีที่พึ่งทางใจ

เราว่ามันก็เป็นสิ่งที่เราคิดเยอะเหมือนกันว่าสิ่งนี้คืออะไร ซึ่งเราว่ามันก็อยู่ในหนังแหละ ว่าสุดท้ายพิธีกรรมมันคืออะไร คือสุดท้ายพิธีกรรมคือการทำให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันหรือเปล่า นั่นคือจุดประสงค์ของพิธีกรรมนี้หรือเปล่า เพราะมันทำให้มารวมตัวกัน ถ้าไม่มีอันนี้อาจจะไม่ได้รวมตัวกันก็ได้ เราก็ตั้งคำถามตรงนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพอมันมาเจอมนุษย์จริง เราอยู่ในสถานการณ์จริงด้วย มันก็ยิ่งทำให้เราเข้าใจหนังตัวเองมากขึ้นด้วยซ้ำ ว่านั่นคือสิ่งที่เราค้นหามาโดยตลอด เพราะเราก็ทำหนังเพื่อพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองเหมือนกัน

 

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ : เฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถามถึง ‘9 วัดสู่สวรรค์’

 

The People : คุณคาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้บ้าง?

เราว่าคาดหวังตามกระบวนการแหละ ว่าเราทำหนัง เราก็อยากให้มันเสร็จออกมาสำเร็จได้จริงๆ แล้วก็ใช้เวลาเนิ่นนาน เพราะฉะนั้นความคาดหวังคืออยากให้หนังสำเร็จออกมาเป็นหนังในแบบที่เราอยากให้มันเป็น สำหรับเราตอนนี้คือหนังเสร็จสมบูรณ์แล้ว และเราแฮปปี้กับมันมากๆ ทีนี้ที่เหลือ การเดินทางของหนังต่อไปจะนำไปสู่อะไร เราว่าเป็นเรื่องโบนัสที่เพิ่มขึ้นมา เป็นสิ่งที่เหนือการควบคุมของเรา เราทำได้เท่าที่เราทำได้ เพราะฉะนั้นความคาดหวังก็จบไปแล้ว แต่โอเค ในเมื่อมันได้ฉายในประเทศไทย เราก็คาดหวังให้คนได้ไปดูเยอะที่สุด ให้คนได้ลองไปสัมผัสประสบการณ์นี้ ก็คงมองว่าเป็นความคาดหวังถึงสเต็ปหนึ่ง แต่อันนี้มันอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เรามีความปรารถนาให้คนได้ไปดูเยอะ ๆ มาแลกเปลี่ยนกัน

 

The People : ในยุคนี้มันก็จะมีเรื่องของ AI ในฐานะนักสร้างสรรค์ นักเล่าเรื่อง คิดว่าบทบาทของคนในฐานะนักสร้างสรรค์มันจะเป็นยังไงบ้าง มันจะถูกกระทบโดย AI ไหม?

มุมมองของเราคือมันคงกระทบอยู่แล้วแหละ ในแง่อาชีพการงานหรืออะไรก็ตาม แต่เรารู้สึกว่าในส่วนของเราเอง เราทำหนังเรื่องนี้จากประสบการณ์ตรง จากประสบการณ์ส่วนตัว เป็นเรื่องที่เราผูกพันเป็นส่วนตัวมากๆ จนเรารู้สึกว่าสิ่งนี้ AI มันทำไม่ได้ คุณค่าตรงนี้ของการที่มันเป็นการนำเสนอทางศิลปะ ความต้องการที่จะถ่ายทอดสิ่งที่เป็นปัจเจกของแต่ละคน มันจะไม่หายไป มันเป็นความเฉพาะที่มีแค่มนุษย์มี

มันอาจจะดูว่า AI จะสร้างงานที่ภาพสมจริงมาก เสียงสมจริงมาก ดนตรีหรืออะไรก็ตาม แต่เราเชื่อว่ามนุษย์ยังโหยหาการเป็นมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์ยังโหยหาปฏิสัมพันธ์ของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน ตรงนี้มันไม่หายไป เราก็ไม่รู้ว่า AI ในอนาคตมันจะเป็นมนุษย์มากๆ เลยก็ตาม แต่สำหรับเรา เรายังรู้สึกว่ามันเหมือนกับช่วงโควิดที่ทุกคนก็คุยผ่านจอกัน มันก็มีประโยชน์ของมัน แต่สุดท้ายคนเราก็ยังโหยหาการได้เจอกับคนจริงๆ อยู่ เรารู้สึกว่าตรงนั้นมันจะไม่หายไป มันอาจจะนำไปสู่สิ่งใหม่ อะไรก็ไม่รู้ แต่เราว่ามันจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มันจะไม่ได้มาทำลายความที่มนุษย์ต้องการผลิตภัณฑ์ของมนุษย์จริงๆ สุดท้ายสิ่งนี้มันก็เป็นสิ่งที่ยากจะแทนที่ด้วยอะไร

แต่เราก็ไม่รู้ สุดท้ายมันจะนำไปสู่อะไรที่เกินความคาดหมายของเราไปก็ได้ อันนี้เราไม่รู้อนาคต แต่เราเชื่อว่าความเป็นมนุษย์ที่คนเป็นมนุษย์ด้วยกัน ผ่าน physical ผ่านสัมผัสความจริง หรือผลงานที่สร้างจากมนุษย์ เรารู้สึกว่าคนมันยังหาสิ่งนั้นอยู่

 

สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ : เฉดสีของศรัทธาในที่ทางของการตั้งคำถามถึง ‘9 วัดสู่สวรรค์’