สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

"สุขโปรเจค" คือพื้นที่เยียวยาใจที่จังหวัดยโสธร ก่อตั้งโดยคุณเค้ก คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเกิดหลังผ่านวิกฤต กิจกรรมหลักของโครงการคือการใช้ศาสตร์การกำหนดลมหายใจ, การแช่น้ำแข็ง (Ice Bath) และโยคะ เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้กลับมาอยู่กับตัวเองและจัดการกับความเครียด

KEY

POINTS

แค่ได้ยินชื่อ 'สุขโปรเจค' (Sook Project) ผู้เขียนก็นึกภาพไปไกลว่า คนที่ทำโปรเจกต์ส่งต่อความสุขแบบนี้ คงเป็นคนที่มีความสุขล้น 

และใช่, เธอคนนี้มีความสุขจริง ๆ 

สุขที่ได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่ยโสธรบ้านเกิด สุขที่ได้ทำงานที่รัก สุขที่ได้กลับมาอยู่กับลมหายใจ และสุขจากการได้เห็นลูก ๆ เติบโตอยู่เคียงข้างกัน แต่กว่าจะมาถึงวันที่พูดคำว่า 'สุข' ได้เต็มปาก ชีวิตของเธอเคยพาไปไกลกว่านั้นมาก 

ธุรกิจที่ลงแรงร่วมกับอดีตสามีปิดตัวลง เดือนถัดมาเธอกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ไม่มีทั้งอาชีพและเงินเก็บ และในวันที่ไม่รู้ว่าจะพาชีวิตตัวเองไปทางไหน โชคดีที่เธอยังมีโยคะและวิชากำหนดลมหายใจที่เคยฝึกไว้ ลูกสาวคนโตที่เธอไม่อยากล้มให้เห็น และพ่อแม่ที่ยังอยู่เคียงข้างไม่ไปไหน จากวันนั้น เธอก็ค่อย ๆ กลับมายืนได้อีกครั้ง 

ชื่อของเธอคือ 'เค้ก - ยิ่งยศพันธุ์ ลำพุทธา' คุณแม่ลูกสอง วัย 34 ปี ครูโยคะ คนทำอาหาร คนหมักคอมบูชา วิทยากร เกษตรกรอินทรีย์ตัวเล็ก ๆ และเจ้าของสุขโปรเจค พื้นที่เล็ก ๆ ในยโสธรที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากความรักในบ้านเกิด และความตั้งใจอยากชวนผู้คนกลับมาอยู่กับตัวเอง  

และนี่คือเรื่องราวของคุณแม่สุดแกร่งที่ใช้เวลา 8 ปี ค่อย ๆ สร้างสุขโปรเจคขึ้นมา พร้อมกับประกอบร่างสร้างชีวิตของตัวเองกลับมาใหม่ทีละวัน จนค้นพบว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

 

หญิงสาวผู้ขอกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเอง 

ทุกวันนี้ ลูก ๆ ของเธออยู่ในวัยกำลังซน คนโตวัย 4 ขวบกำลังช่างซักช่างถาม ส่วนคนเล็กวัยขวบครึ่งกำลังอยากรู้อยากเห็นและหยิบจับทุกอย่างที่ขวางหน้า ระหว่างที่เราคุยกัน จึงมักมีเจ้าตัวน้อยแวะเวียนมาโชว์อึ่งอ่างบ้าง ไม่ก็ยื่นก้อนหินมาให้คุณแม่เค้กกินเป็นขนมแก้หิวบ้าง 

บทสนทนาของเราจึงถูกคั่นด้วยเสียงเล็ก ๆ ของเจ้าตัวน้อยเป็นระยะ และทุกครั้งเธอก็หันไปรับฟังอย่างใจเย็น ก่อนจะกลับมาเล่าต่อ ภาพที่เรียบง่ายและอบอุ่นแบบนี้ ทำให้ยากจะเชื่อว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ ชีวิตของเธอเดินทางมาไกลกว่าที่ใครคาด 

ย้อนกลับไปก่อนจะมีสุขโปรเจค ก่อนจะมีการถ่ายทอดวิชากำหนดลมหายใจ แช่ Ice Bath ในโอ่งมังกร สอนโยคะ และปลูกผักปลอดสารพิษ ชีวิตในวัยเด็กของเค้กเติบโตมาในโลกที่แทบจะอยู่คนละขั้วกับคำว่าสุขภาพ 

"เราเติบโตมากับการที่พ่อแม่ทำผับ เห็นคนกินเหล้าเมาตลอด แล้วเรารู้สึกว่า 'ฉันไม่ได้อยากเดินมาทางนี้'" 

ในฐานะลูกสาวของครอบครัวนักธุรกิจ เส้นทางของเธอเหมือนถูกขีดเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้น เพียงแต่เด็กสาวคนนี้ไม่เคยเดินตามเส้นที่ใครขีดไว้ได้นานนัก เพราะใจของเธอมีอิสระเกินกว่าจะหยุดอยู่แค่ที่ใดที่หนึ่ง แม้แต่ยโสธรบ้านเกิดก็ไม่อาจรั้งเธอไว้ได้ 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

ออสเตรเลียที่ไม่ได้ชิลอย่างที่คิด 

เค้กเรียนประถมที่ยโสธร ก่อนจะย้ายไปเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร โรงเรียนที่มีระเบียบสุดเข้ม ต่างจากบุคลิกของเธอที่ไม่ชอบอยู่ในกรอบ สุดท้ายก็ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ได้ไม่กี่ปีก็จำใจต้องโบกมือลา 

เธอเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนมุกดาหาร หลังจบมัธยมปลายเค้กยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนหรือสนใจอะไร ครั้งนี้ที่บ้านเข้าใจเธอ พ่อแม่บอกให้ลองออกไปใช้ชีวิตสักปีก่อน (Gap Year) บางทีอาจจะเจอสิ่งที่ชอบเข้าสักวัน 

ปลายทางการออกเดินทางไกลของเด็กวัย 17-18 ปีคือออสเตรเลีย เค้กบอกว่าไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นประเทศไหนเป็นพิเศษ แต่เป็นเพราะแม่มีคนรู้จักที่แต่งงานกับชาวต่างชาติอยู่ที่นั่น จึงฝากฝังให้เธอไปอยู่ด้วย 

