30 ก.ย. 2569 | 18:00 น.

KEY
POINTS
เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ที่ก่อผลกระทบไปในบริเวณกว้าง การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันนับเป็นกลไกหนึ่งที่คอยค้ำจุนให้สังคมมนุษย์สามารถเดินไปข้างหน้าต่อไปได้ผ่านการเกื้อกูลอุ้มพยุงซึ่งกันและกันไป และ ‘การให้’ ก็เปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อที่คอยร้อยพวกเขาทั้งหลายเข้าด้วยกัน เปรียบเสมือนเชือกที่ผูกร้อยมนุษย์กับมนุษย์ในระนาบเดียวกันให้มีความเป็นหนึ่งอันเดียวกันที่แข็งแกร่งและสามารถก้าวผ่านอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาได้
แต่ความสัมพันธ์กันในสังคมหรือประเทศ ไม่ได้มีเพียงแค่ประชาชนกับประชาชนที่ยืนหยัดอยู่ในระนาบเดียวกัน แต่ยังมี ‘รัฐ’ ที่ไม่เพียงเป็น ‘ตัวแทน’ ของอำนาจอธิปไตยและผลประโยชน์สาธารณะ แต่ยังมีหน้าที่ในการรักษาความมั่นคง คุ้มครอง และนำพาประชาชนและประเทศที่รัฐปกครองอยู่ก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคงในทุก ๆ วันที่ผ่านไป
จากจุดนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนจึงไม่เหมือนประชาชนกับประชาชน เพราะความสัมพันธ์ของรัฐกับประชาชนที่ถูกบัญญัติขึ้นจาก ‘รัฐธรรมนูญ’ มีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าต่างฝ่ายต่างมีพันธะในรูปแบบใดต่อกันและกัน ในขณะที่ประชาชนกับประชาชนเกิดขึ้นจากจิตวิญญาณร่วมของชุมชนหรือแม้แต่ความสมานฉันท์และความเชื่อใจที่มีต่อกันและกันเป็นสำคัญ ซึ่งแตกต่างจากความสัมพันธ์แบบแรกที่รัฐมีภาระผูกมัดที่จะต้องดูแลสวัสดิภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน
‘การให้’ ของประชาชนต่อประชาชนจึงแตกต่างจาก ‘การให้’ ของรัฐต่อประชาชน เพราะการให้จากประชาชนคือการให้ที่ดำเนินไปโดยปราศจากข้อผูกมัดหรือพันธะทางกฎหมาย แต่ดำเนินไปด้วยความสมัครใจ (หรือแม้แต่การจำยอมโดยบริบทของสังคม) แต่การให้จากรัฐคือ ‘หน้าที่’ ที่เกิดขึ้นจากข้อผูกมัดตั้งแต่แรกเริ่ม
เป็นเพราะเหตุนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติครั้งใหญ่ การให้ที่มาจากเพื่อนบ้านหรือพลเมืองดีที่นำข้าวปลาอาหารมาให้ อาสาขับรถรับส่งด้วยการฝ่าระดับน้ำที่สูงเท่าล้อรถ หรือแม้แต่เข้ามาช่วยขนย้ายข้าวของจึงอาจนำมาซึ่งความรู้สึกของการให้ที่ต้องการตอบแทน ดังที่ ‘มาร์แซล โมสส์’ (Marcel Mauss) ได้นำเสนอเอาไว้ในงานเขียนเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วของเขาอย่าง ‘The Gift’ (1925) “สิ่งที่มอบให้นั้นก่อให้เกิดสายสัมพันธ์ที่ผูกพันทั้งสองฝ่ายอย่างไม่อาจเพิกถอนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิ่งที่มอบให้คืออาหาร” การแลกเปลี่ยนของประชาชนกับประชาชนจึงเป็นการแลกเปลี่ยนที่เลยพ้นไปจากข้อผูกมัดทางกฎหมาย แต่เป็นสายสัมพันธ์ที่สามารถต่อขยายไปได้อีกในอนาคต
