สัญญาปีศาจ : เมื่ออาณาจักรสเปนถูกหวย แต่กลับถูกพันธนาการด้วย ‘คำสาป’

สัญญาปีศาจ : เมื่ออาณาจักรสเปนถูกหวย แต่กลับถูกพันธนาการด้วย ‘คำสาป’

เรื่องราวของอาณาจักรสเปนกับการค้นพบ ‘เงิน’ และ ‘ทอง’ มหาศาล แต่กลับทำให้เกิดเงินเฟ้อและนำพาให้เศรษฐกิจร่วงหล่นลงหุบเหวนานนับศตวรรษ

ถ้าถูกหวยคงรวยไปแล้ว…

ยากจะหนีพ้นวันเวลาที่ชีวิตห่างไกลจากภาวะ ‘ข้าวยากหมากแพง’ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่ต้องดิ้นรนฝ่าฟันเพื่อสามารถดำรงอยู่กับค่าครองชีพที่จวนจะท่วมมิดหัว โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่หาได้ การเดินหน้าใช้ชีวิตทุกวันจึงเป็นการทำงานเพื่อและมาด้วยเงินประทังชีพ และจะให้ดีไปกว่านั้นคือการตะกุยตะกายเพื่อไปอยู่ในจุดที่อะไรต่าง ๆ จะง่ายไปกว่าเดิม

ยืนจากจุดนี้ ก็สามารถมองเห็นผู้ประสบความสำเร็จได้เต็มไปหมด บ้างก็ฝ่าฟันสร้างสรรค์แนวทางใหม่จนเป็นหัวหอกของนวัตกรรมสารพันอย่าง บ้างก็พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นทรัพยากรมนุษย์มากค่า หรือบ้างก็ส้มหล่นเผชิญมหาทรัพย์ในชั่วข้ามคืน สองอย่างนั้นย่อมไม่ง่าย ต่างจากอย่างหลังที่ใครหลายคนอาจปรารถนาลึก ๆ ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเราบ้าง — เช่นถูกหวย 

สามล้อถูกหวย” ถือเป็นสำนวนที่ได้ยินบ่อยครั้งในสังคมไทยสำหรับแวดวงของโชคลาภที่มาพร้อมกับหวย เพราะการได้เงินมาครองมหาศาลนั้นดูจะเป็นโอกาสที่จะพาให้ใครสักคนก้าวกระโดดหลุดพ้นวังวนการตรากตรำใช้ชีวิตให้หัวพ้นอุทกภัยทางเศรษฐกิจไปวันต่อวัน แต่ในบางคราวก็สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะได้เงินมามากมายเพียงไหน ก็ไม่ได้แปลชีวิตของเราจะหลุดพ้นจากวิกฤตทางความมั่งคั่งได้เลย

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่สิบหก ในช่วงเวลาที่โลกปกคลุมไปด้วยเรือสำเภา การล่าอาณานิคม และแนวคิดพาณิชยนิยม (Mercantilism) การค้านับเป็นสนามรบแห่งใหม่ที่นานาอาณาจักรต่างก็พากันแข่งขันที่จะ ‘ส่งออก’ (Exports) ให้มากกว่า ‘นำเข้า’ (Imports) ทั้งหมดนี้ดำเนินไปเพื่อการสะสม ‘เงิน’ (Silver) และ ‘ทอง’ (Gold) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะพวกเขาต่างเชื่อว่าความมั่งคั่งหนึ่งเดียวที่มีค่าพอให้ไล่คว้าคือแร่ธาตุมากค่าเหล่านี้

อาณาจักรสเปน (Spanish Empire) นับเป็นหนึ่งในเจ้าอาณานิคมจากยุโรปที่ยึดถือในหลักการเหล่านี้ และในช่วงเวลาดังกล่าวก็ได้มีลาภลอยมาหาพวกเขา ซึ่งจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเงินในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของอาณาจักรสเปน ซึ่งส่งผลกระทบต่อยุโรปในภาพรวม 

