26 ส.ค. 2569 | 19:00 น.

KEY
POINTS
“โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม”
ทุกคราวเมื่อเนื้อหาในทางไสยศาสตร์และความเชื่อถูกนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมท้องถิ่น วิถีชีวิตพื้นบ้าน หรือเหตุการณ์ปริศนาที่ยังหาข้อสรุปไม่พบ ข้อความดังกล่าวก็จะปรากฏขึ้นเพื่อย้ำเตือนผู้ชมเสมอ ว่าสิ่งที่เห็นอยู่นั้นเป็น ‘ความเชื่อ’ ที่ประกอบสร้างขึ้นจากบริบททางวัฒนธรรมและเหตุผล ‘ส่วนบุคคล’ ที่ไม่นับเป็น ‘ความจริงเชิงภาววิสัย’ ที่สังคมสามารถเชื่อร่วมกันด้วยหลักฐาน และเราต่างสมควรต้องใช้ ‘วิจารณญาณ’ ของตนเองในการรับชมและทำความเข้าใจในสิ่งที่เห็น
กลายเป็นว่าในยุคปัจจุบัน นอกเสียจากละครหลังข่าวหรือรายการโทรทัศน์ยอดนิยมแล้ว ความบันเทิงอีกรูปแบบหนึ่งที่แทบจะกลายเป็นความบันเทิงกระแสหลักที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากที่สุดนั้นหนีไม่พ้น ‘ดราม่า’ หรือเรื่องราวความขัดแย้งที่เป็นที่สนใจของสาธารณชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนสองกลุ่ม หรือแม้แต่คนสองคน
แน่นอนว่า ‘ละครหลังข่าว’ และ ‘ดราม่า’ เป็นคนละสิ่งกันอย่างชัดเจน อย่างแรกคือสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นมาจากจินตนาการของผู้แต่ง แม้จะมีแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงบ้าง แต่ท้ายที่สุด เรื่องราวเหล่านั้นก็คือ ‘เรื่องแต่ง’ ในขณะเดียวกับที่อย่างหลังเป็น ‘เรื่องจริง’ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตคนจริง ๆ ที่จะได้รับผลกระทบจริง ๆ จากเรื่องราวดังกล่าว
แม้รากฐานของ ‘ละคร’ กับ ‘ดราม่า’ จะเป็นสองสิ่งที่แยกขาดและหยัดยืนกันอยู่คนละฟากฝั่งโดยสมบูรณ์ แต่วิธี ‘นำเสนอ’ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผิวหนังชั้นที่ห่อหุ้มคลุมเนื้อหาสองประเภทนั้นกลับมีความคล้ายกันอย่างปฏิเสธไม่ได้ การนำเสนอละครย่อมต้องคำนึงถึงความสนใจและความบันเทิงของผู้คน ทว่าปัจจุบันนี้ เมื่อความสนใจและยอดเอนเกจเมนต์กลายเป็นมาตรวัดที่สำคัญยิ่ง การนำเสนอ ‘ดราม่า’ ด้วยวิธีที่ละม้ายคล้ายคลึงกับละครหลังข่าวก็เป็นแนวโน้มที่ยากจะหลีกพ้น
แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อสองสิ่งถูกนำเสนอในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน เราจะสามารถมองเรื่องราวสองแบบที่มีรากฐานแตกต่างกัน ด้วยสายตาแบบเดียวกันได้หรือเปล่า แน่นอนว่าย่อมไม่ได้ เราคงไม่สามารถมองความขัดแย้งของใครสักคนด้วยสายตาของการดูนางเอกถูกตัวร้ายตบได้ เพราะแน่นอนมันย่อมตามมาด้วยช่องโหว่ทางตรรกะเหตุผล นี่คือหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจ
แต่แม้เราจะรู้ว่าเราไม่ควรใช้สายตาแบบหนึ่งมามองปัญหาอีกแบบหนึ่ง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าขณะที่เรากำลังตามติดดราม่าความขัดแย้งที่ถูกนำเสนออย่างเมามันบนสื่อกระแสหลักและโลกออนไลน์นั้น เราไม่ได้ใช้สายตาแบบ ‘ละคร’ ในการมองมัน?
