‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

บันทึกการทำงานเบื้องหลังสารคดี ‘Hands Up ยกมือพลิกชีวิต’ ถอดรหัสชีวิตสตรีผู้บุกเบิก Unplugged Coding และคุณหญิงต้นไม้ผู้ปลูกปัญญาให้แผ่นดินไทย

KEY

POINTS

หากเปรียบชีวิตของผู้คนเป็นหนังสือสักเล่ม หนังสือชีวิตของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช คงเป็นบันทึกเล่มหนาที่ทุกหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของการเดินทาง รอยของคำถามที่ผู้หญิงคนหนึ่งกล้ายกมือหรือเอ่ยปากถามในยุคเก่าก่อน รอยของงานที่เธอลงมือทำ และรอยของความเชื่อที่เธอมีต่อศักยภาพของมนุษย์มาตลอดชีวิต

และในวันนี้ (21 กันยายน) คือวันที่หนังสือเล่มนั้นเริ่มต้นหน้าแรก วันเกิดของคุณหญิงกัลยาที่เติบโตมาจากอำเภอสีคิ้ว จนกลายมาเป็นกำลังสำคัญของการศึกษาไทย ในวาระพิเศษเช่นนี้ ผู้เขียนจึงขอหยิบยกความทรงจำจากช่วงเวลาที่ได้ทำงานร่วมกับเธอขึ้นมาเล่าอีกครั้ง เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักตัวตนของเธอผ่านสายตาของคนทำงานเบื้องหลังคนหนึ่ง ในแบบที่ตำแหน่งและรางวัลบนหน้ากระดาษอาจเล่าได้ไม่หมด

ในฐานะส่วนหนึ่งของทีมที่เรียบเรียงบทสัมภาษณ์และจัดทำภาพยนตร์สารคดี ‘Hands Up ยกมือพลิกชีวิต’ บอกตามตรงว่า การทำงานร่วมกับคุณหญิงกัลยา นับว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ทำให้ผู้เขียนได้สัมผัสตัวตน ความคิด และพลังใจอันเต็มเปี่ยมของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งขับเคลื่อนการศึกษาไทยมาหลายทศวรรษ

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

โดยภาพยนตร์สารคดีชิ้นนี้ เริ่มต้นในช่วงปลายปี 2567 จากการวางเส้นเรื่อง ค่อย ๆ สกัดบทสัมภาษณ์เชิงลึก ร้อยเรียงเป็นสตอรีบอร์ดทีละเฟรม แล้วออกเดินทางไปยังสถานที่จริงในชีวิตของเธอคนนี้ ตั้งแต่สถานีรถไฟสูงเนิน โรงเรียนเก่า บ้านหลังเก่า ไปจนถึงบ้านที่เธอใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะได้ขึ้นจอในเดือนมีนาคม 2568 ตลอดหลายเดือนนั้น ภาพของคุณหญิงที่ติดอยู่ในใจผู้เขียนมากที่สุดคือภาพของ ‘ครู’ และ ‘นักเรียนรู้’ ผู้ยังตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่เสมอ ส่วนตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีหรือนักการเมืองผู้มากประสบการณ์ เธอสวมทั้งสองอย่างอย่างเบามือ ปล่อยให้ผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้ติดตามการเมืองไทยเสียมากกว่า

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up แต่ก่อนจะมาถึงความรู้สึกนั้น ยอมรับตามตรงว่าค่อนข้างใช้เวลาในการคิดคำถามที่จะใช้ถามเธออยู่นานพอควร เพราะประวัติของเธอแน่นขนัดเสียเหลือเกิน ทั้งนักศึกษาปริญญาเอกฟิสิกส์นิวเคลียร์จากอิมพีเรียลคอลเลจ ผู้ร่วมก่อตั้ง NECTEC รัฐมนตรีสองกระทรวง ต้นไม้กว่ายี่สิบล้านต้น ผู้อยู่เบื้องหลังสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนที่ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนชีวิต 

สุดท้ายผู้เขียนตัดสินใจเริ่มจากคำถามที่เรียบง่ายที่สุดว่า ก่อนสังคมไทยจะรู้จักเธอในนามคุณหญิงกัลยา เธอเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบใด อะไรที่หล่อหลอมให้เธอเป็นเธออย่างในทุกวันนี้ เพื่อพาผู้เขียนย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น กลับไปยังรากของผู้หญิงคนนี้ 

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

คุณหญิงเล่าว่าเธอเกิดหลังสงครามโลกพอดี ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ตอนนั้นยังไม่มีถนนหนทาง มีแต่ทางรถไฟเป็นเส้นเลือดเส้นเดียวที่เชื่อมผู้คนเข้าหากัน โรงเรียนแห่งแรกของเธอคือศาลาวัด เด็ก ป.1 ถึง ป.4 นั่งเรียงแถวอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน ห้องน้ำก็ไม่มี

"คุณครูคะ ขออนุญาตไปห้องน้ำค่ะ ห้องน้ำตอนนั้นคือไปป่าค่ะ" คุณหญิงเล่าพลางหัวเราะ

พลอยทำให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้นอีกเท่าตัว จำได้ว่าหลังได้ยินคำตอบตัวผู้เขียนนิ่งไปครู่หนึ่ง เพราะใครจะไปคิดว่าผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า ที่มีชื่อขึ้นต้นว่า ‘คุณหญิง’ ในห้องที่มีเปียโนตั้งอยู่ข้างหลัง ม่านสีครีมรับแสงบ่ายคือคนเดียวกับเด็กหญิงที่เคยขอครูเข้าป่าไปทำธุระ 

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up ก่อนที่คุณหญิงจะเล่ากิจวัตรในวัยเยาว์ขึ้นมาทีละฉาก 

ตื่นตีห้าทุกเช้า หอบผ้าไปซักที่คลอง บนโขดหินข้างสะพาน ซักเสร็จเดินผ่านโรงเรียน เห็นเพื่อนมาถึงกันแล้ว ส่วนตัวเองยังต้องกลับบ้านไปกินข้าวก่อน ตอนเย็นไปอาบน้ำอีกคลองหนึ่ง หาบน้ำขุ่น ๆ กลับบ้าน กวนสารส้มให้ตกตะกอนไว้ใช้ น้ำดื่มคือน้ำฝนที่รองจากหลังคา ซึ่งเธอบอกว่าสมัยนั้นสะอาด เพราะยังไม่มีโรงงาน ไม่มีรถยนต์ ไม่มีฝุ่น

คำถามหนึ่งที่ผู้เขียนเตรียมไปด้วยคือ ถ้าให้คุณหญิงหลับตานึกถึงบ้านที่สีคิ้วจะนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรก

อันที่จริงผู้เขียนคิดว่าเธอคงจะตอบว่าเป็นบรรยากาศสีคิ้วในความทรงจำ ยุคสมัยที่ทุกคนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่เธอกลับให้คำตอบที่ต่างออกไป เพราะบ้านในความทรงจำของคุณหญิงกัลยาคือ ‘คุณพ่อ’

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up คุณหญิงเล่าว่าคุณพ่อของเธอไม่ได้เรียนหนังสือสูง แต่ชอบประดิษฐ์ เป็นนักประดิษฐ์ตัวยงก็ว่าได้ ในอำเภอที่ทุกบ้านจุดตะเกียงเจ้าพายุแขวนหน้าร้าน คุณพ่อคิดเครื่องปั่นไฟจนบ้านมีแสงไฟฟ้าตอนหัวค่ำ คิดเครื่องบีบผ้าด้วยล้อหมุนมือ เธอบอกว่าตัวเองคงซึมซับเรื่องเครื่องยนต์กลไกมาจากคุณพ่อ แล้วเล่าต่อว่าครั้งหนึ่งเธอปีนต้นไม้ข้างบ้านขึ้นไปอ่านหนังสือ ขึ้นไปแล้วลงไม่ได้ ร้องไห้จนคุณพ่อต้องปีนขึ้นไปอุ้มลงมา

นักฟิสิกส์นิวเคลียร์หญิงคนแรกของประเทศไทย เริ่มต้นจากเด็กที่ปีนต้นไม้ไปอ่านหนังสือ และเห็นแสงไฟดวงแรกในบ้านจากฝีมือพ่อ 

ความฝันของเด็กหญิงในวันนั้นเรียบง่าย เธออยากเป็นครู เพราะเรียนหนังสือบนกระดานดำ ไม่มีอุปกรณ์ให้เห็นภาพ เธอจึงตั้งใจว่าวันหนึ่งจะกลับมาพัฒนาการเรียนการสอนของสีคิ้ว ฟังแล้วผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า ครึ่งศตวรรษต่อมา เธอก็ทำอย่างนั้นจริง ๆ เพียงแต่ห้องเรียนที่เธอกลับมาดูแลขยายใหญ่ขึ้นเป็นทั้งประเทศ

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up ‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up วันที่ทีมลงพื้นที่สีคิ้ว ผู้เขียนยืนอยู่บนชานชาลาสถานีรถไฟสูงเนินพร้อมกับคุณหญิง และเห็นเลยว่าบรรยากาศในวันวานยังคงลอยกรุ่นอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ สถานีไม้หลังเดิม นายสถานีในชุดกากีถือธงยืนรอขบวนรถที่ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามา 

จำได้เลยว่าเธอบอกว่า เหมือนได้ย้อนกลับมาตอนสมัยเด็ก ๆ ที่ต้องหาบน้ำฝนขายให้ผู้โดยสารบนสถานีแห่งนี้ เพื่อหาเงินช่วยครอบครัวเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ แม้ว่าครอบครัวจะพอมีกินมีใช้ แต่เพื่อหารายได้ช่วยอีกทาง เด็กหญิงคนนี้เลยเลือกเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ปลูกผักกับคุณแม่ เรียกได้ว่าทำทุกอย่างเพื่อช่วยครอบครัวเท่าที่กำลังจะนำพา

เมื่อมาถึงที่โรงเรียนสีคิ้วสวัสดิ์ผดุงวิทยา คุณหญิงเล่าว่าอาคารไม้ที่เคยเรียนเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่มีอีกแล้วอาคารไม้หลังเก่า ห้องน้ำห้องท่าก็สะอาดเอี่ยม ไม่ต้องขอครูไปเข้าห้องน้ำในป่าอีกแล้ว ตอนนี้กลายเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนเกือบสามพันคน 

มีหลายเรื่องที่เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่คนฟังกลับรู้สึกหนักในใจ เรื่องที่ที่บ้านเชื่อแบบคนจีนสมัยก่อนว่าลงทุนกับลูกสาวไปก็เสียเปล่า เพราะแต่งงานแล้วก็ไปอยู่บ้านอื่น โชคดีที่คุณแม่ของเธออยากให้เรียน และเธอก็ยังเล่าแบบติดตลกว่า บ้านมีลูกหลายคน ขาดไปสักคนก็ไม่เป็นไร

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

ถึงจะเป็นการเล่าด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่คนฟังอย่างผู้เขียนในฐานะที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ก็ได้แต่คิดภาพไปไกลอีกว่า หากวันนั้นคุณแม่ของเธอไม่เอ่ยปากอยากให้ลูกสาวได้เรียนหนังสือ ชีวิตของผู้หญิงตรงหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร และประเทศไทยจะขาดบุคลากรชั้นดีไปอย่างน่าเสียดายเพียงไร 

คิดเพียงเท่านั้น เธอก็เล่าถึงช่วงชีวิตของตัวเองต่อตามสไตล์ผู้หญิงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ แต่หัวจิตหัวใจยังคงเข้มแข็งอย่างหาใครเปรียบได้ยาก เพราะผู้หญิงตรงหน้าผู้เขียนคนนี้ได้เปลี่ยนความยากทั้งหมด ย่อยจนเหลือเพียงเรื่องเล่าที่เรียกเสียงหัวเราะออกมาแทน

หรือบางทีความเข้มแข็งจะหน้าตาเป็นอย่างนี้ เบา สั้น และไม่เรียกร้องความเห็นใจจากใคร

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

ช่วงที่ผู้เขียนตั้งใจฟังมากที่สุดคือวันที่ชีวิตของเธอเลี้ยวไปอีกทาง

ปีสุดท้ายที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เธอตั้งใจแล้วว่าเรียนจบจะไปทำงานกินเงินเดือน 1,300 บาท วันหนึ่งอาจารย์เจริญ ธรรมวานิช เดินเข้ามาในห้องแล้วถามว่าใครอยากไปเมืองนอกบ้าง

"คุณหญิงก็ยกมือเลย ไม่ได้คิด มันอัตโนมัติ" เธอบอก

ยกมืออยู่คนเดียวในห้อง แถมยังเป็นผู้หญิงอีกต่างหาก

หลังจากนั้นผู้เขียนได้ยินท่าทางเดียวกันนี้อีกครั้ง ในอีกเรื่องหนึ่ง ในอีกประเทศหนึ่ง และมือข้างนี้ก็กลายเป็นมือที่เปลี่ยนชีวิตเธอถึงสองครั้ง

เธอไปถึงลอนดอนโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอิมพีเรียลคอลเลจเป็นหนึ่งในสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก ค่าเดินทางปีแรกมาจากญาติพี่น้องช่วยกันลงขัน เธอเรียกมันด้วยอารมณ์ขันว่าทุน พ.ก. เครื่องบินต้องแวะเติมน้ำมันค้างคืนกลางทาง เธอเมาเครื่องจนอาเจียน

แล้วหกเดือนแรกก็มาถึง หกเดือนที่เปลี่ยนชีวิต เพราะนักเรียนต่างชาติมีโอกาสสอบคัดเลือกเข้าปริญญาเอกได้เพียงครั้งเดียว เธอฟังเลกเชอร์ด้วยความกดดัน จดทันบ้างไม่ทันบ้าง ความเครียดจากการเรียนทำให้ผู้หญิงสุดแกร่งคนนี้เดินร้องไห้กลับหอพักทุกวัน

“ตอนที่เรียนหกเดือนนี่นะคะ ร้องไห้ไม่รู้กี่หน เพราะว่าจดไม่ได้ จดโน้ตได้ก็ฟังไม่ทัน ฟังทันก็จดไม่ทัน คือเราฟังด้วยจดด้วยไม่ได้ ทำไม่ได้ ก็เลยไม่รู้เรื่อง พอไม่รู้เรื่องก็เดินร้องไห้กลับบ้าน แล้วฝนก็ตก มันก็ผสมไปกับน้ำฝนกับน้ำตา”

ก่อนสอบปากเปล่า เธอกลืนน้ำไม่ลงอยู่สองสามวัน ความเครียดจุกอยู่ที่ลำคอ สิ่งที่พาเธอผ่านมาได้คือคำว่า ‘หน้าตา’ มาถึงแล้วจะกลับไปมือเปล่าไม่ได้ โดยมีเพื่อนชาวอังกฤษและเพื่อนชาวเคนยาที่ช่วยติวให้ ระหว่างนั้นเองก็มีเสียงเปียโนที่ลอยมาจากห้องหนึ่งในหอพัก เธอเดินไปเคาะประตูถามว่าสอนเปียโนไหม เพราะคิดว่าการเล่นเปียโนต้องใช้ตา มือ และเท้าพร้อมกัน สมองจะได้พักจากงานวิจัยบ้างสักพัก

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up เธอสอบผ่าน และได้ทำปริญญาเอกด้านฟิสิกส์อนุภาค เรียนสิ่งที่เล็กกว่าอะตอม มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ เธอเล่าว่าความจริงอยากเรียนด้านเครื่องปฏิกรณ์ เพื่อเอารังสีมาช่วยถนอมอาหาร ช่วยการเกษตรของบ้านเรา แต่ที่นั่นมีแผนกเดียว เธอจึงเรียนต่อด้วยเหตุผลที่เรียบง่ายที่สุด กลับไปสอนหนังสือได้ก็คงมีประโยชน์ต่อประเทศชาติอยู่ไม่น้อย

งานวิจัยพาเธอไปที่ CERN ในสวิตเซอร์แลนด์ เก็บข้อมูลเป็นฟิล์มถ่ายรูปกลับมาวิเคราะห์ที่ลอนดอน นั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์ IBM System/360 ที่ใหญ่กว่าห้องห้องหนึ่ง แต่มีความจุเพียง 64K ป้อนคำสั่งด้วยบัตรเจาะรูทีละใบ ทำอยู่คนเดียวทั้งคืน

ผู้เขียนถามว่าเหงาไหม เธอตอบว่า "เรียนหนัก ไม่เหงา มันต้องทำอะไรต่ออะไรที่เราไม่เคยทำ แล้วก็ยุ่งยากมาก ก็จะมีหลายมหาวิทยาลัยร่วมกันทำ ก็มีคนเขียนโปรแกรมไว้ให้หมดแล้ว เราเพียงแต่ไป run ให้ได้ผลออกมา"

ผู้เขียนถามต่อว่าเด็กที่ซุกซนที่สีคิ้ว พอไปอยู่อังกฤษแล้วเป็นอย่างไร "หายซ่า" คำตอบสั้น ๆ พลางอมยิ้มหน่อย ๆ ของคุณหญิงทำให้เห็นภาพรวมทั้งหมดได้ทันที

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

และก็มาถึงช่วงที่ทั้งกองยิ้มไม่หุบกันบ้าง

หลังจากถ่ายทำสารคดีที่บ้านเกิดของคุณหญิงเสร็จสิ้นแล้ว ผู้เขียนมีโอกาสสัมภาษณ์คุณหญิงกับคุณโชติ โสภณพนิช พร้อมกัน ทั้งสองนั่งข้างกัน คนหนึ่งเล่า อีกคนเติม คนหนึ่งจำไม่ได้ อีกคนจำได้ แล้วก็มีเสียงหัวเราะต่อกันมาเป็นระยะ

ทั้งสองเจอกันครั้งแรกที่งานของสำนักงาน ก.พ. ในลอนดอน มีผู้ใหญ่จากเมืองไทยมาเล่าเหตุการณ์บ้านเมืองให้นักเรียนไทยฟัง พอพูดจบ มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งยืนขึ้นยกมือถาม เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ถามในวันนั้น คุณโชติบอกผู้เขียนว่าจำไม่ได้แล้วว่าเธอถามอะไร จำได้แค่ว่าท่าทางดี มีชีวิตชีวา ถามไปยิ้มไป

หลายเดือนต่อมา ทั้งสองเจอกันอีกครั้งในงานเลี้ยงที่สถานทูต คุณโชติเดินมาขอนั่งร่วมโต๊ะ ได้ยินนักเรียนกลุ่มนั้นคุยกันว่ากำลังหาที่จัดงานของนักเรียนอิมพีเรียล จึงเสนอแฟลตของตัวเอง แล้วยื่นกุญแจบ้านให้หนึ่งดอก

เจอกันครั้งที่สองก็ให้กุญแจบ้านแล้ว

คุณหญิงหัวเราะแล้วบอกว่าตอนนั้นไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านามสกุลโสภณพนิชคืออะไร เพราะที่สีคิ้วไม่มีธนาคารกรุงเทพ เธอรับกุญแจไปเพื่อเข้าไปดูว่าในครัวมีกระทะหม้อพอทำอาหารเลี้ยงเพื่อนยี่สิบกว่าคนหรือเปล่า คุณหญิงแอบเฉลยว่าวันนั้นคุณโชติอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ทำกับข้าวเป็นไหม ผู้เขียนถามว่าจำเมนูได้หรือเปล่า คุณหญิงจำไม่ได้ แต่คุณโชติตอบทันทีว่า "มีไข่เจียวด้วย"

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

ระหว่างที่คุณโชติเล่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ทีละฉาก คุณหญิงหันไปมองแล้วเอ่ยว่า "จำเก่งนะคะ" และนั่นก็ทำให้ผู้เขียนยิ้มจนแก้มแทบปริกับความรักที่ยืนยาวของทั้งสอง

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณหญิงและคุณโชติค่อย ๆ ก่อตัวอยู่ราวสองปี ไม่เคยไปดูหนังด้วยกันเลยสักครั้ง เพราะเธอต้องกลับไปทำงานวิจัย คุณโชติช่วยอ่านวิทยานิพนธ์ให้ และบอกผู้เขียนว่าฟิสิกส์อนุภาคคล้ายทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ตรงที่ทุกอย่างมองไม่เห็น ต้องตั้งสมมติฐานไว้ก่อน แล้วรอดูว่าความจริงจะเป็นไปตามนั้นไหม คืนที่หิมะตกหรือดึกเกินไป คุณโชติจะโทรมาถามว่าจะกลับหรือยัง จะไปรับไหม

เธอนิยามสิ่งที่ประทับใจในอีกฝ่ายไว้อย่างเรียบง่ายว่า คุณโชติเป็นคนที่มีความสม่ำเสมอ มีน้ำใจ ส่วนคุณโชติบอกถึงคู่ชีวิตคนนี้ว่า เธอเป็นคนคุยสนุก คุยกันรู้เรื่อง

เมื่อคุณหญิงเรียนจบและต้องกลับมาสอนที่จุฬาฯ ตามสัญญาทุน ทั้งสองตกลงกันว่าให้แยกกันไปก่อน แล้วดูว่ายังคิดถึงกันอยู่หรือเปล่า เพราะทั้งสองรู้จักกันตอนโตแล้ว ความรักแบบผู้ใหญ่จึงมีเหตุผลเข้ามาเป็นที่ตั้ง ขณะที่คุณโชติก็ได้แต่เฝ้ารอและเผยความรู้สึกว่าการต้องห่างกัน ทำให้รู้สึกว้าเหว่อยู่ไม่น้อย

และวันที่ต้องเดินทางกลับมาไทยก็มาถึง คุณหญิงพกจดหมายของคุณโชติกลับมาด้วย และเดินเข้าไปถามหาน้องชายของคุณโชติในบริษัทที่เธอไม่รู้จักใครเลย เพื่อให้พาไปพบพ่อแม่ เธอพูดภาษาจีนกับผู้ใหญ่ทั้งสอง และคุณพ่อของคุณโชติก็ได้พลิกจดหมายของลูกชายไปด้านหลัง เขียนคำว่าอนุมัติ แล้วส่งกลับไปลอนดอน วันรุ่งขึ้นก็พาว่าที่ลูกสะใภ้ไปกินข้าวกับกรรมการธนาคาร คุณโชติเล่าส่วนนี้ด้วยรอยยิ้มว่าคุณพ่ออยากพาไปอวด

งานแต่งงานจัดที่สถานทูตไทยในลอนดอน มีพิธีรดน้ำแบบไทย เจ้าสาวใส่ชุดไทยบรมพิมานที่คุณแม่ของคุณโชติจัดเตรียมให้ และมีแขกพิเศษคนหนึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่เคยมาอยู่ที่อิมพีเรียล บินมาจากอเมริกาเพื่อมาร่วมงาน ต่อมาอาจารย์ผู้นั้นก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ คุณโชติจำวันนั้นได้ว่าเป็นวันที่ยาวมาก เช้าพระมาสวดที่บ้าน สายไปรดน้ำที่สถานทูต ค่ำไปงานเลี้ยงที่สโมสร พอผู้เขียนถามว่าเจ้าสาวใส่ชุดสีอะไร คุณโชติบอกว่าจำได้แต่เพียงว่าเจ้าสาวสวยมาก

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์คู่ ผู้เขียนถามว่าจากวันแรกจนถึงวันนี้ อยากบอกอะไรกัน

คุณโชติขอบใจที่คุณหญิงอดทนกับเขามาตลอด ดูแลเขาตลอด และยอมเปลี่ยนชีวิตมาอยู่กับเขา

คุณหญิงตอบว่าตลอดชีวิตที่ทำงานเพื่อสังคมมาทั้งหมด เป็นไปได้เพราะผู้ชายคนนี้คนเดียว ผู้ชายที่บอกตั้งแต่แต่งงานว่าเรื่องครอบครัวเขาจะดูแลเอง ส่วนเวลาที่เหลือให้รับใช้สังคม แล้วสนับสนุนทั้งเงินทองและความคิดให้ทุกอย่าง

สิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกกับชีวิตของคุณหญิงมากที่สุด คือบรรดางานที่ไม่มีใครเห็น เพราะหลังกลับจากอังกฤษ อาจารย์ระวี ภาวิไล ชวนเธอไปช่วยงานสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เธอรับปากเพราะเป็นงานที่ไม่ต้องทำเต็มเวลา ลูกยังเล็ก และทำโดยไม่มีเงินเดือน เธอทำอยู่ที่นั่นราว 40 ปี

เธออธิบายขั้นตอนทำสารานุกรมอย่างละเอียดจนผู้เขียนเห็นภาพ ผู้เชี่ยวชาญเขียนเนื้อหาระดับเด็กโต อาจารย์อีกกลุ่มเรียบเรียงใหม่ให้เด็กกลางและเด็กเล็ก ทุกเรื่องต้องเปิดด้วยภาพเต็มหน้าซ้ายที่ไม่มีคำบรรยาย ภาพนั้นต้องเล่าเรื่องได้ด้วยตัวเอง หนังสือหนึ่งเล่มจึงเท่ากับสามเล่ม บางเล่มใช้เวลาสิบปี บางเรื่องอาจารย์เอาต้นฉบับไปสองเดือน กลับมาบอกว่าเขียนให้เด็กเล็กเข้าใจไม่ได้ ต้องส่งกลับไปกลับมาสองสามรอบ เธอเรียกมันว่าโรงเรียนประจำบ้าน ที่พ่อแม่ใช้สอนลูก พี่ใช้สอนน้อง

แล้วเธอก็พูดคำที่ผู้เขียนยกมาเป็นแกนของสารคดีทั้งเรื่อง คือ งานที่เธอทำนั้นใหญ่ ยาก และยาว

"ทำหลายสิบปีก็ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีเงินรายได้ ไม่มีขึ้นตำแหน่ง เฉกเช่นเดียวกับการปลูกต้นไม้มา 40 ปีก็ไม่มีใครเห็น"

ต้นไม้ที่เธอพูดถึงคือมากกว่ายี่สิบล้านต้นตลอด 38 ปีของมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ เริ่มจากที่เธอเห็นเขาใหญ่ในวัยเด็กเป็นดงพญาไฟที่ใครเข้าไปก็เป็นไข้ป่า พอไปอยู่อังกฤษ เธอเห็นคนที่นั่นทายาให้กิ่งไม้ที่ถูกตัด เอาฟางหุ้มต้นไม้กันหนาว กลับมาบ้านเกิดอีกที ป่าหายไปเกือบหมด เธอกับลูกศิษย์ปั่นจักรยานตระเวนหาที่ว่างในกรุงเทพฯ เพื่อปลูกต้นไม้ แต่ทุกผืนมีเจ้าของ จึงเริ่มจากสวนลุมพินีและที่สาธารณะ แล้วปลูกเรียงตามทางหลวงจากเหนือ ใต้ อีสาน เข้าสู่กรุงเทพฯ เป็นของขวัญพระชนมพรรษา

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

เธอให้เหตุผลที่ฟังแล้วผู้เขียนลืมไม่ลงว่า ต้นไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติอย่างเดียวที่คนสร้างคืนได้ในชั่วชีวิตหนึ่ง เกลือ แร่ น้ำมัน ใช้แล้วหมด ส่วนต้นไม้ตัดแล้วปลูกใหม่ได้ เธอจึงรู้สึกว่าการเกิดมาในยุคที่ยังได้สร้างป่าคืนให้แผ่นดิน นับเป็นโชคดี

วันที่ถ่ายทำฉากคุณหญิงในสวน แสงแดดลอดใบไม้ลงมาเป็นเส้น ผู้เขียนยืนมองเธออยู่ห่าง ๆ แล้วคิดถึงคำนั้น คนส่วนใหญ่ทำงานเพื่อให้ถูกมองเห็น เธอเลือกงานที่รู้ตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ถูกมองเห็น แล้วทำต่อไปอีกหลายสิบปี

แต่ใช่ว่าทุกสิ่งที่ทำลงไปจะไม่มีใครเห็นเสียทีเดียว งานที่ไม่มีใครเห็นเหล่านั้นมีพยานอยู่ ช่วงปลายปี 2567 ผู้เขียนออกไปสัมภาษณ์คนที่เคยร่วมเส้นทางกับเธอมา ทั้งคุณภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา คุณทวีศักดิ์ กออนันตกูล และคุณไพรัช ธัชยพงษ์ ทุกคนยินดีสละเวลาให้ แม้ตารางของทุกคนจะแน่นขนัดอยู่บ้างก็ตาม

สิ่งที่ผู้เขียนสังเกตได้จากการนั่งฟัง คือไม่มีใครพูดถึงคุณหญิงด้วยน้ำเสียงของคนที่พูดถึงเจ้านายหรืออดีตรัฐมนตรี พวกเขาพูดเหมือนกำลังเล่าถึงเพื่อนร่วมงานที่ตื่นเช้ากว่าทุกคน และยังไม่ยอมเลิกงาน ภาพของเธอในวันก่อตั้ง NECTEC ในวันที่คอมพิวเตอร์ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศ ค่อย ๆ ปะติดปะต่อขึ้นมาจากหลายเสียง จนผู้เขียนเข้าใจว่าเด็กสาวที่เคยนั่งป้อนบัตรเจาะรูให้ IBM 360 ทั้งคืนที่ลอนดอน กลับมาเปิดประตูบานเดียวกันนั้นให้คนไทยทั้งประเทศได้อย่างไร

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

เรื่องน้ำก็เช่นกัน เธอเล่าถึงฝนร้อยหยดที่ตกลงบนประเทศไทย เธอบอกว่าไทยเก็บไว้ได้แค่ 5.5 หยด ภาคอีสานเก็บได้ 3.5 ที่เหลือไหลลงไปทำลายบ้านเรือน ไร่นา และถนน ก่อนจะหายไปจนแล้งอีกรอบ เธอบอกว่าประเทศไทยมีน้ำพอ สิ่งที่ขาดคือคนบริหารจัดการน้ำ

เธอจึงนำแนวพระราชดำริเรื่องการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ที่ได้ซึมซับตั้งแต่อยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์ มาทำเป็นหลักสูตรชลกรในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี 47 แห่งทั่วประเทศ งบประมาณที่กระทรวงไม่มี คุณโชติสนับสนุนให้ร้อยล้านบาทผ่านมูลนิธิ ตอนนั้นมีนักเรียนจบไปแล้วสามรุ่น เธอสรุปไว้สั้น ๆ ว่า แก้จน แก้หลาก แก้แล้ง

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up แต่ถ้ามีเรื่องไหนที่ทำให้ดวงตาของคุณหญิงเป็นประกายที่สุดตลอดการถ่ายทำ คงหนีไม่พ้นเรื่องของ Coding เพราะทุกครั้งที่พูดถึงเรื่อง Coding เธอจะดูมีความสุขมากเป็นพิเศษ จนผู้เขียนอดถามไปไม่ได้ว่าเพราะอะไร คุณหญิงถึงมีความสุขขนาดนี้

เธอยิ้มแล้วบอกว่าคำคำนี้อธิบายมาหลายครั้งแล้ว เพราะเป็นคำใหม่ เรื่องใหญ่ เรื่องยาก และต้องทำยาวนาน

เธออธิบายว่าคนทุกคนคือคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ตากับหูคือ input สมองคือหน่วยประมวลผลกลาง ปากกับมือคือ output การสอน Unplugged Coding คือการพัฒนาสมองคนให้คิดเป็นเหตุเป็นผล แก้ปัญหาเป็นขั้นตอน กล้าลงมือทำ ทำผิดแล้วทำใหม่ได้ โดยไม่ต้องเสียบปลั๊ก ไม่ต้องลงทุนแม้แต่บาทเดียว ทุกคนสามารถเรียนได้เท่ากันไม่ว่าจะอยู่เหนือสุดหรือใต้สุดของประเทศ เธอเล่าถึงโรงเรียนที่สมุทรสงครามที่ชวนเธอเดินหน้าสามก้าวไปเก็บเคย แล้วตากแดด แล้วใส่เกลือ เป็น Coding for กะปิคลองโคน

ฟังแล้วผู้เขียนนึกย้อนกลับไปยังเด็กหญิงคนเดิม ผู้เคยนั่งเรียนหน้ากระดานดำที่ไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย การที่เธอหาวิธีสอนการคิดโดยไม่ต้องพึ่งเครื่อง ไม่ต้องพึ่งเงิน อาจเพราะเธอรู้ดีกว่าใครว่าเด็กที่ไม่มีอะไรเลยรู้สึกอย่างไร

ส่วนความกังวลใหญ่ที่สุดที่เธอฝากไว้ในวันนั้น คือเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยหน้าจอ เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักกว่าช่วงไหน ๆ ว่าถ้าเอาสิ่งไม่มีชีวิตมาเลี้ยงลูก ลูกจะมีชีวิตชีวาได้อย่างไร และย้ำว่าพ่อแม่ไม่ผิด เพราะทำไปด้วยความรัก เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา เธออยากให้เปลี่ยนจากเลี้ยงด้วยจอเป็นเลี้ยงด้วยใจ

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

และผู้เขียนก็เดินทางมาสู่คำถามสุดท้ายว่า หากวันหนึ่งคุณหญิงจากโลกนี้ไปแล้ว อยากให้คนจดจำในฐานะอะไร

เธอตอบโดยไม่ต้องคิดนาน สองคำ คือ คุณหญิงต้นไม้ กับคุณหญิง Coding

"คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกเป็นได้ จากการเรียนหนังสือ จากการเรียนรู้… เรามาจากดิน เราก็สามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเราเองจนมาถึงจุดนี้ได้"

ตลอดการทำงาน ผู้เขียนสังเกตเห็นว่าเธอมองกลับไปที่รากของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทุกเรื่องใหญ่ที่เธอทำ ไม่ว่าจะเป็นสารานุกรม ป่า น้ำ หรือ Coding ล้วนผูกกลับไปยังรากที่จากมา เธอไม่เคยลืมว่าตัวเองมาจากไหน และความทรงจำนั้นเองที่ทำให้เธอเมตตากับทุกคนที่อยู่ตรงหน้า รวมถึงทีมงานอย่างพวกเราด้วย

หลังจากเก็บรายละเอียดทุกอย่างจนครบถ้วน ทำให้เห็นว่าตลอดชีวิตของผู้หญิงคนนี้ล้วนเริ่มจากมือข้างเดียวที่ยกขึ้น 

ยกขึ้นในห้องเรียนที่จุฬาฯ เมื่ออาจารย์ถามว่าใครอยากไปเมืองนอก 

ยกขึ้นในห้องประชุมที่ลอนดอน เมื่อไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าถาม 

และยกขึ้นอีกหลายครั้งในชีวิตการทำงาน ทุกครั้งที่เธอเสนอเรื่องที่ยังไม่มีใครพูดถึง

“อยากให้ทุกคนได้เห็นว่า ทุกความสำเร็จเริ่มต้นจากการกล้าถามและกล้าคิด ทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากมือของเราเอง”

‘คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช’ เติบโตมาอย่างไรที่สีคิ้ว? และอะไรคือจุดเปลี่ยนสู่ Imperial College London ในเบื้องหลังสารคดี Hands Up

สารคดีเรื่องนี้จึงได้ชื่อว่า "Hands Up ยกมือพลิกชีวิต"

วันที่ 14 มีนาคม 2568 ผู้เขียนนั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ลิโด้ และเป็นวันเดียวกับวันเปิดตัวหนังสือคุณหญิง Coding: ถอดรหัสชีวิต และสารคดีที่พวกผู้เขียนใช้เวลาหลายเดือนก่อร่างสร้างขึ้นมาทีละเฟรม

ต้นปี 2569 ผู้เขียนได้ข่าวว่าอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน มอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นให้กับคุณหญิงกัลยา มหาวิทยาลัยเดียวกับที่เด็กสาวคนหนึ่งเคยเดินร้องไห้กลับหอพักท่ามกลางสายฝน วันที่อ่านข่าวนั้น ผู้เขียนนึกถึงประโยคที่เธอพูดไว้ว่าทำงานมาอย่างยาวนานแต่ไม่มีใครเห็น และไม่มีใครจะให้รางวัล

ในวันนี้มีคนเห็นแล้ว…

สุดท้ายแล้ว หากชีวิตของคุณหญิงคือหนังสือเล่มหนา ผู้เขียนก็เป็นเพียงคนที่ได้รับอนุญาตให้นั่งอ่านอยู่ข้าง ๆ อยู่ไม่กี่หน้า แต่เท่านั้นก็มากพอจะเปลี่ยนวิธีที่ผู้เขียนมองงานของตัวเองไปตลอด

ขอบคุณคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ที่ไว้วางใจให้พวกผู้เขียนได้เดินย้อนกลับไปที่สีคิ้วด้วยกัน ได้ยืนบนชานชาลาเดียวกับเด็กหญิงคนนั้น ได้ฟังเสียงเปียโนจากคุณหญิง และได้เป็นส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ในการเล่าเรื่องของผู้หญิงที่ยกมือขึ้นในวันที่ไม่มีใครกล้ายก

ในวันเกิดปีนี้ หนังสือชีวิตเล่มนั้นได้เพิ่มหน้าใหม่ขึ้นอีกหนึ่งหน้า และผู้เขียนเชื่อว่าหน้าต่อ ๆ ไปก็ยังคงเต็มไปด้วยคำถามใหม่ งานใหม่ และต้นไม้ต้นใหม่ เหมือนที่เคยเป็นมาเสมอในทุก ๆ หน้าที่ผ่านมา 

ขอให้คุณหญิงมีสุขภาพที่แข็งแรง มีความสุขและพลังใจกับทุกสิ่งที่ปรารถนา และขอให้เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่ได้เพียรหว่านไว้ในหัวใจของเด็กไทยทั่วประเทศ ได้เติบโตงอกงามและออกดอกผลให้เธอได้ชื่นชมไปอีกนานเท่านาน 

ร่วมเดินทางย้อนรอยชีวิต บทเรียน ความคิด และแรงบันดาลใจของคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ผ่านภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ‘Hands Up ยกมือพลิกชีวิต’ รับชมวิดีโอฉบับเต็มได้ที่นี่: LINK

 

เรื่อง : วันวิสาข์ โปทอง

ภาพ : ดำรงค์ฤทธิ์ สถิตดำรงธรรม และณัฐพล ขุนเจริญ