22 มี.ค. 2569 | 19:00 น.

KEY
POINTS
การอ่านให้อะไรกับเรา?
คำถามนี้ฟังดูง่าย แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งตอบยาก เพราะสิ่งที่การอ่านทำกับคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สำหรับบางคนนั้น การอ่านคือการท่องเข้าไปอยู่ในโลกแห่งบจินตนาการ สำหรับบางคนมันคือทางเข้าสู่ความเป็นจริงที่ไม่เคยรู้มาก่อน สำหรับบางคน การอ่านเป็นกิจกรรมที่ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าจากโลกทั้งใบ การอ่านสามารถเติมเต็มคนที่รู้สึกว่าขาด และทำให้คนที่คิดว่าเต็มแล้วตระหนักว่ายังมีที่ว่างอีกมาก การอ่านเป็นสิ่งเรียบง่ายที่สุดที่มนุษย์ทำได้ แต่ผลลัพธ์ของมันกลับซับซ้อนจนวัดค่าไม่ได้
แต่ถ้าการอ่านมีพลังขนาดนั้น คำถามถัดไปก็คือ แล้วทำไมมันถึงยังไปไม่ถึงคนจำนวนมาก? ทำไมหนังสือดี ๆ ถึงไม่อยู่ในมือคนที่ต้องการมันมากที่สุด? และจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าแทนที่จะรอให้คนเดินเข้าไปหาหนังสือ เราพาหนังสือออกไปหาคนแทน?
คำถามเหล่านี้คือสิ่งที่คนคนหนึ่งใช้เวลาตลอดสองทศวรรษพยายามหาคำตอบ ตั้งแต่เปลี่ยนภาพจำของห้องสมุดไทยจากห้องเงียบ ๆ ที่ห้ามใช้เสียง ให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา ไปจนถึงพาเทศกาลการอ่านออกไปตั้งกลางสถานีรถไฟ เพื่อให้หนังสือเข้าถึงคนที่ไม่มีโอกาสเดินทางมาหามัน
“การอ่านหนังสือคือการเดินทางภายใน แต่ก็ทำให้เราออกไปเห็นโลกด้วย เพียงแต่เป็นการเห็นโลกผ่านจินตนาการและความคิด คุณอ่านหนังสือแล้วโลกของคุณก็กว้างขึ้น ทั้งที่คุณไม่ต้องเดินทางไปไหน”
— วัฒนชัย วินิจจะกูล
นั่นคือสิ่งที่ ‘วัฒนชัย วินิจจะกูล’ ผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK Park ขบคิดเสมอมา เขาเปรียบการอ่านกับการเดินทางไม่ใช่ในฐานะสำนวนสวยหรู แต่ในฐานะประสบการณ์ที่เขาพิสูจน์ด้วยการลงมือทำมาตลอดชีวิตการทำงาน จากเด็กอินโทรเวิร์ตที่ตะลุยอ่านหนังสือของพี่ชายช่วงปิดเทอม สู่ผู้บุกเบิกแนวคิด ‘ห้องสมุดมีชีวิต’ และในปีสุดท้ายก่อนเกษียณ เขายังคงไม่หยุดตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรถึงจะพาหนังสือไปถึงมือของผู้คน
วัฒนชัยเล่าว่าในช่วง 20 ปีแรกของชีวิต หนังสือมีบทบาทอย่างมาก เขาเป็นเด็กอินโทรเวิร์ตที่ใช้เวลาปิดเทอมตะลุยอ่านหนังสือที่พี่ ๆ สะสมไว้ เริ่มจากนิยายแปลและนิยายวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องสั้นหักมุมที่เขาบอกว่าสนุกเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่งานของไอแซก อาซิมอฟ แต่ยังรวมถึงนิยายวิทยาศาสตร์แปลจากหลายสำนักพิมพ์ที่เคยผลิตออกมาอย่างคึกคัก จากนั้นก็ย้ายไปอ่านนิยายนักสืบของอากาธา คริสตี้ ก่อนจะยกระดับสู่วรรณกรรมโลกอย่าง ‘แม่’ ของแม็กซิม กอร์กี้ และวรรณกรรมไทยอย่างงานของชาติ กอบจิตติ
