22 ก.ค. 2569 | 16:37 น.

สำหรับชีวิตมนุษย์เงินเดือน มีค่าใช้จ่ายมากมายที่ต้องแบกรับ
ไม่ว่าจะเป็นค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง ค่าผ่อนรถยนต์ ค่าผ่อนบ้าน ยังไม่นับรวมกับอีกหลาย ๆ คนที่ต้องเป็นเสาหลักครอบครัว ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านั้นสวนทางกับรายได้ที่ได้รับต่อเดือน
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ในปี 2567 จากคนไทย 65 ล้านคน มี 21 ล้านคนเป็นหนี้ โดย 50% ของคนที่อายุไม่ถึง 30 ปี ก็มีหนี้แล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ธนาคารต่าง ๆ ก็ออกมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินไม่น้อย ทั้งการรวบหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า "จะช่วยให้คนเข้าถึงเงินได้อย่างไร" แต่ "จะทำอย่างไรให้คนหลุดพ้นจากหนี้ได้อย่างยั่งยืน"
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการมุ่งยกระดับการแก้หนี้อย่างยั่งยืน โดยมีโค้ชปลดหนี้ที่ให้การช่วยเหลือกลุ่มที่มีปัญหาหนี้สินให้กลับมาตั้งหลักได้ และการนำแนวคิด Risk-based Pricing หรือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของแต่ละคนมาใช้ เพื่อส่งเสริมวินัยและพฤติกรรมทางการเงินที่ดี
เริ่มต้นจากการช่วยกลุ่มที่มีปัญหาหนี้สินผ่านโค้ชปลดหนี้ที่ทีทีบีพัฒนาขึ้นจากการดูแลพนักงานของตัวเอง ก่อนขยายเป็นโมเดลการช่วยเหลือที่เชื่อว่า การแก้หนี้ต้องเริ่มจากความเข้าใจ ‘คน’ เพื่อให้แนวทางและวิธีการแก้ไขจะสามารถตอบโจทย์ชีวิตของแต่ละคนได้จริง
ก่อนจะพัฒนา ‘โค้ชปลดหนี้’ ทีทีบี เริ่มต้นด้วยการออกแบบมาตรการช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนในหลายมิติ ตั้งแต่ปี 2564 ผ่านโครงการรวบหนี้ ซึ่งอนุมัติวงเงินสินเชื่อไปแล้วกว่า 21,500 ล้านบาท และช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้มากกว่า 3,100 ล้านบาทตลอดสัญญา
จนถึงปี 2566 มีการมอบสินเชื่อสวัสดิการอเนกประสงค์ให้กับพนักงานที่บริษัทหรือองค์กรที่ลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับทีทีบี และมีการอนุมัติวงเงินสินเชื่อไปมากกว่า 3,000 ล้านบาท
อีกทั้งเพื่อยกระดับการช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนเพื่อชีวิตการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านการตรวจสุขภาพทางการเงินและการสร้าง ‘โค้ชปลดหนี้’ ภายในองค์กร
‘ฐากร ปิยะพันธ์’ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี เล่าว่า เมื่อมองพนักงานของธนาคารเองก็มีหนี้ไม่ต่างจากพนักงานในกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ดังนั้นแทนที่จะแก้ปัญหาที่อื่นก่อน ธนาคารควรช่วยเหลือพนักงานของเราก่อน
“หลังจากตรวจสุขภาพทางการเงินก็เห็นว่า พนักงานเราก็มีปัญหาหนี้พอสมควร เลยคิดว่า การจะแก้หนี้ได้มันไม่ใช่การให้เงินหรือลดดอกเบี้ย แต่เป็นการปรับโครงสร้างหนี้และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต แล้วจำเป็นต้องมีคนคอยแนะนำก็เลยสร้างทีมโค้ชปลดหนี้ขึ้นมา”
อาจบอกได้ว่า โค้ชปลดหนี้จะเป็นเพื่อนที่ปรึกษา คอยอยู่เคียงข้าง รับฟัง ให้ความรู้ คำแนะนำ และช่วยวางแผนแก้ไขจัดการหนี้เพื่อให้สุขภาพการเงินของทุกคนดีขึ้นได้ในระยะยาว
ปี 2569 ถือเป็นปีที่ 3 ของการตรวจสุขภาพทางการเงินและการสร้าง ‘โค้ชปลดหนี้’
จนถึงปัจจุบันมีพนักงานทีทีบี กลุ่มพนักงานมนุษย์เงินเดือน และบุคคลทั่วไปได้เข้าร่วมตรวจสุขภาพการเงินแล้วทั้งหมด 144,000 ครั้ง ซึ่งผลตรวจสุขภาพการเงินแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับ คือ
ฐากรเสริมว่า ปัจจัยที่ทำให้หลายคนมีหนี้มาจากภาระทางครอบครัว การได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ พฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัว และอย่างสุดท้ายคือการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่การตรวจสุขภาพทางการเงินเบื้องต้นจะทำให้เกิดการตระหนักรู้ คิดมากขึ้นเมื่อจะใช้จ่ายหรือมาขอสินเชื่อกับธนาคาร
ซึ่งหากตรวจสุขภาพการเงินแล้วอยู่ในเกณฑ์สีเขียว เหลือง จนถึงสีส้ม ก็สามารถเรียนคอร์สออนไลน์ที่แนะนำ เพื่อทำความเข้าใจหนี้ของตัวเองและนำความรู้ที่ได้รับไปจัดการหนี้ได้
แต่สำหรับใครที่อยู่ในเกณฑ์สีส้มและสีแดง คุณก็จะได้พบกับ ‘โค้ชปลดหนี้’ ที่จะรับฟัง ให้คำปรึกษา จัดลำดับความสำคัญของหนี้ จัดการหนี้ จนสามารถทำให้สถานะทางการเงินที่เคยเป็นลบ กลับมาเป็นบวกได้อีกครั้ง
“โค้ชปลดหนี้เป็นพนักงานทีทีบีทั้งหมดและเป็นงานอาสาสมัคร เขาทำงานประจำ เขาสละเวลาพักเพื่อมาพบกับเพื่อนพนักงานเพื่อช่วยแก้หนี้ให้ บางทีมันกินเวลาส่วนตัว แล้วมันไม่ได้เป็นงานที่ทำให้เขาร่ำรวย แต่เป็นงานที่เขามีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเพื่อนพนักงานให้มีชีวิตที่ดีขึ้น” ฐากรบอก
ปัจจุบันมีพนักงานของทีทีบีที่เข้ารับการอบรมและผ่านการสอบอย่างเข้มข้นจนเป็นอาสาสมัครโค้ชปลดหนี้ทั้งหมด 110 คน โดยมีพนักงานเข้ามาขอรับคำปรึกษาจากโค้ชปลดหนี้และปิดจบเคสไปมากกว่า 560 เคสแล้ว จากการให้คำปรึกษาวางแผนแก้หนี้และการช่วยเหลือ ทำให้ร้อยละ 56 กลับมามีกระแสเงินสดเป็นบวก
อาสาสมัครโค้ชปลดหนี้แต่ละคนจะต้องมีคุณสมบัติตามกำหนด ผ่านการทดสอบความรู้ทางการเงินพื้นฐาน จึงจะสามารถเข้าร่วมหลักสูตรอบรมเป็นเวลา 4 วัน และต้องผ่านการสอบด้วยการทำเคสแก้หนี้และนำเสนอเคสเสมือนจริงกับคณะกรรมการสอบ
หนึ่งในนั้น คือ ‘โค้ชลิ้ม’ พนักงานทีทีบีที่อาสามาเป็นโค้ชปลดหนี้ เล่าว่า การมีปัญหาหนี้สินไม่ใช่เรื่องน่าอาย สิ่งสำคัญคือการกล้ายอมรับปัญหาและเปิดใจขอความช่วยเหลือ เพื่อหาทางออกและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
“เวลาอยากไปยืมหนี้ ทุกคนอยากจ่ายให้ตรง แต่บางทีมันมีเหตุจำเป็นด้วยภาระครอบครัวหรือภาระอื่น ๆ ทำให้ผิดชำระและก่อให้เกิดภาระหนี้สะสม จนวนอยู่ในวงจรหนี้”
“การมาหาโค้ชปลดหนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องผิด ผมอยากให้โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้การมาหาโค้ชเป็นเรื่องปกติ ก่อนที่ภาระหนี้จะแย่ไปกว่านี้ วันนี้ทีทีบีทำได้แล้ว และเรายินดีที่จะช่วยเหลือสังคมไทยให้พ้นจากภาระหนี้สิน”
จุดเริ่มต้นของโครงการฯ อาจอยู่ภายในทีทีบี ทว่าเป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่เพียงในองค์กร เพราะปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องที่กระทบผู้คนทั้งสังคม และการคลี่คลายปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อทำให้การตั้งต้นใหม่เป็นโอกาสที่ทุกคนเข้าถึงได้
เมื่อรากฐานเริ่มมั่นคง ทีทีบีก็พร้อมที่จะเป็นแกนนำหลักในการสร้างโค้ชปลดหนี้ให้กับองค์กรพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน
“ผลสุดท้าย เราอยากยกระดับแพลตฟอร์มโค้ชปลดหนี้ เสริมสร้างให้พนักงานทีทีบีและพันธมิตรขึ้นมาเป็นโค้ช เพื่อเป็นกรอบการทำงานที่ทุกองค์กรสามารถเอาไปใช้ได้” ฐากรพูดถึงเป้าหมายปลายทางของโครงการฯ
จนถึงมิถุนายน 2569 ทางทีทีบีได้ร่วมมือกับ โรงพยาบาลวิภาราม บริษัทในเครือสยามพิวรรธน์ และกลุ่มบริษัทในเครือเอ็มบีเค โดยกำลังขยายไปสู่ กลุ่มบริษัทในเครือทุนธนชาตและราชธานีลิสซิ่ง รวมถึงมีแผนขยายสู่เครือข่ายองค์กรพันธมิตรอื่น ๆ ที่สนใจเพิ่มเติมในครึ่งหลังของปี 2569 นี้
ฐากรเสริมว่า การร่วมมือขององค์กรพันธมิตรทำให้เห็นว่า ในโลกของการแก้ปัญหาหนี้ ‘โค้ชปลดหนี้’ คือจิ๊กซอว์สำคัญที่ขาดไม่ได้ เพราะต่อให้มีองค์ความรู้มากแค่ไหน หากไม่มีใครคอยจับมือพาเดิน การเปลี่ยนแปลงก็อาจไม่เกิดขึ้น
“โค้ชจะเป็นทางช่วยเหลือให้มนุษย์เงินเดือนปลอดหนี้ได้ไหม มันเป็นสูตรสำเร็จได้หรือเปล่า ตอนนี้อาจจะยังตอบไม่ได้ แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ คือ อย่างน้อยจิ๊กซอว์ของกระบวนการแก้หนี้ มันต้องมีโค้ชคนนี้อยู่ ไม่อย่างนั้นแก้ไม่ได้ ถ้าไม่มีใครจับมือทำ”
และหากโจทย์นี้จะถูกแก้ในระยะยาว เขาเชื่อว่าคงไม่มีสถาบันการเงินแห่งใดทำได้เพียงลำพัง การสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดีให้คนไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งธนาคาร ภาคธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ ในการผลักดันองค์ความรู้ เครื่องมือ และระบบสนับสนุนให้เข้าถึงผู้คนมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว การแก้หนี้ที่ยั่งยืนคือการสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงความช่วยเหลือ ได้รับคำแนะนำ เพื่อให้มีโอกาสกลับมาตั้งหลักอีกครั้ง และไม่ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง
อ้างอิง