ดาชา มาราอินี : นักเขียนอิตาลีผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม

ดาชา มาราอินี : นักเขียนอิตาลีผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม

บทสัมภาษณ์ ‘ดาชา มาราอินี’ (Dacia Maraini) นักเขียนอิตาลีเจ้าของผลงาน La lunga vita di Marianna Ucrìa (1990) ผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม

KEY

POINTS

 

แม้จะชนะสงคราม
แต่เขาผู้นั้นปราชัยในความเป็นมนุษย์

 

มนุษย์มีแนวโน้มจะเก็บงำบาดแผลและความปวดร้าวเอาไว้มุมหนึ่งสักมุมหนึ่งของความทรงจำ อาจเป็นเหลี่ยมมุมที่อับแสง พร่าเลือน เสื่อมหายไปตามวันเวลา แม้สักวันหนึ่งจะดูเหมือนว่ามันได้อันตรธานไป แต่เมื่อย่างกรายเอื้อมคลำกลับไปสำรวจดูแล้ว บางห้วงความทรงจำเหล่านั้นไม่เคยสลายหายไปเลยแม้แต่น้อย มันตั้งอยู่ ณ ที่เดิม เพียงแต่ตัวของเราเองนั้นอาจยืนมองมันด้วยสายตาและตำแหน่งที่แตกต่างไปจากเดิม

ดาชา มาราอินี’ (Dacia Maraini) คือนักเขียนคนสำคัญแห่งยุคสมัยในอิตาลี เธอมีผลงานตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1963 กับเรื่อง ‘La lunga vita di Marianna Ucrìa’ (1990) ที่มีฉบับแปลไทยในชื่อ ‘มาเรียนนา’ นวนิยายที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงผู้สูงศักดิ์แต่พิการหูหนวกและเป็นใบ้ตั้งแต่เด็ก ต้องสมรสกับลุงของตัวเองเพื่อรักษาความมั่นคงของตระกูล เธอใช้ชีวิตท่ามกลางความเงียบและการสื่อสารผ่านการเขียนและการอ่าน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้ตัวตนของเธอดำรงอยู่ได้ในสังคมที่สตรีไม่มีเสียง จนพาให้เธอคว้ารางวัล ‘Premio Campiello’ ไปครอง

 

ดาชา มาราอินี : นักเขียนอิตาลีผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม

La lunga vita di Marianna Ucrìa (1990)

 

ถึงจะผ่านไปเกินหกทศวรรษกับชีวิตและการเขียน มาราอินีก็ยังคงเดินหน้าถ่ายทอดน้ำเสียงของเธอผ่านตัวอักษรอยู่เรื่อยมา แต่ใครจะคิดว่าในปี 2023 ปีที่ขวบปีชีวิตการเขียนของเธอก้าวเข้าครบปีที่ 60 เธอก็ได้ตัดสินใจจรดผลงานที่ท้าทายที่สุดในชีวิต ผลงานที่ทำให้เธอต้องย่างกรายลึกลงไปในความทรงจำของตัวเองที่เธอพยายามฝังกลับเพราะไม่อยากจะกวาดสายตาไปประจัญหน้ากับความเลวร้ายของวันวานอีกครั้ง

แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจว่าในยุคสมัยที่ปีศาจร้ายของความเกลียดชังกำลังก่อร่างสร้างผลงานของมันเป็นครั้งที่สามอีกครั้ง เธอจึงต้อง ‘จำ’ สิ่งที่เคย ‘อยากลืม’ และถ่ายทอดมันออกมาให้สังคมช่วยกัน ‘จำ’ ไม่ให้โลกล้มซ้ำในเหวลึกของมวลมนุษย์ที่มีนามว่า ‘สงคราม’ และหยิบเอาประสบการณ์ของเธอในช่วงวัยเยาว์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ไปจนถึงวันเวลาในค่ายกักกันในนางาซากิที่มีเพียง ‘ข้าวเปล่า’ ประทังชีวิตนานนับปีเพราะพ่อและแม่ของเธอปฏิเสธที่จะยอมรับรัฐเผด็จการ

เธอพยายามจดจำเพื่อเรียงร้อยมันออกมาจนกลายเป็น ‘Vita mia’ (2023) งานเขียนชิ้นล่าสุดที่ตีแผ่ความเลวร้ายของสงครามเพื่ออยากจะบอกว่าไม่มีใครเลยที่สามารถคว้าชัยชนะอย่างสมบูรณ์ได้ในสมรภูมินี้ 

 