“แม้จะเป็นคนไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร แต่หนังสือทำให้เป็นคนชอบคิด ชอบวิจารณ์ และก็เป็นคนปากจัดติดมาจากหนังสือนี่แหละครับ”
เมื่อถามว่ามีหนังสือเล่มใดที่มีอิทธิพลต่อตัวเขาเป็นพิเศษ วัฒนชัยหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่าคำถามนี้ยากเสมอ เพราะสำหรับเขา หนังสือทุกเล่มที่ผ่านตาเปรียบเหมือนจิ๊กซอว์ที่มาเติมตัวเองทีละชิ้น บ้างเติมเต็มในสิ่งที่ขาด บ้างทำให้ตระหนักว่าสิ่งที่คิดว่ารู้แล้วยังมีมิติใหม่ให้ค้นพบอีกมาก
“ทุกเล่มที่อ่านมันเหมือนจิ๊กซอว์ที่มาเติมตัวเองทีละชิ้น
บางทีก็เติมเต็มในสิ่งที่ขาด
บางทีก็ทำให้รู้ว่าที่คิดว่าตัวเองเต็มแล้วนั้น
ยังมีเรื่องใหม่ให้เรียนรู้อีก”
แต่ถ้าจะเค้นให้ตอบจริง ๆ เขาก็พอนึกถึงหนังสืออย่าง แมงมุมเพื่อนรัก, ต้นส้มแสนรัก, 1984 หรือ Animal Farm ของจอร์จ ออร์เวลล์ แต่เขาย้ำว่าไม่มีเล่มใดเล่มหนึ่งที่มีอิทธิพลเหนือเล่มอื่น สิ่งที่หนังสือเหล่านี้ค่อย ๆ สร้างขึ้นมาคือการหวงแหนเสรีภาพในการคิด และความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนควรวิเคราะห์ได้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่มีใครครอบงำหรือมารวบอำนาจทางความคิด
อิทธิพลดังกล่าวทำให้เขากลายเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง และก็ไม่ชอบสั่งใครด้วย ซึ่งเขาเองก็ยอมรับตรง ๆ ว่าบางครั้งนิสัยนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีนักสำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งบริหาร แต่เขามองว่านี่คือธรรมชาติของชีวิต ไม่มีอะไรที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์หรือแย่ร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่สำคัญคือการเลือกอ่านหนังสือที่หลากหลายและรู้จักคิดกับสิ่งที่อ่านอยู่เสมอ เพราะมันจะถูกหยิบเอามาใช้ได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ในหลายบริบทและหลายจังหวะของชีวิต
นอกจากนี้ เขายังเสริมว่าการเลือกอ่านให้ถูกจังหวะก็สำคัญไม่แพ้กัน เวลาที่กำลังเครียด ก็ไม่ควรฝืนไปอ่านหนังสือที่หนักเกินไป แต่ในช่วงที่สมองโปร่ง การจับหนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือวิชาการ หรือชีวประวัติบุคคลสำคัญ จะสนุกและเติมเต็มได้อย่างดี
เมื่อพูดถึง TK Park หลายคนนึกถึงภาพของ ‘ห้องสมุดมีชีวิต’ ที่เปลี่ยนโฉมหน้าห้องสมุดสาธารณะของไทย จากพื้นที่อึมครึมที่เต็มไปด้วยกฎห้ามใช้เสียง ห้ามดื่ม ห้ามกิน ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ใครต้องการความเงียบก็มีห้องเฉพาะให้ ส่วนใครที่อยากได้บรรยากาศสบาย ๆ เหมือนร้านกาแฟ พูดคุยถกเถียงกันได้ ก็มีพื้นที่ส่วนใหญ่รองรับ วัฒนชัยเชื่อว่า TK Park มีส่วนสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้ให้เกิดขึ้นในห้องสมุดทั่วประเทศ