"ตอนนั้นคิดว่าไปต่างประเทศคงชิล คงสบาย ปรากฏว่าคิดผิดหมด (หัวเราะ) 

"ตอนเป็นเด็กมัธยม เราไม่ได้เรื่องเลย กวาดบ้าน ถูบ้านไม่เป็น พอตอนอยู่ออสเตรเลีย ต้องไปทำงาน ทำงานหนักฉิบหาย เราคิดว่าต่างประเทศสบายไง กูสบายแน่ ๆ โอ๊ย! ทำงานหนัก-ฉิบ-หาย (เธอเน้นเสียง) แต่ก็เข้าใจว่าชีวิตจริงมันก็อย่างนี้แหละ ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ โง่มาก เพราะไม่ตั้งใจเรียนตอนมัธยม เราก็เลยไปเรียนภาษาอังกฤษฟรีที่โบสถ์ ไปแบบไม่ได้เชื่อในพระเจ้าด้วยในตอนนั้น 

"โฮสต์ที่เราไปอยู่ด้วย เขาบอกว่าเนี่ย จะพูดภาษาอังกฤษให้ได้ คุณต้องดูหนังภาษาอังกฤษจนฝันเป็นภาษาอังกฤษ โอ๊ย! ดูหนังจนร้องไห้ ฟังไม่ออกเลยสักคำ ไม่เคยดูหนังแล้วทรมานขนาดนี้มาก่อน แต่เขาก็บอกว่าให้ดูไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวมันจะเข้าใจเอง แล้วมันจริงนะ เราดูไม่รู้เรื่องจริง แต่ดูไปดูมาก็เข้าใจ หรือว่ากูเดาบริบทก็ไม่รู้ 

"ชีวิตตอนนั้นทุลักทุเลเหมือนกัน เพราะว่าเราสื่อสารกับเขาไม่ได้ อาศัยวาดรูปเอาเวลาเราจะคุยกับเขา เขาบอกว่าไม่ได้นะ คุณจะใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้ คุณจะไม่ได้งาน คุณจะไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าคุณพูดไม่ได้" 

ในยุคที่ยังไม่มีแอปแปลภาษาหรือ AI ให้พึ่ง เธอสู้ด้วยทุกวิธีที่มี ทั้งไปโบสถ์ ดูหนัง และเก็บซองขนมมานั่งอ่าน ความพยายามครั้งนั้นทำให้เธอพูดและอ่านภาษาอังกฤษได้ในที่สุด แถมยังใช้เป็นภาษาในการสื่อสารกับลูกทั้งสองของเธอด้วย และประสบการณ์ครั้งนั้นเองก็ได้กลายเป็นใบเบิกทางสำคัญในเวลาต่อมา 

เพราะออสเตรเลียไม่ได้ให้แค่ภาษา แต่ยังฝังเมล็ดพันธุ์สองเมล็ดไว้ในตัวเธอโดยไม่รู้ตัว 

เมล็ดแรก คือ โยคะ 

เมล็ดที่สอง คือ อาหาร 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

 

นักโฆษณามือดี 'อกหัก' จากโลกทุนนิยม 

เมื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ออสเตรเลียจนล้น ก็ถึงเวลาเดินทางกลับมาประเทศไทย และเธอก็ได้เลือกเดินตามความคาดหวังขั้นต้นของที่บ้านโดยการเข้าเรียนด้านการโฆษณา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เพื่อให้ที่บ้านโล่งใจว่าอย่างน้อย ๆ ลูกสาวคนนี้จะนำวิชาความรู้มาพัฒนาธุรกิจให้อยู่คู่ชาวยโสธรไปอีกนาน 

"เราอยู่ในวงการโฆษณามาก่อน" เธอเล่า 

"หลังเรียนจบเราเป็นลีดเดอร์ทำโฆษณาให้สินค้าตัวหนึ่ง ซึ่งขายดีมาก แต่ว่าสิ่งนั้นน่ะประกอบด้วยน้ำตาลเยอะมาก ๆ หน้าที่ของเราคือการไปทำรีเสิร์ช ดูกระบวนการผลิตว่าทำยังไง แล้วกลับมาทำโฆษณาให้เด็กซื้อ"  

เค้กยอมรับว่าช่วงแรกที่เรียนและจบมาทำงานสายโฆษณา ด้วยความที่เป็นคนชอบการแข่งขัน อยากเอาชนะ เธอเลยทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการและเธอก็ทำสำเร็จ ยอดขายพุ่งสูงในรอบ 40 ปี แต่ความสำเร็จกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกภูมิใจ เพราะเธอรู้ดีว่ากว่าจะผลิตออกมาเป็นของทานเล่นหนึ่งชิ้น แต่ละชิ้นต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง 

และนั่นทำให้ใจของเธอพังทลาย 

"ตอนนั้นขายดีมาก แต่ก็เฟลมากเหมือนกัน 'มึงขายน้ำตาลอ่ะ' เราเลยรู้สึกว่าใจมันไม่ไหวว่ะ ผิดหวังในวิชาชีพของตัวเองด้วย ก็เลยออกจากวงการโฆษณา นักโฆษณาดี ๆ มีเยอะมากนะ แต่เรารู้สึกใจมันรับไม่ไหว พอได้ทำแล้วสำเร็จจริง ๆ มันกลับกัดกินจิตใจของเรายังไงไม่รู้ หลายโปรดักต์ที่เราต้องทำให้เขา แล้วมันไม่ได้เป็นของที่ดีต่อสุขภาพอะไรขนาดนั้นน่ะ ก็เลยออกมาดีกว่า ทำได้ไม่ถึงปี คิดว่าเราไม่เหมาะกับงานนี้หรอก" 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