ดาชา มาราอินี : นักเขียนอิตาลีผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม

Vita mia (2023)

The People มีโอกาสอันดีที่ได้นั่งลงและพูดคุยกับ ‘ดาชา มาราอินี’ ผ่าน ‘สถาบันวัฒนธรรมอิตาลี กรุงเทพมหานคร’ (Istituto Italiano di Cultura Bangkok) เพื่อชวนถามและคบคิดถึงแง่มุมต่าง ๆ ตั้งแต่แง่มุมของสงคราม สันติภาพ สิทธิเสรีภาพ และความเจ็บปวด อีกทั้งยังชวนหวนนึกถึงภาพความทรงจำในวันเหล่านั้น 

นอกจากนั้นก็ยังหวนรำลึกถึงเพื่อนสนิทของเธอนามว่า ‘ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี’ (Pier Paolo Pasolini) นักเขียน นักเคลื่อนไหว และผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาลีที่สร้างสรรค์ผลงานอย่าง ‘Salò, or the 120 Days of Sodom’ (1975) ที่ดัดแปลงมาจากงานเขียนของ ‘มาร์กีส์ เดอ ซาด’ (Marquis De Sade) ให้โลกได้ยลโฉมความวิปริตเลวร้ายของสงคราม รัฐเผด็จการ และหลืบมุมที่ดำมืดที่สุดของหัวใจมนุษย์

 

ดาชา มาราอินี : นักเขียนอิตาลีผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม

ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี (Pier Paolo Pasolini)

 

ดาชา มาราอินี : นักเขียนอิตาลีผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม

Salò, or the 120 Days of Sodom (1975)

The People : ช่วงเวลาที่ผ่านมาคุณขบคิดถึงเรื่องใดมากที่สุด?

เกี่ยวกับความสงบและสงคราม เพราะฉันคิดว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่อันตรายและน่าเป็นห่วงอย่างมาก และฉันไม่ได้หมายถึงแค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่หมายถึงโลกทั้งใบ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกว่าพวกเรากำลังก้าวเดินไปสู่สงครามโลกครั้งที่สาม และฉันหวาดกลัวว่าอดีตกำลังจะหวนกลับมาอีกครั้ง เพราะฉันเองก็เคยเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่เคยผ่านชีวิตในช่วงสงครามมา และฉันจำได้ดีว่ามันเป็นอย่างไร และฉันกลัวห้วงเวลาแบบนั้นมาก

 

The People : อะไรทำให้คุณคิดว่าโลกของเรากำลังมุ่งหน้าสู่สงคราม?

จะเห็นได้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง ในแง่หนึ่งโลกของเรามีเทคโนโลยีที่ได้มอบพลังมหาศาลให้กับเผ่าพันธุ์ของเรา ทว่าในขณะเดียวกันโลกก็เต็มไปด้วยความกลัว ความกลัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม เราเผชิญหน้ากับแผ่นดินไหวและอุทกภัย บ้านเมืองหลายแห่งหนจมอยู่ใต้น้ำ และรวมไปถึงโรคระบาดที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อโลกทั้งใบ

และเมื่อจิตใจของผู้คนถูกปกคลุมด้วยความกลัว พวกเขาก็เริ่มจะปิดหัวใจของตนเอง เฉกเช่นเดียวกับการที่เราปิดประตูเพื่อขวางกั้นอะไรสักอย่าง เรากำลังปิดประตูต่อกันและกัน แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้น ความกลัวเหล่านี้สามารถกลายพันธุ์ไปสู่ความก้าวร้าวและความเกลียดชัง และแน่นอนว่าความเกลียดชังเหล่านี้ ในท้ายที่สุด จะนำไปสู่สงคราม

เป็นเวลากว่า 70-80 ปีที่โลกของเราอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ แม้จะมีสงครามเกิดขึ้นระหว่างทาง แต่ก็เป็นสงครามปลีกแยก ทว่าในวันนี้มวลอากาศของโลกทั้งใบกำลังปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายของสงครามอีกครั้ง หากถามว่าเพราะเหตุใดก็คงเป็นเรื่องยากที่จะตอบนะ

จะเห็นได้ว่ามีระบอบการปกครองบางรูปแบบที่เปี่ยมไปด้วยความก้าวร้าว พวกเขารุกรานผู้อื่น แล้วถ้าประเทศของคุณถูกรุกราน คุณจะทำอย่างไร? ถ้าคุณเป็นคนที่เชื่อมั่นในหลักสันติภาพ คุณจะปล่อยให้เขารุกรานคุณเฉย ๆ หรือตอบโต? สิ่งเหล่านี้คือปัญหา 

ไม่ว่าจะเป็นปูติน เนทันยาฮู หรือทรัมป์ พวกเขาล้วนอุกอาจและป่าวประกาศว่า “ข้าต้องการแผ่นดินของเจ้า” แล้วถ้าคุณเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลักการของสันติภาพ คุณจะทำอย่างไรกัน?