แต่ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เขาก็มองเห็นข้อจำกัดของแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ต้นแบบห้องสมุดมีชีวิตของ TK Park ตั้งอยู่ที่เซ็นทรัลเวิลด์ชั้นแปด การเดินทางเข้าถึงหมายถึงค่าบีทีเอสที่ไม่น้อย ซึ่งนั่นคือ ‘ราคา’ ที่คนจำนวนไม่น้อยต้องจ่ายเพียงเพื่อจะเข้าถึงห้องสมุด
“ต่อให้มีบรรยากาศสีสันแค่ไหน
แต่สุดท้ายก็ต้องรอคนมา”
คำพูดสั้น ๆ ของวัฒนชัยสะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญในวิธีคิดของเขาและ TK Park หากห้องสมุดยังคงตั้งอยู่นิ่ง ๆ แล้วรอให้คนเดินเข้าไปหา โอกาสที่คนจะเข้าถึงย่อมไม่ทั่วถึง สิ่งที่มีอยู่เดิมดีอยู่แล้วและยังจำเป็นต้องมี แต่จะดีกว่าไหมถ้าอีกทางหนึ่งคือพยายามเปลี่ยนจากที่ที่อยู่นิ่งตายตัว ให้เคลื่อนไปหาคนที่ขาดโอกาสเดินทางมาแทน
“ถ้าพูดแบบดัดจริตหน่อยก็จะบอกว่า คนไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ขาดโอกาสเข้าถึงการอ่าน ซึ่งก็แน่แหละครับ ถ้ายังคิดแบบเดิมคือให้แหล่งการอ่านตั้งอยู่นิ่ง ๆ แล้วรอคนเดินเข้าไป โอกาสที่คนจะเข้าถึงก็ย่อมไม่ทั่วถึง”
ด้วยเหตุนี้ ขอบเขตการทำงานของ TK Park จึงค่อย ๆ ขยับ จากการพัฒนาต้นแบบห้องสมุดมีชีวิต มาสู่การพัฒนาต้นแบบพื้นที่การเรียนรู้ในพื้นที่สาธารณะ คำถามที่เขาตั้งขึ้นคือ ทำอย่างไรให้ห้องสมุดเคลื่อนที่ไปหาคนได้ ที่ไหนมีคน ที่นั่นก็ควรมีหนังสือให้อ่าน
วัฒนชัยตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า Public Space ในไทยมักถูกตีความเป็น ‘พื้นที่ของรัฐ’ ทั้งที่แท้จริงแล้ว Public แปลว่าสาธารณชน คือเป็นพื้นที่ของประชาชน และพื้นที่สาธารณะส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะในไทยหรือทั่วโลก มักมีฟังก์ชันเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง สวนสาธารณะใช้ออกกำลังกาย สถานีรถไฟใช้สัญจร แต่น้อยครั้งที่พื้นที่เหล่านี้จะถูกออกแบบให้เอื้อต่อการอ่านและการเรียนรู้
เขาเล่าว่าในต่างจังหวัดยังมีพื้นที่ดี ๆ อีกมากที่มีคน แต่ขาดไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำให้คนได้มาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องมานั่งอ่านหนังสืออย่างเดียว อาจเป็นพื้นที่ให้คนมาถกแถลงแลกเปลี่ยน แก้ปัญหาเมืองของตัวเอง หรือแบ่งปันประสบการณ์ในชุมชน