ในขณะเดียวกัน การให้ที่มาจากรัฐเป็นการให้ที่มาจากพันธะของการดูแล หรือแม้แต่การให้ที่มีรากฐานจาก ‘ความรับผิดชอบ’ ในการรับมือกับปัญหาที่ถาโถมเข้ามา การให้จากภาครัฐจึงเป็นการให้ที่ไม่ได้ก่อร่างสร้างเป็นข้อผูกมัดทางความรู้สึก เพราะการให้เหล่านั้นดำเนินไปเพราะหน้าที่ของรัฐที่มีต่อประชาชน การให้ทั้งสองแบบที่ได้กล่าวไปจึงมีความแตกต่างกันออกไป การให้ถุงยังชีพจากภาครัฐท่ามกลางสาธารณภัยจึงเป็นการให้ที่ไม่ใช่การให้ที่ต้องติดค้างเป็นบุญคุณหรือต้องได้รับการตอบแทนแบบค่านิยมทางสังคม
แต่แล้วถ้าเป็นการให้จาก ‘บุคคล’ ที่เป็นภาพแทนของ ‘รัฐบาล’ — เช่น นายกรัฐมนตรี — ด้วยทรัพยากรส่วนบุคคล — เช่น เงินสด — โดยเป็นการให้ไปที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอยู่ ณ ขณะนั้น การให้แบบที่ว่านี้นับเป็นการให้แบบไหน และประชาชนผู้ที่ได้รับจะมีความรู้สึกอย่างไรกับการให้เหล่านั้น และการให้แบบนี้เป็นการให้ที่ถูกต้อง เป็นการให้ที่เหมาะสม หรือเป็นการให้ที่สมควรจะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า?
การที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ลงพื้นที่น้ำท่วมเขตสายไหมเพื่อมอบอาหาร น้ำดื่ม และถุงยังชีพให้ผู้ประสบภัย ก่อนที่ช่วงหนึ่งจะมีการถ่ายทอดสดให้เห็นว่ามีการนำ ‘เงินสดส่วนตัว’ แจกให้กับชาวบ้าน ด้วยเหตุผลว่าถุงยังชีพที่ได้มีการตระเตรียมไปนั้นหมด ในขณะที่มีประชาชนจำนวนหนึ่งฝ่าน้ำออกมาหา จึงตัดสินใจที่จะควักเงินตนเองให้ไป จนเกิดการตั้งคำถามอยู่มากว่าการกระทำเช่นนี้เหมาะสมหรือเปล่า หรือแม้แต่ถูกต้องหรือเปล่า และนับเป็นการซื้อเสียงหรือเปล่า?
หากพิจารณาตามกรอบกฎหมาย การที่ผู้นำประเทศนำเงินส่วนตัวออกมาแจกจ่ายให้แก่ผู้เผชิญภัยพิบัตินั้น ไม่นับเป็นความผิดทางกฎหมายในสภาวการณ์ปกติ เนื่องจากจัดเป็นการยื่นมือเข้าช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระดับบุคคลหรือการกุศลทั่วไป และไม่ได้เกิดขึ้นภายในกรอบเวลา 180 วันก่อนการเลือกตั้ง
หรือถ้าจะอ้างอิงตามหลักเหตุผลของนายกรัฐมนตรีเองที่ให้เอาไว้ว่าเป็นการจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อประชาชนได้ฝ่าระดับน้ำเพื่อเดินมาหาแล้ว แต่ถุงยังชีพหมด การมอบเงินสดจึงถูกมองเป็นทางเลือกที่ชดเชยกันได้ หรือแม้แต่เป็นการสำแดงจิตวิญญาณแบบ ‘ใจถึง พึ่งได้’ ที่ผู้นำต้องฉายภาพให้เห็นว่าตนมีศักยภาพในการ ‘ดูแล’ ประชาชน ไม่ว่าจะจากทรัพยากรหรืออิทธิพลของตนเอง
แต่ก็ยากจะปฏิเสธว่าคุณลักษณะ ‘ใจถึง พึ่งได้’ อาจหมุนเข็มนาฬิกาของการเมืองไทยกลับไปสู่ความเป็น ‘การเมืองเก่า’ หรือ ‘การเมืองแบบระบบอุปถัมภ์’ ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘รัฐ’ กับ ‘ประชาชน’ หรือ ‘รัฐ’ กับ ‘นักการเมือง’ แตกต่างออกไปจากนิยามที่เราได้อธิบายกันไปก่อนหน้า จนเกิดเป็น ‘ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์’ (clientelism) ที่มีความ ‘ไม่เท่ากัน’ ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ โดย ‘ผู้ให้’ หรือในที่นี้ ‘ผู้อุปถัมภ์’ ที่มีทรัพยากร ข้อมูล และบารมีมากกว่า จึงมีอำนาจต่อรองเหนือ ‘ผู้รับ’