เป็นเพราะแบบนั้น เราจึงต้องกลับไปทบทวนคำว่า ‘วิจารณญาณ’ กันอีกครั้ง
‘วิจารณญาณ’ (Judgement หรือ Critical Thinking) คือการประกอบกันระหว่างคำว่า ‘วิจารณ์’ (Critique) มีความหมายว่าการคิดพิจารณา แยกแยะ ไตร่ตรอง หาข้อดีข้อเสีย เพื่อตัดสินใจด้วยเหตุผล และ ‘ญาณ’ (Perception) ที่มีความหมายถึงความรู้หรือความสามารถในการมอง เมื่อประกอบกันแล้วจึงมีความหมายถึงความสามารถในการมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สามารถคิดพิจารณาด้วยเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามในสิ่งที่เห็น การแยกแยะข้อเท็จจริง การหาหลักฐานมารองรับ และการมองให้รอบด้าน
หรือกล่าวให้ง่ายกว่านั้น การมองโลกแบบมีวิจารณญาณคือการมองโลกที่เราต้องมุ่งมั่นตั้งคำถามกับสิ่งที่อยู่รอบตัวเสมอ แต่การตั้งคำถามนั้นไม่ใช่การมุ่งหมายจะโจมตี เพราะการตั้งคำถามคือกระบวนการหนึ่งของการเดินทางเพื่อกลั่นสกัดความจริงให้ชัดเจนที่สุด พร้อมทั้งเป็นการเปิดรับและเข้าใจในความซับซ้อนของโลกไปพร้อมกัน
แน่นอนว่าวิจารณญาณคงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นขนาดนั้นสำหรับละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ที่ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อความบันเทิง เรื่องราวถูกขับเคลื่อนโดยตัวละครเอกผู้เป็นภาพแทนของธรรมะ ส่วนตัวร้ายก็ทำหน้าที่เป็นอุปสรรคขวากหนามจากฝ่ายอธรรมที่ตัวเอกต้องก้าวข้ามผ่านไป ทั้งโครงสร้างของเนื้อเรื่อง และวิธีนำเสนอที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกบันเทิงและอินไปกับเนื้อเรื่องก็ย่อมเป็นไปเพื่อตอบสนองความบันเทิงทั้งสิ้น — การจะตราหน้าว่าซูเปอร์แมนเป็นฝ่ายดีที่ดีเลิศไปเสียหมดทุกอย่าง ในขณะที่เล็กซ์ ลูเธอร์ เป็นพวกวายร้ายที่ย่ำแย่ไปเสียทุกด้านเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
แต่สำหรับประเด็นที่เป็นความขัดแย้งทางสังคมหรือ ‘ดราม่า’ ที่ไม่ได้มีใครมานั่งเขียนบทและบอกว่าใครต้องรับบทเป็นพระเอกหรือตัวร้าย ‘วิจารณญาณ’ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งเพื่อไม่ให้ใครสักคนถูกชักจูงไปด้วยวาทะศิลป์หรือเป้าประสงค์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ทว่าปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อดราม่าหรือปัญหาสังคมกลายเป็นความบันเทิง หรือถูกนำเสนอราวกับเป็นข่าวบันเทิงที่มุ่งดึงดูดความสนใจ สิ่งเหล่านี้จึงถูกมองเหมือนเส้นเรื่องที่ต้องดำเนินจากจุด A ไปจุด B โดยมีใครสักคนที่เป็นตัวเอกของเรื่อง ปัญหาคือถ้าเราวางให้ใครสักคนเป็นตัวเอกของเรื่องโดยไม่พยายามตั้งคำถามหรือหาคำตอบ — ใช้วิจารณญาณ — อย่างถี่ถ้วน อาจทำให้สังคมยึด ‘ความคาดหวัง’ ที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ของเรื่องมากกว่า ‘ข้อเท็จจริง’ และติดอยู่ในอคติ จนพลังของ ‘เหตุผล’ เลือนรางไปการมองจนทำให้พลังของ ‘เหตุผล’ เลือนรางไป
เมื่ออิทธิพลของ ‘เรื่องเล่า’ และ ‘วาทะศิลป์’ มีบทบาทมากกว่าข้อเท็จจริงที่ถูกนำเสนอ วิธีการมองปัญหาความขัดแย้งที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้และต้องอาศัยหลักฐานและความเป็นกลางในการตัดสินอย่างแน่ชัดจึงถูกขัดขวางโดย ‘คำตอบในใจ’ ที่วางเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาคนนี้คือ ‘คนดี’ ของเรื่อง และเมื่อมีคำตอบในใจแล้วว่าเขาคนนี้คือ ‘คนดี’ ก็เสี่ยงที่น้ำหนักของ ‘ข้อเท็จจริง’ เบาบางลงไป