 

ดาชา มาราอินี : นักเขียนอิตาลีผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม

 

The People : จากมุมมองของคุณ คิดว่าเขาเหล่านั้นควรจะรับมือกับภัยร้ายเหล่านี้อย่างไร?

ปัญหาทางคุณธรรมและจริยธรรมหนึ่งที่ยิ่งใหญ่คือ “เรามีสิทธิ์ที่จะปกป้องตนเองหรือเปล่า? ไม่ว่าจะด้วยอาวุธหรือกองทัพก็ตาม” บ้างอาจเชื่อว่าหากไม่ต้องการสงคราม ก็จงยอมรับการรุกรานเหล่านั้นเสีย แต่การกระทำเช่นนั้นก็อันตรายไม่น้อย เพราะหมายความว่าคุณกำลังยอมรับการรุกรานที่ปราศจากความชอบธรรม อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างที่บอกให้ประเทศอื่นเห็นว่า ใคร ๆ ก็ทำแบบนี้ได้ ฉันคิดว่ามันเป็นอะไรที่อันตรายยิ่ง 

คำถามที่สำคัญที่สุดจากมุมมองของฉันที่เราสมควรขบคิดกันคือ

 

ผู้ที่ไม่ต้องการสงครามจะรับมือ
กับการเบียดเบียนรุกรานเหล่านี้อย่างไร?

 

 

The People : คุณคิดว่าวังวนของสงครามและสันติภาพที่วนเวียนเกิดซ้ำตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ คุณคิดว่าสิ่งนี้คือส่วนประกอบหนึ่งของตัวเราหรือเปล่า?

ใช่แล้ว ตามจริงมนุษย์ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสัตว์หรอกนะ ในโลกของสัตว์ มันไม่ได้ก่อสงคราม เพียงแต่มันอยู่ภายใต้กฎว่าใครใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า ก็จะกดขี่และไล่ล่าผู้ที่ด้อยกว่า มันคือกฎของสัตว์ มนุษย์เองก็ต่างอวดอ้างว่าตนไม่ใช่และต่างจากสัตว์ ว่าเราประเสริฐกว่า เรามีพระเจ้า ศีลธรรม และคิดป้ายว่าตนนั้นดีกว่า ว่าเราอยู่อย่างสันติภายใต้หลักการของประชาธิปไตย ว่าเราได้ประดิษฐ์ค้นพบสิ่งสำคัญของโลก

สำหรับตัวฉัน วิธีการอยู่ร่วมกันที่ดีที่สุดเท่าที่จะมีได้คือระบอบประชาธิปไตย แต่ก็มีคนบางพวกและการปกครองบางแบบที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับประชาธิปไตยจนนำไปสู่ปัญหา เพราะโดยปกติแล้วประชาธิปไตยไม่ต้องการสงคราม เราเชื่อในการแลกเปลี่ยนสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งแตกต่างจากเหล่าบรรดาทรราชที่ส่วนใหญ่ล้วนกระหายสงคราม

 

The People : ใน ‘Vita Mia’ (2023) ผลงานเขียนชิ้นล่าสุดของคุณที่เป็นการบันทึกความทรงจำและห้วงเวลาของคุณที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งได้มีการบอกเล่าถึงความทรงจำอันเจ็บปวด ณ ค่ายกักกัน คุณมีวิธีอย่างไรในการพาตัวเองก้าวเดินไปในอาณาบริเวณของความทรงจำที่เจ็บปวดและเลวร้ายเช่นนั้นได้?