จากจุดนี้ หากในมุมของอรรถประโยชน์ การให้ ‘ถุงยังชีพ’ กับ ‘เงินสดส่วนตัว’ อาจดูสร้างประโยชน์ในรูปแบบที่ ‘แทนกันได้’ ตามเหตุผลของนายกรัฐมนตรี — แม้แท้จริง อาจไม่สามารถแทนกันได้โดยสมบูรณ์ เพราะผู้ถือเงินจะต้องนำเงินไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อเปลี่ยนมันเป็นของใช้ แต่คำถามคือ พวกเขาจะไปซื้ออะไร ที่ไหน อย่างไร ท่ามกลางระดับน้ำที่ว่านั้น — แต่นัยของการให้ของสองอย่างนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การให้ถุงยังชีพ แม้จะมีผู้ที่เดินแจกหรือร่วมขบวนในการช่วยเหลือ แต่ก็เป็นการให้ที่มาจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนที่มีข้อผูกมัดจากรัฐที่ต้องดูแลประชาชนตามหน้าที่และความรับผิดชอบ การได้รับถุงยังชีพจึงไม่ได้พ่วงติดมาด้วยความรู้สึกที่จะตอบแทนคืนไปยังรัฐสักวันใดวันหนึ่ง แตกต่างจากการที่นายกรัฐมนตรีควักเงินสดส่วนตัวมอบให้กับประชาชนที่จะสร้างความคลุมเครือในสถานะของผู้ให้อย่าง ‘นายกรัฐมนตรี’ ว่าเป็นภาพแทนของ ‘รัฐ’ หรือ ‘บุคคล’
ความคลุมเครือที่ว่านี้จึงอาจสร้างความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อจนทำให้สององค์ประกอบผสานกันโดยไม่รู้ตัว เมื่อตัวแทนจากภาครัฐ ‘ให้’ ของส่วนตัวที่มาจากความสมัครใจ สายสัมพันธ์ในแบบของประชาชนกับประชาชนจึงเกิดขึ้นกับรัฐ หรือกล่าวให้ง่ายกว่านั้น ผู้ให้จึงดูเป็นผู้มีบุญคุณหรือมีบารมีแบบระบบอุปถัมภ์
การจะรักษาความสัมพันธ์แบบรัฐกับประชาชนที่เท่าเทียมกัน ในแบบที่ต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบและทำหน้าที่ของตนเองเหมือนกันจึงสมควรเป็นการแลกเปลี่ยนที่มีความชัดเจน เป็นองค์รวม และไม่นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ให้กับผู้รับ เพราะท้ายที่สุด การเยียวยาก็คือความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ไม่ได้พ่วงติดมาพร้อมกับหนี้บุญคุณที่ต้องตอบแทนกัน แต่เป็นความรับผิดชอบที่จะสะท้อนศักยภาพ ความสามารถ และความรับผิดชอบของรัฐบาลที่จะสามารถพัฒนา ปกครอง และดูแลประชาชนได้ดังสายสัมพันธ์ที่บัญญัติไว้ตั้งแต่ทีแรก เป็นการรักษาสายสัมพันธ์ที่ ‘เท่ากัน’ ระหว่างรัฐกับประชาชนต่อไปในอนาคต
อ้างอิง
Mauss, M. (2002). The gift: The form and reason for exchange in archaic societies (W. D. Halls, Trans.). Routledge.
Hicken, Allen. 2011. “Clientelism.” Annual Review of Political Science 14(1): 289-310.
Kliger, G. (2022, November 10). Keeping the score. Aeon.
โพสต์ทูเดย์. (2569, 30 กันยายน). นายกฯอนุทินชี้น้ำหนุนทำระบายติดขัด แจงแจกเงินสะอาดแทนถุงยังชีพ.
กรุงเทพธุรกิจ. (2569, 30 กันยายน). ‘อนุทิน’ แจกเงินหัวละพัน ให้ชาวบ้านโดน ‘น้ำท่วม กทม.’ ย่านสายไหม’.
Nation TV (2569, 30 กันยายน). คลิปว่อน! นายกฯ ควักเงินส่วนตัวแจกชาวบ้านน้ำท่วม เช็กข้อกฎหมายผิดไหม? เนชั่นทีวี.