แต่ก่อนประเทศไทยเคยมีพื้นที่ที่เรียกว่า ‘ศาลาประชาคม’ แต่วัฒนชัยมองว่ามันเป็นทางการมากเกินไป ต้องมีคนจัด และส่วนใหญ่คนที่จัดก็คือรัฐ ซึ่งบางทีก็จัดตั้งคนมาฟัง ทำรายงาน แล้วก็จบ พื้นที่สาธารณะที่เขาอยากเห็นนั้นต่างออกไป
“พื้นที่สาธารณะที่ผมอยากให้เกิดคือพื้นที่ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า Organic เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คนมีเสรีภาพสะท้อนปัญหาได้จริง แลกเปลี่ยนทางออกได้จริง โดยไม่ต้องกลัวว่าจะผิดกฎหมายหรือกังวลกับระเบียบ”
แนวคิดเรื่องการเคลื่อนที่ไปหาคนเหล่านี้ ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมผ่าน ‘Read Fest’ เทศกาลส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ที่ TK Park ริเริ่มขึ้นในวาระครบรอบ 20 ปี โดยครั้งแรกจัดขึ้นที่สนามกีฬานิมิบุตร ซึ่งถูกแปลงโฉมจากสนามกีฬาในร่มให้กลายเป็นบุ๊คแฟร์ขนาดย่อมที่ไม่เน้นการขายหนังสือ แต่เต็มไปด้วยกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ตั้งแต่ Art Market, Craft Workshop ไปจนถึง Talk ต่าง ๆ
วัฒนชัยเล่าว่างานครั้งแรกประสบความสำเร็จในแง่กระแสตอบรับ ผู้คนพูดถึง ตกใจกับความสวยงามของสถานที่ที่ถูกตกแต่งอย่างอรรถจรรย์ และที่นั่งก็มีเหลือเฟือ ต่างจากงานหนังสือทั่วไปที่มักหาที่นั่งยาก แต่เขาก็ยอมรับว่ามีบทเรียนจากครั้งแรกด้วยเช่นกัน คือจำนวนคนไม่เยอะอย่างที่คาด เพราะสนามกีฬาโดยธรรมชาติไม่ใช่ที่ที่มีคนสัญจรผ่านอยู่แล้ว
นั่นนำไปสู่การคิดใหม่สำหรับครั้งที่สอง หาพื้นที่ที่มีคนอยู่แล้ว จนมาลงตัวที่สถานีรถไฟ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ไม่ได้จำกัดแค่การจัดงาน Read Fest แต่ยังรวมถึงโปรเจกต์ตู้หนังสือยืม-คืนอัตโนมัติที่ติดตั้งไว้ในสถานีกลางบางซื่อ หนึ่งตู้บริเวณโซนขายตั๋วรถไฟไปต่างจังหวัด อีกตู้อยู่ที่จุดเชื่อมต่อ MRT ทำงานแบบ self-service เหมือนห้องสมุดขนาดจิ๋วที่ตั้งอยู่กลางเส้นทางสัญจร
สำหรับ Read Fest ครั้งที่สอง วัฒนชัยนึกถึงหัวลำโพง ด้วยความคลาสสิกของตัวอาคารและเรื่องราวที่สถานีรถไฟแห่งนี้บรรจุไว้ การพบเจอ การรอคอย การจากลา ล้วนเป็นธีมที่อยู่ในหนังสือทุกเล่ม
“ประสบการณ์ของการอ่านหนังสือกับประสบการณ์
ของการเดินทางนั้นแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันเลย
ทั้งสองอย่างคุณไม่รู้เลยว่าระหว่างทางจะเจออะไรในแต่ละครั้ง
และไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางจะจบอย่างไร”
หนึ่งในประเด็นที่วัฒนชัยต่อสู้มากว่าทศวรรษ คือแนวคิดที่ว่า ‘คนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด’ เขาเล่าว่าที่มาของตัวเลขนี้คืออดีตผู้อำนวยการสำนักงานสถิติที่คำนวณขึ้นมา โดยไม่ได้มีผลวิจัยที่ระบุตรง ๆ และเดิมทีพูดว่า ‘วันละ 8 บรรทัด’ แต่ผ่านกาลเวลากลับกลายเป็น ‘ปีละ 8 บรรทัด’ ไปเสียอย่างนั้น