ก็เป็นเพราะเหตุนั้นที่ตัวฉันรอมาถึง 70 ปีถึงได้ตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ ฉันเลือกที่จะไม่นึกถึง ไม่พาตัวเองดำดิ่งลงไป เพราะมันเจ็บปวดที่จะหวนย้อนถึงห้วงเวลาเหล่านั้น โดยเฉพาะกับประสบการณ์ในค่ายกักกันในช่วงปี 1943-1945 ในตอนที่ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งเดียวกับฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่สอง ร่วมกับนาซีเยอรมนีและฟาซิสต์อิตาลี 

จำได้ว่าตอนนั้นฉันยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ มีคนมาบอกให้คุณพ่อและคุณแม่ของฉันเซ็นยอมรับพวกฟาซิสต์และนาซี ซึ่งพวกท่านก็ยืนหยัดปฏิเสธและตอบกลับไปอย่างชัดเจนว่า “พวกเราอยู่ตรงกันข้ามกับคุณ” พวกนั้นตอบกลับมาว่า “พวกแกมันพวกขายชาติ!” ก่อนจะพาพวกเราทั้งครอบครัวไปขังอยู่ที่ค่ายกักกันในนาโกย่าถึงสองปีจนกระทั่งสงครามจบลง

มันเป็นช่วงเวลาที่ลำบากยากเข็ญ พวกเราไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีแม้แต่อาหารที่มากพอจะประทังชีวิต มีเพียงข้าวเปล่าจำนวนหนึ่ง ผู้คนล้มป่วยสารพันโรคไม่เว้นวัน พวกเราอดอยาก มันจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและเลวร้ายมากสำหรับฉัน 

แต่เมื่อสองปีที่แล้วฉันก็เกิดคิดขึ้นได้ว่า ฉันต้องทำสิ่งนี้ ฉันต้องจรดความทรงจำเหล่านี้ลงบนหน้ากระดาษ ฉันต้องส่งต่อความทรงจำของฉันต่อไป เพราะสิ่งนี้จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่คอยย้ำเตือนคนรุ่นต่อไปที่ไม่เคยผ่านห้วงเวลาของสงครามถึงความเลวร้ายจากผลพวงของมัน ให้เห็นภาพว่าผู้คนหรือแม้แต่เด็กต้องทนทุกข์ทรมานอย่างไรบ้าง

ฉันจึงบังคับตัวเองให้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา แต่แล้วมันก็กลายเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ เพราะเมื่อตัวของเรายืนห่างจากความเลวร้ายเหล่านั้นระดับหนึ่ง เราจะมองมันด้วยสายตาที่แตกต่างออกไปจากเดิม ฉันได้ค้นพบอะไรหลายอย่างที่ถูกกลบหายไปในความเจ็บปวด ฉันคิดว่าฉันได้ลืมมันไปแล้ว แต่มันก็ยังอยู่ แม้จะมองไม่เห็น แต่บางความทรงจำมันไม่เคยหายไปไหน มันตั้งอยู่ที่นั่นเสมอมา

 

The People : คุณเล่าว่าในวันที่ระเบิดปรมาณูถูกทิ้งที่นางาซากิ คุณอยู่ห่างออกไปเพียง 200 กิโลเมตร คุณเห็นอะไรบ้างภายหลังจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างไร?

ตามจริงแล้วพวกเราไม่รู้เลยว่ามีระเบิดถูกทิ้งลงมา พวกเราถูกแยกขังเหมือนในเรือนจำ ไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น มารู้อีกทีก็ภายหลังแล้ว ซึ่งเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก ฉันได้เห็นถึงความพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนญี่ปุ่นท่ามกลางซากปรักหักพัง ผู้คนจากทุกแห่งหนต่างเดินทางมาที่นางาซากิ แต่หารู้ไม่ว่าพวกเขากำลังพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางสารกัมมันตรังสีที่เป็นอันตรายอย่างมหันต์กับพวกเขา 

มีปรากฏการณ์ฝนสีดำเกิดขึ้น ซึ่งเกิดจากการที่เม็ดฝนปนเปื้อนกับสารมลพิษ ผู้คนจำนวนมากต้องสังเวยชีวิตไปในเวลาต่อมา เราเห็นคนตาย คนเจ็บ คนทุกข์ทรมาน มันเลวร้ายมาก ถ้าฉันจำไม่ผิด คิดว่าน่าจะมีผู้คนร่วมสามหมื่นคนที่ต้องเสียชีวิตไปจากเหตุการณ์นั้น

 

The People : น้องสาวของคุณเองก็ได้รับผลกระทบจากกัมมันตรังสีใช่ไหม?

คุณพ่อเคยบอกว่าเธอเป็นคนอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เธอมีโรคเกี่ยวกับกระดูก ผนวกเข้ากับช่วงเวลาที่ต้องอดอยากในค่ายกักกัน พวกเราไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ไม่มีโปรตีน วิตามัน น่าจะนานเป็นปีเลยที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น และน้องสาวของฉันก็จากไปจากห้วงเวลาเหล่านั้น

 

The People : คุณอยากบอกอะไรกับคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับสงคราม?

สงครามไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้น ทุกอย่างจะเลวร้ายลง แม้คุณคือผู้ชนะของสงคราม แต่คุณจะปราชัยในสมรภูมิของความเป็นมนุษย์ คุณเสียบ้านเรือน ทุกอย่าง เมื่อเปรียบเทียบจากสันติภาพ ที่ไม่มีราคาอะไรให้คุณต้องจ่ายเลย

 

The People : ในงานเขียน ‘Caro Pier Paolo’ (2022) คุณได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนรักของคุณ ‘ปิแอร์ เปาโล ปาโซลินี’ (Pier Paolo Pasolini) คุณจะนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรกเมื่อคิดถึงเขา และทำไมคุณถึงเลือกที่จะเขียนออกมาในรูปแบบของจดหมาย?

สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นเมื่อฉันหลับตานึกถึงคือน้ำเสียงของเขา น้ำเสียงที่ฟังเหมือนว่าเขาอยู่ไม่ห่างออกไป ฉันได้ยินเสียงนั้นอย่างแจ่มชัด เป็นน้ำเสียงที่ทั้งเฉลียวฉลาดและมีชีวิตชีวา สำเนียงของเขาเคล้าไปด้วยเอกลักษณ์ของภาคเหนือของอิตาลี ฉันได้ยินมันอย่างแจ่มชัดมาถึงทุกวันนี้ เขามักพูดกับฉันด้วยความอ่อนหวานและอ่อนโยน เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง เราทั้งคู่มีสายสัมพันธ์ที่ผูกแน่นต่อกันและกัน

ชีวิตและตัวตนของเขาถูกแบ่งแยก เขาถูกโจมตีโดยหนังสือพิมพ์และสื่อจากทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ทุกคนต่างรุมทึ้งเขาเพียงเพราะเขาสัตย์จริงต่อสิ่งที่ตนเองกล่าว ปิแอร์พูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาเสมอ ตัวเขาเป็นคนรักร่วมเพศ แม้ในปัจจุบันนี้มันจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่หากว่าย้อนกลับไปในตอนนั้น สังคมไม่ยอมรับคนเหล่านี้ เขาจึงถูกโจมตีอยู่เสมอ ซึ่งบางทีเขาก็ตอบโต้บ้างนะ ซึ่งผู้คนมักมองว่าเขาเป็นคนก้าวร้าว แต่ฉันคิดว่ามันไม่ใช่เลย เขาเพียงแค่ปกป้องตัวเองจากคนที่ประณามเขาตลอดเวลา 

ในวันที่เขาจากไป ฉันยังคงมีอีกหลายอย่างที่อยากจะบอกเขา แต่เขาก็ไม่อยู่ตรงนี้อีกแล้ว ฉันจึงคิดว่าอยากจะบอกเล่าสิ่งเหล่านี้ผ่านจดหมาย จดหมายที่จะแล่นไปหาคนที่ไม่มีชีวิตอยู่แล้วอีกต่อไป ฉันไม่รู้หรอกนะ แต่ฉันมีความรู้สึกลึก ๆ ว่าเขาจะสามารถรับรู้ถ้อยคำของฉันได้

 

ดาชา มาราอินี : นักเขียนอิตาลีผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม

Caro Pier Paolo (2022)

 

The People : คุณเคยเล่าว่าเขาเป็นคนที่มีความขัดแย้งในตัวเองสูงมาก คุณช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม?

เขาเป็นคนที่ขัดแย้งในตัวเองจากสายตาของโลกทั้งใบ เพราะเขาเป็นคนแสดงออกตามสิ่งที่เชื่อ เขายืนหยัดขัดขืนอำนาจ ยกตัวอย่างเช่น เขามีความรู้สึกในทางศาสนาสูงมาก แต่ก็เป็นคนไม่มีศาสนา เขาจึงมักโจมตีศาสนาจักรในฐานะอำนาจ เขามีทั้งความสัมพันธ์ที่ดีและเลวร้ายต่อศาสนาจักร จึงอาจเป็นภาพที่ทำให้ใครหลายคนมองว่าเขาเป็นคนที่ขัดแย้งในตัวเอง

 

The People : เขายืนหยัดในความเชื่อของตัวเอง สัตย์จริงต่อสิ่งที่ตัวเองพูด

ใช่ ซึ่งเขาก็มักจะมีปัญหากับสาธารณชน กับสังคม เพราะผู้คนส่วนใหญ่ก็ยึดมั่นในกรอบของคุณธรรม แต่ภายหลังจากปี 1968 อิตาลีรวมไปถึงยุโรปก็เริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนต่างยอมรับคนที่รักร่วมเพศมากขึ้น แม้ว่าในตอนนี้ เขาจะถูกจดจำในฐานะวีรบุรุษ ผู้คนต่างก็เชิดชูความศักดิ์สิทธิ์ของเขา แต่ย้อนกลับไปในตอนนั้น ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ มันหนังคนละม้วนเลย เขาต้องทนทุกข์กับการถูกประณาม มากกว่า 80 ครั้งที่เขาถูกประณามเพราะเขาเป็นคนรักร่วมเพศ เพราะเขามีอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย เพราะเขากล้ายืนหยัดต่อต้านผู้ที่อยู่ในอำนาจ

 

The People: จากในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ขบวนการการเคลื่อนไหวของเฟมินิสต์ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

เปลี่ยนไปมากเลย แต่ก่อนจะมีสิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ และในอุดมการณ์ในที่นี้ ฉันหมายถึงคุณค่าที่ผู้คนยึดถือร่วมกันในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ในตอนนี้ อุดมการณ์เหล่านั้นมันแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว คือมีการต่อสู้เรื่องสิทธิทางพลเมือง สิทธิของผู้หญิงก็จริง แต่มันไม่ได้มีการจัดระเบียบให้ดี มีกลุ่มอยู่ไม่กี่กลุ่มแล้ว แยก ๆ กันไป 

เราไม่ได้มีสิ่งที่เราเคยมีในช่วงทศวรรษที่ 1970 อีกแล้ว ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความรู้สึกร่วมกัน มันไม่ได้มีอีกต่อไปแล้ว ในทางการเมืองก็เหมือนกัน

 

The People: คือมันกระจัดกระจายขึ้น?

ใช่เลย กระจัดกระจายขึ้นมาก มันยังคงมีอยู่แหละ เพียงแต่มันแตกเป็นเสี่ยง ๆ ไม่ได้สมานกลมเกลียวกันแบบในอดีต แต่มันก็ยังคงมีอยู่

 

The People: แล้วมันจะเป็นปัญหาไหม เมื่อมันกระจัดกระจายแบบนี้?

มันเป็นปัญหาแม้แต่ในทางการเมืองด้วย คือเราไม่ได้มีอุดมการณ์ร่วมกันแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม เสรีนิยม หรืออื่น ๆ และเมื่อคุณเอาเลนส์ที่ครอบไว้ออกไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือ ‘อำนาจ’ ต่างหาก

การเมืองในปัจจุบันจึงกลายเป็นเรื่องของอำนาจเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์เหมือนเมื่อก่อน มันกระจัดกระจายมาก การเมืองในมิติอื่น ๆ ก็เหมือนกัน เราไม่สามารถมองเห็นคุณค่าหรืออุดมการณ์ที่คุณยึดถือร่วมกันอีกต่อไปแล้ว

 

The People: เราจะเห็นได้ว่า ในเกือบทุก ๆ สังคม กำลังเผชิญอยู่กับปัญหาการแบ่งขั้วอำนาจทางการเมือง เราจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร?

ฉันคิดว่าเราต้องหาทางสร้าง ‘ความสมานฉันท์’ เราต้องนิยามมันขึ้นมาใหม่ เพราะในปัจจุบันมันแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว ฉันเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของแนวคิดทางการเมืองที่แท้จริง เริ่มต้นจากแนวคิดนี้ แนวคิดที่เชื่อในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับคนที่ตกทุกข์ได้ยาก คนที่ยากจน ไปถึงคนที่แตกต่างจากเรา

ในตอนนี้ผู้คนต่างก็ปิดกั้นตัวเอง พวกเขาไม่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอีกต่อไป สำหรับตัวฉันเอง แน่อน ฉันคิดว่ายังมีบางคนที่ยังมีความรู้สึกแบบนั้นอยู่  แต่สำหรับสังคมแล้วนั้น มันยากนะ ที่จะหาทางอยู่ร่วมกันด้วยความปรองดองและเกื้อกูลกันแบบใจจริง

 

ดาชา มาราอินี : นักเขียนอิตาลีผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม

 

The People: คุณเกิดที่อิตาลี แต่ไปเติบโตที่ญี่ปุ่น การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกนั้นมีส่วนในการหล่อหลอมคุณอย่างไร?