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดและไม่ไกลตัวจากเรามากก็คงหนีไม่พ้น ‘ลุงพล’ จากคดีของน้องชมพู่ ที่ถูกตีแผ่ในสารคดีเรื่องใหม่ล่าสุด ‘คดีชมพู่ เด็กหายที่ถูกลืม’ จากผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมที่ถูกสวมใส่เรื่องราวและประโคมข่าวราวกับเป็นเรียลลิตี้ทีวีจนทำให้คนบางกลุ่มมีคำตอบในใจแล้วว่า “ลุงพลไม่ได้เป็นคนทำ” ลามไปถึงการบูชาตัวบุคคลจนเขาคนนี้แทบจะกลายเป็นดาราท่านหนึ่ง
‘เมธาวี โหละสุต’ นักวิจัยด้านภาษาศาสตร์ได้ให้ความเห็นว่าเรื่องราวของคดีน้องชมพู่นับเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อความบันเทิงจนทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘ข่าว’ กับ ‘สื่อบันเทิง’ เลือนรางลงไป รวมไปถึงการที่ชีวิตของลุงพลถูกนำเสนออย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็น ‘parasocial relationship’ จนทำให้ผู้ชมที่ติดตามเรื่องราวของลุงพลจนพัฒนาเกิดเป็นความสัมพันธ์แบบนี้รู้สึกไปโดยปริยายว่า ‘ลุงพล’ คือพวกเดียวกับเขา คือตัวละครเอกของเรื่อง และแน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ยิ่งถอยผู้ชมให้ห่างจากการมองความเป็นจริง หรือทำให้มองเรื่องราวนี้โดยปราศจากวิจารณญาณ
เมื่อวิธีในการมองความขัดแย้งในโลกแห่งความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ถูกมุมมองแบบ ‘พระเอก-ตัวร้าย’ เข้าครอบงำ ก็ยิ่งจะทำให้สายตาในการมองปัญหาเสี่ยงต่อการร่วงหล่นไปในหล่มของอคติรูปแบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ‘อคติยืนยันตัวเอง’ (Confirmation Bias) หรือการเลือกเชื่อเอาเพียงหลักฐานที่ยืนยันความเชื่อเดิมของตัวเองเท่านั้น หรือ ‘Halo Effect’ อคติทางความคิดที่ตั้งต้นจากความรู้สึกในภาพรวมที่เรามีต่อคน ๆ หนึ่งว่าเขาคนนั้นเป็นคนดี จึงทำให้เรามองตัวตนของเขาคนนั้นเป็นคนดีไปด้วย
การตัดสินและเปิดรับข้อมูลโดยปราศจากวิจารณญาณ นอกจากจะส่งผลต่อการประเมินข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งที่ตามมาคือความเปิดกว้างต่อการตั้งคำถามหรือเห็นความเป็นไปได้ใน ‘ข้อบกพร่อง’ ของเขาเหล่านั้นก็ลดน้อยถอยลงไป ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงจะเป็นความขัดแย้งระหว่างสีดำกับสีขาว ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างสีเทาที่มีเฉดสีเข้มอ่อนที่แตกต่างกันออกไป
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เราควรจะหวนกลับมาสำรวจการใช้วิจารณญาณของเรากันอีกครั้ง ในโลกที่ทุกอย่างถูกนำเสนอด้วยความบันเทิงและมุมมองที่หลากหลาย วิจารณญาณจึงเปรียบเสมือนศูนย์ถ่วงที่พยายามรักษาสมดุลของพายุข่าวสารและมุมมองที่พร้อมชักจูงความคิดเห็นของสังคมไปในทางใดทางหนึ่ง ท่ามกลางความยุ่งเหยิงเหล่านั้น จิตใจและความคิดที่พร้อมจะตั้งคำถาม และไม่ด่วนเชื่ออะไรโดยง่าย สายตาที่พร้อมจะมองโลกผ่านวิจารณญาณอาจป้องกันเราไม่เพียงจากเฟคนิวส์หรือการหลอกลวงที่โหมกระหน่ำโลกออนไลน์เท่านั้น แต่รวมถึงการติดตามประเด็นดราม่าที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ซับซ้อน และอาศัยวิจารณญาณอย่างยิ่งท่ามกลางความยุ่งเหยิงที่อุบัติขึ้นทุกวี่วัน
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน!