เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น

บทสัมภาษณ์ ‘เดชรัต สุขกำเนิด’ ผู้ลงสมัครเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีจากพรรคประชาชน ถึงการเปลี่ยนแปลงในนนทบุรีกับแนวคิด ‘NEW นนท์’

KEY

POINTS

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากเสมอ แต่มันก็ไม่ได้ยากเกินไป และถ้าเราย้อนดูความเปลี่ยนแปลงมากมายในชีวิต ก็จะเห็นได้ว่าปัญหาของการเปลี่ยนแปลงมันอยู่ที่ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมออกแบบความเปลี่ยนแปลงนั้นหรือเปล่า

นนทบุรีคืออีกหนึ่งจังหวัดที่มีอาณาบริเวณติดกับกรุงเทพมหานคร แต่ประชาชนมากมายแทบจะแยกเส้นแบ่งไม่ออก โดยเฉพาะเมื่อมีรถไฟฟ้าพาดผ่านไปอย่างทั่วถึง เป็นทางผ่านของรถไฟฟ้าและถนนสายใหญ่ นอกจากนั้นนนทบุรีเองก็ยังมีมีสวนทุเรียนเก่าแก่ มีคูคลองที่โยงถึงกันทั้งจังหวัด มีศาลากลางที่ยืนอยู่ริมท่าน้ำมาหลายสิบปี นนทบุรีคืออีกหนึ่งเมืองที่มีศักยภาพแฝงอยู่อีกมาก และพร้อมที่จะต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ ๆ ท่ามกลางกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังหมุนเวียนเข้ามา

 

แล้วใครกันที่จะเป็นผู้กำหนดว่า
การเปลี่ยนแปลงจะดำเนินไปในทิศทางไหน?

 

เดชรัต สุขกำเนิด’ คือหนึ่งในคนที่เสนอตัวเข้ามาตอบคำถามนี้ในฐานะผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีจากพรรคประชาชน แม้เราอาจจะไม่คุ้นเคยกับชื่อของเขาบนเวทีปราศรัย แต่หลายปีที่ผ่านมาเขาคือหนึ่งในกำลังสำคัญที่ทำงานอยู่หลังฉากโดยการเป็นฝ่ายนโยบายของพรรค แต่ในวันนี้ สถานการณ์ของนนทบุรีก็ได้ทำให้เขาต้องตัดสินใจก้าวเดินมาที่หน้าฉากเผื่ออาสาเสนอแนวทางพา ‘นนทบุรี’ ไปสู่สิ่งที่เขานิยามว่าเป็น ‘NEW นนท์’

 

อบจ. ที่เป็น NEW นนท์จึงต้องเรียกว่ารับผิดชอบทุกปัญหา ในขณะเดียวกันก็ต้องหาทางออกร่วมกันกับทุกฝ่าย ตั้งแต่ท้องถิ่น ตั้งแต่ส่วนภูมิภาค หรือไปจนถึงส่วนกลาง ก็ต้องบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้ให้ได้

 

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น

คงไม่มีแห่งหนใดบนโลกที่ปราศจากปัญหา และในทุก ๆ ที่ก็ล้วนมีปัญหาในแบบของตัวเอง นนทบุรีเองก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการพยายามหาทางผสมผสานการอยู่ร่วมกันระหว่างของเก่ากับของใหม่ในพื้นที่ การยกระดับศักยภาพในสิ่งที่มีอยู่ของนนทบุรี หรือแม้แต่การรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้การจัดการแก้ไขเป็นเรื่องยาก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ที่ตัวเขาต้องหาทางแก้ไขให้กับนนทบุรี

The People ได้สนทนากับ ‘เดชรัต สุขกำเนิด’ ถึงเรื่องราวภูมิหลังในตัวตน ไปจนถึงวิสัยทัศน์แง่มุมต่าง ๆ ที่เขามีต่อนนทบุรี ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบนโยบายเพื่อตอบโจทย์ผู้คนที่หลากหลาย ความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนจังหวัด และการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายให้สามารถก้าวเดินไปพร้อมกัน สามารถอ่านเรื่องราวทั้งหมดได้ที่บทความนี้

 

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น

The People : ช่วงนี้คุณได้ดูหนัง ซีรีส์ หรืออ่านหนังสือเล่มไหนที่คุณคิดว่าน่าสนใจเป็นพิเศษจากมุมมองของคุณบ้างหรือเปล่า?

ช่วงนี้ผมก็ดูหลายเรื่องนะ แต่ว่าเรื่องที่เพิ่งดูจบไปจะเป็นซีรีส์ ชื่อเรื่อง ‘เงิน งาน ความรัก’ (The Running: Of Love and Money)  ซึ่งเป็นเรื่องของชีวิตของคนรุ่นใหม่ เป็นซีรีส์ไทยที่บอกเล่าถึงเพื่อน 5-6 คนที่อยู่เป็นแก๊งเดียวกัน แล้วก็เรียนจบออกมาแล้วก็พยายามที่จะสร้างตัวเป็น SME เป็นสตาร์ทอัพ 

ก็น่าสนใจดี จริง ๆ มันเริ่มฉายตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้มาลงสมัคร (เลือกตั้งนายก อบจ. นนทบุรี) นะ แต่เราก็เริ่มคิดว่า เออ มันจะเกี่ยวยังไงกับนโยบายหรือกับเมืองที่จะช่วยให้คนรุ่นใหม่เขาสามารถจะเติบโตได้ 

ผมคิดว่าซีรีส์ไทยโดยส่วนใหญ่มักจะบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นการปะทะกันระหว่าง ‘ความดี’ กับ ‘ความเลว’ แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่มันกดทับคนรุ่นใหม่อยู่คือ ‘ความยาก’ มากกว่า ว่าเราจะเอาตัวรอดยังไงในสภาพเศรษฐกิจที่มันเป็นแบบนี้ สภาพสังคมที่มันเป็นแบบนี้ ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สะท้อนถึงความยาก ซึ่งจริงๆ แล้วซีรีส์ต่างประเทศเขามูฟไปสู่การเข้าใจเรื่องความยากแบบนี้นานแล้ว ของเราไม่ค่อยมี ก็เลยรู้สึกว่า เออ ดีที่เขามาโฟกัสที่ความยาก

คือไม่ใช่ว่ามันไม่มีเรื่องดีหรือเลวแล้ว มันก็ยังมีอยู่ แต่ว่ามันมีโจทย์ที่มันต้องคิดมากกว่า ก็คือเรื่องความยาก มากกว่าแค่ขาวหรือดำ

 

The People : ถ้าเป็นหนังสือบ้าง มีเล่มไหนที่คุณได้อ่านในช่วงนี้แล้วได้เห็นแง่มุมอะไรที่น่าสนใจบ้างไหม?

ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือนะครับ ก็จะอ่านอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งก็มีเรื่องหนึ่งที่ผมได้อ่านเมื่อไม่นานมานี้ แล้วน่าสนใจมาก แต่ว่าเวลาหยิบมากล่าวถึงในบริบทของสังคมไทยก็อาจจะต้องอธิบายกันยาวนิดนึง หนังสือชื่อว่า ‘บ้านนี้ไม่มีรัก’ ที่เขียนโดย อาจารย์ สรวิศ ชัยนาม

เมื่อฟังดูแล้ว ชื่อมันจะดูโหดมาก แต่ว่าคอนเซ็ปต์ก็คือว่า สังคมทุกวันนี้ยกภาระในการดูแลให้กับครอบครัว ยิ่งพอเป็นสังคมทุนนิยม เราก็ยิ่งยกภาระให้กับครอบครัวเป็นผู้รับผิดชอบต่อความยากตั้งแต่ตอนเกิด ต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในชีวิต ต่อภาวะการเจ็บป่วย แล้วเราก็บอกว่านี่แหละ มันเป็นหน้าที่ของครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันครอบครัวก็เจอความยาก ซึ่งไม่รู้จะไปยังไง แล้วก็ต้องมาเจอสารพัดสารเพกับเรื่องเหล่านี้

ดังนั้น แนวความคิดที่อาจารย์สรวิศกล่าวถึง (ถ้าอธิบายแบบภาษาผมนะ ขออภัย มันอาจจะไม่ตรงกับที่อาจารย์นำเสนออย่างสมบูรณ์) ก็คือเราสมควรมาสร้างสังคมที่มันดูแลกัน ไม่ใช่ว่าครอบครัวไม่สำคัญ แต่ไม่ใช่ครอบครัวทุกครอบครัวที่พร้อมจะดูแลกันได้ขนาดนั้นในสังคมที่เต็มไปด้วยความยาก แต่ตัวสังคมช่วยครอบครัวในการดูแลได้ ทำเรื่องยาก ๆ ของครอบครัวให้มันเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และครอบครัวก็ยังทำหน้าที่ของตัวมันเองได้

แต่ในขณะที่ครอบครัวยากขึ้นทุกที แล้วเราก็ยกภาระมากขึ้นให้กับครอบครัว แล้วก็ไม่มีคนมาช่วยดูแลครอบครัว มันก็เป็นเหตุที่ทำไมคนรุ่นใหม่เขาไม่ค่อยอยากมีลูก เพราะว่ากว่าจะถึง 20 ปีมันต้องผ่านอะไรบ้าง แล้วตกลงใน 20 ปีนี้มีอะไรช่วยเขาบ้าง 

 

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น


The People : คุณเติบโตมาพร้อมกับ ‘นนทบุรี’ แบบไหน?

ผมเกิดที่โรงพยาบาลศิริราชและเติบโตที่ซอยพี่พิชยนันท์ 22 ที่อยู่ตรงข้ามกระทรวงสาธารณสุข ตำบลตลาดขวัญ บ้านของผมจะอยู่ใกล้กับสวนเมืองนนท์มากเลย แล้วสมัยก่อนก็มีนาอยู่ใกล้ๆ มีคลอง เราก็จะไปเล่นน้ำในคลองกันได้อะไรอย่างนี้ครับ ก็จำบรรยากาศแบบนั้นได้เสมอนะครับ

แต่ว่าเมื่อวานนี้ตอนเช้าก็ไปที่บางใหญ่ เขาก็พูดว่า เมื่อก่อนเคยเล่นน้ำในคลองได้ แต่เดี๋ยวนี้ก็เล่นไม่ได้ แต่ว่าเขาน่าจะพูดใน timeframe ที่มันไม่ใกล้กับผมนะ ผมพูดในกรอบประมาณสัก 50 กว่าปีที่แล้ว เขาอาจจะพูดประมาณสัก 20 กว่าปีอะไรอย่างนี้ครับ

มันจะมีนา แล้วก็พ้นจากนาไปก็จะกลายเป็นสวนครับ ก็คืออยู่ในระยะเดินของเด็ก มันไม่ได้ไกลครับ พอเราเดินเข้าสวนก็จะรู้สึกเหมือนกับสวนปัจจุบัน ถ้าเรายังไปดูที่บางกร่าง มันก็ยังเป็นความรู้สึกเดียวกัน แต่สวนเกือบทั้งหมดในนนทบุรีฝั่งนี้ก็คือล่มไปเมื่อตอนปี 54 และเขาก็ฟื้นฟูใหม่ด้วยระบบเดิม แต่มันก็ยังได้บรรยากาศแบบนั้นอยู่

 

The People : วิถีชีวิตในอดีตรวมไปถึงสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองน่าจะทำให้ใครหลายคนเป็นนักสำรวจไปในตัว ไดเห็นความกว้างขวางของบ้านที่ตัวเองอยู่ด้วย

ผมว่ามันคือการที่เราได้ไปสัมผัสธรรมชาติ แบบเดินไป มันเป็นความสนุก มันเป็นความท้าทายแบบเด็กๆ แล้วเราก็รู้สึกว่า เฮ้ย ชีวิตแบบนี้มันอยากจะให้มี ให้เกิดขึ้นนะครับ

บังเอิญตอนลูกผมคนแรกไปโตที่เดนมาร์กตอนช่วงอายุ 3 ปี คนที่ 2 ไปเกิดที่เดนมาร์ก เราก็จะรู้สึกได้เลยว่า พื้นที่ที่เราสำรวจได้ในเมืองไทย ที่ตอนเด็กๆ เรารู้สึกว่ามันกว้างไกลแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ ถ้ามันมีการอำนวยความสะดวกบางอย่าง เช่น ถนนหนทาง เช่นจุดที่จะไปดู มันยิ่งไกลกว่านั้นอีกเยอะครับ
ก็เลยรู้สึกว่า ณ ตอนแรกไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ว่าพอเห็นลูกไปสำรวจเหมือนกับที่เราทำ รู้สึกว่า โอ้โห ถ้าเราเอื้ออำนวย โลกของเด็กที่เขาได้สัมผัส ขอบเขตของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวของเขา มันก็จะยิ่งกว้างขึ้นนะครับ มันก็น่าจะเป็นการเรียนรู้ที่ดี

เมื่อคุยกันถึงเรื่องนี้ผมก็นึกเรื่องหนึ่งออก เป็นสิ่งที่เรามีกันในอดีต แต่ว่าปัจจุบันคงยาก ก็คือเรื่องการเล่นกันหน้าบ้านอะไรอย่างนี้ครับ โดยเฉพาะเกมที่เราเรียกว่าบอลลูนด่าน มันก็ต้องใช้สักประมาณ 6 ถึง 8 คน มันถึงจะสนุก หรือว่าการเล่นอะไรก็แล้วแต่ที่พาให้เด็ก ๆ ได้มาพบปะและรวมกลุ่มกัน แต่ว่าเด็กรุ่นใหม่ในชุมชน โอกาสที่จะมีคนถึง 8 คนในวัยเดียวกันมาอยู่ด้วยกัน แล้วก็มีพื้นที่แบบนั้น ก็น้อยลง

ก็เรารู้สึกว่า เฮ้ย นอกจากเมื่อกี้เราพูดเรื่องพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันก็คงไม่กล้าปล่อยลูกไปค้นหาสเปซ ให้ออกไปอย่างนี้ หมายถึงถ้าลูกเรายังเล็กนะครับ เราก็คงไม่กล้าให้เขาไปจากบ้านเราไกล เพราะฉะนั้นมันก็มีมิติที่เรามาขบคิดว่า หลายเรื่องเราน่าจะลองทำให้บางอย่างมันเป็นตัวเลือก แล้วมันไม่ใช่ว่าต้องมาเล่นแบบเดิม แต่เป็นตัวเลือกที่หลายคนได้มาเล่นด้วยกัน อาจจะเป็นบอร์ดเกมก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องเล่นบอลลูนก็ได้อะไรอย่างนี้ เราอาจจะไม่จำเป็นต้องให้เขามาเล่นบอลลูนด่านแบบเดิม แต่จะมีวิธีอื่นอีกหรือเปล่าที่จะพาให้เขาได้มาพบปะกันเหมือนที่เราเคยทำกันในอดีต

 

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น

 

The People : ทำไมคุณถึงเลือกเรียนคณะอุตสาหกรรมเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์?

ตอนนั้นเราก็คิดว่า ถ้ามีการแปรรูปก็จะเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เกษตรกรก็น่าจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เราก็คิดแบบเด็กๆ แต่พอเราเข้าไปเรียนแล้ว บังเอิญผมเรียนวิชารองเรื่องเศรษฐศาสตร์ เราก็เลยรู้ว่า อ๋อ ไม่เกี่ยวหรอก แปรรูปก็แปรรูปไป แต่มันอยู่ที่ว่าอำนาจต่อรองกับเกษตรกรจะเป็นของใคร หมายความว่าถ้าเกิดอำนาจต่อรองอยู่กับคนแปรรูป คนแปรรูปก็ได้ประโยชน์ทั้งหมดไป เกษตรกรก็ไม่ได้ ผมก็เลยมาเรียนปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์เกษตร

พอมาถึงปริญญาโทใบแรกผมก็เรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เลยในสาขาเศรษฐศาสตร์เกษตร ส่วนใบที่สองก็ไปเรียนที่เนเธอร์แลนด์ด้านการวางแผนการเกษตรและชนบท ซึ่งมันก็จะกว้างขึ้นจากอันแรกตรงที่ไปเรียนในส่วนของสังคมวิทยาด้วย

 

The People : การศึกษาต่อที่เนเธอร์แลนด์ทำให้คุณเห็นอะไรมากขึ้นกว่าเดิมบ้าง?