“ผมใช้เวลาต่อสู้กับวาทกรรมนี้มาสิบปีแล้ว
แต่สู้ไม่ค่อยไหว เพราะมันเป็นวาทกรรม
ที่เซ็กซี่และเห็นภาพมาก”
เขายอมรับว่าวาทกรรมนี้มีข้อดีอยู่ประการเดียว คือช่วยกระตุ้นให้คนรู้สึกว่าต้องอ่านหนังสือกันเยอะขึ้น แต่ผลพวงที่ตามมากลับเป็นการรณรงค์แบบเน้นปริมาณจนลืมคุณภาพ บอกให้มาอ่านเยอะ ๆ โดยไม่สนใจว่าอ่านอะไร ขอให้อ่านไว้ก่อน
ข้อเท็จจริงจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับ TK Park หลายครั้งตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2561 กลับบอกเรื่องราวที่ต่างออกไป คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นทุกปี จากเฉลี่ยวันละ 39 นาทีในช่วงปี 2548-2551 ขยับมาอยู่ที่ราว 60 นาทีในปี 2556-2558 และเมื่อขยายนิยามให้ครอบคลุมการอ่านผ่านหน้าจอด้วย ตัวเลขก็พุ่งขึ้นเป็น 80 นาทีต่อวันในปี 2561
วัฒนชัยไม่ได้มองว่าหน้าจอเป็นศัตรูของการอ่าน ในทางตรงกันข้าม เขาชี้ว่าเทคโนโลยีช่วยให้คนเข้าถึงการอ่านได้มากขึ้นอย่างชัดเจน บทความหรือหนังสือบางเรื่องที่หายไปจากแผงแล้ว คุณยังสามารถค้นหาได้ผ่านหน้าจอ
แต่เขาก็ไม่ปิดตาต่อปัญหาที่มากับมัน การอ่านผ่านหน้าจอด้วยการปัดเลื่อนทำให้สมองไม่มีเวลาตั้งหลักคิดกับสิ่งที่อ่าน ต่างจากการพลิกหน้ากระดาษ ผลที่ตามมาคือปัญหาเรื่องสมาธิสั้นและความเชื่อง่าย ซึ่งเป็นจุดที่หน้าจอกับกระดาษต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
“ทั้งสองแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกัน คนอ่านควรจะตระหนักรู้ว่าแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วเลือกใช้ตามที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสม และเรียนรู้ให้เท่าทันกับสิ่งที่อ่านเสมอ”
เรื่องที่ว่าจะอ่านอะไรนั้น วัฒนชัยมองว่าไม่ใช่แค่ปัญหาของนักอ่าน แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ หนังสือดีมีคนผลิตให้อ่านพอไหม? หนังสือแปลดี ๆ มีให้อ่านเพียงพอหรือเปล่า? คำตอบคือไม่ แต่ก็ตำหนิสำนักพิมพ์ไม่ได้ เพราะพิมพ์หนังสือดีออกมาแล้วก็ไม่มีคนซื้อ จนกลายเป็นปัญหาไก่กับไข่
ในฐานะคนทำงานภาครัฐ เขาเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรม สมมติว่ามีหนังสือวรรณกรรมระดับโลกที่ควรแปลมาให้คนไทยได้อ่าน แต่สำนักพิมพ์ไม่กล้าลงทุนเพราะรู้ว่าขายไม่ออก รัฐสามารถเข้ามาเป็นผู้รับซื้อล่วงหน้า กระจายไปยังห้องสมุดประชาชนที่มีทั้งสิ้น 926 แห่งทั่วประเทศ เพียงแค่นี้ต้นทุนต่อหน่วยก็ลดลง และสำนักพิมพ์ก็มีแรงจูงใจที่จะลงทุนพิมพ์
“คุณผลิตนะ ผมรับซื้อ 925 เล่ม ผมเชื่อว่าสำนักพิมพ์ที่ถือลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนั้นพร้อมลงทุนพิมพ์ทันที”
