ประวัติศาสตร์ในความทรงจำ : สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่าจำอะไร แต่เราเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่จดจำ

ประวัติศาสตร์ในความทรงจำ : สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่าจำอะไร แต่เราเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่จดจำ

The Hidden Dilemma ในวาระ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ กับประวัติศาสตร์ในความทรงจำ เพราะสิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าเราจำอะไร แต่คือเราเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่จดจำ

KEY

POINTS

หากจะกล่าวว่า ‘ประวัติศาสตร์’ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนกับกระดูกสันหลังของอารยธรรมมนุษย์ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกไปจากความเป็นจริงนัก เพราะเหตุการณ์ในอดีตที่ถูกเชื่อมต่อร้อยเรียงมาจนถึงปัจจุบันล้วนเป็นรากฐานสำคัญในการประกอบสร้างตัวตนและความเป็นไปของสังคมในปัจจุบัน หนึ่งในคำที่มักถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งคือการเรียนรู้ประวัติศาสตร์จะทำเราไม่ก้าวซ้ำและพลาดท่ากับบาดแผลเดิม ประสบการณ์ร่วมที่ผ่านมาของสังคมจึงทำหน้าที่เหมือนกระดูกสันหลังที่ทำหน้าที่ค้ำจุนหลักยึดในแนวทางและสำนึกของผู้คนในการก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไปในอนาคต รวมไปถึงการตัดสินใจต่าง ๆ ในปัจจุบัน

คงเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้เราต่างต้องเรียนวิชา ‘ประวัติศาสตร์’ กันในห้องเรียน

 

ว่าแต่ ‘การเรียนรู้’ คืออะไร? 

 

สาเหตุที่ทำให้เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่จะสำรวจนิยามของคำนี้ก็เพราะว่าความหมายของมันครอบคลุมขอบข่ายที่กว้างขวาง การเรียนรู้อาจหมายถึงการถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นผ่านแง่มุมที่หลากหลาย การเรียนรู้อาจหมายถึงการทำความเข้าใจการถอดบทเรียนที่ถูกทำมาแล้วต่ออีกทอดหนึ่ง การเรียนรู้อาจหมายถึงการตั้งคำถามกับสิ่งที่ถูกถอดบทเรียนมาในสังคม หรือในบางที การเรียนรู้อาจเพียงหมายถึง ‘การรับทราบ’ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพียงก็เท่านั้น 

แต่ถ้าประวัติศาสตร์ทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลัง — หรือหนึ่งในรากฐานที่สำคัญของสังคม — เราสมควรที่จะต้องเรียนรู้หรือมีปฏิสัมพันธ์กับอดีตเหล่านี้ในรูปแบบไหน และการเรียนรู้แบบใดที่จะน่าจะขบเข้ากับกระดูกสันหลังของเรามากที่สุดกัน?

แม้ว่าโดยพื้นฐาน ‘ประวัติศาสตร์’ จะถูกมองเป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ที่ถูกบันทึกเพื่อส่งต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตไปสู่อนาคต (แม้ว่าในความเป็นจริงก็ต้องมีการถกเถียงกันอย่างยาวเหยียดว่าประวัติศาสตร์ถูกประกอบสร้างมาจาก ‘ข้อเท็จจริง’ อย่างถ่องแท้หรือเปล่า) แต่บทบาทหน้าที่เหล่านั้นเป็นของตัวประวัติศาสตร์เอง เพราะในฐานะสังคมที่มีประวัติศาสตร์เป็นกระดูกสันหลัง ประวัติศาสตร์จึงอาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นข้อเท็จจริงที่มีไว้เพียงรับทราบ แต่เป็นเรื่องราวที่ผู้คนในสังคมต้อง ‘เรียนรู้’ และ ‘ทำความเข้าใจ’ อยู่เสมอ

ด้วยเหตุนั้น ความหมายของประวัติศาสตร์ที่เรากล่าวถึงจึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์ในฐานะข้อเท็จจริงในตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงประวัติศาสตร์ในฐานะสายสัมพันธ์ที่มีต่อสังคมและผู้คนในสังคมด้วย หากมองเช่นนี้ก็หมายความว่าประวัติศาสตร์อาจไม่ใช่ ‘ความจริงเชิงภววิสัย’ (objective truth) เพียงอย่างเดียว แต่ประวัติศาสตร์อาจมีหน้าที่คล้ายกับอวัยวะของสังคมที่ยังมีลมหายใจ และเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ตั้งคำถาม หาคำตอบ และถอดบทเรียนในย่างก้าวที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่ ‘อยู่ในกระบวนการ’ ของผู้คนอยู่เสมอ ประวัติศาสตร์จึงกลายเป็นสิ่งที่ผันแปรและถูกกระเทาะเปลือกค้นหา หรือแม้แต่ตีความหาคำตอบอยู่เสมอ 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะมนุษย์ทุกคนต่างก็ยืนอยู่บนจุดที่แตกต่างกันออกไป ก็ย่อมเป็นไปได้ที่ผู้คนแต่ละคนย่อมมีสายสัมพันธ์ต่อประวัติศาสตร์ในแนวทางที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น และสิ่งที่เห็น ความหมายของประวัติศาสตร์จึงไม่ได้หมายถึงแค่ข้อเท็จจริงในตัวมันเอง แต่ยังครอบคลุมไปถึงความหมายที่สัมพันธ์กับสังคมที่ตัวมันดำรงอยู่

นับเป็นเวลา 50 ปี ที่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้ถูกจารึกเอาไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ไทย แม้ในช่วงเวลาหนึ่งโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นจะถูกทำให้มองในฐานะอดีตอันด่างพร้อยที่ไม่อยากจำ แต่เมื่อวันเวลาคืบหน้ามาถึงปัจจุบัน สุ้มเสียงของผู้คนที่ก้าวผ่านช่วงเวลา 6 ตุลาฯ หรือแม้แต่ผู้พยายามหาความจริงในปัจจุบันก็ยังเดินหน้าพูดถึง 6 ตุลาฯ อยู่เสมอ จนทำให้ 6 ตุลาฯ ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ 

แม้ในปัจจุบันนี้ผู้คนจำนวนมากในสังคมก็ตระหนักรู้เป็นอย่างกว้างขวางแล้วว่ามีอะไรเกิดขึ้นตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แน่นอนว่าหน้าที่หนึ่งที่ต้องดำเนินต่อไปของสังคมคือการค้นหาความจริงและนำเสนอต่อไป แต่อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญของสังคมที่มีต่ออดีตของตนเองคือ เราจะ ‘เรียนรู้’ อะไรจากสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วบ้าง 

เราจะคิดอย่างไรกับประวัติศาสตร์ของตัวเราเอง? 

ดังที่กล่าวไปก่อนหน้าว่า ครั้งหนึ่ง เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็เคยถูกมองในฐานะจุดด่างพร้อยในประวัติศาสตร์จนถูกมองว่าไม่ควรกล่าวถึง หรือแม้แต่ไม่ควรดำดิ่งหาคำตอบในปัญหาถึงต้นตอสาเหตุอย่างถ่องแท้ การปฏิบัติกับประวัติศาสตร์ในทำนองนี้ไม่เพียงทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ถูกเรียนรู้ ถอดบทเรียน หรือมีลมหายใจควบคู่ไปกับการก้าวเดินของสังคม แต่ยังปิดกั้นความเป็นไปได้ในการ ‘หาคำตอบ’ ในย่างก้าวที่พลั้งพลาด หรือแม้แต่ปิดกั้นความเป็นไปได้ในการทวงคืนความยุติธรรมให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น

ปัญหาของการมองประวัติศาสตร์ในฐานะสิ่งที่ ‘หยุดนิ่ง’ หรือ ‘สมบูรณ์ในตัวเอง’ (เท่าที่เป็นอยู่) อาจเป็นการปิดกั้นโอกาสไม่ให้สังคมศึกษารากเหง้าและความผิดพลาดของตัวเอง อีกทั้งอาจทำให้ประวัติศาสตร์ — ในฐานะความทรงจำร่วมของสังคม — ถูกผูกขาดความเป็นไปได้ในการตีความ การคิด หรือแม้แต่ความรู้สึกที่มีต่ออดีตในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือขอบเขตใดขอบเขตหนึ่ง หรือกล่าวให้ง่ายกว่านั้น การผูกขาดประวัติศาสตร์อาจเป็นการทำให้ประวัติศาสตร์ถูกอนุญาตให้เห็น เข้าใจ หรือรู้สึกเพียงบางส่วน 

การสนทนา ถกเถียง และแลกเปลี่ยนว่าแต่ละคนมีความคิดเห็นหรือรู้สึกต่อประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างไร จึงไม่เพียงเปิดโอกาสที่จะแก้ไขสิ่งที่ยังไม่ยุติธรรม แต่ยังทำให้ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง และมีบทบาทที่สัมพันธ์กับปัจจุบันและอนาคตต่อไป โดยเฉพาะในด้านของการถอดบทเรียนความผิดพลาดในอดีต หรือแม้แต่แก้ไขผลกระทบระยะยาวที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน 

ในวาระครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดพิมพ์หนังสือ ‘50 ปี มรดกของ 6 ตุลา’ ที่จะเป็นหนังสือรวมบทความจากหลายมุมมองที่มีต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ซึ่งมีแง่มุมที่น่าคิดแตกต่างกันออกไป ซึ่งในข้อเขียนหนึ่งโดย ‘ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล’ ที่ว่าด้วย ‘ปีที่ 50 กับคำถามเพื่อวันข้างหน้า’ จะทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าทำไมการหมั่นมอง ตั้งคำถาม และคิดหาคำตอบกับอดีตจะเป็นเรื่องจำเป็นต่อสังคมในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า

สามารถอ่านหนังสือเล่มนี้ในฉบับ E-Book ได้ที่ลิงก์นี่ : 50 ปี 6 ตุลา มรดกของ 6 ตุลา


หัวข้อหนึ่งที่อาจารย์ธงชัยได้เขียนถึงคือ ‘คำถามยาก ๆ ที่ค้างคา’ ที่ฉายภาพให้เห็นว่าการจดจำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ถึงแม้สังคมจะสามารถ ‘จำ’ สิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องคิดต่อว่าสังคม ‘จำ’ 6 ตุลาฯ อย่างไร นอกจาก “จุดหยุดอยู่ในระดับเบื้องต้นว่า “อย่าให้เกิดความรุนแรงเช่นนั้นอีกเลย” และ “ต่างความคิดไม่ควรผิดถึงตาย” เพียงเท่านี้ยังไม่พอ”

แน่นอนว่าประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ภายในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เอง ยังมีประเด็น — หรือคำถามยาก ๆ — อีกมากที่สังคมสมควรขบคิดเพื่อถอดบทเรียนในข้อผิดพลาดที่สังคมเคยมองข้าม ไม่ว่าจะเป็น ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความรุนแรง, เรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้กระทำโดยตรง, เรื่องเล่าของนักศึกษาเข้าป่า, ผลกระทบของ 6 ตุลาต่อสังคมไทยโดยตรง, ความเข้าใจถึงผลกระทบระยะยาวหรือมรดกของเหตุการณ์ 6 ตุลา และบทเรียนจาก 6 ตุลา ดังที่อาจารย์ธงชัยได้ทิ้งท้ายไว้ว่า 

“ยังมีบทเรียนจาก 6 ตุลา อีกมากที่เราท่านอาจจะคิดไม่ถึง เราไม่รู้ว่าเรายังไม่รู้ จึงแทบไม่มีบทเรียนใดเลยที่ปักหลักมั่นคงในสังคมไทย”

อีกหัวข้อที่น่าสนใจในข้อเขียนเดียวกันเป็นการตั้งคำถามจากอาจารย์ธงชัยว่า “ทำไมสังคมไทยไม่เรียนรู้อะไรเลยจาก 6 ตุลา?” ก่อนที่จะอธิบายต่อว่า “ทั้งประวัติศาสตร์และบทเรียน เป็นเรื่องของความรู้ที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ เป็นการหวนย้อนไปคิดถึงอดีตจากปัจจุบัน ปัจจุบันย่อมอยู่ท่ามกลางเงื่อนไขปัจจัยที่เป็นบริบทของทั้งการผลิต การเผยแพร่ และการรับรู้ (บริโภค) ความรู้นั้น ๆ”

จากมุมมองของอาจารย์ธงชัย ความรู้เหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลจากบริบทว่า ‘ความรู้’ เหล่านี้สามารถดำเนินไปในทิศทางไหนและอย่างไร หรือแม้แต่มีกรอบตั้งขึ้นมาว่าอะไรรู้ได้ อะไรรู้ไม่ได้ อะไรรู้ได้บ้าง หรืออะไรที่เป็นไปไม่ได้ที่จะคิดหรือตั้งคำถาม ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการจำกัดความเป็นไปได้ของสายสัมพันธ์และความพยายามจะเข้าใจและถอดบทเรียน (ซึ่งในตัวมันเองก็เป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่แล้ว) จากอดีตในสังคม

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาก็ย้อนกลับมาที่จุดเดิม ว่าผู้คนและสังคมแต่ละคนมีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ในรูปแบบใด พวกเขามีโอกาสที่จะเรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบไหน และบริบทเอื้อให้เกิดความเป็นไปได้ในการถอดบทเรียนและเข้าใจประวัติศาสตร์มาเท่าไหร่ ว่าประวัติศาสตร์ของสังคมจะแน่นิ่ง หรือมีลมหายใจควบคู่กับสังคม ทำหน้าที่คอยเป็นหนึ่งในแสงสว่างคอยเป็นบทเรียนที่ย้ำเตือนไม่ให้ผิดพลาดซ้ำ หรือแม้แต่ส่งให้สังคมขยับหน้าไปกว่าจุดเดิมที่เคยยืนในวันนั้น เพราะสายตาที่มองเห็นเลยพ้นไปจากข้อสรุปดั้งเดิม อาจทำให้ความผิดพลาดในอดีตไม่ได้เป็นเพียงบาดแผล แต่จะช่วยพาเราก้าวไปข้างหน้าและมีภูมิคุ้มกันจากปัญหาเดิม ๆ ที่อาจวนเวียนมาทักทายเราอีกครั้งในอนาคต

สิ่งสำคัญอาจไม่หยุดอยู่เพียงแค่ว่าเราจำมันได้หรือเปล่า แต่รวมไปถึงการที่เราเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่จดจำด้วย

 

อ้างอิง
ธงชัย วินิจจะกูล (2569). ปีที่ 50 กับคำถามเพื่อวันข้างหน้า. ใน ก. อนันทนาธร (บ.ก.), 50 ปี 6 ตุลา: มรดกของ 6 ตุลา (น. 84–115). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.