วัยเด็กของฉันในญี่ปุ่นนั้นถือเป็นรากฐานสำคัญของตัวฉันมาก มีสิ่งหนึ่งที่ฉันมักพูดถึงอยู่เสมอ ซึ่งก็คือวิธีที่เรามอง ‘ความตาย’ ในสังคมญี่ปุ่น ความตายเปรียบเสมือนการก้าวผ่านพ้นช่วงหนึ่ง คุณตาย  แต่แล้วคุณจะกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ดังนั้นความตายมันไม่ใช่จุดสิ้นสุดเลยแม้แต่น้อย แต่สำหรับแนวคิดแบบฝั่งตะวันตก มันจะตรงกันข้ามแบบสิ้นเชิง เพราะเมื่อคุณตาย ทุกอย่างก็จบสิ้นลงแค่นั้น

แนวคิดนี้มันเปลี่ยนอะไรบางอย่างในตัวฉัน แม้แต่การเขียนจดหมายถึงปาโซลินีก็เกิดขึ้นจากแนวคิดนี้เช่นกัน มันคือความคิดที่ว่าระหว่างคนเป็นกับคนตายนั้นยังมีความสัมพันธ์บางอย่างเชิงสัญลักษณ์ อยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นสำคัญมาก ในวัฒนธรรมในญี่ปุ่น และฉันรู้สึกได้ว่ามันได้ฝังรากอยู่ในตัวของฉัน

อีกอย่างหนึ่งก็คือ ‘พุทธศาสนา’ ซึ่งเป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนความเรียบง่าย สงบ เป็นความสัมพันธ์ที่สงบกับศาสดา ที่เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น ที่เป็นเพียงนักปรัชญา เมื่อเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมของเรา เรามีภาพที่พระคริสต์ที่กำลังทนทุกข์ทรมาน ซึ่งมันรุนแรงมาก สมัยเมื่อฉันยังเด็ก ฉันจำได้ว่าตอนฉันกลับไปที่อิตาลี ฉันจะเห็นรูปที่พระองค์เป็นชายคนหนึ่งที่ถูกตะปูตอกมือ และฉันคิดว่า มันช่างแย่เหลือเกิน 

ฉันคิดว่าอะไรเหล่านี้ส่งผลต่อวัฒนธรรมอย่างมาก วัฒนธรรมทางฝั่งตะวันตกจะมองว่ามนุษย์ต้องผ่านความทุกข์ทรมาน แต่ฉันคิดว่าศาสนาอื่น ๆ ตั้งอยู่บนความทุกข์ทรมานที่น้อยกว่า และตั้งอยู่บนปรัชญามากกว่า

 

The People: มองย้อนกลับไปในงานของคุณ โดยเฉพาะเรื่อง ‘La lunga vita di Marianna Ucrìa’ (1990) ประเด็นไหนในเรื่องที่คุณคิดว่ายังคงปรากฏอยู่ในโลกปัจจุบัน?

ใช้เวลา 5 ปีเลยสำหรับฉันในการเขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะมันเกี่ยวกับเด็กหญิงที่เป็นใบ้และหูหนวก ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ณ เมือง ซิซีลี มันเป็นโลกที่ห่างไกล และต่างจากปัจจุบันมาก มีหลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ๆ อย่างมหาศาล แต่ในทางอีกแง่หนึ่ง อิสรภาพก็ยังเป็นคุณค่าสำคัญที่มนุษย์ปรารถนาและอยู่บนครรลองของการถวิลหา

ตัวละครเอกเป็นผู้หญิงที่หูหนวกและเป็นใบ้ แต่เธอเริ่มตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเอง และเริ่มเรียนรู้ที่จะอ่านและเขียน เริ่มทำความเข้าใจโลกผ่านการอ่าน ผ่านการเรียนรู้ และเมื่อเวลาผ่านไป เธอก็กลายเป็นคนที่มีพลังมากขึ้น เพราะเธอได้เรียนรู้ แม้ว่าเธอจะหูหนวกและเป็นใบ้ก็ตาม

ฉันไม่รู้ว่าทำไม แต่ผู้อ่านจำนวนมากมองว่าฉันพูดถึง ‘ความเงียบของผู้หญิงในประวัติศาสตร์’ มันเป็นหนังสือที่ประสบความสำเร็จที่สุดของฉันเลย แปลภาษาไป 27 ภาษาได้ แล้วได้ตีพิมพ์ไปประมาณหนึ่งล้านเล่ม ฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลย แต่มันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะคุณเขียนหนังสือมาก็เพื่อหวังว่าจะมีคนอ่านมัน ไม่ใช่เพื่อยอดขายเท่านั้น แต่เพราะคุณอยากจะ ‘เอื้อม’ เข้าถึงไปยังความคิดของพวกเขา ความรู้สึกอ่อนไหว และหัวใจของผู้คนเหล่านั้น

และฉันมีความสุขมากเมื่อมีคนอ่านหนังสือของฉัน แล้วบอกกับฉันว่า “ฉันประทับใจมากเลย ฉันรู้สึกสนุก และอินไปพร้อม ๆ กับหนังสือของคุณ” นั่นแหละ สำหรับฉัน นั่นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว

 

ดาชา มาราอินี : นักเขียนอิตาลีผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม

 

The People: จากมุมมองของคุณ การศึกษาและทำความเข้าใจปรัชญามีความสำคัญอย่างไรต่อมนุษย์บ้าง?

ฉันคิดว่าปรัชญานั้นสำคัญมาก เพราะฉันไม่เชื่อว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ฉันคิดว่าเราไม่รู้อะไรเลย เช่น จักรวาลคืออะไร? เวลาคืออะไร? ท้ายที่สุดแล้วเราทำได้เพียงแต่ดูเวลาในนาฬิกาเท่านั้น เรารู้แค่เพียงแค่เวลาของตัวเอง แต่ถ้าหากคุณคิดถึงเวลาของจักรวาลล่ะ มันแปลกมากนะ เราไม่รู้ว่าจักรวาลนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะเหตุใด? เกิดที่ไหน? เกิดอะไรขึ้นบ้าง? แล้วมันมีมากน้อยแค่ไหน? ดวงดาวคืออะไร? เราช่างมีความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดกับจักรวาลเหลือเกิน 

ฉันคิดว่าเราก็ควรมีความศรัทธานะ มันสำคัญมาก แต่นั่นคือความรู้สึก ไม่ใช่ความจริง คุณรักพระเจ้าได้ แต่คุณบังคับท่านไม่ได้หรอก เมื่อครั้งที่ศาสนาทำตัวเป็นกฎหมาย เริ่มมีการกำหนด หรือกลายเป็นอะไรบางอย่างที่รู้สึกถูกบังคับ ฉันว่านั่นคือเผด็จการแล้ว มันควรเป็นอิสระ ถ้าคุณต้องการที่จะรักพระเจ้า มันก็เป็นเรื่องที่สวยงาม แต่คุณไม่สามารถนำความเชื่อเหล่านั้นมายัดใส่คนอื่น ๆ ได้  และเพราะแบบนั้น อิสรภาพจึงสำคัญมาก ๆ อิสรภาพในความคิด ในความเชื่อ และสำหรับฉัน นั่นแหละคือ ‘ประชาธิปไตย

 

The People: อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตที่คอยสอนคุณ และคุณอยากจะบอกอะไรกับโลกใบนี้?

จากที่ฉันได้เรียนรู้มาจากค่ายกักกันคือ ‘การต่อต้าน’ เมื่อมีสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นรอบตัวคุณ คุณไม่ควรพูดว่า “ฉันทำอะไรไม่ได้แล้ว ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไง” หรือเอาแต่ร้องไห้ หรือประท้วง แต่ควรที่จะถามตัวเองว่า ฉันทำอะไรได้บ้าง? ฉันต้องทำยังไงเพื่อที่จะต้านทานมันได้? นี่คือสิ่งสำคัญมากที่ฉันได้เรียนรู้มาจากที่นั่น 

จงต้านทานในสิ่งเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ต้านทานในที่นี้หมายความว่า จงซื่อสัตย์และจริงใจต่อตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อความคิดและอุดมการณ์ของตัวเอง นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากและนี่คือสิ่งที่พ่อกับแม่สอนฉัน พวกท่านเป็นคนที่ซื่อสัตย์และยึดมั่นในความคิดของตัวเอง แม้นั่นจึงทำให้เราต้องไปอยู่ในค่ายกักกัน แต่ฉันเชื่อว่าพวกท่านทำถูกแล้ว เพราะถึงแม้เราต้องเสี่ยงชีวิตของพวกเราเอง แต่พวกท่านก็สอนฉันว่า ‘จงยืนหยัดในความคิดของตัวเอง และคอยตามมันไป’ เสมอมา ตลอดไป

 

ดาชา มาราอินี : นักเขียนอิตาลีผู้ดำดิ่งในอดีตที่เจ็บปวด เพื่อบอกโลกถึงความเลวร้ายของสงคราม
ดาชา มาราอินี ในปี 1999