แต่เขาก็ย้ำว่าต้องระมัดระวัง หนังสือไม่ใช่สินค้าเหมาโหล รัฐต้องดูว่าหนังสือเล่มนั้นเหมาะกับใคร แล้วยังต้องฉลาดพอที่จะส่งเสริมให้คนรู้จักหนังสือเล่มนั้นด้วย ตั้งแต่การให้บรรณารักษ์แนะนำ จัด Book Talk หรือ Book Club ซึ่งใช้งบเพียงเล็กน้อย หรือหานักเขียนนักแปลไปเดินสายพูดคุย จ่ายค่าตัวสักสองพันบาท เรื่องอื่นยังลงทุนได้ตั้งเยอะ ทำไมจะลงทุนกับการอ่านแบบนี้ไม่ได้
ในปีสุดท้ายก่อนเกษียณ วัฒนชัยมองย้อนกลับไปตลอดสองทศวรรษที่ขับเคลื่อนเรื่องการอ่านและการเรียนรู้ เขายอมรับว่ามีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว มีทั้งครั้งที่มุทะลุทำในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าไปต่อไม่ได้ และครั้งที่ต้องกล้าหยุดเพื่อหาทางใหม่
“ถ้าทำแบบเดิมก็ได้ผลแบบเดิมครับ
ถ้าคิดวิเคราะห์ดีแล้วรู้ว่าไปต่อไม่ได้จริง
ก็ต้องหยุด หาไอเดียใหม่ หาวิธีการใหม่”
เขาพูดถึง ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส’ ที่เรียนมาจากวิชาเศรษฐศาสตร์ ทุกครั้งที่เลือกใช้ทรัพยากรไปกับสิ่งหนึ่ง ก็หมายถึงการสูญเสียโอกาสในสิ่งอื่น ทุกครั้งที่ล้มเหลวก็สร้างต้นทุนค่าเสียโอกาสที่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าไม่ท้อแท้และมองมันเป็นบทเรียน ความผิดพลาดก็กลายเป็นเครื่องมือที่มีค่า
สิ่งที่เขาอยากทิ้งไว้ให้คนรุ่นต่อไปไม่ใช่แค่องค์ความรู้จากการทำงาน แต่คือวิธีคิด อย่าทำเพียงเพราะเคยทำกันมา อย่าทำเพียงเพราะหัวหน้าสั่ง อย่าทำเพราะอีโก้บอกให้ทำ ถ้าคำนึงถึงผลได้ผลเสียแล้วไม่คุ้ม ก็ไปหาสิ่งใหม่
แต่ในท้ายที่สุด เมื่อพูดถึงพลังของหนังสือ น้ำเสียงของวัฒนชัยเปลี่ยนไป เขาเล่าว่าในงานครบรอบ 20 ปี TK Park เมื่อปีที่ผ่านมา มีคนจำนวนไม่น้อยเดินเข้ามาบอกว่าโครงการของ TK Park ทำให้เขาได้เจอหนังสือที่เปลี่ยนชีวิต ที่พาเขาเดินไปในเส้นทางที่รักและฝันจะเป็น ความสุขที่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ประหลาดแต่งดงาม เพราะ ณ วันที่ทำนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร
“มันเหมือนกับการโยนก้อนหินลงไปในทะเลสาบที่ผิวน้ำนิ่ง วงคลื่นมันค่อย ๆ กระจายออกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เราไม่รู้หรอกว่ามันจะกระจายไปถึงไหน แต่วันที่โยนลงไปนั้น มันมีความสั่นสะเทือนเกิดขึ้นแล้ว”
เขาทิ้งท้ายไว้ด้วยแนวคิดว่า ถ้าเราไม่โยนอะไรเลย มันก็ไม่มีแรงกระเพื่อมใด ๆ ทั้งสิ้น อย่าคาดหวังว่าต้องเกิดผลทันที เพราะมันไม่เร็ว ต้องใช้เวลา แต่ขอให้เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และสามารถทลายกรอบเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ได้เสมอ