ตกหลุมรักเกาะเต่าและโลกใต้น้ำ 

หลังจากทิ้งทุกอย่างในเมืองกรุง เค้กเก็บกระเป๋าเดินทางไปเกาะเต่าพร้อมความตั้งใจเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ได้อยู่ที่นี่ โดยมีทุนก้อนแรกในการลงหลักปักฐานที่มาจากความขยันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอเก็บเงินด้วยการเทรดทอง แต่ไม่ใช่การนั่งกดหน้าจอ หากเป็นการซื้อทองคำแท่งจริง ๆ พอราคาขึ้นก็วิ่งไปขายที่ร้าน ได้กำไรครั้งละ 400-500 บาท พอราคาลงก็ไปซื้อกลับมาใหม่ วนอยู่อย่างนี้จนมีเงินเก็บก้อนหนึ่ง 

"มันเป็นการเทรดแบบแมนนวล ทองขึ้นก็เอาไปขาย ทองลงก็ไปซื้อ วิ่งไปวิ่งมา"  

เงินก้อนนั้นกลายเป็นโฮสเทลเล็ก ๆ บนเกาะที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่ไม่นานกิจการก็เริ่มซบเซา ลูกค้าน้อยลง ขณะที่ค่าเช่ายังต้องจ่ายทุกเดือน เธอจึงหางานเสริมเป็นช็อปเกิร์ล หรือพนักงานขายประจำร้านดำน้ำ มีหน้าที่อธิบายและขายคอร์สดำน้ำให้ลูกค้า 

ปัญหาคือ คนขายคอร์สดำน้ำคนนี้ ไม่เคยดำน้ำเลยสักครั้ง เธอก็เลยบอกกับเจ้านายตรง ๆ 

"เราบอกเจ้านายว่าอธิบายไม่ได้หรอก เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์เลย ขายของแต่ไม่เคยดำน้ำ โชคดีที่เจ้านายใจดี บอกให้เราไปดำเองในวันหยุด ทั้งที่คอร์สดำน้ำตอนนั้นแพงมาก แค่คอร์สพื้นฐานอย่าง Open Water ก็หลักหมื่น พอวันหยุดก็เลยตามครูดำน้ำที่เขาพาลูกค้าออกทะเลน่ะ ติดไปกับเขาด้วย พอเรียนไปเรียนมา ก็ได้เป็นไดฟ์มาสเตอร์ (Divemaster)" 

เมื่อถามถึงความรู้สึกว่าทำไมถึงเธอตกหลุมรักโลกใต้น้ำขนาดนี้ เพราะทุกคำที่เธอเล่าให้ฟัง น้ำเสียงของเธอช่างเต็มไปด้วยความสุข "โลกใต้น้ำมันสวยมากเลย" เค้กทิ้งช่วง ราวกับกำลังดิ่งอยู่ในห้วงเวลานั้นอีกครั้ง 

"เรารู้สึกว่าได้อยู่กับตัวเอง อาจจะไม่ใช่มีสมาธิขนาดนั้น แต่ตอนอยู่ใต้น้ำ เราไม่ได้คิดเรื่องอะไรเลย มันเป็นอิสระจริง ๆ 

"เราใช้ชีวิตแบบมีความสุข มีอิสระ ทั้งดำน้ำ ปีนเขา ทำโฮสเทล ทำงานร้านดำน้ำ แต่ที่จริงชีวิตจริง ๆ มนุษย์มันไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น คือก่อนหน้านี้เราไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เราเลยมองเห็นว่า โห! เราชิล มีความสุขมาก เห็นคนทุกข์เราก็ไม่เข้าใจว่าพวกมึงทุกข์เรื่องอะไรวะ ชีวิตมันสวยงามไปหมด ยังไม่เข้าใจว่าทุกข์คืออะไร" 

เค้กใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะเต่ารวมแล้วเกือบ 3-4 ปี จนวันหนึ่งเธอก็เริ่มมองย้อนกลับมายังรากที่ตัวเองจากมา สุดท้ายแล้วการจะใช้ชีวิตอย่างอิสระเช่นนี้ต่อไปคงไม่ใช่ทางที่เธอปรารถนา เพราะยังมีพ่อแม่รออยู่ที่บ้าน 

ความคิดนี้เองทำให้เธอรู้สึกว่า อิ่มแล้ว สุดแล้ว ถึงเวลากลับบ้าน 

แต่การกลับบ้านไม่ง่ายอย่างที่คิด หลังใช้ชีวิตท่ามกลางวัฒนธรรมตะวันตกมานาน เค้กในวัย 26 ปี โกนผมสั้นเกรียน กลายเป็นเรื่องที่คนรอบข้างรับไม่ได้ พ่อแม่ถามเธอว่า "ไม่อายเขาเหรอ" ส่วนเธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมใครต้องมายุ่ง ในเมื่อตอนอยู่กับชาวต่างชาติ จะโกนหัวหรือใส่กระโปรงสั้นก็ไม่มีใครว่าอะไร 

"วันนี้มองกลับไป เราก็คิดว่ามันเหมาะสมนะที่เขาต้องพูดแบบนั้น มันเป็นหน้าที่ของเขา แต่ตอนนั้นเรายังหัวดื้ออยู่ 

"แล้วพอกลับมาบ้านเราก็หาที่ไปอีก ก็คือเราอยู่บ้านไม่ติด สมัครเป็นอาสาสมัครไปอังกฤษ พยายามหาเรื่องหนีไม่อยากอยู่บ้าน ชีวิตก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ อีกแล้ว มันมีความสุขมาก แต่ว่าไม่มีหลักให้ยึดน่ะ ถ้าเราตัวคนเดียว เราไปรอบทิศได้เลย แต่พอมองกลับมาที่บ้าน ก็เข้าใจเลยว่าเราคงทำตัวแบบนี้ได้อีกไม่นาน โอเค เราพยายาม ทำใจ พยายามจะอยู่กับบ้าน แต่มันก็ยังไม่ 100% อยู่ดี" 

และสิ่งที่ทำให้เธอกลับบ้านจริง ๆ ไม่ใช่คำพูดของใคร แต่เป็นความคิดของตัวเอง อาจเป็นเพราะกอบโกยประสบการณ์ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้แล้ว เหลือเพียงอย่างเดียวที่ยังไม่ได้ทำ และไม่สามารถละทิ้งได้ก็คือ การกลับบ้านมาดูแลพ่อแม่ที่เริ่มแก่ชรา 