ภูมิภาคบริเวณอเมริกากลางและใต้ถือเป็นพื้นที่ที่อยู่ใต้อาณานิคมของอาณาจักรสเปน และในพื้นที่แห่งนั้นก็ทำให้สเปนได้ค้นพบกับ ‘เงิน’ และ ‘ทอง’ จำนวนมหาศาลในทวีปอเมริกา ส่งผลให้สเปนมีแหล่งความมั่งคั่งขนาดใหญ่ในการครอบครอง ซึ่งน่าจะสามารถเป็นแต้มต่อสำคัญในระเบียบโลกแบบพาณิชยนิยมที่จะสร้างเสริมอำนาจของสเปนต่ออาณาจักรอื่น ๆ ได้อย่างดี

 

ในกรณีนี้ อาณาจักรสเปนนับว่าโชคดีหรือเปล่า?

 

ภายหลังจากประเทศใต้อาณานิคมได้มอบทรัพย์ก้อนใหญ่ให้กับสเปน ในช่วงปี 1501 ถึง 1600 มีข้อมูลว่าสเปนได้นำเข้าปริมาณทองกว่า 180 ตันและเงินกว่า 16,000 ตันเข้าสู่อาณาจักรของตนเอง จุดเปลี่ยนในครั้งนี้ได้ขยาย ‘ปริมาณเงิน’ (Money Supply) ทั้งของสเปนและยุโรปไปอย่างมหาศาล โดยในช่วงแรกได้ทำให้ปริมาณการบริโภคของสเปน การใช้จ่ายของรัฐบาล ไปจนถึงอำนาจอาณานิคมขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ

แต่ภายหลังจากนั้น อาณาจักรสเปนก็ได้เผชิญกับวิกฤตมหาศาลราวกับว่าโลหะมีค่าเหล่านั้นคือ ‘สัญญาปีศาจ’ ที่จะประทานพรพร้อมคำสาปที่จะจองจำผู้ใดก็ตามที่ย่างกรายเข้าไปตกลงกับมัน

ผลกระทบแรกที่เด่นชัดที่สุดก็คงหนีไม่พ้นปรากฏการณ์ ‘เงินเฟ้อ’ (Inflation) ที่ตามทฤษฎีปริมาณเงิน (The Quantity Theory of Money) ที่เมื่อปริมาณเงินกับความเร็วในการไหลเวียนของเงินเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ระดับราคาสินค้าเพิ่มตามไป ซึ่งการเพิ่มขึ้นของทั้งเงินและทองก็สัมพันธ์กับปรากฏการณ์นี้โดยตรง เพราะเพียงระยะเวลาห้าสิบปี ระดับราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคในอาณาจักรสเปนได้ขยับขึ้นถึงสี่เท่าตัว

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อาณาจักรสเปนก็ให้ความสำคัญกับการทำสงครามเป็นอย่างมาก หมายความว่างบประมาณส่วนใหญ่ก็ถูกใช้ไปกับต้นทุนของกองทัพ และเพื่อจะให้มีงบประมาณมากพอนั้น กษัตริย์ของอาณาจักรสเปนก็ได้ออกนโยบาย ‘ลดค่าเงิน’ (Debasement) ที่ใช้เป็นหลักในช่วงเวลานั้น ซึ่งก็คือ ‘vellón’ ที่เดิมทีนั้นเป็นการหลอมรวมระหว่าง ‘เงิน’ กับ ‘ทองแดง’ ก่อนที่ต่อมาจะค่อย ๆ ลดระดับส่วนผสมของเงินลง จนเหลือเพียงทองแดงเท่านั้นเพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต

ในขณะเดียวกัน นอกจากจะมีการเปลี่ยนองค์ประกอบภายในของเงินตราแล้ว ก็ยังมีการ ‘ปรับค่า’ (Reevaluation) ของเงินตราเหล่านั้นด้วย ผ่านการให้ประชาชนนำเอาเงินตราที่ถือครองของตนเองมาเพื่อเปลี่ยนคุณค่าของเหรียญเหล่านั้นด้วยการประทับตาคุณค่าใหม่ (เช่น จากเหรียญที่มีค่า 1 บาท ก็มีการประทับตาใหม่ให้เป็น 2 บาท) โดยรัฐก็จะมีรายได้จาก ‘กำไรในการพิมพ์เงิน’ (Seigniorage) ซึ่งเปรียบเสมือนกับการเก็บภาษีแฝงเร้น (Hidden Tax) อีกทีหนึ่ง

ความพยายามในการบิดเปลี่ยนค่าของเงินด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญไม่ว่าจะเป็นการถดถอยลงของค่าจ้างแท้จริง (Real Wages) กำลังซื้อที่หดตัวลง และความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัวขึ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลพวงของเงินเฟ้อ แทบจะไม่ต่างอะไรจากการพิมพ์เงินที่มากเกินไปในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์เงินเฟ้อถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ทว่าสิ่งที่ทำให้อาณาจักรสเปนเหมือนกับทำสัญญากับปีศาจนั่นก็คือผลกระทบที่หยั่งรากลึกที่จะผูกติดอยู่กับพวกเขานานนับศตวรรษกับ ‘คำสาปทรัพยากร

คำสาปทรัพยากร’ (Resource Curse) หรือ ‘โรคดัตช์’ (Dutch Disease) คือผลกระทบเชิงลบจากการที่สังคมมีทรัพยากรล้นนำไปสู่ผลกระทบเชิงลบทางโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อความมั่งคั่งเหล่านั้น อยู่ดี ๆ ก็ได้มาโดยที่ไม่ได้ผ่านการลงทุนหรือลงแรงใด ๆ ที่จะสามารถสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจได้

จริงที่ในโลกของพาณิชยนิยม การมีปริมาณเงินและทองนั้นเป็นความมั่งคั่งที่นานาประเทศต่างก็ให้คุณค่า แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการค้าระหว่างประเทศก็เป็นตัวกลางสำคัญทางเศรษฐกิจ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่ออาณาจักรสเปน ‘ถูกหวย’ คือการที่เศรษฐกิจของสเปนมีทั้งเงินและทองเหลือล้นจนข้าวของต่างก็มีราคาแพงขึ้นจนไม่สามารถแข่งขันในการส่งออกกับอาณาจักรอื่นได้ ในขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็ถูกกว่าผลิตที่ประเทศของตัวเอง จนทำให้อาณาจักรสเปนขาดดุลการค้า (Trade Deficit)

ผลพวงจากการพึ่งพิงแต่สินค้าที่ผลิตจากภายนอกประเทศคือการทำให้อุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศหยุดชะงักและไม่พัฒนา นานวันเข้าผู้ประกอบการและแรงงานฝีมือเหล่านี้ก็อยู่ไม่ได้ ทิ้งให้อาณาจักรสเปนเหลือเพียงความว่างเปล่าและเป็นเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพิงทรัพยากรจากภายนอกเป็นหลัก

กลายเป็นว่าคำสาปที่ว่านี้ทำให้อาณาจักรสเปนเกิด ‘ภาวะอุตสาหกรรมถดถอย’ (Deindustrialization) สวนทางการพัฒนาจากนานาประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง เพราะปราศจากการพัฒนาเชิงโครงสร้างที่จะเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงในระยะยาว นับเป็นภัยร้ายที่แฝงเร้นจากความอสมมาตรทางความมั่งคั่งและโครงสร้างเศรษฐกิจที่พาอาณาจักรสเปนถดถอยในระยะยาว

อีกสาเหตุที่ทำให้พัฒนาการทางเศรษฐกิจถดถอยนั้นอาจเป็นผลมาจากปัจจัยทางสังคมและการเมือง โดยเฉพาะจากแนวคิดแบบพาณิชยนิยมที่มุ่งเน้นการกักตุนทอง ซึ่งมอบอำนาจให้กับผู้ปกครองและชนชั้นสูงเป็นหลักที่ถือครองที่ดินและสัมปทาน ในขณะที่พ่อค้าและแรงงานฝีมือที่จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกกีดกันหรือลดทอนอำนาจ

จากสภาพเศรษฐกิจที่จะได้รับผลประโยชน์จากการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จึงเป็นระเบียบเศรษฐกิจที่มอบอำนาจให้กับชนชั้นนำที่แสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Rent-seeking) มีบทบาทมากกว่า ถือครองพื้นที่ทางเศรษฐกิจมากกว่า แต่แทบไม่ได้นำไปสู่พัฒนาการทางโครงสร้างของเศรษฐกิจเลย อุตสาหกรรมและโครงสร้างต่าง ๆ จึงขาดโอกาสในการพัฒนาจากจุดเดิมที่เป็นอยู่

ในช่วงเวลาที่โครงสร้างเศรษฐกิจถดถอยนั้น อาณาจักรสเปนก็ดันมุ่งหน้าใส่ใจกับการทำสงครามจนต้องเอาต้นทุนมหาศาลไปลงกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายไปกว่าเดิม จนในช่วงปลายศตวรรษที่สิบหกไปจนถึงต้นศตวรรษที่สิบเจ็ด อาณาจักรสเปนมีการประกาศล้มละลายหลายต่อหลายครั้ง

จากปัจจัยทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาที่ผสมรวมกันจึงส่งให้อาณาจักรสเปนก้าวลงหุบเหวของวิกฤตเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างนานหลายศตวรรษ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาถือเป็นประเทศที่ ‘ถูกหวย’ จากการค้นพบแหล่งเงินแหล่งทองในประเทศใต้อาณานิคมของพวกเขา ทั้ง ๆ ที่โลหะมีค่าเหล่านี้หลั่งไหลเข้าไปที่อาณาจักรสเปนอย่างมหาศาล แต่มันกลับประทาน ‘โทษ’ มากกว่า ‘คุณ’ เสียอย่างนั้น 

โดยเรื่องทั้งหมดนี้ก็ถูกจดจำในประวัติศาสตร์ในนาม ‘การปฏิวัติราคา’ (Spanish Price Revolution)

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ดูไปดูมา แทบจะไม่ต่างอะไรจาก ‘สัญญาปีศาจ’ ที่ภายนอกดูน่าเย้ายวนใจ แต่เมื่อย่างกรายเข้าไปแล้วก็รู้ตัวอีกทีว่าตัวเองกำลังก้าวลงไปในหุบเหวของคำสาปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…

จะว่ากล่าวโทษเงินโทษทองว่าเป็น ‘กาลกิณี’ ก็ดูจะไม่แฟร์เสียเท่าไรนัก เพราะจากเรื่องราวที่กล่าวไปก็สะท้อนให้เห็นว่าหนทางสู่ความมั่งคั่งหาใช่ทางตรง หาใช่การได้มาซึ่งทรัพยากรล้นเหลือเพื่อยืนเด่นสง่าอย่างผู้สำเร็จ แต่หนทางสู่ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจคือการก้าวไปพร้อม ๆ กันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากร

หากปราศจากทรัพยากรก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจ 

หากปราศจากโครงสร้างที่แข็งมั่น ทรัพยากรที่ได้มาก็อาจไม่ต่างจากคำสาปที่ผู้ถือครองไม่สามารถถือมันไว้ได้

โอกาสจะมีหน้าตาเหมือนแสงสว่างแห่งความหวังหรือหุบเหวของคำสาปอาจจะขึ้นอยู่กับว่าเราคว้ามาแบบใด