การเรียนที่เนเธอร์แลนด์เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจสำหรับผม เพราะที่ผมไปเรียนจะเป็นสถาบันนานาชาติ เรียนกัน 16 คนในคลาส ก็จะมาจาก 16 ชาติเลย ก็ได้ความรู้และเห็นมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย ได้เห็นแม้กระทั่ง ‘โจทย์แรก’ ของความคิด ทำให้เห็นว่าแต่ละวิธีคิดของสังคมที่มีต่อโจทย์แรกมันไม่เหมือนกัน แวบแรกของความคิดมันไม่เหมือนกัน

บางคนแวบแรกก็คือรัฐบาลจะช่วยอะไรได้บ้าง ถ้าเป็นแบบผม แวบแรกคือ ‘เงื่อนไขนี้คืออะไร?’ คือหมายถึงว่าเงื่อนไขของเกมนี้คืออะไร แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาพูดกันว่าจะทำยังไงให้เกมนี้เป็นธรรม หรือบางคนก็อาจจะมองว่าแวบแรกก็คือระบบสังคมที่ดูแลกันและกันมันควรจะเป็นอย่างไร ก็จะได้เห็นวิธีการตั้งโจทย์ของคนที่แตกต่างกันครับ

พอต่อมาผมก็ไปเรียนปริญญาเอกที่เดนมาร์กเรื่องการวางแผนและพัฒนา ซึ่งผมว่าน่าสนใจมากๆ เลย ก็คือในเมืองไทยเรา เวลาเราทำวิจัยหรือเราทำงานสักหนึ่งชิ้น เราก็จะทำไปจนจบ บทสุดท้ายค่อยมาว่าเรื่องข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 

แต่เดนมาร์กเขาจะเริ่มต้นจากบทสุดท้ายก่อน ว่าสังคมกำลังต้องการข้อเสนอแนะอะไรบ้าง โดยฝ่ายไหนบ้าง หมายถึงว่าในสังคมมีหลายฝ่ายหลายกลุ่มที่มองแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน แต่ละฝ่ายกำลังต้องการข้อเสนอแนะอะไร และมันมีข้อเสนอแนะอะไรที่จะทำให้ทุกฝ่ายคุยกันได้ก่อนที่เราจะไปเริ่มทำวิจัย แล้วพอเราเริ่มทำวิจัย เวลาเรามาจบด้วยข้อเสนอแนะ มันจะเป็นผลการวิจัยที่มันตอบข้อเสนอแนะที่ตั้งมาตั้งแต่ต้น

อันนี้ก็เป็นตัวอย่างสำคัญที่เราได้เรียนรู้ว่าที่ผ่านมาเราทำวิจัยเหมือนเราเอาตัวเรา — ถ้าไม่ใช่ตัวเราก็อาจจะเป็นเรียกว่ายังไงดี ตัวที่เป็นผู้ที่ประสบปัญหา — เป็นตัวตั้ง ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรนะ แต่ว่าเราก็ไม่เข้าใจผู้ที่จะเป็น actor of change ก็คือผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ว่าเขากำลังรออะไรอยู่ เขากำลังดูอะไรอยู่ 

ถ้าเราเล่าเลยมาอีก ก็คือตอนเวลาเราเข้ามาสู่การเมือง เราก็จะคุ้นเคยว่าในทางการเมือง เราไม่ได้เริ่มแบบนักวิชาการที่เราบอกว่าวิธีแก้ปัญหามันควรจะเป็นอย่างนี้ แต่เราจะมองจากสถานการณ์ในทางการเมืองก่อนว่า แต่ละฝ่ายกำลังต้องการวิธีการแก้ปัญหาแบบไหน และวิธีการแก้ปัญหาแบบไหนมันสอดคล้องกับเชิงวิชาการ ก็คือไปในทิศทางที่ถูกต้อง

แต่อันดับแรกก็คือ เราก็ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะส่งผลได้ในทางการเมือง คือถ้าเรามีวิธีการที่ถูกต้อง แต่มันพูดในทางการเมืองแล้วมันไม่มีผลอะไร มันก็ยากที่จะไปต่อ

 

The People : ในฐานะที่ผ่านทั้งการเป็น ‘นักวิชาการ’ และ ‘นักการเมือง’ คุณมองสองบทบาทนี้มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไน?

ต้องอธิบายว่าเวลาเราพูดว่า ‘นักการเมือง’ มันมีหลายส่วน ผมอาจจะขอตอบส่วนแรกที่ผมเข้ามาในช่วง 3 ปีแรก ผมเข้ามาในฐานะเป็นฝ่ายนโยบายของพรรค

เล่าเผื่อไว้เลยจะได้เห็นภาพ ตอนที่พรรค (ก้าวไกล) มาชวน ผมลาออกจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ผมลาออกเมื่อปี 2563 แล้วผมก็ทำงานกับที่บ้าน กับลูกชายอยู่ปีนึง แล้วทางนั้นก็มาชวนเมื่อตอนปี 64 เขาก็ถามว่าจะเป็นผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือว่าจะเป็นผู้ที่ทำงานนโยบายหลังบ้าน ซึ่งด้วยภูมิหลังที่เล่ามา ผมก็สนใจจะเป็นผู้ที่ทำงานนโยบายหลังบ้านมากกว่า ผมตอบแบบไม่ต้องคิดเลยตอนคุณทิม (พิธา ลิ้มเจริญรัตน์) ถาม ผมตอบทันทีเลยว่าผมไม่ลงบัญชีรายชื่อนะครับ เพราะคำตอบแรกที่เราเข้าสู่การเมือง เราเข้าจากมุมคนทำงานนโยบายจริงๆ ไม่ได้คิดว่าจะอยู่หน้าฉากเลย

ทีนี้ย้อนกลับมาที่คำถาม ผมว่าความต่างกันคือ position หมายความว่าถ้าเราเป็นนักวิชาการล้วนๆ แล้วเราพูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับนโยบาย เราก็พูดมาได้เลย แต่ว่าเวลาเราเข้ามาทำงานการเมืองกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เช่น เรามาทำงานกับพรรคก้าวไกล เราก็ต้องรู้แล้วว่า position ของพรรคก้าวไกลเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคอื่น ๆ ในกระดาน ณ เวลานั้น position ของพรรคคือตรงไหน ดังนั้นเราก็ต้องมาเริ่มต้นคิดว่าใน position แบบที่มีอยู่ ชุดนโยบายแบบไหนที่เราควรจะลองสำรวจว่ามันเป็นไปได้หรือมันเป็นไปไม่ได้

ก็จะเป็น approach ที่คล้ายกับแบบของเดนมาร์กที่เรากล่าวถึงไป คือเราก็เอาตรงนี้มาเป็นโจทย์ แล้วเราก็เริ่มลงพื้นที่ทั่วประเทศ ตอนนั้นเดินทางเยอะมากเลย เพื่อที่จะดูว่าพูดแบบไหนมันยังอยู่ใน position ที่อยากจะให้เป็น และในขณะเดียวกันไม่หลุดไปจากโจทย์ของคนในพื้นที่

ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเลย ถ้าเราไปถามพี่น้องเกษตรกร เขาจะบอกเลยว่าอยากจะได้เงินช่วยเหลือให้เปล่า ซึ่งก็เหมือนจำนำข้าว มันง่ายมากเลย ถ้าเราไม่ได้สนใจ position ในทางการเมืองของพรรค ก็พูดเลยว่าไร่ละพัน ไร่ละสองพัน หรือจำนำข้าวตันละเท่าไหร่ คุณก็พูดไปเลย มันจบแล้ว งานวิจัยเชิงนโยบาย ถ้าเราไม่ได้มองเรื่อง position ของพรรค

แต่ถ้าเรามองเรื่อง position — และก็ต้องดูเรื่องวิชาการด้วยนะครับ แต่เอาเรื่อง position ของพรรคก่อน — บังเอิญพรรคก้าวไกล ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ เขาพูดมา และตอนนั้นผมยังไม่ได้เข้าพรรคนะ แต่ผมก็ได้ยินเขาพูดมาอยู่แล้วว่าเขาไม่เอาเงินอุดหนุนแบบที่เรียกว่าประชานิยมแบบนั้น เพราะมันไม่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไร

 

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น

 

งั้นโจทย์ของผมมันก็ต้องเปลี่ยนไป แต่ว่าเกษตรกรก็ยังอยากรอฟังสิ่งเหล่านี้อยู่นะครับ งั้นเราก็มาดูว่าในเชิงวิชาการมันมีอะไรบ้างที่จะเป็นตัวที่จะตอบได้ ภายใต้ position ที่พรรคก้าวไกลอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในภาคเกษตร แต่ในขณะเดียวกันเกษตรกรก็อยากได้รับความช่วยเหลือ
เราก็มาดูกันว่าเงื่อนไขที่เกษตรกรอยากได้รับความช่วยเหลือคืออะไร จริงๆ แล้วเกษตรกรเขาอยากได้รายได้ที่มั่นคง มันก็ปกติ เราก็อยากได้เงินเดือนที่มั่นคงไม่ใช่หรือ ไม่ใช่แบบว่ามารอลุ้นกันว่าปลายเดือนนี้เราจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ใช่ไหมฮะ ปกติมากเลยนะ

เราก็ค่อยๆ ถอยมาว่ารายได้ที่มันไม่มั่นคงมาจากอะไร แล้วเราก็มาพบว่า โอเค เรื่องราคา งั้นวิธีการบริหารเรื่องราคา ถ้าเราไม่ไปดูที่ปลายทาง แต่เราดูที่ต้นทาง เราทำได้ยังไง
หรือว่าบางอย่างเกษตรกรเขาก็อยากได้รับการช่วยเหลือ เช่น เราไม่เผาฟางอย่างนี้ เราก็บอกไม่ควรเผาฟาง แต่เกษตรกรเขาบอกต้นทุนเขาเพิ่มขึ้น วิธีการที่มันจะลงตัวคืออะไร เช่นก็คือการไถกลบฟางและตอซัง แต่สิ่งที่มันขาดคืออะไร มัก็คือเครื่องจักร ดังนั้นเราช่วยได้ไหม ช่วยได้ แต่ช่วยในเรื่องของเครื่องจักร เพราะงั้นเงินที่ช่วยก็คือช่วยในเรื่องของเครื่องจักร แล้วก็ทำให้เกษตรกรเพิ่มอินทรียวัตถุ ในดินด้วยอะไรอย่างนี้ครับ มันก็จะเป็นเรื่องที่แมตช์กันพร้อมกัน

เพราะแบบนั้น ก็เลยเป็นแกนสำคัญของพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนว่า เราพยายามที่จะไปสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในภาคเกษตร คือภาคเกษตรอยู่เหมือนเดิมไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีการช่วยเหลือของเราก็คือช่วยเพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงแล้วก็ยกระดับตนเองขึ้น
ซึ่งถามว่าเกษตรกรอยากฟังอะไร เขาก็ส่วนใหญ่อาจจะอยากฟังว่าไม่ต้องพูดอะไรมากหรอก ขอปลดหนี้กับขอตันละหมื่นอะไรอย่างนี้ครับ ซึ่งมันก็จะต้องคุยกัน สื่อสารกัน แต่ว่าเราก็ทิ้งเรื่องของ position ไม่ได้

ถ้าเราพูดในมุมกลับ สมมติเราบอกแบบว่า เอาเลยพี่น้อง เผาได้เลยอย่างนี้นะครับ ก็แน่นอน position ของพรรคก้าวไกลก็จะรู้สึกว่าเราไม่ได้ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า แต่จริง ๆ เราก็สนใจว่ามันเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมจริง ๆ แล้วมันก็เป็นปัญหาของเกษตรกรจริง ๆ ด้วย ทั้งการไม่เผาก็คือต้นทุนสูงขึ้น ทั้งการเผาก็คือสูญเสียอินทรียวัตถุที่ควรจะลงไปในดิน โจทย์มันคือเรื่องเครื่องจักรมากกว่า นี่คือวิธีมองเมื่อเราใส่แว่นของนักการเมืองร่วมด้วยครับ 

 

The People : มองอีกมุมหนึ่ง คุณคิดว่าการมี position ในการคิดนโยบายหรือการแก้ไขปัญหา เป็นการตีกรอบให้ความเป็นไปได้หรือวิธีคิดของคุณหรือไม่?

ด้วยความเชื่อที่อาจจะคล้ายกันตั้งแต่ก่อนที่ผมเข้ามาในพรรค กับพรรคอนาคตใหม่ มันก็เลยอาจจะไม่ได้มีอะไรที่มันจะต้องกลับมาแก้ มันจะเป็นประเด็นในเชิงเทคนิคมากกว่าว่า เรื่องแบบนี้วิธีการบริหารจัดการแบบนี้จะดีกว่าไหม มันก็เลยไม่ได้ไปกระทบมากนักกับตัวกรอบแนวคิดต่างๆ 

ผมยกตัวอย่างเรื่องที่เราอยากให้การปฏิรูปที่ดินมันเป็นไปในลักษณะที่ให้เกษตรกรได้เป็นเจ้าของที่มากขึ้น มันก็จะเกิดคำถามขึ้นว่า อีกฝ่ายนึงก็บอกว่าวิธีแบบนี้มันจะกลายเป็นการเอื้อนายทุน อันนี้มันก็จะเป็น position ที่ยากแล้วครับ เพราะว่าคนสนับสนุนพรรคก้าวไกลส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ที่อยากจะขจัดอิทธิพลของนายทุน

แต่ในทางกลับกัน ถ้าพี่น้องเกษตรกรไม่ได้เอกสารสิทธิ์ในที่ดิน เขาก็จะเริ่มมีปัญหา ก็คือเขาจะกู้เงินไม่ค่อยได้ หรือต้องไปกู้จากแหล่งบางแหล่งเท่านั้น เช่น ธ.ก.ส. ซึ่งจะกู้ได้ครึ่งเดียวของมูลค่าที่ดิน แล้วมันก็จะกลายเป็นว่าสุดท้ายอันนั้นแหละจะทำให้เขาสูญเสียที่ดิน

อันนี้มันจะไม่เชิงว่ากรอบผมกับพรรคขัดกัน แต่ว่ากรอบสองกรอบที่พรรคพยายามจะดำเนิน มันขัดกันอยู่ เพราะว่ามันเป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่เราเริ่มปฏิรูปที่ดินปี 2518 คือถ้าเป็นญี่ปุ่น ไต้หวันอย่างนี้นะครับ เขาก็จะมีกรอบเวลาชัดเจนว่าสุดท้ายปฏิรูปที่ดินไปถึงเวลาเท่านี้ ผมจำตัวเลขปีเป๊ะๆ ไม่ได้ แต่ว่าสมมติ 10 ปี ที่ดินเหล่านี้ก็ต้องเป็นของเกษตรกร แต่ของเราพอมันไม่มีกรอบแบบนี้ มันก็จะเจอคำถามลักษณะแบบนี้ไม่รู้จบ ไม่รู้จบจนกระทั่งปัจจุบันครับ

 

The People: ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ได้ทำงานกับพรรคทำให้คุณเห็นอะไรมากขึ้นบ้าง?

ผมได้เรียนรู้ว่าการทำงานการเมืองมันต้องคิดอะไรมากกว่า คือในเชิงวิชาการมันก็เรียนรู้ไปตามสภาพ แต่ว่ามันก็มาจากงานทางการเมืองนั่นแหละ คือยกตัวอย่างเช่น ‘การเมืองของความโกรธ’ คือเรื่องบางเรื่องมันไม่ใช่เป็นเรื่องโจทย์ในทางเทคนิค แต่ว่ามันเป็นเรื่องของตัวคุณ คุณแสดงความรู้สึกออกมาอย่างไร

อย่างตอนแรก ๆ ในสมัยพรรคก้าวไกล มันมีประเด็นเรื่องช้างป่า แล้วมันก็มีสองฝ่ายในพรรค ฝ่ายนึงก็อยากจะให้ดูแลช้าง อีกฝ่ายนึงก็บอกว่าช้างป่าทำร้ายคน อยากให้ดูแลคน เขาก็มาบอกว่า ต้องช่วยไปดูปัญหานี้หน่อย ผมก็ไปคุยกับสองฝ่าย แล้วผมก็ลองคลี่มาดูว่าข้อเสนอทั้งสองฝ่ายเป็นยังไง ปรากฏว่าข้อเสนอมันแทบจะเหมือนกัน เฝ้าระวังช้าง ทำคูกันช้าง 

แต่ที่มีปัญหาขัดกันคือใช้คำว่า วิธีการถ่ายทอดความรู้สึกออกมา มันถ่ายทอดแบบเอียงไปทางช้างไหม หรือถ่ายทอดแบบเอียงไปทางคนมากไปไหม มันก็เลยกลายเป็นประเด็นที่ว่า ในทางการเมือง ความรู้สึกของผู้คนมันเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องเข้าใจความรู้สึกของผู้คนให้ได้

ถ้าเราทำงานอยู่หลังฉาก เราเข้าใจ และเราก็บอกกับผู้ที่จะสื่อสารว่าควรจะสื่อสารอย่างไรภายใต้ความรู้สึกแบบนี้ แต่ถ้าเรามาอยู่หน้าฉากเอง เราก็ต้องประมวลทุกอย่างเข้ามาแล้วก็สื่อสารแบบทันทีทันใดว่าความรู้สึกมันควรจะเป็นยังไง รวมถึงเรื่องการตอบคำถามต่าง ๆ เช่นเดียวกันครับ

 

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น

 

The People : ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้ บทบาทการอยู่หน้าฉากของคุณก็ชัดเจนมากขึ้น

ส่วนตัวผมค่อย ๆ ก้าวขึ้นมาอยู่ข้างหน้าขึ้น จริง ๆ ตอนเลือกตั้งปี 66 เขาก็บอกว่าให้ขึ้นดีเบต แต่ผมก็ไม่ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ เขาก็มาถามซ้ำอีกที ก็บอกว่าผมก็ยังอยากจะทำงานจุดเดิม แต่ว่ามันก็ได้เริ่มขึ้นเวทีดีเบต

พอปี 69 เขาก็เสนอให้เป็นแคนดิเดตรองนายกฝ่ายคุณภาพชีวิต มันก็เริ่มมาอยู่หน้าฉากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็หลังจากปี 69 ที่แพ้เลือกตั้ง เขาก็กำลังเตรียมเกี่ยวกับว่า ถ้ามีกรณีเรื่อง 44 ส.ส. เขาก็เลยพูดว่าผมอาจจะต้องปรับบทบาทแล้วก็มาอยู่ข้างหน้า ในแง่ของการเป็นผู้สมัครต่างๆ 

ผมก็ตอบว่าโอเค ก็มันสถานการณ์มันเป็นแบบนี้ เราก็ต้องมาช่วยกันดูแลพรรคต่อ แล้วเขาก็พูดถึงว่า แล้วถ้าเป็นเรื่องท้องถิ่นล่ะ โอเคไหม ผมก็บอกว่าโอเค ไม่มีปัญหา ถ้ามันเป็นส่วนที่จะช่วยพรรค แล้วก็เลยเกิดเป็นข่าวลืออยู่ช่วงหนึ่งว่าผมจะไปลงผู้ว่าฯ กทม. แต่จริงๆ ลงไม่ได้เพราะว่าไม่ได้มีทะเบียนบ้านอยู่ใน กทม.

 

The People : แล้วมาถึงวันนี้ คุณตัดสินใจอย่างไรในการลงสมัครตำแหน่งนายก อบจ.?

ส่วนหนึ่งผมตอบเข้าไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ที่แพ้เลือกตั้งใหม่ ๆ ก็ยังเป็นเดือนกุมภาฯ คือหลังจากแพ้เลือกตั้งก็จะมีเวทีสรุป เวทีสรุปก็พูดถึงเรื่องท่าทีใหม่ แต่ก็ไม่ได้คิดถึงวันนี้นะ คิดถึงว่าอีกสัก 1-2 ปีข้างหน้าที่มันจะครบรอบ ซึ่งเราก็ไม่รู้อีกนะว่าเลือกตั้งใหญ่มันจะมาก่อนหรือเปล่า หรือว่าจะเป็นเลือกตั้ง อบจ. ตามวาระมาก่อน

เราก็เตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าเราคงจะต้องมาถึงจุดที่เป็นเรื่องนี้ แต่ว่าบังเอิญเหตุการณ์มันเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้คาดฝัน ไม่ได้อยากให้เกิดขึ้นนะ ที่นายกฯ เสียชีวิตไป ก็เลยตัดสินใจ ก็มีเวลากันวันเดียวแหละครับ ถ้าเกิดช้ากว่านั้นก็ไม่ทันแล้ว เพราะว่าเวลารับสมัครมันกระชั้นมากครับ ผมก็ใช้เวลาตัดสินใจวันเดียว

มันก็ยังยากอยู่ดีนะครับ เพราะว่ามันปุ๊บปั๊บที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทของเรา แต่ในอีกด้านนึงเราก็เตรียมใจไว้อยู่แล้วว่าเราคิดว่ามันจำเป็นที่จะต้องมาอยู่ในส่วนที่เป็นผู้สมัครเอง ประกอบกับบังเอิญมันเป็นเรื่องนนทบุรี ซึ่งเราก็รักผูกพันและเราก็อยู่กันมาทั้งชีวิต มันก็ไม่ยากที่เราจะดำเนินการแบบนี้

 

The People : คุณมองว่า ‘นนทบุรี’ เป็นเมืองแบบไหน?

โอ้โห ถ้าเรายิ่งมาได้สัมผัสมากขึ้น มันจะเห็นชัดนะ แต่จริงๆ มันรู้สึกอยู่แล้ว มันเป็นเมือง 2 เอกลักษณ์ครับ พอลงพื้นที่ก็ยิ่งเสริมเลย 2 เอกลักษณ์ก็คือ ใหม่และเก่าอยู่ด้วยกันแบบก็ไม่ได้ถึงกับลงตัว แต่ในขณะเดียวกันมันก็กลมกลืนกันระดับนึงละกัน ใช้คำนี้ครับ หมู่บ้านกับพื้นที่เกษตร พื้นที่สีเขียวอย่างนี้ มันค่อนข้างใกล้ชิดกันมากพอสมควร

แต่ที่ว่ายังไม่ได้ลงตัว เพราะมันก็ยังมีปัญหาหลายข้อที่เราไม่ได้รับรู้กันทั่วไปมากกว่า คือรับรู้เฉพาะบางกลุ่ม อย่างเวลาผมพูดเรื่องน้ำเค็มรุกสวน คนนนท์ส่วนหนึ่งก็จะแบบ คุณพูดเรื่องอะไร น้ำเค็มอะไรเหรอ แต่ถ้าเราพูดเรื่องน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองหรือชาวสวน อาจจะแชร์เรื่องเดียวกัน แต่พอน้ำเค็มปุ๊บ ชาวเมืองก็จะพูดว่าเรื่องอะไรเหรอ

มันก็จะต้องช่วยเขาอธิบายว่า น้ำเค็มมันสัมพันธ์ยังไงกับเรื่องของสวน แล้วก็โยงไปสู่เรื่องคูคลอง ซึ่งอันนี้เราก็น่าดีใจว่า ตอนแรกถ้าเราพูดเรื่องคูคลอง คนก็จะรู้สึกไม่ค่อยสนใจมากนัก เพราะว่าสำหรับคนเมือง คลองอาจจะเป็นแค่ช่องทางในการระบายน้ำใช่ไหมครับ แต่พอเราอธิบายแบบนี้ เราก็รู้สึกว่า เออ มันมีความน่าสนใจมากขึ้นนะครับ เขารู้สึกว่าหลายเรื่องมันใกล้ตัวเขา และนนทบุรีถ้าจะรักษาสองสิ่งนี้ไว้ด้วยกัน จะต้องรักษาอย่างกลมกลืนมากกว่านี้

 

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น

 

ส่วนนี้ที่ผมเล่ามาจนถึงตรงนี้ มันอาจจะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต บวกกับวิถีชีวิตในแง่เศรษฐกิจ ทำมาหากิน บวกกับสิ่งแวดล้อมหน่อย แต่มันก็มีอีกมุมหนึ่งที่จะเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม

ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราพูดเรื่องศาลากลางหลังเก่า เราพูดเรื่องท่าน้ำนนท์ใช่ไหม เวลาเราถ่าย อย่างคลิปเปิดตัวของผมก็จะมีฉากหลังเป็นหอนาฬิกาท่าน้ำนนท์ แล้วก็ศาลากลางหลังเก่า แต่เราถามคนรุ่นใหม่ เขาสัมพันธ์ยังไงเหรอกับสิ่งเหล่านี้ นอกจากความเก่า มันไม่ได้มีโอกาสจะขึ้นไปใช้ ในขณะที่สำหรับผม นี่คือสถานที่แรกที่ผมได้มาทำบัตรประจำตัวประชาชนอะไรอย่างนี้ จะเห็นได้ว่าจะมีความแตกต่างในมุมมองที่ผู้คนมีต่อสิ่งต่าง ๆ ของเมือง เช่น ของเก่าที่คนรุ่นก่อนอาจมองว่ามีคุณค่าหรือประวัติศาสตร์

จุดนี้จึงเป็นโจทย์ให้เราคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสัมพัทธสัมพันธ์ในมิติของเขา เช่น เราจะเปลี่ยนศาลากลางหลังเก่าให้เป็น learning center ได้ไหม ให้เป็นที่ที่เขาไปนั่งทานกาแฟ นั่งทำงาน เป็น co-working space มีห้องสมุดได้ไหม

ในขณะเดียวกัน พ่อค้าแม่ขายที่ย่านท่าน้ำนนท์ ช่วงนี้ก็เงียบเหงาจริง ๆ คือเวลาเราไปตลาดที่มันไม่เงียบเหงา เวลาที่เราจะทักทายกับเขามันแทบไม่มีเวลาคุยกันมา เราก็สวัสดีแล้วก็ผ่านไป แต่ว่าเวลาไปตลาดที่เงียบเหงา เขาก็จะชวนคุยเลย คุยยาวเลย ใช้เวลานานได้ เพราะมันไม่มีคนเดินไปเดินมา เขาก็ไม่ได้วุ่นวายอะไรเลย อันนี้ก็เป็นปัญหาอย่างนึงครับ

เพราะแบบนั้นเราก็เลยมีความรู้สึกว่า หลายเรื่องมันจำเป็นจะต้องปรับจูนวิธีการเล่าเรื่องด้วย วิธีการที่จะจัดเซตติ้งของพื้นที่ ให้คนรุ่นใหม่เขาได้เข้าไปสัมพันธ์กับพื้นที่ในมิติของเขา

 

The People : จากจุดนี้คุณคิดว่านนทบุรีมีศักยภาพไหนที่สามารถพัฒนาได้มากกว่าเดิมอีกบ้าง?

ตัวอย่างที่น่าจะชัดเจนที่สุดเลยคือคราฟต์เบียร์นะครับ ที่นับเป็นสิ่งใหม่ด้วย ทำไมเกาะเกร็ดถึงบอกว่าเป็นเมืองหลวงแห่งคราฟต์เบียร์ในประเทศไทย ซึ่งมันก็ยิ่งกลับเป็นโจทย์เหมือนกัน แล้วเกาะเกร็ด คราฟต์เบียร์ วัฒนธรรมมอญ การท่องเที่ยว ตลาดอย่างนี้ครับ เรากำลังจะดีไซน์เกาะเกร็ดให้เป็นแบบไหน อย่างไร

ทำไมเกาะเกร็ดถ้าไปวันธรรมดามันถึงเงียบเหงา ทำไมเกาะเกร็ดต้องไปเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เหรอ ทำไมเกาะเกร็ดต้องไปตอนกลางวัน แล้วคราฟต์เบียร์ต้องกินตอนไหนถึงสบายใจ ก็ต้องตอนกลางคืนใช่ไหมครับ มันจะมีอะไรแบบนี้ที่ผมคิดว่ามันเป็นโจทย์ท้าทายนนทบุรีอยู่นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เราก็รู้ว่า อบจ.นนทบุรี ลงทุนในเรื่องการศึกษามาก ซึ่งอันนี้มันก็จะเหมือนกับเป็นสิ่งใหม่อยู่แล้ว แต่มันยังมีสิ่งใหม่ที่อาจจะเรียกว่าใหม่กว่าที่มันถาโถมเข้ามา แล้วมันอาจจะไม่ได้ใหม่ในแง่สิ่งที่ดี แต่มันเป็นความใหม่ที่เราทุกคนกำลังเจออยู่ นั่นก็คือ ‘ความเครียด’ 

เราจะทำยังไงให้การศึกษาของนนทบุรีไม่ใช่แค่โรงเรียนสามภาษา สองภาษา หรือหลักสูตรอินเตอร์ แต่ว่าน้อง ๆ ได้มีโอกาสที่จะบริหารจัดการชีวิตตัวเอง มีโอกาสได้พบปะผู้คน ได้เล่นเกมที่เล่นกันหลายคน ได้ผ่อนคลาย ได้คลี่คลายความรู้สึกที่เขาต้องกดดันอยู่ในจิตใจของเขา

อันนี้ก็จะเป็นอีกมิตินึงที่ผมคิดว่ามันมีความสำคัญเช่นเดียวกันกับผู้สูงอายุ อันนี้ก็เป็นความใหม่เช่นเดียวกันนะครับ เพียงแต่เราอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นความเก่า แต่จริง ๆ มันเป็นความใหม่ในแง่ที่ว่า ผู้สูงอายุในอดีตเขาก็อยู่กับลูกหลานเต็มบ้านใช่ไหมครับ แต่ผู้สูงอายุปัจจุบันเขาอยู่กับใคร เขาก็อยู่คนเดียวในห้อง แล้วถ้ามันเป็นห้องในบ้านเอื้ออาทรชั้น 4 ชั้น 5 เขาจะทำไงตลอดวันวันนั้น หรือแม้แต่การที่ผู้สูงอายุอยู่กับครอบครัว แต่สมาชิกครอบครัวต้องไปทำงาน หรือต้องออกเดินทางไปต่างจังหวัดนาน ๆ จะทำอย่างไร เราก็เลยคิดว่าอย่างนี้มันเป็นนโยบายที่ศูนย์เดย์แคร์ผู้สูงอายุน่าจะสามารถให้บริการได้

 

The People :  ในฐานะประชาชน บางทีเวลาเขาเจอปัญหา เขาก็จะมีคำถามว่าเขาต้องบอกเรื่องนี้กับใคร หรือว่าใครต้องรับผิดชอบ ต้องเป็นการเมืองใหญ่ หรือว่าการเมืองท้องถิ่น คุณมองเรื่องขอบข่ายความรับผิดชอบเหล่านี้อย่างไรบ้าง?

ก่อนอื่นต้องพูดว่ามันเป็นเพราะวิธีการออกแบบเรามันซับซ้อนจัด แล้วก็ภายใต้การออกแบบที่ซับซ้อนจัด มันยังมีความรับผิดชอบที่คลุมเครือด้วย ตามจริงชาวบ้านเขาไม่ได้ต้องการอะไรมากนะ เขาต้องการแค่คนไปแก้ปัญหาให้เขาหน่อย ซึ่งเดี๋ยวนี้มันจะไปโยงกับเรื่องบ้านใหญ่

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตกลงเรื่องนี้ต้องพูดกับเทศบาล ตกลงเรื่องนี้พูดกับ อบจ. แล้ว อบจ. ยังมีระนาบที่ใกล้เคียงกัน หรือพูดกับผู้ว่าฯ ถนนเส้นนี้ ถนนหนึ่งเส้นมันต้องมาไล่กันแล้วว่าตกลงเป็นถนนของเทศบาล ถนนของ อบจ. หรือถนนของกรมทางหลวงอีก

ซึ่งเทศบาลบางแห่งที่มาคุยกับผมบอกว่า ฝากแก้เรื่องนึง ไปเจรจาได้ไหม ให้ทางเท้ายกให้เทศบาลหน่อย ให้เทศบาลดูแล เพราะว่ากรมทางหลวงเขาไม่ยอม บางที่เขาจะดูแลทางเท้าและไฟเอง แต่ว่าเวลาไฟเสีย คนก็จะมาโทษเทศบาล 

 

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น

 

นี่คือความคลุมเครือ มันเป็นสิ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนสับสนและเบื่อหน่ายนะ นอกจากนั้น ในทางสังคมวิทยาเขาบอกว่าสังคมไทยมีความเป็น pragmatic ก็คือนิยมแบบที่อะไรได้เร็ว มันก็เลยเป็นช่องโหว่ให้เกิดระบบอุปถัมภ์ หรือการเมืองแบบบ้านใหญ่เข้ามา
แต่ว่าเพียงแต่ว่าฝั่งที่ต้องการการช่วยเหลือ เขามีโจทย์แค่นี้แหละ ก็คือช่วยไปแก้ปัญหาให้เขาหน่อย บังเอิญฝั่งที่เป็นผู้ไปตอบสนอง อาจจะมีโจทย์นั้น ก็คือนอกจากไปตอบสนองให้แล้วก็ยังเป็นลักษณะเป็นบุญคุณ หรือว่าผูกพันกัน มันก็เลยทำให้ต้องไปคุมการตัดสินใจในทางการเมืองของผู้คน

แล้วมันก็เลยกลายเป็นปัญหาเกิดขึ้นทั้งหมดนั้น มันเริ่มต้นมาจากการออกแบบที่มันซับซ้อนเกินไป และบวกกับความไม่ได้มารับผิดชอบโดยตรง คือถ้าออกแบบซับซ้อน แต่ถ้าทุกฝ่ายขยันแก้ปัญหา มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่เราขยันที่จะไม่รับปัญหา และบอกว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของตนเอง

อย่างหนึ่งในนโยบายที่ผมทำเรื่องคูคลอง ก็จะมีคนแย้งเข้ามาบอกว่ามันไม่ใช่หน้าที่ อบจ. หรือเปล่า มันเป็นหน้าที่เทศบาลหรือเปล่า คำตอบก็ถูกนะ แต่ว่าบังเอิญคลองของเมืองนนท์ เราชอบใช้เป็นเส้นแบ่ง งั้นเราจะเจอหลายคลองเลยว่า คลองเดียวฝั่งหนึ่งเป็นเทศบาลหนึ่ง อีกฝั่งนึงเป็นอีกเทศบาลนึง แล้วมันก็จะเกิดปัญหา ซึ่งปัญหามันก็เกิดมาจากการตั้งงบประมาณที่ฝั่งนึงอาจจะตั้งปีนี้ อีกฝั่งนึงอาจจะตั้งปีหน้า เพราะฉะนั้นแล้วมันจะขุดลอกคลองกันยังไง นึกภาพการขุดลอกคลองกันคนละฝั่ง มันก็เลยเกิดเป็นปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นครับ มันก็เลยกลายเป็นว่าที่ผมพูดก็คือ เราเป็นเจ้าภาพประสานงานให้เลย

 

The People : ในฐานะคนที่ได้มีประสบการณ์ในการอาศัยอยู่ในต่างประเทศ หรือแม้แต่เรียนร่วมคลาสกับเพื่อนอีกหลายชาติ คุณเห็นความแตกต่างอย่างไรบ้างเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย?

ตอนที่ผมอยู่ในเดนมาร์ก มันไม่มีอะไรที่ผมต้องไปรู้เกี่ยวกับรัฐบาลประเทศเดนมาร์กเลยนะ ยกเว้นผมจะสนใจเรื่องการเมืองโลกอะไรอย่างนี้นะ มันก็เท่านั้นเองที่ผมจะรู้เกี่ยวกับรัฐบาล แต่เรื่องอื่น ๆ ทุกอย่าง เงินช่วยเหลือ โรงเรียนของลูกผม โรงพยาบาลที่จะคลอดลูกคนที่สอง เส้นทางเดินรถที่มาตรงเวลาหรือไม่ ซึ่งเขามาตรงเวลานะ ทั้งหมดนี้ ขอบเขตเหล่านี้มันอยู่ที่เทศบาลหมดเลย เพราะฉะนั้นเทศบาลเป็นคนที่บริหารจัดการทุกเรื่อง

ยกตัวอย่างอันนึงที่เป็นปัญหาคลาสสิกเหมือนกันแบบไทย ๆ ก็คือ จริง ๆ แล้วโรงเรียนในเดนมาร์ก รัฐบาลซัพพอร์ตส่วนหนึ่ง แล้วก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้ปกครองอีกส่วนหนึ่งตามระดับรายได้นะครับ โจทย์คือถ้าเป็นเมืองไทย โอ้โห แบบนี้เสร็จเลย กลายเป็นว่าใครที่รวยก็อาจจะได้รับการดูแลจากโรงเรียนมากหน่อย ผมหมายถึงว่าคนจะกังวล คนไทยจะกังวลในมิตินั้น

แต่ที่เดนมาร์กก็คือ โรงเรียนไม่มีใครรู้ว่าใครจะต้องจ่ายเท่าไหร่ ทั้งหมดนี้จัดการที่เทศบาล ผ่านระบบภาษีอะไรก็ว่าไป โรงเรียนจะรู้แต่ว่ามีใครไปอยู่กับคุณบ้าง เด็กคนไหนที่ไปอยู่กับคุณ แม้กระทั่งเลือกโรงเรียนเรายังเลือกไม่ได้ ตอนผมไปใหม่ ๆ ก็พาลูกไปโรงเรียนนี้ ใกล้บ้านดี ไปลองคุยกับโรงเรียน โรงเรียนบอกไม่ต้องคุย เขาไม่รับคุย ก็ไปคุยที่เทศบาล คุยเทศบาลเขาก็จะบอก บ้านอยู่ตรงนี้เหรอ จัดให้โรงเรียนนี้อะไรอย่างนี้ครับ

 

The People : วิสัยทัศน์ที่คุณนิยามว่า ‘NEW นนท์’ ก็หวังที่จะเปลี่ยนนนทบุรีด้วยการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วย?

ใช่ครับ ก็คือนนทบุรีที่ อบจ. จะเป็นสะพานเชื่อม ก็ต้องพูดแบบให้เครดิตกับ อบจ.นนทบุรี (คนก่อนหน้า) ว่าเขาก็พยายามทำ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการศึกษาครับ ที่ผ่านมาเขาก็ไม่ได้ดูแลแค่โรงเรียนในสังกัด อบจ. เขาก็ไปให้การสนับสนุนโรงเรียนในสังกัดของกระทรวงศึกษาฯ ด้วย ซึ่งอันนี้เราก็จะสานต่อแนวความคิดนี้แน่นอน

เพราะงั้น อบจ. ถ้าจะเป็นนิวนนท์จริง เราก็ต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม ในการเข้าไปแก้ไข ในการเข้าไปพูดคุยว่าจะดำเนินการอย่างไร หรือยกตัวอย่างที่เราพูดเรื่องท่าน้ำนนท์ ศาลากลางหลังเก่าอย่างนี้ครับ เป็นพื้นที่ดูแลของเทศบาลนครนนทบุรี เพราะงั้น อบจ. จะเข้าไปโดยตรงไม่ได้ แต่เราก็จำเป็นต้องเข้าไปคุยว่า ถ้าเราอยากให้ความเก่ากับความใหม่ที่เราพูดถึงมันมาผสานกัน เราจำเป็นจะต้องปรับปรุง และตัวอาคารก็อยู่ในการดูแลของกรมศิลป์อย่างนี้ครับ งั้นก็ต้องพูดคุย

อบจ. ที่เป็น NEW นนท์จึงต้องเรียกว่ารับผิดชอบทุกปัญหา ในขณะเดียวกันก็ต้องหาทางออกร่วมกันกับทุกฝ่าย ตั้งแต่ท้องถิ่น ตั้งแต่ส่วนภูมิภาค หรือไปจนถึงส่วนกลาง ก็ต้องบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้ให้ได้

 

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น

 

The People : ในเวลาที่จำกัด คุณคิดว่าคุณจะสามารถพานนทบุรีด้วยวิสัยทัศน์แบบ NEW นนท์ ไปได้ไกลถึงจุดไหน?

มันก็ต้องทำต่อเนื่องอยู่แล้วนะครับ เพราะว่าทั้งหมดที่เราสังเกต เราพูดคุยกันมา ย้อนไป 10 ปีที่แล้วเราอาจจะยังไม่ได้พูดเรื่องนี้เลย ความเครียดไม่ใช่ว่าไม่มี มันก็มีมาตั้งแต่เราเด็กๆ แต่เราอาจจะยังไม่ได้พูดถึงกันอย่างนี้ เพราะแบบนั้นมันจะเรียกว่าแก้ให้หมดภายใน 10 ปี หรือ 5 ปี หรือ 4 ปี มันคงไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น

แต่เรากำลังพูดว่ารูปธรรมของสิ่งที่มันควรจะเกิดขึ้นคืออะไร อย่างเช่น เราควรจะไป รพ.สต. ที่ไหนก็ได้ในนนทบุรี แล้วเชื่อมต่อได้กับโรงพยาบาล ไม่ใช่เฉพาะในนนทบุรี มันไม่เห็นมีปัญหาอะไร ถ้าเราจะเชื่อมต่อกับศิริราช ถ้าคนนนท์ไปรักษาพยาบาลสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว ถ้าเราทำให้มันเชื่อมต่อได้ ต้องถามว่ามันเป็นปัญหากับใครตรงไหนหรือเปล่า ถ้ามันไม่มีปัญหากับใครตรงไหน อันนี้ก็คือสิ่งที่เราอยากจะทำให้ได้นะครับ

หรือเด็กนนท์ เราก็จะพูดถึงกันเยอะว่ามีคุณครู 2-3 ภาษาที่อยู่ในโรงเรียน แต่เรื่องการคลายความเครียดล่ะ ทำอย่างไร เรื่องการทำงาน เรื่องการเรียนรู้สร้างสรรค์ล่ะ ทำยังไง จะมีศูนย์การเรียนรู้แบบนี้ให้ได้ทุกอำเภอจะได้หรือไม่ 

สวนสาธารณะ ทำไมค่าเฉลี่ยขององค์การอนามัยโลกที่เขาบอกว่าควรจะมี ก็คือ 9 ตารางเมตรต่อคน แต่ทำไมเมืองนนท์เรามีอยู่ 3 ตารางเมตรต่อคน เราจะเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร

จริงๆ คำตอบสั้นๆ ก็ย้อนไปเรื่องเก่ากับใหม่ คือสมัยก่อนคนนนท์ก็จะรู้สึกว่าพื้นที่สีเขียวมันอยู่ใกล้ตัว แต่พอผ่านไป 20 ปี พื้นที่สีเขียวรอบ ๆ บ้านที่ผมเล่าสมัยเด็ก ๆ มันไม่มีแล้ว มันไม่ใช่พื้นที่สีเขียวที่เราจะเข้าถึงได้แล้ว มันก็จะเกิดคำถามว่า แล้วพื้นที่สีเขียวมันหายไปไหน แต่ 20 ปีที่ผ่านไปที่มันไม่ใช่พื้นที่สีเขียว ราคาที่ดินมันแพงขึ้นแล้ว 

สิ่งนี้ก็เลยกลายเป็นโจทย์ที่หนักขึ้นกว่าเดิม เราก็ไม่รู้จะหาสวนสาธารณะที่ไหน แต่มันก็มีพื้นที่อีกเยอะเลยที่มันเคยเป็นสวนสาธารณะ แล้วหน่วยงานส่วนกลางก็ขอกลับไป แล้วตอนนี้ก็ยังเป็นที่ว่างๆ อยู่อย่างนี้ครับ เพราะงั้น อบจ. ก็สามารถที่จะเข้าไปดูแลเพิ่มเติมได้

 

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น


The People : คุณมองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากไหม?

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากเสมอเลยครับ แต่ว่ามันก็ไม่ได้ยากเกินไป และในความเป็นจริงถ้าเราย้อนมาดู เราก็เจอความเปลี่ยนแปลงมากมายในชีวิต ปัญหามันอยู่ที่ว่ามันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เราร่วมออกแบบหรือเปล่า

หลายครั้งมันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เราไม่ได้ร่วมออกแบบ เราไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำในตอนที่มันเกิดขึ้น อย่างเช่นที่เราเล่าเรื่องพื้นที่สีเขียวของนนทบุรี ถ้าเรารู้สึกตั้งแต่แรก เราก็สงวนมันไว้ เราก็ดูแลมันไว้ มันย่อมถูกกว่าที่เราจะต้องมาซื้อที่สร้างใหม่แน่นอน แต่เราไหลไปตามความเปลี่ยนแปลง จนเรามาถึงเวลานึงเรารู้สึกว่า มันเปลี่ยนแปลงแบบนั้นไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนแปลงไปอีกแบบหนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ว่าการที่เราจะออกแบบการเปลี่ยนแปลง เราจะเจอกับความยากในความหมายที่ว่ามันมีกระแสของความเปลี่ยนแปลงหลายกระแสที่ดำเนินไปคู่กัน อย่างเช่นกระแสที่เขาก็จะบอกว่าเมืองนนท์นี้เหมาะมากเลยในการเป็นพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ เราก็มีทั้งรถไฟฟ้า ยังมีถนนอีกหลายเส้น มอเตอร์เวย์ก็มาที่นนทบุรี มันใช่เลย แต่ว่าในพื้นที่สีเขียวเมื่อกี้ที่เราคุยกัน ในคลอง ในบ่อบำบัดน้ำเสียของอสังหาริมทรัพย์อย่างนี้นะครับ เราจะรวมคำว่าความเปลี่ยนแปลงในทุกกระแสให้มันมาเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างไร

หรือแม้กระทั่งง่ายกว่านั้น ไม่มีใครค้าน แต่จะทำยังไงให้มันดีไซน์แล้วมันลงตัว ศูนย์เดย์แคร์ผู้สูงอายุไม่มีใครค้าน จะค้านไปทำไม แต่ว่าอะไรคือเงื่อนไขที่ลงตัว ฝากไว้กี่วัน 3 วัน 5 วัน 7 วัน หรือฝากได้เรื่อยๆ แล้วถ้าฝากประจำเลย แล้วคนอื่น ๆ ที่จะเข้ามาควรจะเป็นอย่างไร

เพราะแบบนั้นการออกแบบจึงเป็นความท้าทาย การดูแลเรื่องความเปลี่ยนแปลงเป็นความท้าทายเสมอสำหรับการออกแบบ และมันก็เป็นสิ่งที่ถ้าเราไม่ออกแบบเลย มันก็เหมือนกับการที่เรายิ่งไม่สู้ยิ่งแพ้ 

 

เดชรัต สุขกำเนิด : มองนนทบุรีแบบ ‘NEW นนท์’ เมืองที่ทำเรื่องยากของทุกคนให้ง่ายขึ้น