"เราสำนึกเองว่าท่านก็แก่แล้ว ชีวิตมันแค่พริบตา ถ้าวันหนึ่งพ่อแม่จากไป แล้วเรายังสนุกอยู่ เราก็คงต้องกลับมาเสียใจทีหลังแน่ ๆ" 

 

กลับบ้าน ปลูกผัก ปลูกป่า และปลูกความฝันที่ไม่มีใครเชื่อ 

การกลับบ้านรอบนี้ เค้กยอมรับว่ายังไม่ได้อยากอยู่เต็มร้อย แต่เธอตั้งใจจะพยายาม และสิ่งแรกที่เธอเริ่มลงมือ ไม่ใช่โยคะ แต่คือการปลูกผัก เธอเริ่มจากศูนย์จริง ๆ ไม่มีความรู้เรื่องเกษตรเลย ถึงขั้นเดินทางไปลงเรียนกับ 'โจน จันใด' ที่ศูนย์พึ่งตนเองพันพรรณ เพื่อเรียนรู้เรื่องดินและการเก็บเมล็ดพันธุ์ ก่อนกลับมาปลูกผักและปลูกป่าบนที่ดินของครอบครัว 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

"ตอนนี้ต้นไม้โตมากเลยนะ เราปลูกจากต้นเล็ก ๆ ตอนนี้มีเห็ดมีอะไรอยู่ตามโคนต้น อลังการมาก" เธอเล่าอย่างมีความสุข 

ถึงจะสุขแค่ไหน แต่ความจริงของเกษตรอินทรีย์ก็โหดร้ายไม่แพ้กัน ผักกำละห้าบาท ปลูกทั้งวันก็ไม่พอเลี้ยงชีพ เธอค่อย ๆ ย่อสเกลสวนลง เพราะได้เรียนรู้ว่าการดูแลพืชที่มีมีชีวิตต้องทุ่มเทแค่ไหน แล้วหันมาต่อยอดด้วยการนำผักมาขาย ทำน้ำสลัดเอง ทำคอมบูชา เพิ่มมูลค่าให้สิ่งที่ปลูก 

แล้วสิ่งที่เธอทำ มีคนเชื่อบ้างไหมว่าจะสำเร็จ เราถาม

"ไม่มีใครเชื่อ" เธอตอบพลางหัวเราะ "คนแรก ๆ ก็คือพ่อกับแม่ คนรอบตัวก็ถามว่าปลูกผักปลูกหญ้าจะเอาไปกินได้เหรอ แล้วเราก็สอนโยคะด้วย ไม่มีใครมาเรียนหรอก แต่เราเป็นคนไม่ค่อยสน ไม่เชื่อก็เรื่องของเขา" 

แน่นอนว่าความไม่สนอย่างเดียวจ่ายค่าข้าวไม่ได้ ช่วงนั้นเธอรับงานกราฟิกฟรีแลนซ์ วาดนู่นวาดนี่ และยังช่วยงานที่ผับของพ่อแม่ ก่อนจะออกไปสวนทุกเช้าไม่เคยขาด 

"ถึงการทำผับจะเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ แต่มันเป็นทุนให้เราไปซื้อเมล็ดผัก ไปเรียนสิ่งที่อยากรู้ ถ้าไม่มีเงินจากตรงนั้น เราก็ไม่มีทางได้ไปเรียนครูโยคะ ค่าเรียน 85,000 บาท ขายผักมัดละ 5 บาท จะต้องขายอีกกี่ปี" 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก เมล็ดพันธุ์โยคะที่ถูกฝังไว้ตั้งแต่ออสเตรเลีย จึงงอกงามเป็นใบประกาศนียบัตรครูโยคะ แต่เธอไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระดาษแผ่นนั้นเท่าไรนัก เพราะสิ่งที่เธออยากทำคือการได้สอน 

"ความสนใจเรื่องโยคะเริ่มจากที่เราไปเจอหนังสือของโฮสต์ แล้วหน้าปกเป็นรูปคนกำลังทำท่างี้ (ยกมือทำท่าประกอบ) เรารู้สึกสนใจเลยถามโฮสต์ว่านี่คืออะไร เขาบอกว่าโยคะ 

"17 ปีที่แล้ว เราไม่รู้จักเลย เขาเลยเปิดหนังสือให้ดู แต่ตอนนั้นเราไม่ได้สนใจ เราแค่รู้สึกว่าเราอ้วน สิ่งนี้มันอาจจะช่วยให้เราไม่อ้วน แต่พอได้ฝึกจริง ๆ มันไม่ได้เกี่ยวกับความอ้วนนี่หว่า ไม่ได้เกี่ยวกับลดหุ่น ก็เลยสนใจมาเรื่อย ๆ แล้วพอมีโอกาสตอนที่กลับมาอยู่บ้านก็เลยไปเรียนเป็นครูโยคะ แล้วเราก็มีใบเซอร์ฯ ด้วยนะ 

"หลังจากนั้นเราสอนฟรีก่อน สอนฟรีมาเรื่อย ๆ แต่ไม่มีคนเรียนเลย 7 ปีที่แล้ว (หัวเราะ) สอนฟรีอยู่บ้านตอน 7 โมงเช้า มันก็อาจจะเช้าไป 7 โมง แต่ก็นั่นแหละมาเป็นครูโยคะ เราชอบอยู่แล้ว ก็ตลกดี ต้องเกณฑ์เพื่อนมา บอกว่าจบครูมาใหม่ มาเรียนกันหน่อย" 

เมื่อเส้นทางของตัวเองเริ่มชัดขึ้น เค้กก็ตัดสินใจครั้งสำคัญ นั่นคือการบอกที่บ้านว่าเธอจะไม่สานต่อธุรกิจผับ ซึ่งเป็นจุดที่เกือบทำให้ครอบครัวเกือบแตกหัก  

"ที่บ้านเขาก็ใช้เวลานานกว่าจะยอมรับ ตอนนั้นเราก็ทุลักทุเลพอสมควร สุดท้ายเขาก็ยอมว่าไม่ทำก็ไม่เป็นไร ซึ่งแน่นอนว่าการทำผับมันได้เงินเยอะกว่า ต่างจากทางที่เราเลือก มันได้ค่าตอบแทนไม่ได้เยอะ แต่เราก็ดีใจที่ได้ทำตรงนี้นะ" 

 

ความฝันที่ถูกวางลง 

ชีวิตที่เคยอิสระก็นำพาเค้กไปสู่บทบาทใหม่ เธอแต่งงาน มีลูก และเช่นเดียวกับแม่อีกหลายคน ชื่อของเธอก็ค่อย ๆ เลือนหายเหลือเพียงคุณแม่ของน้องคนนี้ ภรรยาของเขาคนนั้น และแน่นอนว่าความฝันของตัวเองก็ค่อย ๆ ถูกวางลง 

"ตอนแต่งงานเราก็มอบชีวิต มอบความฝันของเราให้ครอบครัว ทิ้งความฝันของเราไปเลย เพื่อให้เขาได้ทำตามความฝันได้เต็มที่ แล้วเราก็พร้อมเป็นคนซัพพอร์ตอยู่เบื้องหลัง ดูแลลูก ดูแลบ้าน ไม่ได้ฝึกโยคะ ไม่ได้อ่านหนังสือ ทิ้งทุกสิ่งที่เราอยากทำไปทั้งหมดเพื่อเขา" 

จนกระทั่งวันหนึ่ง ชีวิตของเค้กก็พลิกกลับหัวกลับหางภายในเวลาไม่กี่เดือน ธุรกิจที่ทำร่วมกับสามีเจ๊ง เดือนถัดมาเธอกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวทั้งที่ยังตั้งท้อง 

"ชีวิตมันเหมือนเลี้ยวแบบไม่มีเบรกเลย" 

แน่นอนว่าการตัดสินใจเดินออกมาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเคยกลัวเหมือนเหล่าแม่ ๆ อีกหลายคน ทั้งกลัวเรื่องเงิน กลัวว่าลูกจะขาดพ่อ และเคยอดทนเพราะเทิดทูนความรักว่ายิ่งใหญ่และสวยงาม แต่เมื่อความสัมพันธ์ทำให้เธอรู้สึกตัวเล็กและไร้ค่า และงานเลี้ยงลูกที่เธอทุ่มเททั้งหมด ไม่ถูกมองว่าเป็นงานที่มีความหมาย เธอจึงเลือกทางใหม่ 

"การเลี้ยงมนุษย์คนหนึ่งมันไม่ง่ายนะ ถ้าอีกคนมองว่าเธอแค่อยู่บ้านเฉย ๆ เลี้ยงแค่ลูก ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มองว่าเราเป็นทีมเดียวกัน เราก็คิดว่า ลองสู้เองสักตั้งดีกว่า ซึ่งหลายคนที่ออกมาเป็นซิงเกิลมัมและแฮปปี้มีเยอะแยะในยุคนี้นะ พูดจริง ๆ ยุคนี้เราก็ไม่แคร์แล้ว ซิงเกิลมัม ซิงเกิลแดดเยอะมาก ยุคสมัยด้วยแหละ ยุคสมัย แต่สมัยก่อนผู้เฒ่าก็จะบอกว่าให้อดให้ทนใช่ไหมล่ะ สมัยนี้ถ้าเราไม่ไหว เราก็ไม่ต้องทน แค่นั้นเอง”

 

บทเรียนจากวันที่ทุกข์ที่สุด 

ในช่วงเวลาที่ดิ่งที่สุด สิ่งที่พาเธอกลับมา คือสิ่งที่เธอสะสมไว้ตลอดทาง ทั้งลมหายใจ โยคะ และเสียงบำบัด 

"เราขอบคุณสิ่งพวกนี้มากเลย ถ้าไม่มีโยคะ ไม่มีการหายใจ เราอาจจะเป็นบ้า หรืออาจจะไม่กลับมาเร็วขนาดนี้ เพราะเรามีลูกสาวที่โตพอจะรู้เรื่องแล้ว เราไม่อยากล้มให้ลูกเห็น" 

เค้กไม่ได้คิดจะฮีลใคร เธอขอฮีลใจตัวเองก่อน กลับมาฝึกโยคะ กลับมาหายใจ กลับมาอยู่กับตัวเอง ส่วนเรื่องลูก เธอพาไปพบจิตแพทย์เด็ก เพื่อเรียนรู้ว่าควรจะอธิบายกับลูกอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ และช่วงเวลานั้นก็ทำให้เธอเข้าใจความทุกข์ของผู้คนเป็นครั้งแรก 

"ตอนสอนโยคะเมื่อเจ็ดปีก่อน เราคนละคนกับตอนนี้เลยนะ ตอนนั้นเราคิดว่าพวกเธอทุกข์อะไรกัน ดูโลกสิ ดูท้องฟ้าสิ ชีวิตสวยงามจะตาย แต่พอเราต้องหาเงินเอง ต้องเลี้ยงลูกเอง เราถึงเข้าใจแล้วว่าคนในชีวิตประจำวันเขาทุกข์กันยังไง 

"พอเราทุกข์เอง เราเป็นซิงเกิลมัม เราไม่มีอาชีพ เราไม่มีเงินสักบาท เงินติดบัญชีมีไม่ถึงร้อย นี่แหละมันอาจจะเรียกว่าความทุกข์ก็ได้ ความทุกข์อย่างแรกคือความรู้สึกลูก ไม่มีพ่อแล้วต้องทำยังไง

“เราก็เลยมาเริ่มใหม่ ค่อย ๆ อธิบายบอกเขานะว่าเพราะอะไร ลูกก็งงว่าทำไมไปทำงานนานจังเลย ปกติก็กลับมาได้ ทำไมรอบนี้ไปนานกว่าปกติ เพราะเราบอกลูกว่าพ่อไปทำงาน หลังจากนั้นก็เริ่มค่อย ๆ หย่อนลงไปว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมพ่อไปนาน เราก็บอกว่าถึงพ่อกับแม่จะแยกกันอยู่ แต่ว่าเขาก็ยังรักลูก เขาก็ยังรักลูก ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แค่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

“ทุกเส้นทุกสายยังโยงมาหาลูก ลูกยังสำคัญเสมอ แค่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราก็ค่อย ๆเรียนรู้ไป เด็ก ๆ พออยู่กับเรา เขาก็ได้เรียนรู้ความเข้มแข็งจากเรา แล้วเขาก็บอกว่าเขาจะเข้มแข็งนะ 

“ที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนชีวิตที่หนัก แต่พอผ่านมาได้ 2 ปี เราคิดว่าทุกอย่างมันดีขึ้น ดีขึ้นจริง ๆ ไม่ได้กังวล ซึ่งเราเข้าใจนะว่าทำไมหลายคนที่แต่งงานแล้วมีความทุกข์ ถึงไม่กล้าเดินออกมา เราเข้าใจดี” 

และจากความทุกข์ครั้งนั้น เค้กได้บทเรียนสำคัญที่อยากส่งต่อให้แม่ ๆ ที่กำลังลังเลในชีวิตคู่ และยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร หากวันหนึ่งต้องรับหน้าที่ดูแลลูกโดยปราศจากคนรักข้างกาย 

หนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ เป็นแม่นี่แหละพอแล้ว 

สอง ครอบครัวที่สมบูรณ์ไม่จำเป็นต้องมีพ่อแม่ลูกครบ แค่มีแม่ที่เข้มแข็ง ให้ความรัก และสอนให้ลูกรู้ว่ารักคืออะไร 

สาม เมื่อต้องยืนด้วยตัวเอง ศักยภาพที่ซ่อนอยู่จะถูกดึงออกมามากกว่าที่คิด 

และสี่ ตัวเรามีความหมาย 

"มันอาจจะเชยนะ ที่บอกให้กลับมารักตัวเอง แต่มันจริง รักตัวเองมันดีที่สุดแล้ว" 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

โอ่งมังกรสามใบ กับคลาสแรกที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ 

หลังจากปลูกผักได้ระยะหนึ่ง เธอยังไม่มีคลาสของตัวเองอย่างจริงจัง จุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่ทำให้สิ่งที่เธอสะสมมางอกเงยเป็นธุรกิจที่จับต้องได้ เกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ วันที่เธอไม่พร้อมจะทำอะไรเลย 

ตอนนั้นลูกป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ไข้ขึ้นสูง เธอวิ่งเข้าวิ่งออกโรงพยาบาลมาเกือบสองอาทิตย์ แต่เพื่อนที่มาจากกรุงเทพฯ อยากลองแช่น้ำแข็ง (Ice Bath) และตื๊อให้เธอสอน เค้กปฏิเสธ แต่เพื่อน ๆ ไม่ยอมแพ้ พอเห็นโอ่งที่บ้านเธอแตก ก็ไปซื้อโอ่งมังกรมาใหม่ถึงสามใบ ตั้งเรียงอยู่หน้าบ้าน  

เธอหนีไปเฝ้าลูกที่โรงพยาบาล ส่งรูปลูกไปบอกเพื่อนว่าสอนไม่ได้จริง ๆ แล้วแบตโทรศัพท์ก็หมดทั้งวัน จนมีคนมาเคาะประตูห้อง 

เพื่อนสองคนนั้นตามหาเธอเจอจากรูปที่เธอส่งไปรูปเดียว ทั้งที่ลูกย้ายจากห้องรวมไปห้องพิเศษแล้ว พร้อมกาแฟในมือ และพูดคำเดิมว่า ไปเถอะ กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ประจวบกับน้าของเค้กมาเยี่ยมหลานพอดี เพื่อน ๆ ก็เลยได้โอกาสช่วยกันเกลี้ยกล่อมจนเธอยอมกลับบ้าน 

"เพื่อน ๆ เขาก็ไม่กล้าลงน้ำ เพราะรู้ว่าต้องฝึกหายใจก่อน ก็ให้เราสอนหายใจ กลายเป็นว่าอันนี้ก็คือเคสแรกของเราเลย ทุกคนลงแช่แล้วแฮปปี้ พอแม่เห็น แม่ก็อยากลองด้วย จนเหลือเราคนเดียวละ เพื่อนก็บอกให้ลองแช่ดู 

"เราก็ไหน ๆ แล้วก็ลองดู ความเหนื่อยล้าเกือบสองอาทิตย์ ไม่ได้นอน ลูกป่วย ต้องลุกมาเช็ดตัว ต้องคิดงาน พอลงไปแช่ มันไม่ได้คิดอะไรเลย มันอยู่กับน้ำแข็ง อยู่กับความเย็น อยู่กับร่างกายของเราจริง ๆ เราอยู่ในนั้นเกือบสิบนาที มันรีเฟรชมาก ดีมากจริง ๆ เหมือนร่างกายได้ชาร์จแบตใหม่" 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

จากวันนั้น เธอรู้ว่าสิ่งนี้ดีเกินกว่าจะเก็บไว้คนเดียว เพื่อนกลุ่มเดิมจึงชวนกันเปิดคลาส โดยไม่คาดหวังอะไรเลย คลาสแรกมีผู้ฝึก 11 คน รวมแม่และเพื่อนเป็น 13 ก่อนจะค่อย ๆ เพิ่มจากสิบคนเป็นสามสิบคน 

"เราได้ทำสิ่งที่รัก แล้วได้เงินจากมันด้วย มันอาจไม่ใช่เงินเยอะ แต่กำไรคือเราได้อยู่กับลูก ได้ซื้อนมให้ลูก ซื้อขนมให้ลูก ถือว่าวินมาก พูดจริงนะว่า I love my job" 

 

เข้าคลาสกับสุขโปรเจค ง่ายที่สุด เพื่อให้ยั่งยืนที่สุด 

ทุกวันนี้ สุขโปรเจคเปิดคลาสใหญ่เดือนละครั้ง รับผู้ฝึกครั้งละ 25-30 คน และเต็มทุกครั้งจนต้องรีบปิดรับ เพราะหากเกินกว่านั้นจะดูแลไม่ทั่วถึง แต่ละคลาสมีทั้งกิจกรรม อาหารสุขภาพ และคอมบูชา นอกจากนี้ยังมีคลาสส่วนตัว และงานวิทยากรให้กับองค์กรและหน่วยงานรัฐ ขณะที่ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เธอยังทำอาหารขาย 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก อาหารที่ขายคืออาหารแบบเดียวกับที่เธอกินเอง ใช้วัตถุดิบดีจนกำไรแทบไม่เหลือ เธอเรียนรู้การทำอาหารจากครอบครัวโฮสต์ ศึกษาจากหนังสือและวิทยาศาสตร์การอาหาร ส่วนคอมบูชา เธอไปเรียนกับครูผู้เชี่ยวชาญด้านของหมักดองระดับแถวหน้าของไทย 

อย่างที่รู้ดีว่าปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยเริ่มปรากฏขึ้นมาให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้การออกแบบคลาสเรียนตอบโจทย์ทุกคนมากที่สุด ก่อนเข้าคลาส ทุกคนจะต้องกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ และคำตอบที่ได้ทำให้เค้กตกใจไม่น้อย เพราะเกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เขียนมาเหมือนกันว่ามีปัญหาเรื่องความเครียด ทำงานหนัก นอนไม่หลับ บางคนมีภาวะซึมเศร้าหรือไบโพลาร์พ่วงมาด้วย 

"ตอนแรกที่อ่าน เราตกใจเลยนะ ทุกคนตึงกันหมด มันไม่ได้เป็นแค่เรา มันเป็นกันหมด"  

“ถ้าดูตามแบบสอบถาม ส่วนใหญ่จะอายุ 35-40 ปี เป็นนักธุรกิจ หมอ ข้าราชการ และพนักงานออฟฟิศ บางคนขับรถจากขอนแก่น อุบลฯ ศรีสะเกษ บางคนก็เช่าโรงแรมค้างคืนเพื่อมาเรียน เราคิดว่าความเครียดที่เพิ่มขึ้นเริ่มชัดตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ซึ่งทำให้หลายคนต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ ประกอบกับชีวิตที่เร่งรีบ และอาหารแปรรูปที่กินกันจนเป็นเรื่องปกติ 

"ร่างกายเรามันไม่โกหกเราอยู่แล้ว พอร่างกายเครียด เราก็เครียด มันเครียดไปหมด" 

เพราะฉะนั้นหลักการสำคัญของคลาส คือทำยังไงก็ได้ให้ง่ายที่สุด เพราะเธอไม่อยากให้คนมาเรียนแล้วกลับไปลืม คลาสจึงแบ่งเป็นสามช่วง 

 

ช่วงแรก คือ การฝึกลมหายใจ หรือปราณายามะ 

เธอไม่อธิบายยืดยาว แค่บอกว่าปราณคือพลังชีวิต ยามะคือการควบคุม ปราณายามะจึงเป็นการควบคุมพลังชีวิตของเราเอง แล้วเลือกเทคนิคที่ง่ายพอจะเอากลับไปทำได้ทุกที่ ทั้งตอนขับรถหรือนั่งอยู่เฉย ๆ ส่วนการนั่งสมาธิ เธอบอกเสมอว่าไม่จำเป็นต้องสงบ 

"ไม่มีใครสงบได้ตลอดหรอก แค่ให้รู้ว่าตอนนี้ได้ยินเสียงอะไร คิดอะไรอยู่ ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร แค่สำรวจมัน"

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก ช่วงที่สอง คือ การแช่น้ำแข็ง หรือ Cold Therapy 

เมื่อลงไปในความเย็น หลอดเลือดจะหดตัว พอขึ้นมาก็คลายตัว เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย รวมถึงสมอง เธอย้ำกับผู้ฝึกว่า อย่าไปต่อสู้กับความเย็น ให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว บางคนอยู่ได้ห้านาที บางคนอยู่ได้ถึงสิบนาที 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก ช่วงสุดท้าย คือ หยินโยคะ (Yin Yoga)

โยคะที่ผู้ฝึกไม่ต้องทำอะไร แค่ค้างท่าไว้ หายใจ แล้วปล่อยให้แรงโน้มถ่วงทำงาน 

"ท่าโยคะที่เราสอน รับรองว่าพรุ่งนี้ลืม ลืมหมด ลืมจริง ๆ (หัวเราะ) เราเลยอยากให้เขาจำได้สักท่า หรือการหายใจสักอย่าง แล้วเอากลับไปใช้ที่บ้าน และมันได้ผลจริงนะ ผู้ฝึกหลายคนกลับมาบอกว่า แค่หายใจวันละห้านาทีก็ดีขึ้นมาก อย่างบางคนที่เขาเครียดมาก ๆ ก็บอกว่าการฝึกหายใจ การได้จดจ่อกับลมหายใจ มันช่วยให้เขาผ่านวันหนัก ๆ มาได้" 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

แม้จะสอนเรื่องการจัดการความเครียด แต่เค้กไม่ได้บอกว่าตัวเองหลุดพ้นจากมัน เธอยังเครียดเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอนาคตของลูก และเรื่องสุขโปรเจคเอง เพราะทุกเทรนด์มีวงจรของมัน ใช่ว่าดีต่อนี้จะหมายถึงดีตลอดไป

"เราไม่สามารถทำอันนี้เสร็จแล้วพรุ่งนี้ไม่เครียดได้ มันต้องกลับมารีเซ็ตตลอด เวลาเครียดก็หายใจ ยิ่งเป็นแม่คน ลูกถามคำถามเดิม ๆ 20 รอบ อีกคนก็จับทุกอย่าง เป็นแม่มันไม่ได้มีความสุขตลอดเวลาหรอก แต่เราก็รู้ว่ามันมหัศจรรย์ อาชีพแม่คือการเสียสละได้ทุกอย่าง

“เสียสละได้ทุกอย่างจริง ๆ” เธอย้ำ

“ช่วงที่ตัดสินใจว่าเราจะหันมาดูแลลูกคนเดียวเต็มตัว ทุกอย่างมันเริ่มด้วยตัวเองทั้งหมดเลย เราเป็นคนตัดสินใจเอง แต่มันก็ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปมากกว่า ไม่ใช่ตู้มเดียวแล้วเรามาเป็นเราอย่างทุกวันนี้ อย่างสิ่งที่เราทำ เราก็ค่อย ๆ พิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่าสิ่งนี้มันทำได้นะ มันเลี้ยงตัวเองได้ เขาก็เริ่มเห็นว่าเวลาเราขายของก็เริ่มมีรายได้เข้ามา เราไม่ได้พึ่งพาเขา เราซื้อนมให้ลูกได้ เราซื้อแพมเพิร์สให้ลูกได้ เราจ่ายค่าเน็ต-ค่าไฟได้ พ่อแม่ก็เห็นแหละว่าเราสามารถอยู่ได้กับสิ่งนี้

"พ่อแม่ที่เคยไม่เชื่อในสิ่งที่เราทำ ทุกวันนี้เขากลายเป็นกำลังสำคัญ มาช่วยปูเสื่อโยคะ ช่วยดูแลหลาน และอยากลงทุนสนับสนุนให้เราด้วยซ้ำ แต่เราไม่เอา ขอเดินช้า ๆ จากเงินที่หาได้เองก่อนดีกว่า ซึ่งเราเข้าใจนะที่เขาไม่เชื่อในตอนแรก เขาเป็นคนอีสานที่อายุเยอะแล้ว โตมากับยุคบูมเมอร์ แต่เขายอมรับสิ่งที่เราทำ สิ่งที่เราเป็น เขาเข้าใจแล้วว่าเราไม่ใช่นักธุรกิจ  

"ประกอบกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป คนหันมาสนใจสุขภาพ สนใจการแช่น้ำแข็งมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะอยู่นะ ได้เดินทางไปเป็นวิทยากรหลายที่ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้มา อยู่ดี ๆ คนก็เริ่มให้ความสนใจ เหมือนพระเจ้าส่องแสงมาให้" 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

ความสุขอยู่แค่ปลายจมูก 

เมื่อได้กลับมาสู้ด้วยตัวเองอีกครั้ง สิ่งที่เธอเคยวางลงในช่วงที่ยังใช้ชีวิตกับอดีตคนรัก ก็ค่อย ๆ ถูกหยิบกลับขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง 

"พอเราได้มาสู้คนเดียว เรากลับมาหาความฝันตัวเอง กลับมาสิ่งที่เราเคยฝันไว้ตั้งนานแล้ว ซึ่งตอนนี้เราคิดว่าเราคอมพลีทมากที่ได้กลับมาหามัน เราได้ทำเต็มที่ เราไม่ได้เสียดายหรอก ที่ผ่านมามันเป็นครูมากกว่า ว่าเราไม่ควรทิ้งความฝันของเราให้ใคร" 

หลายคนถามเค้กว่าทำไมไม่ย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ ทำอาหารขายที่นั่นคงขายดีกว่า แม่เองก็เคยชวนให้ไปอยู่มุกดาหาร แต่เธอเลือกยโสธร เพราะเธอชอบวิถีของคนที่นี่ ถึงจะรู้ดีแก่ใจว่าการทำธุรกิจในเมืองแห่งนี้ ยิ่งทำให้สิ่งที่เธอทำเจอกับอุปสรรคกว่าการย้ายไปเมืองใหญ่ 

"ยโสธรเป็นเมืองสโลว์ไลฟ์ คนไม่ได้แข่งอะไรกันมาก ถ้าจะทำธุรกิจก็อาจจะไม่ดี แต่คนยโสเป็นกำลังใจให้เราเยอะมาก เขาบอกว่าดีใจที่ยโสฯ มีของแบบนี้ เราเลยวางแผนเปิดที่พักในปีหน้า เริ่มจาก Airbnb ห้องเล็ก ๆ ที่ติดกับตัวบ้าน เพราะมีผู้ฝึกจากต่างจังหวัด เพื่อนต่างชาติที่บินมาหา เขาก็ถามถึงเยอะมาก แล้วอีกอย่างเราก็มีประสบการณ์ทำโฮสเทลที่เกาะเต่าด้วย คิดว่าไม่เกินปีหน้านะ เริ่มจากหลังนึงก่อน

"และอีกอย่างเราไม่อยากให้บ้านร้าง พ่อแม่ก็บอกนะว่าถ้าไม่ทำอะไรมันก็คงเป็นบ้านร้าง เพราะคนรุ่นใหม่เขาไม่ค่อยมีลูกกัน บ้านตามต่างจังหวัดก็ถูกทิ้ง วันหนึ่งพ่อกับแม่ไม่อยู่แล้ว ข้างล่างอาจจะเป็นที่ฝึกโยคะ ข้างบนเป็นที่พัก" 

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก สำหรับคนที่อยากกลับบ้านแต่ยังลังเล เธอแนะนำว่า ให้เก็บเงินก้อนหนึ่งไว้ลงทุน และที่สำคัญกว่าเงินทุน คือต้องรู้จริงในสิ่งที่จะทำจนเป็นมืออาชีพ เพราะเศรษฐกิจไม่ดีและคู่แข่งก็เยอะ แต่การอยู่บ้านมีข้อดีที่มองไม่เห็น ทั้งไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ไปไหนมาไหนแค่ห้านาที และมีคอนเนกชันจากเพื่อนและครอบครัว 

"กลับบ้านมันรอดนะ แต่อาจจะไม่รวย จะรวยได้ถ้าเราเก่งจริง เราต้องทำตัวให้เป็นมืออาชีพ"  

แต่หากถามว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร เธอยังคงยืนยันคำตอบเดิม 

"มันไม่มีหรอกความสุขที่อยู่ไปแล้วจะสุขตลอด มีสุขแล้วก็มีทุกข์ มีทุกข์แล้วก็มีสุข สลับกันไป เราแค่อยู่กับมันให้ทุกข์น้อยลง แค่ไม่ทุกข์ก็สุขแล้ว 

"ความสุขจริง ๆ มันอยู่แค่ปลายจมูกเอง แค่หายใจเข้า แล้วหายใจออกยาว ๆ" 

 

สำหรับผู้ที่สนใจอยากร่วมกิจกรรมกับสุขโปรเจค สามารถติดต่อได้ที่นี่

โทร : 065 269 6229

Facebook : Sookproject

Instagram : Sooksproject

สุขโปรเจค: พื้นที่ฮีลใจผ่านวิชากำหนดลมหายใจ Ice Bath และโยคะของคุณแม่ ผู้เลือกกลับบ้านที่ยโสธร และค้นพบว่าความสุขอยู่แค่ปลายจมูก

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง 

ภาพ : Sook Project